• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 802557
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 9300 , 09:23:53 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน kwunk-log-cabin โหวตเรื่องนี้

มหาธรรม เรื่อง ประตูสู่มหายานทั้งสามที่กำเนิดในต่างประเทศ

 

เนื่องจากพระพุทธศาสนาแต่เริ่มเดิมทีนั้น ไว้สำหรับสัตว์ที่มีความพร้อม คือ พระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาสัตว์เปรียบเป็นบัวสี่เหล่า แล้วจึงเลือกสอนสัตว์เหล่าที่พร้อมก่อน สัตว์ที่เหลือจำต้องปล่อยไปตามกรรม แต่พระโพธิสัตว์มีจิตเมตตาและยังเวียนว่ายตายเกิดได้ จึงไม่จำเป็นต้องเลือกสัตว์เฉพาะที่พร้อมนิพพาน ก็สามารถฉุดช่วยสัตว์ที่ยังไม่นิพพานได้ด้วย จึงได้ขยายวงกว้างการโปรดสัตว์ลงไปถึงฐานล่าง จึงกลายเป็นแนวคิด “มหายาน” ขึ้นมาภายหลัง คือ การฉุดช่วยสัตว์ที่แม้ไม่พร้อมจะนิพพานในชาตินี้ แต่ก็มีปริมาณมาก จะปล่อยให้เต่าและปูกัดกินไปเสียหมด ก็ไม่ควร สมควรที่พระโพธิสัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดได้อยู่นั้นจะพึงช่วยได้ ส่วนพระสาวกใดที่พร้อมเข้านิพพานแล้ว ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้ เพราะเขายังไม่พร้อมเข้านิพพาน ก็จะเกิดกรรมพัวพันท่านทำให้ไม่นิพพานไปด้วยกันได้ พระอรหันตสาวกก็เอาตัวรอดให้หลุดพ้น แล้วรับวิบากกรรมให้หมดไป หากมีสัตว์ตนใดมีวิบากกรรมต้องมารับธรรมจากท่าน ท่านก็ให้ได้ แต่ถ้าสัตว์ตนใดไม่มี ก็ไม่มีกิจที่จะเข้าไปยุ่ง ดังนั้นหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์เหล่าอื่นที่ไม่พร้อมนิพพาน แต่ก็มีปริมาณมาก จึงเป็นของพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่ของพระอรหันตสาวก นี่คือวิถีธรรมของมหายาน หรือวิถีของโพธิสัตว์ที่แตกต่างจากอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

ประตูสู่มหายานทั้งสาม

เนื่องจากสัตว์จำนวนมากไม่อาจเข้าถึงพุทธศาสนาแท้จริงได้จำต้องอาศัย “ลัทธินิกาย” หรืออื่นๆ นอกพุทธศาสนา เพื่อเอาตัวเองให้รอดพ้นจากอบายภูมิก่อน เป็นเบื้องต้น เมื่อมีบุญบารมี มีอินทรีย์ที่พร้อมแล้ว จึงเข้าสู่พุทธศาสนาที่แท้จริงต่อไป พระโพธิสัตว์บางองค์จึงได้จุติลงมาสร้างศาสนาอื่นๆ หรือลัทธินิกายต่างๆ ไว้รองรับสัตว์เหล่านี้ ปูพื้นเป็นเบื้องต้น อนึ่ง การเกิดขึ้นของลัทธินิกายนี้ถ้าเป็นไปจากเจตนาที่จะให้เกิดความแตกต่างจากคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าด้วยอาศัยเอาความเชื่อในทิฐิส่วนตนแล้วย่อมกลายเป็น “สังฆเภท” ทันทีไม่ต่างจากพระเทวทัตกระทำมาแล้วฉะนั้น แต่ถ้าเกิดขึ้นเองโดยวิบากกรรม ก็นับว่ามิใช่สังฆเภท เช่น พระเยซูทรงประกาศหลักธรรมของท่านเองมิได้บวชเป็นพระสงฆ์ แต่มิได้สร้างศาสนาคริสต์ก็ถูกจับตรึงกางเขนตายเสียก่อน แม้สาวกทั้งสิบสองก็ตายเกือบหมดยกเว้นสาวกที่ยอมทรยศพระเยซูเท่านั้นจึงรอดได้ (เพราะศรัทธาในพระเยซู จึงแสร้งยอมทรยศพระองค์และได้รับความรอด) ต่อมา คนที่เหลือรอดก็ได้เผยแพร่แนวคิดของพระเยซูสืบไปจึงได้ก่อเกิดเป็นศาสนาคริสต์มาในภายหลัง แบบนี้ศาสนาเกิดเองไม่เกี่ยวกับสังฆเภท ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การหลุดพ้นทุกข์ได้เช่นกัน บทความต่อไปนี้จะกล่าวถึง “ประตูสู่มหายานที่ไม่ใช่ลัทธิหรือนิกาย” อันนำไปสู่การหลุดพ้นทุกข์ได้ ดังนี้

 

๑)   ประตูธรรมพระตั๊กม้อ (พราหมณ์-พุทธ ฝ่ายห่มเหลือง) กำเนิดที่อินเดีย

ท่านตั๊กม้อเป็นพระอินเดียมีพื้นฐานทางพราหมณ์มาก่อนแล้วจึงเข้าสู่พุทธแล้วบรรลุธรรมก่อนที่จะเดินทางไปเผยแพร่ธรรมที่ประเทศจีนโดยมิได้สร้างลัทธิหรือนิกายใหม่ๆ ขึ้นแต่อย่างใด ผู้ที่มีกรรมเกี่ยวข้องกับพราหมณ์ฮินดู หรือผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นยักษ์หรือพรหมมาเกิดย่อมอาศัยประตูนี้เข้าสู่ธรรมได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นชาวอินเดียหรือชาวพราหมณ์

๒)   ประตูธรรมพระจื่อกง (เต๋า-พุทธ ฝ่ายห่มเหลือง) กำเนิดที่ประเทศจีน

ท่านจื่อกง (คนไทยออกเสียงว่าจี้กง) เคยเป็นศิษย์สำนักคงทง ศึกษาวิชชากังฟูในลัทธิเต๋ามาก่อน จึงค่อยเข้าสู่พุทธศาสนาแล้วบรรลุธรรม อยู่ในวัดเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดา จึงมิได้สร้างลัทธิ หรือนิกายใหม่ขึ้นแต่อย่างใด ผู้ที่มีกรรมเกี่ยวข้องมาทางสายมารและอสูรย่อมอาศัยเต๋า เพื่อหลุดพ้นจากมารและอสูรได้ แล้วต่อยอดด้วยพุทธ เพื่อการบรรลุธรรม โดยเดินตามรอยพระจื่อกงดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นชาวจีนหรือผู้ศึกษาเต๋า 

๓)   ประตูธรรมพระเยซู (คริสต์-พุทธ ฝ่ายห่มขาว) กำเนิดที่ยุโรป

ผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นยักษ์มารมาเกิด เมื่อเข้าสู่คริสต์แล้วก็สามารถหลุดพ้นจากความเป็นยักษ์หรือมารได้ จากนั้นหากประสงค์จะเข้าสู่การบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไปก็สามารถต่อยอดสู่พุทธได้อีก (ปกติมักเป็นฝรั่ง) ส่วนคนที่มีจิตเป็นเทพเทวดานั้นเข้าสู่พุทธได้ทันที -จบ-      

มหาธรรม เรื่อง ความแตกต่างของสายธรรมมหายานฝ่ายห่มเหลือง

 

ดังที่ได้กล่าวในบทความก่อนหน้านี้ถึงสายธรรมมหายานที่แท้จริงที่ไม่อิงนิกายและลัทธิใดๆ อยู่นอกเหนือลัทธิและนิกายแต่อยู่ในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ ในส่วนผ้าเหลืองที่จัดเป็นมหายานนั้นได้แก่ สองสายธรรมใหญ่ๆ คือ สายธรรมของท่านตั๊กม้อและสายธรรมของท่านจื่อกง ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก แต่เกิดในยุคสมัยเดียวกัน ดังจะอธิบายดังนี้

 

๑)   วิถีการบรรลุธรรม

§         แบบท่านตั๊กม้อ       เป็นวิถีสาวกบรรลุได้โดยอาศัยอาจารย์ถ่ายทอด

§         แบบท่านจื่อกง        เป็นวิถีพุทธะ บรรลุได้ด้วยการเข้าถึงด้วยตนเอง

 

๒)   ผู้รับการถ่ายทอด

§         แบบท่านตั๊กม้อ       เป็นคนธรรมดาที่มีความพร้อมยอมเป็นพระสาวก

§         แบบท่านจื่อกง        เป็นพระราชาหรือผู้มีบุญบารมีมากพอบรรลุพุทธะ

 

๓)   รูปแบบกรรมฐาน

§         แบบท่านตั๊กม้อ       เป็นกรรมฐานอินเดีย (พราหมณ์) รูป-อรูปฌาน

§         แบบท่านจื่อกง        เป็นการเดินลมปราณสายเต๋าหรืออานาปานสติ

 

๔)   พื้นฐานทางศาสนา

§         แบบท่านตั๊กม้อ       เป็นพราหมณ์มาก่อนจึงมีประวัติท่านนั่งสมาธินาน

§         แบบท่านจื่อกง        เป็นเต๋ามาก่อน จึงมีประวัติเรื่องการฝึกลมปราณ

 

๕)   ลักษณะการเผยแพร่

§         แบบท่านตั๊กม้อ       เหมือนพระพุทธเจ้าคือจากชนชั้นสูงลงสู่ชั้นล่าง

§         แบบท่านจื่อกง        เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าคือจากล่างสู่พระราชา

 

เนื่องจากพระตั๊กม้อ เคยเป็นพระราชโอรสของเชื้อสายกษัตริย์อินเดีย แต่มาบวชพระแล้วถ่ายทอดธรรมสู่คนธรรมดา แต่พระจื่อกงเป็นคนธรรมดามาก่อนแล้วถ่ายทอดธรรมให้พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ โดยพระตั๊กม้อรับสืบทอดสายธรรมจากพระมหากัสสปะ แต่พระจื่อกงบรรลุได้ด้วยตนเองเกือบจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วแต่ถูกจิตวิญญาณเข้าแทรกขวางไว้จึงมีอาการต้องดื่มเหล้าตลอดเพื่อโปรดจิตวิญญาณนั้น เมื่อมีจิตวิญญาณขวางไว้ไม่ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงไม่เกิดปัญหาต่อสามภพ และได้ทำหน้าที่คล้ายๆ พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ การโปรดผู้ที่มีบุญบารมีคล้ายดั่งพระเจ้าจักรพรรดิ คือ พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ฮ่องเต้ สองสายธรรมนี้ ปกติไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ควรเป็นแบบใดแบบหนึ่ง แต่เนื่องจากหลังพระพุทธองค์ทรงนิพพานแล้ว อายุขัยมนุษย์ก็ต่ำลงมาก จนเข้าสู่ยุคที่คล้ายยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนี้ ผู้ที่คล้ายดั่งพระเจ้าจักรพรรดิก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับผู้ที่เจริญเดินตามรอยพระพุทธเจ้าอีกด้วย (พระตั๊กม้อ) อนึ่ง สายธรรมของท่านตั๊กม้อได้สิ้นสุดลงในสมัยของท่านเว่ยหลางแต่ศิษย์ผู้หนึ่งของท่านเว่ยหลาง ซึ่งไม่ได้บรรลุธรรมในช่วงที่ท่านเว่ยหลางมีชีวิตอยู่นั้น ก็แย่งชิงบาตรและจีวรของท่านเว่ยหลางกัน จนท่านหนึ่ง คือ ท่านตี้หุย (พระปัญญา) ก็พ่ายแพ้และปลงอนิจจังจนบรรลุพุทธะด้วยตนเอง เฉกเช่น พระจี้กงอีกท่านหนึ่ง แต่การบรรลุด้วยตนเองไม่มีครูที่มีชีวิตอยู่สอนแล้วนี้ มิได้มีกำลังถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เนื่องจากมีวิบากกรรมเช่นพระจี้กง จึงถูกจิตวิญญาณอื่นๆ เข้าแทรกขวางไว้ก่อน เรื่องการบรรลุธรรมด้วยตนเองของลูกศิษย์รุ่นหลังท่านเว่ยหลางนี้ไม่มีคนเข้าใจและไม่มีใครรู้นักต่างก็คิดว่าสายธรรมของท่านตั๊กม้อสิ้นสุดลงที่ท่านเว่ยหลาง พระอรหันต์ก็หมดลงแล้ว ทว่า กลับมีผู้บรรลุธรรมด้วยตนเองเกิดขึ้นได้อีก เช่น ท่านตี้หุย เป็นต้น สำหรับผู้เขียนได้ศึกษาสายธรรมแบบเต๋า-พุทธ (สายท่านจี้กง) มิได้รับธรรมจากท่านที่บรรลุธรรมแล้วบนโลก แต่พากเพียรเพื่อการเข้าถึงด้วยตนเอง จึงมีจิตวิญญาณมาแทรกมากดังที่ได้อธิบายไว้ในหลายบทความ สำหรับบทความนี้ ขอจบลงเพียงเท่านี้ – 

มหาธรรม เรื่อง “พระกวนอิม” และสายธรรมมหายานฝ่ายห่มขาว

 

พระภิกษุณีกวนอิม บรรลุธรรมได้ด้วย “มโนมยิทธิ” ในตอนแรก ทรงได้นิมิตฝันว่าถ้ามีกิ่งหลิวงอกออกมาเองจากแจกัน จะเป็นนิมิตหมายว่าท่านจะได้บรรลุธรรม เหมือนในครั้งที่พระพุทธเจ้าก็ทรงกระทำการลอยถาดอธิษฐาน ก็เชื่อมั่นว่าจะทรงบรรลุธรรมได้ ท่านจึงไปนั่งสมาธิเพราะเห็นกิ่งหลิวโผล่ออกมาจากแจกันโดยไม่ทราบว่ามีเด็กคนหนึ่งไปแกล้งท่าน หลอกท่านด้วยการเอาไปใส่ ถ้าพระกวนอิมเห็นแล้วเชื่อมั่นว่าตนบรรลุธรรมแล้ว ไม่มีกิเลสในจิตตน จิตไม่มีกิเลส จิตประภัสสรอยู่แล้วก็จะบรรลุเซนได้ ทว่า ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ จึงไปนั่งสมาธิต่ออีก ต่อมาเด็กคนเดิม ก็มาแกล้งท่านอีกด้วยการเอาไม้ไปเคาะหัว ทำให้จักระที่เจ็ดคือกระหม่อมท่านเปิด จนลูกศิษย์เห็นลำแสงสีแดงพุ่งออกจากศีรษะจนทีแรกนึกว่าเลือดออก แล้วกายทิพย์ก็หลุดออกไปยังสุขาวดี ได้ฟังธรรมจากพระยูไลจน บรรลุธรรมกลับมา นี่คือ บรรลุธรรมด้วยมโนมยิทธิ ซึ่งคือ ถอดกายทิพย์ออกไปฟังธรรม อนึ่ง สำหรับพระพุทธเจ้านั้นทรงบรรลุอรหันต์ด้วย “รูปญาณไม่ใช่อรูปญาณ” และไม่ใช่กรรมฐานตัวอื่นๆ ทรงกล่าวแก่พระอนุรทธะว่า “ก็นิมิตนั่นแหละ เธอจงแทงให้ตลอดเถิด” คือให้พิจารณาความเป็นที่สุดแห่งนิมิต หรือนำนิมิตมาตีปริศนาธรรมนั้นเอง ส่วนพระสารีบุตรสาวกเบื้องขวานั้น บรรลุธรรมได้ด้วย “สติปัฏฐานสี่” เป็นผู้มีสติละเอียดถึงขั้นนับเม็ดฝนในหมื่นโลกธาตุที่ตกลงมาพร้อมกันในคราวเดียวได้ จึงเป็นเลิศทางปัญญานั่นเอง   

 

อนึ่ง พระอรหันต์สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยวิธีต่างกัน หากท่านใดบรรลุธรรมได้โดยไม่มีการเจริญกรรมฐานใดเลยจะเรียกว่า “วิถีเซน” แต่ถ้าไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการไม่เจริญกรรมฐานก็ไม่ใช่เซนเช่น พระอัญญาโกญทัญญะบรรลุด้วย “วิชชาธรรมจักร” ด้วยการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วกำหนดจิตตาม เกิดการหมุนวนของจักระภายใน จนเข้าสู่ภาวะไร้การปรุงแต่งใดๆ แล้วเข้าใจธรรมได้โดยง่าย ทำนิพพานให้แจ้งได้ฉับพลัน พระอนุรุธะบรรลุธรรมได้ด้วย “รูปฌาน” ท่านสุภัททะ บรรลุได้ด้วยเซน ขณะเดินจงกลมไปมาในวันปรินิพพานคืนเดือนเพ็ญ เดินจงกลมยังไม่บรรลุ แต่กลับไปแหงนดูดวงจันทร์ เห็นเมฆที่บดบังได้ลอยเลื่อนออกไป ก็เข้าใจว่าจิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์อยู่แล้ว จึงบรรลุธรรม อนึ่ง ผู้บรรลุเซน นับได้ว่าเป็นการบรรลุสูงสุดทางฝ่ายปัญญาถึงขั้นพุทธะ ไม่ใช่อรหันตโพธิสัตว์หรืออรหันตสาวก เฉกเช่น ผู้ที่บรรลุด้วยวิชชาธรรมจักรได้ จะบรรลุได้สูงสุดถึงพุทธะเช่นกัน แต่จะเป็นเลิศทางฝ่ายอภิญญา อนึ่ง ผู้บรรลุด้วยเซนก็ดี, ธรรมจักรก็ดีไม่จำเป็นต้องบรรลุสูงสุดของวิถีนั้นๆ ก็ได้ ก็สามารถบรรลุธรรมได้เช่น พระอรหันตโพธิสัตว์ ย่อมสามารถบรรลุอรหันต์ได้แบบเซน, หรือพระอรหันตโพธิสัตว์ ย่อมบรรลุธรรมได้ด้วยการฝึกธรรมจักรแม้ไม่ถึงขั้นสูงสุดก็ตาม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบรรลุได้ด้วยวิธีการใดก็เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการทั้งหมด ไม่ใช่ทุกอย่าง ไม่อาจยึดแม้แต่วิธีการได้ คนที่บรรลุด้วยเซนแล้วยึดว่าเซนดีที่สุด เซนดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไปไม่ถึงที่สุดอีกเช่นกัน นั่นคือ ยังติดวิธีการอยู่ ยังไม่ละกรรมฐานหรือวิธีการใดๆ ทั้งปวง แม้เซนจะเป็นวิธีการที่ไม่มีการฝึกแต่ถ้ายึดติดก็เป็นการยึดติดเหมือนกัน คือ ยึดติดการไม่ฝึกอะไรเลยนั่นเอง แท้แล้ว จะฝึกก็ได้ ไม่ฝึกก็ได้ บรรลุเหมือนกันทั้งสองแบบ แต่คนที่บรรลุได้โดยไม่ฝึกจิตเขาเรียกว่าเซน

 

“กระจกใสแล้ว ไม่ต้องเช็ด” หรือ “ธรรมมีอยู่ทุกที่ทุกเวลา อ่านตำราไปทำไม” นี่คือแนวคำสอนของเซน เพื่อจะให้บรรลุเซน จำต้องไม่ให้ปฏิบัติอะไรอื่น นอกจากทำกิจของตนให้สิ้น, ให้จบไปเท่านั้น เซน จึงไม่สอนให้ทำสมาธิเลย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการทำสมาธิจะไม่ทำให้บรรลุธรรมได้ ทว่า คนในปัจจุบันน้อยคนนักที่ทำสมาธิแล้วจะไม่ติดสมาธิ พอเริ่มได้สมาธิ, ได้ฌาน ก็ติดสมาธิ, ติดฌาน พอเริ่มเห็นกรรมฐานของตนมีคุณค่า ก็เริ่มติดกรรมฐานว่ากรรมฐานนี่แหละเป็นของดีของวิเศษ ของควรแก่การเผยแพร่ให้มาก เป็นต้น บางท่านไม่ปฏิบัติจิตเลย อ่านแต่ตำราอย่างเดียว จิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย แบบนี้ก็ยึดตำรามากเกินไป ไม่บรรลุธรรมอีก สรุปง่ายๆ ก็คือ เซน เข้าถึงธรรมด้วยปัญญา ไม่ต้องฝึกจิตไม่ต้องใช้กรรมฐาน ไม่ต้องเจริญอะไร ไม่ต้องนั่งสมาธิก็บรรลุเซนได้ เฉกเช่นพระอานนท์ที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้ามาตลอดไม่บรรลุ พอหมดกิจอุปัฏฐากก็บรรลุได้ -จบ-  

มหาธรรม เรื่อง มหายานไร้ลัทธิและนิกาย ไม่เน้นให้ต้องกินเจ

 

พระเทวทัตพยายามที่จะสร้างรูปแบบในการปฏิบัติในแบบของตนขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นการทำ “สังฆเภท” คือ กลายเป็นมูลเหตุให้เกิดการแตกแยกและทะเลาะวิวาทกันของหมู่สงฆ์ในภายหลัง ดังนี้ การสร้างรูปแบบการปฏิบัติใดๆ ขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่จนก่อให้เกิดเป็นลัทธิหรือนิกาย จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีงามที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเลยแม้แต่น้อย จริงๆ แล้วการกินเจนั้นไม่ใช่มาตรฐานว่าทุกคนต้องทำตามก็ได้ แม้แต่การบำเพ็ญบารมีแบบโพธิสัตว์ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการกินเจ หรือถ้าไม่กินเจแล้วจะไม่บรรลุโพธิจิตก็หาไม่ การกินเจเป็นการบำเพ็ญบารมีวิธีหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นมาตรฐานให้ต้องทำ แต่ละคนมีจริตที่แตกต่างกัน ใครเหมาะสมจะกินเจก็กิน ใครยังไม่เหมาะจะกินก็ไม่ต้องกิน การพยายามทำให้คนทุกคนต้องมาทำในแบบเดียวกันนั้น จะก่อให้เกิดลัทธินิกายขึ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนเลย คนเราไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญบารมีเหมือนกัน คน เราต่างกัน ต่างจริต ต่างวิถี มีวิธีบำเพ็ญบารมีต่างกัน ปัจจุบัน ลัทธิและนิกายที่เน้นให้กินเจ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยมาก หากเราศึกษาพุทธศาสนาให้ลึกซึ้งเราจะทราบว่านี่ไม่ใช่มาตรฐานที่ต้องทำเหมือนกันก็ได้ สิ่งที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันคือ เมื่อบรรลุถึงโสดาบันแล้วจะมี “สัมมาอาชีวะ” เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่มีศีลพรตปรามาสเท่านั้น

 

คัมภีร์ลังกาวตารสูตรว่าด้วยการไม่กินเนื้อสัตว์

คัมภีร์ลังกาวตารสูตรสอนให้ละเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนถึงสามครั้ง นี่คือ ความจริงข้อที่หนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงเลือกธรรมสอนสัตว์ที่แตกต่างกัน คือ ต่างคนต่างได้ธรรมที่เฉพาะตัวต่างกันแต่ตรงนิพพานทั้งสิ้น ไม่ใช่หมายว่าทุกคนจะต้องเหมือนกัน เช่น นาย ก ได้ฟังพระสูตรมหาสติปัฏฐานแล้ว ไม่จำเป็นต้องยึดว่าเป็นมาตรฐานให้คนอื่นๆ ต้องทำตามด้วย หรือไปบอกว่าอีกคนที่เจริญกสิณอยู่นั้นผิดเสมอไป คนเรามีจริตต่างกัน ควรได้รับธรรมต่างกันตามจริตนั้น ไม่จำเป็นต้องเอามาเป็นมาตรฐานบังคับใช้กับทุกคน ถ้าพระพุทธเจ้าทรงสอนสัตว์ที่ลังกา แสดงว่าคนที่ได้ รับฟังนั้นเหมาะสมที่จะนำไปปฏิบัติ แต่คนอื่นที่ไม่ได้ฟังหรือได้ฟังอีกพระสูตรหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องทำตามกัน ใครได้ฟังแบบไหน เหมาะกับตนแล้วก็ทำแบบนั้น ถ้าเอามาเป็นมาตรฐานในการกำหนดคนอื่นๆ ให้เหมือนกับตน จะทำให้เกิด “ลัทธิหรือนิกาย” ขึ้นได้ ดังนี้ ในไตรปิฎกจึงมีเขียนชัดเจนว่าพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธพระเทวทัตที่จะให้หมู่สงฆ์ทั้งหมดต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์แต่ทรงเลือกที่จะสอนชาวลังกาแทน แสดงว่าชาวลังกานั้นๆ เหมาะสมที่จะปฏิบัติตามพระสูตรนี้ นั่นเอง นี่คือ สิ่งที่พระองค์ทรงเล็งเห็นความแตกต่างของหมู่สัตว์ด้วยทิพยญาณแล้ว ในประเทศไทยเรา เชื่อว่า “ลังกา” เป็นเมืองยักษ์ มีคำว่า “กรุงลงกา” ซึ่งคล้ายกับคำว่า “ลังกา” มาก อันเป็นเมืองของยักษ์ทศกัณฐ์ นี่อาจเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่จะเทศนาธรรม “ลังกาวตารสูตร” เฉพาะที่ลังกาก็ได้

 

การสร้างมาตรฐานให้คนมากินเจเหมือนกันเป็นการสร้างนิกายใหม่

แม้จริงแล้ว “มหายาน” แต่เดิมนั้นไม่ใช่นิกาย เฉกเช่นเดียวกับ “ตันตระ” ที่หมายถึงวิธี การฝึกจิตต่างๆ หรือแม้แต่ “เซน” ที่เดิมหมายถึงวิธีเข้าถึงธรรมโดยไม่ต้องฝึกจิต อันพึ่งตรงสู่การรู้แจ้งด้วยตนเองหรือเข้าถึงพุทธสภาวะ ทว่า เมื่อนานวันเข้าก็ยึดถือว่าแนวทางแบบของตนเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทุกคนต้องทำตามทั้งหมด ทั้งมหายาน, ตันตระ, เซน ก็กลายเป็นลัทธิหรือนิกายขึ้นมา อันคำว่า “ลัทธิ” หรือ “นิกาย” นั้นไม่ใช่ของดี จริงๆ แล้ว “มหายาน” หมายถึงยานใหญ่ที่หาวิธีลัด, สั้น, ง่ายตรงสู่การบรรลุธรรมอย่างรวดเร็วเพื่อ ให้โปรดสัตว์ได้จำนวนมากๆ ในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยสั้นนี้นั่นเอง ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมแล้ว อาจตรงสู่นิพพานเลย หรือปรารถนาพุทธภูมิ บำเพ็ญบารมีเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกก็ได้ ไม่ใช่มาตรฐานว่าทุกคนจะต้องเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เน้นที่ “บรรลุธรรม” ให้ได้ก่อนโดยเร็ว เพื่อให้รู้ตัวเอง เลือกทางตนเองได้ถูกต้อง ไม่หลงทางนั่นเอง แต่เมื่อภายหลัง คนไม่ทราบว่าการบรรลุธรรมแบบเร็วลัดคืออะไร จึงเหลือแต่เรื่องการบำเพ็ญบารมีและเรื่องของพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งง่ายกว่าการลัดตัดตรงเพื่อการบรรลุธรรมนั่นเอง  -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง  มหายานไม่จำเป็นต้องมาจากต่างประเทศ

 

การปฏิบัติมหายาน ไม่จำเป็นต้องเดินตามแบบลัทธิมหายานที่เผยแพร่มาจากจีน, ทิเบต, ไต้หวัน หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเพราะมหายานในประเทศไทยเอง ก็มีเหมือนกัน ทว่ามหายานในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะความเป็นลัทธินิกายนั่นเอง ผู้ปฏิบัติธรรมที่ค้นพบสัจธรรมแท้ ออกจากกรงขังแห่งลัทธินิกายได้ ย่อมพบว่ามีพุทธศาสนาดั้งเดิมที่แท้จริงอยู่ และคำว่า “มหายาน” ที่ไม่ใช่ลัทธิและนิกาย แต่เป็นวิถีของการบรรลุธรรมแบบเร็วลัด ฉุดช่วยคนจำนวนมากๆ ในเวลาอันสั้นนั้นยังมีอยู่จริง และดำเนินตามวิถีของพระพุทธเจ้าสมณโคดมไม่เปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องบังคับให้มีการกินเจ ตามแนวทางของพระเทวทัตผ็ทำสังฆเภทแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวคิดที่ยัง แตกต่างกันอยู่บางประการ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาดังจะได้อธิบายในบทความดังนี้

 

เผยแพร่ธรรมแบบพระฉันนะ จะไม่เกิดลัทธิหรือนิกาย

ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่เอานิพพานในชาตินี้ แต่ปฏิบัติถึง “อรหันตโพธิสัตว์” แล้วมิได้อยู่ในเพศฆราวาส ย่อมสามารถดำรงอยู่อย่างพระฉันนะได้ คือ การอยู่โดยแยกออกจากหมู่สงฆ์ที่ปรารถนานิพพานในชาตินี้ แต่มิใช่เป็นการทำสังฆเภท มิใช่การกระทำตัวเองให้มาอยู่ต่างหาก แต่จะได้รับ “วิบากกรรม” ที่ผู้อื่นกระทำต่อเรา เช่น พระฉันนะที่ถูกลงพรหมทัณฑ์นั่นเอง พระบางรูปจะถูกขับไล่ออกจากวัดโดยไม่ได้มีความผิดมากมายถึงขั้นต้องออกจากวัดก็มี ให้ท่านพิจารณาดูว่าอาจเข้าข่ายสำเร็จ “อรหันตโพธิสัตว์” และอยู่ร่วมกับสงฆ์เหล่านั้นไม่ได้ ก็ให้เข้าใจแล้วยอมจำนนด้วยผลจากวิบากกรรมที่ถูกไล่ออกนั้น แต่ไม่ควรกระทำการออกมาด้วยตนเอง เพราะจะกลายเป็นกรรมที่ตนเองก่อได้ อันนี้ไม่ควร

 

ผ่อนปรนศีลเฉพาะในฆราวาส ย่อมไม่ทำสงฆ์แตกแยก

การผ่อนปรนศีลหรือเพิ่มศีลก็ดี ไม่ควรกระทำในหมู่สงฆ์ห่มเหลือง ในสมัยโบราณเหล่านิกายมหายานประชุมกันผ่อนปรนศีล พอไม่ได้รับความนิยมจากสังคมเพราะศีลน้อย ก็ใช้การเพิ่มศีลให้มากขึ้น แข่งกับของเก่าที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ดูว่าตนน่าศรัทธามีศีลมาก นี่ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง การผ่อนปรนศีลตามพุทธานุญาติโดยพระอานนท์นั้น มีอยู่ แต่ท่านทำให้ฆราวาสที่ต้องการ “บวชใจเป็นพระ” แต่ไม่สามารถทำได้เพราะตระกูลพราหมณ์ของตนไม่ยอม ศีลนั้นมีสิบข้อ แต่ไม่ใช่ศีลสิบทั่วไป มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกลองค้นดูได้

 

มหายานในดินแดนสยาม มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

มหายานในความหมายที่ไม่ใช่ลัทธิหรือนิกาย แต่หมายถึงการโปรดสัตว์ให้บรรลุธรรมจริงๆ จำนวนมากในเวลาสั้นนั้น ยังไม่ปรากฏชัดในประวัติศาสตร์ไทย แต่เซนที่เน้นเป็นจิตสู่จิต คนต่อคน นั้นปรากฏมีอยู่บ้าง ประเทศไทยจึงมีประวัติแต่การเข้ามาของมหายานในฐานะลัทธิหรือนิกายๆ หนึ่ง ในสมัยตั้งแต่สุโขทัยรับเอาลัทธิเถรวาทมานั้น เถรวาทก็มีจุดมุ่งหมายรักษาพระธรรมไว้ด้วยการสอดมนต์ท่องจำ สิ่งนี้ ก็ไม่ใช่พุทธดั้งเดิมแท้อยู่แล้ว แต่เป็นจิตโพธิสัตว์ที่คิดเพื่อมวลสัตว์ในวันข้างหน้า จึงเป็นมหายานมาแล้วแต่ต้น จากนั้น ก็มีการรับเอามหายานที่เป็นลัทธิมาจากจีน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, ทิเบต, ไต้หวัน

 

ความแตกต่างของมหายานสยามกับมหายานต่างแดน

มหายานแบบสยามก็คือนิกายเถรวาทนี่แหละ เป็นมหายานเพื่อการโปรดสัตว์ ก็เป็นแบบโพธิสัตว์เหมือนกัน เพียงแต่เน้นให้เคร่งครัดและดูใกล้เคียงกับพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ให้มากก็เท่านั้นเอง มหายานแบบนี้ออกแนวพุทธปนพราหมณ์ เช่น มีการสวดมนต์ต่างๆ ในพิธีกรรมตามบ้านเรือนของปุถุชน ซึ่งสิ่งนี้แท้แล้ว เป็นกิจของพราหมณ์มาก่อน ไม่ใช่กิจของพุทธ เมื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลขอม ครอบงำสุโขทัย พ่อขุนรามได้ให้พระสงฆ์เข้ามาแทนที่พราหมณ์พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นพราหมณ์ปนพุทธไปโดยปริยาย ถ้าพิจารณาถึงแก่นแท้คือจิตวิญญาณกันเลย ก็จะพบว่าพระสงฆ์ไทยมีหลายแบบ ทั้งแบบที่มีจิตวิญญาณเป็นพรหม (ฤษี), พระโพธิสัตว์, เทพ ฯลฯ ผสมปนเปกันอยู่ -จบ-

มหาธรรม เรื่อง ประตูสู่มหายานทั้งสามที่กำเนิดในประเทศไทย

 

ดังที่ได้กล่าวถึงประตูสู่ธรรมฝ่ายมหายานทั้งสามมาแล้วข้างต้น จะกล่าวถึงสายธรรมฝ่ายมหายานในประเทศไทยบ้าง หรือก็คือการเผยแพร่ธรรมของพระโพธิสัตว์ที่ไม่มุ่งเน้นว่าจะต้องนิพพานในชาตินี้หรือยุคสมัยนี้ แต่ฉุดช่วยสัตว์ให้หลุดพ้นทุกข์ให้ได้มากขึ้นก็พอ บทความต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงสายธรรมของพระโพธิสัตว์ในประเทศไทยบ้าง ดังต่อไปนี้ 

 

สายธรรมพุทธดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย (หลวงปู่เทพโลกอุดร)

สายธรรมของหลวงปู่เทพโลกอุดร ที่เราเรียกขานกันเอง แต่งตั้งกันเองนี้ หมายถึงพระที่อยู่แต่ในป่าเขาและไม่เข้ามาคลุกคลีกับผู้คนทั้งยังได้บรรลุธรรมอย่างแท้จริงแล้วอีกด้วย จึงเป็นสายธรรมที่สืบเนื่องต่อมาจากพระพุทธเจ้าดั้งเดิมแท้ ที่ตรงสู่นิพพานอย่างแท้จริง ไม่ใช่สายธรรมของพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะมีอยู่เฉพาะในแถบประเทศไทย, พม่า, ลาว, เขมร เท่านั้นเอง (สุวรรณภูมิ) ไม่มีปรากฏเหลืออยู่ในประเทศอินเดีย, ศรีลังกา หรือจีนเลย 

 

สายธรรมพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่ได้สร้างลัทธินิกาย (ธรรมของพระโพธิสัตว์)

ในประเทศไทยมีผู้เข้าสู่พุทธศาสนาทั้งผู้ที่มีความเป็นสาวก เช่น มีจิตวิญญาณเป็นภิกษุ และผู้ที่มีความเป็นพระโพธิสัตว์เพราะมีจิตเป็นพระโพธิสัตว์ ทำให้เกิดความต่างกันขึ้น ในส่วนของผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ยังมีทั้งที่อยู่ในลัทธินิกายและผู้ที่ไม่มีลัทธิหรือนิกายอีกด้วย ที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะสายธรรมฝ่ายมหายานที่ไม่มีนิกายดังนี้

 

๑)   สายธรรมสู่เบื้องล่าง (แบบพระตั๊กม้อ)

เช่น หลวงปู่ปาน, หลวงปู่มั่น, หลวงพ่อสด ฯลฯ ท่านเหล่านี้ มิได้เดินธรรมแบบอรหันตสาวกทั่วไปเพราะมีบุญบารมีมากกว่าสาวกทั่วไป (บารมีเทียบเท่าอสีติมหาสาวก) เพราะได้บรรลุ “พุทธะ” แล้วทั้งสิ้น แต่เมื่อบรรลุพุทธะแล้วมักมีจิตวิญญาณ “พรหม” เข้าแทรกด้วยเพราะวิบากกรรมเก่ายังไม่หมดสิ้น (คนมีบุญมากก็มีกรรมมากด้วย เช่น ทำสงครามกู้ชาติได้บุญมากก็จริงแต่กรรมก็มากไม่น้อย) ทำให้สอนกรรมฐานคนเป็นกิจ ซึ่งปกติแล้วพระอรหันตสาวกย่อมไม่มีกิจนี้ ท่านย่อมละวางทุกกิจ แม้แต่กิจการสอนกรรมฐานต่างๆ

 

๒)   สายธรรมสู่เบื้องบน (แบบพระจื่อกง)

เช่น พระศรีศรัทธา (พระอาจารย์ของพระธรรมราชาลิไท), หลวงพ่อโต (พระราชอาจารย์ของพระปิยมหาราช) เป็นต้น ท่านเหล่านี้บรรลุ “พุทธะ” แล้วเช่นกัน แต่เป็นการบรรลุได้ด้วยตนเอง ซึ่งกำลังญาณยังไม่ทันถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ถูกจิตวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรแทรกเข้าขวางไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะตรัสรู้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ได้ ซึ่งไม่ควรจะเกิดในห้าพันปีของพุทธกาลแห่งพระพุทธเจ้าองค์นี้ จึงต้องขวางไว้ดังกล่าว

 

๓)   สายธรรมฝ่ายห่มขาว (แบบพระเยซู-กวนอิม)

เช่น ครูบาขาวปี เป็นต้น สายธรรมนี้มิได้เผยแพร่ในวงกว้าง จึงไม่เกิดเป็นลัทธิหรือนิกายขึ้น ครูบาขาวปี มิได้สอนให้ใครทำตามท่าน ท่านได้รับวิบากกรรมต้องถูกกลั่นแกล้งถอดจีวรออก ในที่สุดท่านก็ห่มขาวและยังมีผู้คนนับถือเป็นพระอยู่เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะไม่มีผ้าจีวรสีเหลืองห่มแล้วก็ตาม นับเป็นสายธรรมฝ่ายห่มขาวที่ตรงต่อพุทธะโดยแท้

 

อนึ่ง สายธรรมฝ่ายมหายานที่ไม่มีลัทธิและนิกายในประเทศไทยก็มีปรากฏอยู่ไม่ต่างจากในต่างประเทศ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สำคัญคือ นอกจากสายธรรมฝ่ายมหายานแล้ว ยังมีสายธรรมที่เป็นแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เฉพาะแต่ในดินแดนแถบนี้อีกด้วย ที่เรียกกันว่า “สายหลวงปู่เทพโลกอุดร” นั่นเอง ดังนั้น สายธรรมฝ่ายมหายาน จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสายธรรมที่มาจากต่างประเทศแต่อย่างใดเลย แต่เราก็มิได้ปฏิเสธสายธรรมที่มาจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทย “ใจกว้าง” เปิดรับทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลืมรากฐานความเป็นไทย หรือสิ่งดีๆ ที่เราเองก็มีอยู่แล้ว ก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้นนั่นเอง -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีตามพระโพธิสัตว์แบบต่างๆ

 

การบำเพ็ญบารมีมีหลายแบบ หรือจะเลือกบำเพ็ญทศบารมีเป็นตัวๆ ไปก็ได้ แต่ในชีวิตจริงปัจจุบันนี้ การบำเพ็ญทีละตัวไปอย่าง “ทศชาติชาดก” นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะชีวิตจริงคนเรามีหลายมิติ จะให้มีบารมีแต่ตัวเดียวในหนึ่งชาติ คงไม่ได้ อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีตามนิทานทศชาดก แจงให้เห็นเพื่อความง่ายต่อความเข้าใจ แต่ในบทความฉบับนี้ จะขอแสดงในรูป “บุคลาธิษฐาน” คือ ทำตามแบบบุคคลที่ทำบารมีมาดีแล้ว ดังนี้

 

๑)   แบบพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (ผู้ตาม)

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ดูแลครอบครัวเป็นลูกกตัญญู ก็สำเร็จแล้ว, หรือปฏิบัติธรรมให้เข้าใจแล้วช่วยเหลือผู้คนด้วยทานบารมี หรือสนับสนุนพระพุทธศาสนาหรือผู้มีธรรมด้วยปัจจัยต่างๆ ก็สำเร็จแล้ว ไม่ยากเลย ปกติคนจะได้กันมาก แม้แต่แม่ที่รักลูกเป็นแม่ที่ดี ก็สำเร็จโพธิจิตกายนี้ได้ มักไม่ค่อยมีบทบาทอื่นนอกจากอยู่ในบ้าน หรือโยมอุปถัมภ์

๒)   แบบพระวัชรปานีโพธิสัตว์ (ผู้นำในบ้าน)

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ปฏิบัติธรรม, บำเพ็ญปัญญาบารมีให้มากขึ้น หรือเป็นบิดาของพระนิตยโพธิสัตว์ หรือมีหน้าที่เป็นนักเขียน, นักปราชญ์, นักบวช, ที่ปรึกษา ฯลฯ ได้ แต่ปัญญาบารมีจะยังไม่ถึงขั้นจะได้ฌานหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ผู้หยั่งรู้ด้วยตนเองแต่จะรู้ได้ด้วยการอ่านมาก, ฟังมาก ซึ่งแบบนี้ ผู้ชายพอสำเร็จได้ไม่ยาก เช่น ท่านพุทธทาส*

๓)   แบบพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ (ผู้ช่วย ผู้นำ)

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ปฏิบัติธรรม, บำเพ็ญปัญญาบารมีให้มากขึ้น หรือเป็นบิดาของพระนิตยโพธิสัตว์ หรือมีหน้าที่เป็นนักเขียน, นักปราชญ์, นักบวช, ที่ปรึกษา ฯลฯ ได้ แต่ปัญญาบารมีจะสูงขึ้นกว่าแบบก่อนหน้านี้ ถึงขั้นได้ฌานหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ผู้รู้ด้วยการอ่านมาก ฟังมาก ซึ่งแบบนี้ต้องกล้าพอที่จะ “เผาตำราทิ้ง” หรือทิ้งความรู้เดิมของตน เมื่อบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งจะ “รจนาคัมภีร์” ของตนเองได้สำเร็จ เป็นตำราใหม่ไม่เหมือนใคร

๔)   แบบพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ผู้นำ ลุยเดี่ยว)

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ปฏิบัติธรรม, บำเพ็ญเมตตาบารมีให้มากขึ้น โดยการเป็นผู้นำโปรดสัตว์ด้วยปณิธานของตนเอง มักเริ่มจากสัตว์ชั้นล่าง, ทุคติภูมิ, อบายภูมิ พวกมีทุกข์มากก่อนเช่น โปรดผี-สัตว์นรก, เปรต, ญาติที่ตายไปแล้ว, ชาวนาที่ยากจน, คนป่วย, คนพิการ ฯลฯ แบบนี้จะมีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่มีผู้ตามน้อยมาก มีคนช่วยเหลือไม่มาก ไม่มีทีมงานใหญ่ มักบุกเดี่ยวลงท่ามกลางกองทุกข์ แต่ก็เริ่มมีความเป็นผู้นำเต็มตัวแล้ว 

๕)   แบบพระเมตตรัยโพธิสัตว์ (ผู้นำ ใช้ทีมงาน)

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ปฏิบัติธรรม, บำเพ็ญขันติบารมีให้มากขึ้น โดยการเป็นผู้นำโปรดสัตว์โดยผ่านผู้อื่น (ใช้ผู้อื่นทำแทน เนื่องจากตนเองมีบารมีมากพอแล้ว ในขณะที่แบบอื่นที่ผ่านมา บารมียังไม่พอ) มักเลือกสัตว์ชั้นบนที่เหมาะแก่การรับธรรมก่อน ได้แก่ บัวเหล่าที่พ้นน้ำแล้วทั้งหลาย ต่างจากแบบกษิติครรภ์ (ที่จะโปรดแต่เบื้องล่าง) แบบนี้จะมีตำแหน่งเป็นผู้นำ และมีเทพเป็นบริวารจำนวนมาก ไม่ได้บุกเดี่ยวเป็นฮีโร่ไปช่วยใคร แต่จะถูกรายล้อมและผูกมัดด้วยบริวารจำนวนมาก เป็นผู้นำที่ใช้คนเป็น ไม่ได้ลุยเดี่ยว

๖)   แบบพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ (ผู้นำ ทำด้วยใช้คนด้วย) 

บำเพ็ญบารมีโดยทำหน้าที่ปฏิบัติธรรม, บำเพ็ญวิริยะบารมีให้มากขึ้น โดยการเป็นผู้นำโปรดสัตว์ด้วยพละกำลังของตนเองและผู้อื่นร่วมกัน มักเลือกแต่สัตว์ชั้นบนที่โปรดได้ยาก เพราะมีบุญบารมีมาก จึงไม่ค่อยเชื่อฟังใคร เช่น เหล่ามารทั้งหลาย จึงต้องเกิดมา ทำความชั่ว, เรียนรู้สิ่งผิดก่อน แล้วจึงโปรดสัตว์ที่หลงผิดได้ แบบนี้มักได้ตำแหน่งผู้นำ มีบริวารมาก (บริวารมักเป็นมาร) และมีบารมี “ล้นเกินแล้ว” กรรมก็มากเกินจนตรัสรู้ไม่ได้

 

อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทุกองค์มีกำลังช่วยมนุษย์ต่างกัน ถ้าทำเกินกำลังอายุขัยจะสั้น เช่น อ. เสถียร โพธินันทะ ที่สอนคนเองมากมาย ก็ตายเร็ว แต่ถ้าทำในฐานะบริวารของพระยูไล ได้อาศัยบารมีพระยูไลจะอายุยืนยาวต่อไปได้ ไม่ตายเร็ว (*อนึ่ง ท่านพุทธทาสมีจิตสองดวง ดวงหนึ่งสำเร็จพุทธะ ดวงหนึ่งสำเร็จโพธิสัตว์วัชรปานี อยู่ในกายเดียวกัน) -จบ-  

มหาธรรม เรื่อง พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์แบบต่างๆ

 

พระโพธิสัตว์มีบารมีมาก จึงมีบริวารมาก บริวารของท่านมีทั้งที่เป็นกุมาร ซึ่งมีในทุกกายโพธิสัตว์, เทพหรือมารที่ร่วมบารมี มีในบางกายโพธิสัตว์ และสัตว์พาหนะทรง มีในทุกกายโพธิสัตว์ แตกต่างกันไปตามกายของโพธิสัตว์ชนิดต่างๆ ดังจะยกตัวอย่างต่อไปนี้

 

๑)   มังกร

มังกรที่พระโพธิสัตว์ทรงได้แก่ มังกรทอง, มังกรดำ, มังกรเขียว เมื่อทรงมังกรทองจะมีการค้าขายดี, เมื่อทรงมังกรดำจะทำสงคราม, เมื่อทรงมังกรเขียวจะดูแลเรื่องน้ำและการ เกษตร มังกรเป็นสัตว์ชั้นสูงไม่ยอมสัตว์เหล่าอื่นใด เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงแล้วจะเป็นผู้นำ ไม่ยอมเป็นรองใคร แต่มังกรเป็นอสูรจึงมีข้อเสียติดตัวอยู่บ้าง ทำให้ต้องมีโพธิสัตว์คุม

 

๒)   เต่ามังกร

เต่ามังกรมีสองชนิดคือเต่ามังกรทองและเต่ามังกรดำ ถ้าเป็นเต่ามังกรทองจะนำสิ่งมงคลมาให้ พระโพธิสัตว์ทรงแล้วจะทำการค้าขายก็ได้, เป็นขุนนางก็ได้, เล่นการเมืองก็ได้ทั้งยังช่วยให้อายุยืนยาวอีกด้วย แต่เต่ามังกรดำจะนำหายนะมาสู่บ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองล่มจมด้วยการยุยงให้คนในชาติแตกแยก ขาดความสามัคคี ปกติ พระเมตตรัยจะทรงไว้ เพื่อโปรดเต่ามังกรดำจนกลายเป็นเต่ามังกรทองและสูงสุดกลายเป็นมังกรฟ้าบินไปอย่างอิสระออกจากทางโลกเข้าสู่ทางธรรม นับเป็นการบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดของเต่ามังกรทอง 

 

๓)   หงส์

หงส์มีสามชนิด คือ หงส์ทอง, หงส์น้ำ, หงส์ไฟ ในสามชนิดนี้ หงส์ทองเป็นสัตว์มงคลที่ช่วยมังกรให้เป็นใหญ่ ด้วยการสร้างวัฒนธรรม, ศิลปะการแสดงต่างๆ ให้คนในชาติอยู่กันอย่างสงบสุข แต่หงส์น้ำและหงส์ไฟ เป็นสัตว์อัปมงคล เมื่อคู่กันแล้วจะทำลายบ้านเมือง ไม่ยอมแยกจากกัน ถ้าจับแยกจากกันจะยอมตายทั้งคู่ โดยหงส์น้ำจะวิปริต, หงส์ไฟจะมีความเกรี้ยวกราด ถ้าหงส์น้ำมาเป็นขันทีและหงส์ไฟมาเป็นสนม ชาติจะล่มจมได้ง่ายดาย

 

๔)   ช้าง

ช้างในโลกทิพย์มีหลายสายพันธุ์ เช่น ช้างเอราวัณ, ช้างฉัททันต์ โดยช้างเอราวัณจะมีสามเศียรทำให้เข้ากับคนได้หลายฝ่าย, ช้างฉัททันต์จะมีหกงา ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ช้างทุกชนิดเป็นสัตว์มงคล มีคุณต่อบ้านเมือง เชื่องและทำงานให้ชาติบ้านเมืองมากมาย แต่จะหลงตัวเอง คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ไปบ้าง ขอให้ยอมรับหรือยกย่องให้มากหน่อยเขาก็จะทำการงานให้บ้านเมืองเต็มกำลังด้วยความซื่อสัตย์ภักดี ยิ่งกว่าสัตว์ทิพย์ชนิดอื่นๆ

 

๕)   สิงห์

สิงห์หรือพยัคฆา สัตว์ในตระกูลนี้จะห้าวหาญ, พูดจาเสียงดัง, และไม่น่าฟังนัก จึงเหมาะที่จะเป็น “แม่ทัพ” ไม่เหมาะที่จะเป็นนักการเมือง เมื่อใดพระโพธิสัตว์ทรงสิงห์ เมื่อนั้นจะนำทัพอย่างซื่อสัตย์ภักดีชนิดที่ยอมพลีกายถวายชีวิตเลยทีเดียว ปกติพระมัญชุศรจะทรง

 

๖)   ม้าขาว

ม้ามีหลายสีหลายชนิด ม้าดำจะมีฤทธิ์มากพยศและนำภัยมาสู่เจ้าของ แต่ม้าขาวจะดีและเชื่อง ม้าเป็นสัตว์ที่เกิดจากมังกรที่ละพยศแล้ว จึงเก่งทั้งฤทธิ์และปัญญาทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีไปได้ทุกที่อีกด้วย พระโพธิสัตว์ที่ทรงม้าขาวคือพระกษิติครรภ์ทำให้ต้องเดินทางไกล แต่มิใช่เพื่อทำสิ่งเลวร้าย อนึ่ง ควรให้บริวารผู้ขี่ม้าอยู่ใกล้ ขี่ช้างอยู่ไกลจึงดี 

 

อนึ่ง สัตว์พาหนะทรงในโลกทิพย์มีมากมาย เมื่อเข้าแทรกในกายสังขารของมนุษย์ที่มีจิตเป็นโพธิสัตว์แล้วจะนำพาร่างนั้นให้รับวิบากกรรมทำกิจต่างกันดังกล่าว เช่น จิ้งจอกเก้าหาง หากพระสมันตภัทรทรงจะเป็นโจร ถ้าพระอวโลกิเตศวรทรงจะล่มเมือง -จบ-

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีจนสำเร็จเป็นทิพยศัตราวุธ

 

“ทิพยศัตราวุธ” หมายถึง ของทิพย์วิเศษประจำกายทิพย์ ซึ่งตาเนื้อมองไม่เห็นแต่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ผู้บำเพ็ญบารมีได้อีกที ดังตัวอย่างที่จะกล่าวโดยละเอียดต่อไปนี้

 

๑)   จักรแก้ว

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “ตัดสายสัมพันธ์” ที่ตัดได้ยาก อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เมื่อได้ ครองจักรแก้วแล้วย่อมมีอำนาจในการแผ่ขยายอาณาจักรได้ทั้งทางโลกและทางธรรม 

 

๒)   พระขรรค์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “ตัดสินดีชั่วได้แจ้งชัด” คือ การวินิจฉัยความถูกผิดดีชั่วได้อย่างชัดเจนไม่ผิดพลาด เมื่อได้ครองพระขรรค์แล้วจะเป็นผู้นำที่แยกแยะถูกผิดดีชั่วได้ดีมาก 

 

๓)   แก้วมณี

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “คุ้มครองรักษา” สิ่งที่ควรค่าแก่การปกป้องรักษา เช่น ประเทศ, ลูกหรือเมียอันเป็นที่รัก ฯลฯ เมื่อได้ครองแล้วจะปกป้องคุ้มครองภัยให้คนหรือประเทศได้ 

 

๔)   ตรีทิพย์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “ทำลายแล้วสร้างใหม่” เรียกได้ว่าสร้างมาเองกับมือ ก็สามารถทำลายลงเองกับมือได้ เมื่อได้ ครองตรีทิพย์แล้วย่อมสามารถปฏิรูปหรือปฏิวัติได้สำเร็จ 

 

๕)   คทาทิพย์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “ตั้งปณิธานแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว” ในการทำสิ่งดีงาม เรียกว่าได้ปักใจดุจฝังคทาลงพื้นแล้วไม่อาจถอนคืนขึ้นได้ เมื่อได้ครองแล้วผู้คนจะศรัทธาเดินตาม 

 

๖)   สังข์ทิพย์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “ชำระสิ่งอัปมงคล ให้เป็นมงคล” หรือเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีให้กลาย เป็นดีได้ เช่น ทำให้คนเลวกลับตัวกลับใจได้ เมื่อได้ ครองสังข์ทิพย์แล้วจะมีปัญญามาก 

 

๗) ธนูทิพย์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “เล็งการณ์ไกลแม่นยำ” ในการทำสิ่งต่างๆ ที่ดีงาม เช่น การให้โอกาสคนต่างชาติช่วยงานบ้านเมืองแล้วให้สัญชาติแก่เขา ทำให้เห็นการณ์ไกลแม่นยำ  

 

๘)   แจกันหยก

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “สร้างบารมีด้วยน้ำ” เช่น การถวายน้ำให้วัดจนเต็มเปี่ยมล้นออก มา ก็จะสำเร็จแจกันหยก เมื่อได้แล้วจะมีฤทธิ์ควบคุมธาตุน้ำ ไม่ขาดแคลนน้ำ น้ำไม่ท่วม  

 

๙)  คัมภีร์ทิพย์

บำเพ็ญบารมีได้ด้วยการ “เรียบเรียงตำราขึ้นใหม่เป็นวิทยาทาน” เช่น ตำราธรรมะ, ตำราทำนายดวง เมื่อได้ ครองคัมภีร์ทิพย์แล้วย่อมมีปัญญาดุจตำราเคลื่อนที่ ไม่ต้องเปิดอ่าน

 

อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีเพื่อให้สำเร็จของทิพย์นี้ มีหลายระดับขึ้นอยู่กับกายทิพย์ของผู้นั้น เช่น กายทิพย์โพธิสัตว์บำเพ็ญจักรแก้วได้แบบหนึ่ง, กายทิพย์เทพบำเพ็ญจักรแก้วได้อีกแบบหนึ่ง แตกต่างกันทั้งอานุภาพและการใช้งาน แต่อย่างน้อยต้องมีกายทิพย์ที่สามารถบำเพ็ญฤทธิ์ได้ครองของทิพย์นั้นๆ เช่น กายทิพย์ยักษ์ขึ้นไปซึ่งพวกยักษ์ถ้าบำเพ็ญฤทธิ์มากอย่างตั้งใจ ก็สามารถได้อาวุธวิเศษได้ นอกจากนี้ อาวุธวิเศษจะมีไม่มากกว่าจำนวนแขนทิพย์นั้น ถ้ามีสองกร ก็มีได้สูงสุดสองชนิด, ถ้ามีหกกร ก็มีได้สูงสุดหกชนิด ในแต่ละกายทิพย์ก็มีจำนวนกรได้ต่างกัน สำหรับกายทิพย์โพธิสัตว์สามารถมีได้ถึงพันมือ -จบ-

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีจากพระโพธิสัตว์เป็นมหาโพธิสัตว์

 

การบำเพ็ญบารมีจนสำเร็จเป็นโพธิสัตว์นั้น จะมีความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าอย่างมาก มีไฟมากและใจร้อนอยากได้สมความปรารถนาไวๆ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาได้ เพราะการได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นจำต้องมีวาระและยุคสมัยที่แน่นอน ต้องรอให้บริวารและสรรพสัตว์บำเพ็ญบารมีพร้อมมูลเช่นเดียวกับตนก่อน แม้พระโพธิสัตว์นั้นจะมีบารมีพร้อมตรัสรู้ได้เองแล้วก็ตามแต่ก็ยังต้องรอมวลสัตว์ด้วยจะตรัสรู้ผิดกาลสมัยไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้น พระโพธิสัตว์จึงต้องฝึกละความอยากเป็นพระพุทธเจ้าเสีย แล้วทำกิจช่วยเหลือมวลสัตว์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าตนจะเกิดเป็นอะไรที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็ต้องสามารถยอมได้จึงจะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปในสังสารวัฏได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่รีบร้อนตรัสรู้ผิดเวลา ซึ่งในการละความอยากเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็คือ การเข้าสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ด้วยเพราะในอดีตกาลเมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิแรกๆ ยังไม่ทราบว่าการได้เป็นพระพุทธเจ้าคืออะไร ได้แต่อยากได้, อยากมี, อยากเป็น ตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น มิใช่เพราะจิตที่บริสุทธิ์รู้แจ้งเห็นจริงจึงปรารถนาพุทธภูมิก็หาไม่ แต่เป็นความปรารถนาที่เจือปนด้วยกิเลสต่างหาก (เพราะยังไม่ตรัสรู้นั่นเอง) ดังนั้น แม้ได้บำเพ็ญบารมีตามใจอยากนั้น แต่ก็เจือกรรมมากและเต็มด้วยความหลงก่อนในช่วงแรก แต่เมื่อยอมสละได้แม้แต่ความอยากเป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังเหลือกำลังจิตบำเพ็ญบารมีต่อไป ก็จะมีจิตที่บริสุทธิ์ขึ้น สละตนเพื่อสรรพสัตว์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมากขึ้น ทั้งบารมีก็มิได้หายไปไหน จึงจะได้รับการคัดเลือกจากเทพพรหมบนสวรรค์ ไปทูลอัญเชิญลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อนึ่ง ในการลาพุทธภูมินั้นมิใช่กระทำกรรมลาเพราะเหนื่อยล้า อันจะส่งผลให้สำเร็จเพียงพระยูไล (พุทธะ) แต่ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ต้องลาเพราะมี “มหาปณิธาน” ที่มาก กว่า เหนือกว่าเช่น ยอมได้แม้จะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าขอเพียงแค่ได้ช่วยเหลือมวลสัตว์ให้หลุดพ้นทุกข์ก็พอ นี่จึงเป็นจิตที่สมบูรณ์ตรงต่อความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง แต่จิตที่เต็มไปด้วยความอยากได้, อยากมี, อยากเป็นพระพุทธเจ้านั้นย่อมไม่อาจสมหวังได้ ด้วยความปรารถนาอันลามกสกปรกเต็มไปด้วยกิเลสและอวิชชาเช่นนี้ ในช่วงรอยต่อของพระโพธิสัตว์ที่ยอมละความอยากเป็นพระพุทธเจ้าแล้วยอมเป็นอะไรก็ได้ขอเพียงได้ช่วยมวลสัตว์นั้นเองคือ การเข้าสู่ความเป็น “มหาโพธิสัตว์” ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ จะต้องบำเพ็ญบารมีเป็นมหาโพธิสัตว์ก่อนทั้งสิ้น ไม่มีองค์ใดที่ไม่สำเร็จมหาโพธิสัตว์ แต่สำเร็จเพียงโพธิสัตว์แล้วจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้

 

อนึ่ง พระโพธิสัตว์มักจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่พระมหาโพธิสัตว์จะจุติที่สวรรค์สุขาวดี ซึ่งจะอยู่ห่างไกลจากสามภพนี้ ออกไปมาก อันเป็นดินแดนที่ประทับของพระยูไลทั้งหลาย นอกจากนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์และพระมหาโพธิสัตว์ลงมายังโลกมนุษย์ก็จะมีลักษณะต่าง กันด้วยเช่น พระโพธิสัตว์จะไม่ยอมเป็นลูกน้องหรือเป็นรองใคร แต่พระมหาโพธิสัตว์จะยอมเป็นลูกน้องผู้อื่น, เป็นรองผู้อื่น เพียงเพื่อให้มวลสัตว์ได้สิ่งที่ดีกว่าก็พอ (อย่างนายก อภิสิทธิ์นั้นเป็นโพธิสัตว์ แต่คุณ กรณ์ จาติกวนิช นั้นเข้าข่ายมหาโพธิสัตว์) ดังนั้น จึงจะ ต้องมีกระบวนการบำเพ็ญบารมีหลายชาติที่จะ “ดัดนิสัย” พระโพธิสัตว์ให้ยอมจำนนและยอมเป็นรองคนอื่นให้ได้ ถ้าไม่ยอมเลยจะต้องตรัสรู้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ไป เพราะจะไม่มีใครอยากช่วยเหลือ ก็จะไม่อาจเผยแพร่ธรรมสร้างพระพุทธศาสนาได้ เพราะมีทิฐิที่อยากเป็นหนึ่งอยู่คนเดียว คนอื่นๆ ที่เก่งๆ ก็ไม่มีใครอยากช่วยงานในที่สุด ดังนั้น เห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงยกตนว่าเป็นเลิศในด้านใดเลย ตรงกันข้ามกลับทรงยกผู้อื่นให้เป็นเลิศกว่าตนในด้านต่างๆ อยู่เสมอ ทำให้มี “เอตทัคคะ” ในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมายด้วยเหตุนี้ นี่คือ “พุทธวิสัย” ที่มีแต่ในพระพุทธเจ้า จะไม่มีในผู้ไม่สำเร็จอย่างนี้ อนึ่ง ในหลายชาติที่พระโพธิสัตว์ถูกดัดนิสัยนั้น จะต้องเกิดมาพ่ายแพ้หรือสิ้นหวังหรือไม่สมความปรารถนาหลายต่อหลายชาติมากจนกว่าจะยอมจำนนเป็น, แพ้เป็น, เป็นที่สอง, เป็นรองผู้อื่นเป็น ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้ชาติสุดท้ายที่จะได้ตรัสรู้นั้น จะยอมก้มหัวไปรับคำสอนจากผู้อื่นก่อน ก็จะไม่เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ในที่สุด อนึ่ง แม้ท่านจะยอมเป็นผู้แพ้, ยอมไม่สมหวัง, แต่จะไม่ยอมละทิ้งความปรารถนาฯ -จบ-     

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีเป็นพระราชาและขุนนางของพระโพธิสัตว์

 

การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์และพระมหาโพธิสัตว์จะต่างกันมาก โดยพระโพธิสัตว์มักเกิดเป็นพระราชาหรือเป็นหนึ่งไม่ยอมเป็นรองใคร แต่พระมหาโพธิสัตว์จะยอมเป็นรอง เป็นลูกน้องคนอื่นได้ ขอเพียงได้ทำเพื่อมวลสัตว์ก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้วว่าตนจะเป็นอะไร เช่น ในสมัยฮ่องเต้ว่านลี่ “พระรามเจ้า” ได้บำเพ็ญสำเร็จเป็นมหาโพธิสัตว์ โดยจุติเป็นขุนนางชื่อ “จางจวีเจิ้ง” รับใช้ฮ่องเต้ว่านลี่ซึ่งเป็นภาคแบ่งของพระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย ที่แบ่งภาคแล้วเป็น “มังกร” มาเกิดเป็นฮ่องเต้ อนึ่ง ในบรรดาพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้น จะมีพระมหาโพธิสัตว์เพียงองค์เดียวที่ได้คัดเลือกให้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในแต่ละหนึ่งยุคสมัย นอกจากนั้นก็จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าบนโลกแต่จะสำเร็จเป็นพระยูไลบนโลกมนุษย์ เมื่อละสังขารแล้วจุติไปยังสุขาวดีเป็นพระยูไลบนสวรรค์ทำหน้าที่เฉกเช่น พระพุทธเจ้าบนสวรรค์นั้น เนื่องจากการเป็นพระพุทธเจ้าบนโลก ต้องรอความพร้อมของมวลสัตว์และยุคสมัยด้วยพระพุทธเจ้าบนโลกจึงเกิดได้ยากแต่พระพุทธเจ้าบนสวรรค์เกิดได้ง่ายกว่า อนึ่ง เมื่อใดที่พระโพธิสัตว์สององค์ลงมาเกิดท่านจะบำเพ็ญบารมีปรับแข่งกัน ผู้ใดยอมแพ้แต่บารมีได้มากกว่าจะเป็นพระมหาโพธิสัตว์ อีกองค์จะได้แค่โพธิสัตว์ไป แต่ถ้าองค์หนึ่งได้มหาโพธิสัตว์, องค์หนึ่งได้โพธิสัตว์จะไม่มีปัญหาสามารถช่วยเหลือกันได้ 

 

มหาโพธิสัตว์มีบารมีเหนือพระราชา

หลายครั้งที่พระโพธิสัตว์จุติลงมาเป็นพระราชาแล้วได้พระมหาโพธิสัตว์จุติมาเป็นขุนนางมาช่วยกิจโปรดสัตว์ ทำให้ขุนนางผู้นั้นมีบารมีมากกว่าพระราชาได้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องมีผู้สำเร็จเป็นพระยูไลบนโลกมนุษย์มาช่วยเหลือพระมหาโพธิสัตว์ที่ได้เป็นพระราชา (จะมีผู้มีบารมีมากกว่าพระราชาจุติลงมา ช่วยเตือนพระราชาเวลาที่หลงตัวเอง) เช่น ในสมัยพระปิยมหาราช ทรงสำเร็จเป็น “มหาโพธิสัตว์” แล้ว และมี “หลวงพ่อโต” สำเร็จเป็นพระยูไลคอยดูแลไม่ให้ทรงหลงเดินทางผิด นั่นคือ พระราชาทรงอยู่กับเรื่องทางโลกมาก จะหลงโลกได้ง่ายจำต้องมี “ผู้มีบารมีธรรมเหนือกว่า” คอยช่วยดูแลไม่ให้หลงโลก ไม่ว่าจะอยู่ในรูป “พระมหาโพธิสัตว์คุมพระโพธิสัตว์” หรือ “พระยูไลคุมพระมหาโพธิสัตว์” ก็ตาม อนึ่ง สำหรับพระมหาโพธิสัตว์นั้น ท่านจะทรงไม่ยินยอมเป็นลูกน้องของพระโพธิสัตว์ในตอนแรก เพราะท่านมีบารมีมากกว่า แต่ท่านจะทรงยินยอมก็ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์ให้การยกย่อง, บูชาหรือศรัทธาอย่างแท้จริง เฉกเช่นที่เล่าปี่ได้ขงเบ้งมาช่วยงานตนเองฉะนั้น ส่วนพระยูไลนั้นถ้าพระราชาต้องการขอมาช่วยกิจมักต้องให้ตำแหน่งราชครูเช่นท่านจี้กงราชครูของพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่, หลวงพ่อโต ราชครูของรัชกาลที่ห้า ฯลฯ ถ้าพระราชาไม่ ให้ตำแหน่งนี้ ท่านก็มักจะทำกิจโดยเสรี เช่น ท่านตั๊กม้อที่ทำกิจโดยไม่มีผู้สนับสนุน 

 

อนึ่ง จิตภาคแบ่งของพระมหาโพธิสัตว์ที่ได้แบ่งภาคเป็น “มังกร” มักจะเกิดเป็นพระราชา เมื่อเสวยบุญบารมีเป็นพระราชาสมใจปรารถนาแล้วก็จะบำเพ็ญบารมีต่อไปโดยกลับคืนสู่ความเป็น “พระโพธิสัตว์” ก่อนที่จะบำเพ็ญขึ้นเป็น “มหาโพธิสัตว์” จากนั้น ก็จะมีทางไปสองทาง คือ ตรัสรู้เป็นพระยูไล หรือตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า น้อยนักที่จะได้คัดสรรเป็นพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระมหาโพธิสัตว์บางองค์มีภาคแบ่งมากมายนับไม่ถ้วน จึงจะ ต้องแข่งขันกันบำเพ็ญบารมีอีกด้วย เมื่อมีภาคแบ่งใด ได้รับคำพยากรณ์เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะต้องโปรดจิตภาคแบ่งอื่นๆ ของตนให้กลับคืนสู่สถานะที่พวกเขายินดีอีกด้วย ซึ่งขั้นแรกคือ การกลับสู่ความเป็นโพธิสัตว์ ขั้นสุดท้าย คือ ให้เลือกว่าจะตรัสรู้เป็นพระยูไลหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า นั่นเอง ซึ่งก็นับว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับจิตภาคแบ่งที่ไม่ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในการนี้ จิตภาคแบ่งทั้งหลายจะต้องบำเพ็ญบารมีช่วยงานพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งยวด ยิ่งไม่ได้รับตำแหน่งด้วยแล้วจะยิ่งได้บารมีมาก (พระมหาโพธิสัตว์ส่วนใหญ่จะได้รับตำแหน่งทั้งสิ้น แต่ถ้ากระทำโดยไม่รับแม้แต่ตำแหน่งก็อาจได้สำเร็จถึงยูไล) ทั้งนี้ พระมหาโพธิสัตว์จะสำเร็จเป็นพระยูไลได้นั้น จำต้องโปรดสัตว์ให้มีจำนวนมากพอจึงบารมีเต็ม แต่ถ้าได้พระนิตยโพธิสัตว์เป็นศิษย์ โปรดให้สำเร็จเพียงขั้นใดขั้นหนึ่ง ตนก็จะได้บารมีสำเร็จถึงยูไลได้ (จากมหาโพธิสัตว์ขึ้นเป็นพระยูไล) -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง การฝึกลมปราณเพื่อการบรรลุโพธิจิต

 

การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนานับตั้งแต่บุคคลสำเร็จโสดาบัน นับเป็นขั้นตอนแรก แต่ในลัทธิเต๋า บุคคลสามารถบรรลุธรรมได้ก่อนแม้จะไม่สำเร็จโสดาบัน นับเป็นการบรรลุในระดับเบื้องต้น ซึ่งยังไม่อาจจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่จะนิพพานได้ ในการบรรลุธรรมแบบนี้ หมายถึง การที่จิตวิญญาณชั้นต่ำเช่น มารหรืออสูร ได้หลุดพ้นจากความเป็นมารหรืออสูร จิตวิญญาณมารหรืออสูรได้สลายดับสิ้นลงแล้วเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้น เช่น เทพ, พรหม, เซียน, โพธิสัตว์ ในกรณีที่จิตวิญญาณนั้นเกิดใหม่เป็นโพธิสัตว์ขณะที่ยังอยู่ในกายเดิม เรียกว่า “บรรลุโพธิจิต” นั่นเอง ซึ่งในการนี้ ไม่จำเป็นต้องบรรลุถึงขั้นโสดาบัน จัดเป็นแค่ “ปุถุชนโพธิสัตว์” เท่านั้น แต่ในทางเต๋านับให้ว่าเป็น “เซียน” อันจะมีลักษณะพิเศษบางประการต่างจากคนทั่วไป เช่น มีฤทธิ์หรือปัญญาเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเซียนสายฤทธิ์หรือสายปัญญา ดังนั้น การบรรลุธรรมในลัทธิเต๋า ที่เรียกรวมๆ ว่าสำเร็จเซียนนั้น จึงมีทั้งการบรรลุโพธิจิต และการบรรลุเซียนทั่วไป (เซียน มีกายทิพย์เป็นเซียน อยู่สวรรค์ชั้นที่สี่ ชั้นเดียวกับพระโพธิสัตว์ รอตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นการบำเพ็ญเดี่ยว ไม่มีคู่)

 

อนึ่ง เมื่อบุคคลสำเร็จเซียนแล้วหากมีกายทิพย์เป็น “เซียน” จะไม่นิยมให้ใครมาสอนตน เพราะจะมีจิตคล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่สำเร็จเซียน ที่มีกายทิพย์เป็น “โพธิสัตว์” จะต่างกันคือ จะยอมรับธรรมในพระพุทธศาสนา หรือยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่รู้จริง จึงพร้อมยอมรับครูบาอาจารย์ได้อีกด้วย ในกรณีนี้ สามารถบำเพ็ญธรรมต่อได้ จากปุถุชนโพธิสัตว์ ย่อมจะเลื่อนลำดับขึ้นเป็น “โสดาบันโพธิสัตว์” หรือสูงขึ้นไปกว่านั้นก็ได้ ดังนั้น การปฏิบัติแบบเต๋านี้ จึงเป็นฐานให้พุทธศาสนาได้ครึ่งหนึ่ง (อีกครึ่งหนึ่งจึงจะไปเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า) ข้อดีคือ สามารถโปรดมารและอสูรให้หลุดพ้นได้ ซึ่งมารและอสูรนั้นจะไม่สามารถรับธรรมจากพระพุทธศาสนาได้ แต่สามารถปฏิบัติเซียนเต๋าได้ อนึ่ง วิถีธรรมนี้ เป็นวิถีธรรมแบบ “พระจี้กง” ซึ่งเดิมท่านบำเพ็ญพรตในลัทธิเต๋าก่อนคือ ฝึกกังฟูในสำนักคงถง ก่อนที่จะบวชเป็นพระธรรมดา ในพระพุทธศาสนา และบรรลุอรหันต์ได้ในที่สุด

 

ในบทความส่วนต่อไปนี้ จะขออธิบายถึง “การฝึกลมปราณและลมปราณชนิดต่างๆ” เป็นเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีจิตไม่พร้อมยอมรับธรรมในพระพุทธศาสนา ได้ฝึกปฏิบัติสลายจิตวิญญาณของตน ก็จะสามารถรับธรรมในพระพุทธศาสนาต่อไปได้ อนึ่ง หลายท่านไม่ทราบตัวเองว่าตนไม่ใช่ผู้พร้อมรับธรรมในพระพุทธศาสนาได้ บ้างก็เข้าวัด, ฟังธรรม, นั่งสมาธิ, ทำบุญ, ศึกษาตำราธรรมะ ได้ตามปกติ ทว่า ในจำนวนนี้ มีมากมายทีเดียวที่มีจิตมาร สอนไม่ได้ แต่ไม่รู้ตัว และไม่มีอาจารย์สอนธรรมท่านใดจะทราบ ไม่อาจแก้ไขให้ได้ เพราะจิตมารนั้น ทำเหมือนคนที่ดีมาก ทำบุญมาก ทำความดีมาก ทว่า จิตไม่ตรงทาง มีมิจฉาทิฐิ เช่น คิดว่าการทำบุญเพื่อใช้แก้กรรม เป็นต้น (พระพุทธศาสนา ไม่สอนให้หลงบุญ ไม่สอนให้สร้างกรรมใหม่ ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ลอยบุญและบาปแล้ว การสอนให้ทำบุญแก้กรรมจึงนำไปสู่ความหลงออกนอกทางได้) อนึ่ง การทำกิจตามธรรมชาติหรือตามแต่วาระวิบากกรรมน้อมนำมา นั้นเป็นการชำระกรรมอยู่ตามแบบแผนปกติอยู่แล้ว ถ้าเราทำได้ดี กรรมก็เบาบาง ชีวิตราบเรียบอยู่แล้ว เช่น ชาวนาที่ยากไร้ แต่ยอมทำนา ยอมรับในวิบากกรรมต้องเป็นชาวนานี้ เขากลับมีชีวิตที่ราบเรียบ สงบสุข เพราะกรรมได้บรรเทาเบาบางลงไปมากนั่นเอง แต่เมื่อชาวนาไม่ยอมทำกิจของตน ไปประท้วงเรียกร้องสิ่งต่างๆ ก็จะถูกสนทะพายบ้าง ถูกครอบงำด้วยข้อมูลใหม่ๆ นำความคิดใหม่ๆ เข้ามารบกวนความเชื่อเดิมบ้าง สุดท้าย ชาวนาก็รู้สึกทุกข์ว่าตนเป็นชาวนา ต้องเร่าร้อน และเรียกร้องอยู่ร่ำไป ไม่อาจหาความสุขสงบได้ดังก่อน นี่คือ ตัวอย่างของการชำระกรรม ซึ่งจะเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าเราทำกิจได้สมบูรณ์ย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราบกพร่องให้กิจของเรา ก็จะเกิดช่องโหว่ให้วิบากกรรมเข้ามาได้ ดังกล่าว (แต่ถ้าจิตมารแทรก ก็จะคิดเปลี่ยนไป)  

 

อนึ่ง ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าตนมีจิตมารหรือไม่ คือ จิตมารจะมีลักษณะสอนได้ยาก หรือสอนไม่ได้ บ้างยอมรับธรรมว่าสอนนอนง่าย แต่ลึกๆ แล้วกลับมีจิตคิดคดไปอีกทาง -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง ตัวอย่างลักษณะลมปราณชนิดต่างๆ

 

วิญญาณาหาร หมายถึง อาหารหล่อเลี้ยงกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดแก่วิญญาณ ซึ่งก็คือ “ลมปราณ” นั่นเอง เนื่องจากวิญญาณประกอบด้วยลมปราณ อุปมาดั่ง ลูกโป่งที่พองตัวมีรูปอยู่ได้ด้วยลมฉันใด วิญญาณคงรูปอยู่ได้ด้วยปราณหล่อเลี้ยงอยู่ภายในฉันนั้น ในร่างกายมนุษย์มีทั้งจิตวิญญาณอาศัยอยู่ในสังขารนั้น วิญญาณเปรียบได้เหมือนลูกโป่งที่บรรจุลมปราณ ส่วนสังขารเปรียบเหมือนตะกร้าใส่ลูกโป่งนั้นซึ่งตราบใดที่ยังมีลมปราณก็ยังมีชีวิต ยังมีความเป็นสัตว์ ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด อนึ่ง คำว่า “อาหาร” ในพระไตรปิฎกนั้น มีหลายชนิด จำแนกได้ตามความหยาบและละเอียดของอาหาร อันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการมีชีวิตของสัตว์ ในระดับที่หยาบที่สุดคือ อาหารชนิดที่สัตว์กินเข้าไปได้เห็นได้ด้วยตาเนื้อแต่อาหารยังมีอีกหลายชนิดดังกล่าวแต่จะกล่าวถึง “วิญญาณาหาร” หรือ “ปราณ” เท่านั้น ในสองลักษณะ (ทวิลักษณา) เป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะอธิบายต่อไป

 

ปราณพื้นฐาน

เป็นลมปราณที่มีอยู่ในสัตว์หรือมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานของการมีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ไม่ต่างกันนัก ซึ่งปกติจะไม่นิยมจำแนกชนิดของลมปราณมากนัก แบ่งได้คร่าวๆ คือ ปราณดีและปราณเสีย คำว่าปราณดีนั้นเพราะช่วยให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ด้วยดี คำว่าปราณเสียนั้นเพราะทำให้ชีวิตเสื่อมลง สุขภาพแย่ลง และเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงแก่ความตายได้ อนึ่ง ปราณพื้นฐานนี้ส่งผลต่อร่างกายมากกว่าจิตใจและพฤติกรรมการแสดงออกของคน 

 

ปราณพิเศษ

เป็นลมปราณที่มีอยู่เฉพาะในบุคคลที่ฝึกจิตแบบพิสดาร ทำให้ลมปราณมีลักษณะที่ต่างไปจากผู้อื่นเช่น ผู้ที่ฝึกธาตุไฟ ปราณย่อมจะเปลี่ยนไปคล้ายธาตุไฟมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ฝึกเล่นแร่แปรธาตุจนพิสดารไปมา ผสมผสานก่อเกิดธาตุใหม่ๆ ปราณใหม่ๆ ขึ้นได้ เช่น ธาตุลมผสมธาตุน้ำ กลายเป็น “ธาตุเมฆ” หรือปราณที่มีลักษณะคล้ายเมฆ คือ เย็นคล้ายน้ำ แต่ไร้ลักษณ์ดุจลม แต่จะมองไม่เห็นเลย ก็ไม่ใช่ จะจับได้เป็นตัวเป็นตนเลย ก็ไม่ใช่ เป็นต้น อนึ่ง ปราณชนิดพิเศษนี้ เกิดจากอำนาจแห่งจิตที่แตกต่างจากบุคคลอื่นๆ ทั้งยังสามารถควบคุมและกำหนดปราณในร่างกายของตนได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปราณในร่างกายนั้นจนมีลักษณะพิเศษ ส่งผลให้บุคคลนั้นมีลักษณะพิเศษต่างจากคนอื่นๆ เช่น ปราณธาตุไฟ ทำให้เป็นคนนั้นมีไฟ ใจร้อน อยากสร้างผลงานมากมาย คิดสร้างสรรค์ได้มาก, ปราณธาตุน้ำ ทำให้คนผู้นั้นใจเยือกเย็น, สงบได้มากแม้อยู่ในภาวะที่ถูกยั่วยุอย่างแรงก็ตาม เป็นต้น อนึ่ง ปราณในร่างนี้รวมตัวกันก่อรูปเป็น “วิญญาณ” หรือ “กายทิพย์” อันเป็นที่สถิตของจิตอีกทีหนึ่ง เมื่อบุคคลรู้สึกหรือแสดงออก ย่อมเป็นผลมาจากทั้งจิตและวิญญาณผสมกัน ผู้ฝึกจิตและอาจารย์ผู้ดูแล จำต้องแยกแยะผลทั้งสองนี้ให้ขาดชัดเจนเช่น ในผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์บรรลุธรรมแล้ว อาจมีลักษณะเป็นคนใจร้อนได้ด้วยอำนาจแห่งปราณธาตุไฟ มิใช่เพราะอำนาจแห่งกิเลสหรือความโกรธในจิต ในขณะที่คนบางคนใจเย็นแทบไม่โกรธเลย แต่จิตเบื้องลึกยังไม่อาจละความโกรธได้ เพราะอำนาจแห่งปราณธาตุน้ำบางชนิด หากมิเข้าใจการผสมผสานอยู่ร่วมกันของจิตและวิญญาณให้ชัดแล้ว ย่อมเข้าใจผิดไปว่าบุคคลบางคนได้บรรลุธรรมแล้วทั้งๆ ที่ยังละกิเลสไม่ได้ หรือบุคคลที่บรรลุธรรมแล้วมิได้บรรลุธรรม เพียงเพราะปราณบางชนิดทำงานอยู่นั่นเอง อนึ่ง  ลมปราณพิเศษมีหลายชนิดที่ควรทราบไว้เพื่อวิเคราะห์ผลการฝึกจิต ดังตัวอย่างต่อไปนี้  

 

๑)   ปราณธาตุน้ำปกติ

บุคคลผู้มีปราณธาตุน้ำปกติ ย่อมมีจิตใจเยือกเย็น, ปรับตัวได้ดี, ลื่นไหลเหมือนน้ำ, และชุ่มเย็นดั่งน้ำ ทำให้ผู้คนนิยมชมชอบอยากอยู่ใกล้ แต่ง่ายต่อการหลงใหล ลุ่มหลง หรือหลงวน กล่าวคือ เมื่อบุคคลผู้มีปราณธาตุน้ำมากเกิดความรักใคร่ผู้ใดแล้ว ก็ย่อมมีความหลงมากผิดปกติกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่มีธาตุน้ำหนุน จะมี “ฉันทาคติ” มากกว่าคนทั่วไป กล่าวคือ เมื่อรักหรือศรัทธาใครแล้วจะหลงและเชื่อมาก หลงทางได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

 

๒)   ปราณธาตุน้ำแข็ง

บุคคลผู้มีปราณธาตุน้ำแข็ง นอกจากจะมีจิตใจที่เยือกเย็น ดั่งน้ำแล้ว ยังมีจิตใจเข้มแข็งและแข็งกร้าวมากด้วย เนื่องจากเป็นธาตุน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังจะเป็นคนเลือดเย็น เมื่อได้ตัดสินใจแล้วแม้ว่าต้องแลกด้วยชีวิตคนมากมายก็สามารถทำได้อย่างไม่ลังเล อนึ่ง ธาตุน้ำแข็งย่อมมีข้อเสียคือ “เปราะ” แตกหักง่าย เมื่อถูกไฟแล้วย่อมหลอมละลายได้ง่าย ในคนที่มีปราณธาตุน้ำแข็งย่อมดูคล้ายจะไม่มีความโกรธ ไม่หวั่นไหวจิตเย็นแน่วแน่นิ่งดีอยู่ แต่แท้จริงแล้วมิใช่ด้วยเพราะจิตใจแต่เพราะอำนาจแห่งวิญญาณาหารหรือปราณ อนึ่งข้อดีกว่าของปราณน้ำแข็งเมื่อเทียบกับน้ำพื้นฐานคือ ใจแข็งไม่หลงรักใครง่ายๆ นั่นเอง

 

๓)   ปราณธาตุน้ำกรด

บุคคลผู้มีปราณธาตุน้ำกรด ภายนอกจะดูเป็นคนสุขุมเยือกเย็นน่านับถือศรัทธาทั้งยังปรับ ตัวได้ดี มีความยืดหยุ่นเหมือนน้ำ ทว่า น้ำกรดมีฤทธิ์กัดกร่อน เมื่อทำงานให้แก่ผู้ใดแล้วย่อมทำลายระบบหรือเจ้านายไปทีละน้อย ไม่ต่างจากยาพิษชนิดหนึ่ง ที่จะค่อยๆ สลายความมั่นคงเข้มแข็งของระบบหรือองค์กรได้ ภายนอกดูใจเย็นและยืดหยุ่นดี ราวกับไม่มีความโกรธแล้ว แต่ลึกๆ แล้ว ทำลายล้างด้วยการกัดกร่อน เพราะเก็บกดความโกรธไว้

 

๔)   ปราณธาตุไอน้ำ

บุคคลผู้มีปราณธาตุไอน้ำร้อน ภายนอกจะดูเป็นคนใจร้อน, ฟุ้งซ่าน, มีพลังขับดันผู้คนได้, ไร้ลักษณ์ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ฯลฯ อันเป็นลักษณะเหมือนไอน้ำ แต่เมื่อได้เข้าใกล้คนที่มีใจที่เย็นเยือก เช่น คนที่มีพลังธาตุน้ำแข็งแล้ว ก็จะกลายเป็น “หยดน้ำปกติ” ได้ ผู้ให้การสั่งสอนควรเข้าใจธรรมชาติของลมปราณเช่นนี้ ไม่เช่นนั้น ก็ไม่อาจสอนให้บรรลุได้   

 

๕)   ปราณธาตุเมฆา

บุคคลผู้มีปราณธาตุเมฆาภายนอกจะดูเป็นคนเลื่อนลอย, ไร้ลักษณ์, ไม่มีหลักแหล่งหรือจุดยืนที่ชัดเจน เดาใจได้ยาก ยากแก่การเข้าใจของผู้อื่น แต่เงียบนิ่งและสงบเย็น ทำการใดไม่ค่อยมีใครล่วงรู้ได้, ยากคาดเดา, ไม่อาจคำนวณ ฯลฯ จึงเป็นเหมือนคนลึกลับ ไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึก จำต้องใช้ความ “เย็น” และรอโอกาสที่เหมาะสมจึงจะกลั่นตัวเป็นฝนตกลงมา กลายเป็นน้ำ คือ ปัญญาเกิดได้ ไม่เช่นนั้น ก็จะดูเลื่อนลอยไร้หลักการไป

 

๖)    ปราณธาตุอสุนิบาต

บุคคลผู้มีปราณธาตุอสุนิบาต ภายนอกจะดูเป็นคนใจเย็น เนื่องจากอสุนิบาตเป็นไฟเย็น หรือไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังรวดเร็วฉับไวและรุนแรง แม้น้ำก็ไม่อาจดับไฟฟ้าได้ ดังนั้นแม้จะดูเปลือกนอกเย็นนิ่งแต่ต้องระวังเมื่อลงมือรวดเร็วรุนแรง แม้แต่น้ำก็ไม่อาจดับได้

 

ลักษณะลมปราณที่เหมาะสมแก่การบรรลุธรรม

ลมปราณที่เหมาะสมแก่การบรรลุธรรม คือ “ลมปราณที่กำลังดับ” หรือลมปราณที่กำลังจะเปลี่ยนจากชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่ง เพียงพิจารณาความไม่เที่ยงของลมปราณก็สามารถบรรลุหลุดพ้นได้ตามกำลัง เช่น จากลมปราณน้ำแข็งกลายเป็นน้ำ ก็บรรลุธรรมได้, จากลมปราณไอน้ำร้อน กลายเป็นน้ำ ก็บรรลุธรรมได้เช่นกัน สำหรับลมปราณที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ย่อมทำให้คนติดวิสัยเก่าเดิมๆ อันเป็นผลจากชนิดของลมปราณนั้นเช่น ในคนที่มีลมปราณธาตุไฟ ย่อมมีวิสัยใจร้อนไม่เปลี่ยนแปลง ยากแก่การบรรลุธรรม แต่เมื่อลมปราณธาตุไฟกลายเป็นลมปราณธาตุลม เป็นต้น ก็อาจบรรลุธรรมได้ด้วยการเห็นความไม่เที่ยงของลมปราณนั้นๆ ในกรณีนี้เหมาะสมกับคนที่ยึดมั่นในอำนาจของปราณโดยเขาอาจไม่รู้ตัวเช่น คนที่ใจเย็น, นิ่ง, แข็ง และมั่นคง อาจด้วยมีลมปราณธาตุน้ำแข็ง ทำให้เขาหลงตัวเองว่าตนเองใจเย็นไม่ค่อยโกรธคน ใจมั่นคง คงบรรลุธรรม ไม่มีกิเลสแล้ว แต่แท้แล้วไม่จริง จึงจำต้อง “สลายลมปราณ” เดิมของเขาเสียก่อน เขาจึงจะเห็นตัวตนที่ถูกอำนาจของปราณเหล่านั้นปรุงแต่ง, ปิดบังไว้ จึงจะบรรลุธรรมได้ในที่สุด -จบ-

มหาธรรม เรื่อง ลักษณะที่สังเกตได้เมื่อบรรลุโพธิจิต

 

ยังมีหลายคนสงสัยว่าจะทราบได้อย่างไรว่าบรรลุโพธิจิต มีกายทิพย์หรือจิตวิญญาณเป็นโพธิสัตว์แล้ว สิ่งนี้ไม่ยากนักแต่เป็นของละเอียด อธิบายได้บางส่วน ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๑)   การเข้าใจโลก, เข้าใจคน, เข้าใจตนเอง แต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าใจธรรม

เมื่อบรรลุโพธิจิตครั้งแรก จะสำเร็จเป็น “ปุถุชนโพธิสัตว์” ก่อน จะไม่สำเร็จธรรมในทันที กล่าวคือ ถ้ามีจิตวิญญาณเป็นอย่างอื่นเช่น มารก็ดี, อสูรก็ดี, กุมารก็ดี ฯลฯ แล้วสลายลงเกิดใหม่เป็นโพธิสัตว์จะยังไม่ถึงขั้นได้โสดาบัน จะนับภูมิธรรมให้เท่ากับ “เซียน” เท่านั้น จากนั้นจึงรับธรรมแล้วมีโอกาสสูงที่จะบรรลุธรรมต่อไปตามแต่บารมีของโพธิสัตว์กายนั้น เช่น แบบกายมัญชุศรี จะสำเร็จธรรมเร็วมาก, แบบกายเมตตรัยจะสำเร็จธรรมยากกว่า ซึ่งในครั้งแรกที่บรรลุเซียนเป็น “ปุถุชนโพธิสัตว์” นั้น จะเข้าใจโลก, เข้าใจคนอื่นๆ, เข้าใจตนเอง มากขึ้น ข้ามผ่านปมในใจของตนเองไปได้ เหมือนคนที่คิดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นได้บรรลุโสดาบัน เช่น จากเดิมเป็นมารมีความแค้น ต่อมาละได้หมด ก็จะรู้สึกเฉยๆ  

๒)   กรรมที่เสวยอยู่เปลี่ยนแปลงไป สามารถสังเกตได้ในชาติปัจจุบัน

เมื่อจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงแล้ว วิบากกรรมที่เสวยอยู่จะเปลี่ยนไปด้วยในทันที ไม่ต้องรอชาติภพหน้าเกิดขึ้นทันทีตามจิตวิญญาณนั้นๆ เลยเช่น จากเดิมเป็นอสูรจึงต้องลำบาก ต้องก่อกรรมจึงได้มาซึ่งลาภปัจจัย แต่พอหลุดพ้นกลายเป็นโพธิสัตว์แล้ว กลับไม่ต้องไปเหนื่อยยากดังเก่า ก็พอมีบุญเลี้ยงตัวได้แม้ว่าจะไม่มากนักก็ตาม หรือบางคนเคยมีจิตมาร พอจิตมารสลายแล้ว ศัตรูที่แค้นกันอยู่กลับหายไป หรือเลิกราวี หันมาให้อภัยกันไปเสียก็มี สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ในชาตินั้นๆ เห็นได้ด้วยตาเปล่าไม่ต้องรอนานแต่จะต้องสังเกตด้วยจิตละเอียดอ่อน ก็จะพบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนั้น บางคน ตอนมีจิตเป็นมารไม่มีบุญบารมีที่จะได้ลูกสักคน พอจิตมารสลายกลายเป็นโพธิสัตว์กลับมีบารมีได้ลูกขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น การบรรลุโพธิจิตจึงเป็นวิธีหลุดพ้นกรรมที่แท้จริงด้วย

๓)   รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในจิตใจข้างใน เช่น การสะเทือนใจ

เมื่อจิตวิญญาณจะสลายนั้น เราจะสัมผัสได้ถึงการสลายของจิตวิญญาณนั้นๆ ถ้าเรามีจิตที่ละเอียด พิจารณา “เวทนาละเอียด” ได้ชำนาญมาก ก็จะทราบไม่ยากเลย เช่น รู้สึกราวกับใจแตกสลายแต่เมื่อผ่านไปได้แล้วกลับเข้มแข็งกว่าเดิมมากขึ้น, รู้สึกเหนื่อยล้าราวกับจะหมดแรงลงดิ้นตาย หรือนอนดิ้นไปมาเหมือนคนหน่ายสังขารแล้วตื่นขึ้นมากลับมีพลังใหม่อย่างน่าอัศจรรย์, รู้สึกราวกับจะหมดแรงหรือหมดกำลังภายใน แทบพูดไม่ออกจาก นั้นไม่นานกลับมีพลังใหม่ขึ้นมาอีกครั้งแล้วสดชื่นดีขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น กายโพธิสัตว์บางกายเห็นชัดเป็นเอกลักษณ์ เช่น กายกษิติครรภ์ จะสะเทือนใจเพราะจิตเมตตาและร้องให้ มากชนิดที่น้ำตาออกเป็นสายน้ำได้เลย แต่พอร้องแล้วโล่งกลับมีใจที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในการทำความดีที่ยิ่งใหญ่ต่อไป, กายสมันตภัทร จะรู้สึกผิดอย่างรุนแรงแต่กลับมีแรงที่เกิดจากความรู้สึกผิดนั้นเข้ามาเสริมทำให้มีพลังทำงานชดใช้ความผิดได้มากมาย เป็นต้น

๔)   เทพประจำตัวเราจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป

เมื่อจิตวิญญาณเปลี่ยน เทพประจำตัวจะเปลี่ยนไปตามบารมีนั้นด้วย เช่น ถ้าจิตวิญญาณเราได้กายเมตตรัย เราจะมีเทพประจำตัวเป็นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่มาดูแลเรา ทำให้เราได้เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางพุทธศาสนามากมาย แต่ถ้าเราได้กายอวโลกิเตศวร จะมีเทพที่ มาช่วยเราเป็นกุมารหรือมังกรดำ ทำให้บางครั้งมีเด็กชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมีคนที่ดุร้ายหรือผิดศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ดังนั้น วิถีชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไป, คนรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงไปได้ ฯลฯ หรือเราอาจได้รับการทักจากคนที่มีญาณทิพย์ว่ามีเทพคุ้มครองที่ต่างไปจากเดิม อนึ่ง เทพประจำตัวอาจมาอยู่ร่วมในกายเราหรือในกายบริวารเราก็ได้

 

เมื่อบุคคลสามารถบรรลุโพธิจิตได้แล้ว จะสำเร็จธรรมได้ง่ายเมื่อได้รับธรรมที่ถูกต้อง แต่ถ้ายังมีจิตเป็นมาร หรืออสูรอยู่จะยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้เลย ดังนั้น การรับธรรมควรตรวจดูว่าจิตใจเขาพร้อมหรือไม่ แม้กายสังขารจะพร้อม แต่ถ้าจิตไม่พร้อม การรับธรรมก็ไม่ช่วยอะไรเลย จะต้องฝึกจิตให้สลายเกิดใหม่เป็นโพธิสัตว์, เทพ หรือพรหมก่อน -จบ-

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีหลังบรรลุโพธิจิต

 

เมื่อบำเพ็ญบารมีจนบรรลุโพธิจิตเป็น “ปุถุชนโพธิสัตว์” แล้ว ยังต้องบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ตามลำดับขั้นด้วยการทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จแตกต่างกันไป ดังจะอธิบายต่อไปนี้คือ

 

๑)   ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรม

ปุถุชนโพธิสัตว์ไม่อาจโปรดสัตว์ได้ เพราะยังไม่บรรลุธรรม ดังนั้น ต้องปฏิบัติต่อไปจนได้บรรลุธรรมในระดับใดระดับหนึ่งจึงจะโปรดสัตว์ได้ ไม่เช่นนั้น ปุถุชนโพธิสัตว์จะทำหน้าที่ภาคปราบเท่านั้น คือ ภาคที่ต้องทำกิจทางโลก เช่น เป็นพระราชานั่นเอง อนึ่ง พึงทราบว่าพระโพธิสัตว์ที่บรรลุธรรมจะอยู่ทางโลกได้ยาก จะถูกดึงตัวไปสู่ทางธรรม ส่วนท่านใดไม่บรรลุธรรมจะวนอยู่ในทางโลกต่อไป ไม่อาจออกมาจากทางโลกได้ อันนี้เป็นของแน่

 

๒)   ทำกิจของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์จะมีกิจต่างกัน เช่น โปรดสัตว์ที่โปรดได้ยาก หรือรับใช้พระยูไล ดังต่อไปนี้

 

§         ช่วยกิจของพระยูไล

การช่วยกิจพระยูไลโดยไม่หวังผลตอบแทนจะทำให้พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีได้เต็มเร็ว กิจนี้เรียกว่า “การสนับสนุน” เป็นกิจที่ง่ายที่สุด แต่ต้องทำให้ถึงที่สุด ก็จะเป็นอิสระได้

§         โปรดกุมารโพธิสัตว์

กุมารเป็นกลุ่มที่โปรดง่ายที่สุด โดยโปรดกุมารจำนวนมากให้พัฒนาพ้นความเป็นกุมารหรือกุมารที่มีบุญบารมีมากเพียงหนึ่งคนให้สำเร็จเป็นโพธิสัตว์ ก็จะบำเพ็ญบารมีสำเร็จ

§         โปรดมังกรพาหนะ

มังกรพาหนะทรงมักเกิดเป็นพระราชาที่ประเทศที่ป่าเถื่อน, ล้าหลัง และมีอำนาจมาก แต่บางครั้งคนธรรมดาก็มีมังกรในกายได้ ถ้าพบแล้วโปรดจนหลุดพ้นจากอสูรได้ ก็จะสำเร็จ

§         ปราบนิตยโพธิสัตว์

นิตยโพธิสัตว์จะเกิดมาคล้ายกันมาก และมักชอบหรือแก่งแย่งแข่งขันในสิ่งเดียวกัน ทำให้ต้องแข่งขันแย่งชิงหรือต่อสู้กันในที่สุด ถ้าหาวิธีชนะได้โดยไม่ต้องก่อกรรมก็จะสำเร็จ

§         ปราบมารหรือปีศาจ

ถ้าโปรดสี่ประเภทไม่สำเร็จสิ่งที่จะได้รับต่อไปคือ การปราบหรือโปรดมารให้หลุดพ้น ซึ่งมักเป็นมารที่ไม่ธรรมดา จนอาจต้องบำเพ็ญบารมีถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว จึงจะสำเร็จ

 

พระโพธิสัตว์จะต้องผ่านด่านใดด่านหนึ่งในห้าด่านนี้ บารมีจนเต็มเปี่ยมพร้อมพอที่จะก้าวต่อไปได้ ในการผ่านด่านนี้ถ้าพระโพธิสัตว์เดินสายโปรดก็มักจะโปรดแต่อย่างเดียว ก็คือ จะอยู่ทางธรรมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวทางโลกมากนัก ถ้าเดินสายปราบก็จะปราบอย่างเดียว ไม่มีกิจทางธรรม ยุ่งวุ่นวายกับการบ้านการเมือง แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยสายปราบมักมีกรรมมาก บางโพธิสัตว์ถึงกับต้องเสียชีวิตก็มี ส่วนสายโปรดมักมีกรรมเบาบางแล้ว

 

๓)   บำเพ็ญบารมีเพิ่มเติม

ปกติ เมื่อทำกิจสำเร็จจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์ก็จะจุติไปยังภพอื่นแต่ถ้าทำกิจสำเร็จเร็วกว่าสังขารคือ สังขารยังมีอายุขัยยืนยาวไปได้อยู่ก็สามารถรับจิตวิญญาณดวงอื่นๆ มาโปรดต่อได้อีก การบำเพ็ญบารมีซ้ำๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก จากจิตชั้นต่ำขึ้นเป็นปุถุชนโพธิสัตว์ แล้วบรรลุธรรม จากนั้นก็รับกิจไปทำให้สำเร็จ จบกิจจิตวิญญาณก็จุติขึ้นสวรรค์ ก่อนที่จะกายแตกตายก็ได้ (ด้วยมโนมยิทธิขั้นสูง) แต่ถ้าไม่สำเร็จมโนมยิทธิขั้นสูง และต้องการมีจิตวิญญาณดวงนั้นก็จะกายแตกตายขณะจิตวิญญาณดวงนั้นอยู่ในกายแล้วไปด้วยกันแต่ถ้าไม่ยึดจิตไม่ยึดกาย ก็สามารถสละจิตวิญญาณปลดปล่อยให้จุติไปก่อนกาย แล้วกายก็รับจิตวิญญาณดวงใหม่เข้าสู่ร่างมาบำเพ็ญต่อไปก็ได้ ปกติ พระโพธิสัตว์จะอาศัยจิตสองดวงเท่านั้น บำเพ็ญบารมีจนถึงที่สุดแล้วตายไป แต่มีพระโพธิสัตว์บางองค์บำเพ็ญบารมีต่อเนื่องสามารถโปรดจิตวิญญาณต่อไปได้อีก ซึ่งจะทำให้มีจิตวิญญาณหลายดวง -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง การถ่ายทอดจิตวิญญาณสู่กายสังขารอื่น

 

จิตวิญญาณในกายสังขารของมนุษย์มีได้มากกว่าหนึ่งดวง ทำให้มนุษย์มีความคิดสับสนและหลากหลายในตัวเอง มีทั้งจิตที่ดีและไม่ดีในกายสังขารเดียวกัน ระคนปนกันอยู่ จึงเรียกว่า “คน” เป็นเช่นนี้ทุกคน ไม่แตกต่างกัน ไม่มีคำว่าคนดีหรือคนเลว, คนถูกหรือคนผิด เพราะขึ้นชื่อว่าคน ย่อมต้องมีทั้งถูก-ผิด, ดี-ชั่ว ระคนปนกันในตัวเองอยู่แล้วทุกคน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่คน เป็นอมนุษย์ ซึ่งมีจิตวิญญาณดวงเดียว แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนในสวรรค์ก็ดี, นรกก็ดี เป็นชั้นๆ ชั้นใครชั้นมันแบ่งแยกกันไม่เข้ากันได้เลย แต่มนุษย์ไม่ใช่เช่นนั้น มนุษย์ต้องเรียนรู้และเข้าใจคำว่า “คน” ที่มีทุกอย่างผสมกันในตัว ไม่แตกต่างกัน ในคนที่มีจิตหลักที่ดี ก็จะมีจิตรองที่ไม่ดีมาขอบารมีอยู่อาศัย ในคนที่มีจิตหลักที่ไม่ดี ก็จะมีจิตรองที่ดีมาช่วยนำพาไปสู่ความสมดุลในตัวเอง ทั้งนี้ ในกายสังขารหนึ่งๆ จะมีจิตมากกว่าหนึ่งดวง คือ อย่างน้อยจะมีจิตสองดวง บางคนจะมีจิตมากกว่าสองดวง ก็ได้

 

อนึ่ง ถ้าสังขารของเรามีจิตวิญญาณมากเกินไป จะทำให้สับสนและมีพลังมาก ทำกิจมาก ทำให้ชีวิตซับซ้อนวุ่นวาย เราสามารถทำให้เรียบง่ายขึ้นด้วยการลดจำนวนจิตวิญญาณลง ด้วยการถ่ายทอดจิตวิญญาณให้แก่ผู้อื่นต่อไป เหมือนคนไทยโบราณที่ชอบเลี้ยงผี ก็ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานเลี้ยงกันต่อไป แต่การถ่ายทอดของคนโบราณมักจะให้เมื่อจะตายแล้ว ถ้าไม่ตายก็จะหวงผี หวงจิตวิญญาณนั้นๆ เพราะจิตวิญญาณ (หรือผีนั่นเอง) ถ้าลดจำนวนลง จะส่งผลต่ออายุขัยที่ลดลงของเจ้าของร่างด้วย ดังนี้ การให้ผี จึงไม่ได้ให้กันง่ายๆ คำว่าผีของคนไทยโบราณ เทียบกับหลักพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ เทพประจำตัว นั่นเอง ท่านจะมาคอยช่วยเหลือเราในการทำกิจทางโลกต่างๆ บางคนได้ดีมีเงินทอง มีอำนาจก็เพราะเลี้ยงผีดี ได้เทพประจำตัวดีนั่นเอง อย่างพระราชาจีนนั้น เขาก็เชื่อกันว่ามีเทพอสูรมังกรคอยเป็นเทพประจำตัว, พระสนมจะมีเทพอสูรหงส์ฟ้าเป็นเทพประจำตัว, ขุนนางฝ่ายบู้ มีเทพอสูรพยัคฆาเป็นเทพประจำตัว, ขุนนางฝ่ายบุ๋นจะมีเทพอสูรเต่ามังกร หรือมังกรฟ้าเป็นเทพประจำตัว อย่างนี้เป็นต้น เห็นได้ว่าแม้แต่ในราชสำนักจีนโบราณ ความเชื่อเรื่องผีหรือเทพประจำตัวก็มีมานานแล้ว แถมยังบ่งบอกได้ถึงระดับของอำนาจได้อีกด้วย สำหรับพระมหาโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคจิตได้มากนั้น จิตแต่ละดวงไปเกิดมีกายสังขารได้มากกว่าหนึ่งกาย ถ้าองค์ใหญ่ลงไปเกิดด้วย สามารถจะบำเพ็ญบารมีเก็บจิตวิญญาณอื่นๆ เข้าร่างได้ทั้งหมดตามเหตุปัจจัย แล้วยังสามารถแบ่งภาคหรือถ่ายทอดจิตวิญญาณออกไปสู่กายสังขารอื่นได้อีกด้วย โดยอาศัย “บุญกรรมสัมพันธ์” ที่เกี่ยวข้องกันมาแต่ในอดีตมากน้อยตามวาระ ถ้ามากจิตวิญญาณก็อาศัยร่วมในกายสังขารอื่นได้นาน ถ้าน้อย จิตวิญญาณก็อาศัยอยู่ในกายสังขารอื่นได้ ไม่นาน เมื่อชำระบุญกรรมกันหมดสิ้นแล้วก็ต้องจรจุติจากสังขารนั้นๆ ไป อนึ่ง “จิตวิญญาณ” นั้นไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง และไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวตนของตนได้ (อนัตตา) แม้แต่เราที่คิดว่าเป็นจิตของเรา อาจสูญเสียจิตวิญญาณไปได้ หรือได้จิตวิญญาณดวงใหม่มาได้ คำว่า “เราที่แท้จริง” นั้นไม่มีเลย ไม่ใช่กายสังขาร, ไม่ใช่จิตวิญญาณ, ไม่ใช่อะไรอย่างหนึ่งอย่างใดที่ผสมมาเป็นเราทุกวันนี้เลย ทุกอย่างเป็นแค่ “เหตุปัจจัย” ปรุงแต่งประกอบกันขึ้นมา แล้วก็แยกแตกสลายกระจายออกไป ไม่จีรัง ไม่ใช่ตัวตนของตน ผู้ยึดมั่นถือมั่นจิต ก็จะไม่หลุดพ้นนิพพานได้

 

อนึ่ง เมื่อมนุษย์มาเกิดมี ๑ กายสังขาร สังขารนั้นนอกจากจะเป็นที่อาศัยของจิตหลักที่จุติลงมาเกิดแล้ว ยังต้องให้จิตวิญญาณที่ตกค้างซึ่งมี “บุญกรรมสัมพันธ์” กันเข้าอาศัยร่วมอีกด้วย เพื่อฉุดช่วยจิตวิญญาณให้ได้มากๆ แม้มีกายสังขารเดียว หากจิตวิญญาณทุกดวงมาเกิดมีกายสังขารเหมือนกันหมด คนก็จะล้นโลก ดังนั้น จึงต้องให้จิตวิญญาณหลายดวงได้ใช้ ได้อาศัยในกายสังขารเดียวกัน จึงจะกระทบต่อธรรมชาติของโลกน้อย อนึ่ง จิตวิญญาณหลักจะไม่จรจุติออกจากร่างจนกว่าจะหมดอายุขัย แต่จิตวิญญาณดวงอื่นๆ สามารถจรจุติไปมาและย้ายจากร่างสังขารหนึ่งไปอีกสังขารหนึ่งได้ การถ่ายทอดจิตวิญญาณจากสังขารหนึ่งไปสู่สังขารหนึ่ง จึงสามารถทำได้เมื่อบุคคลผู้รับเปิดใจรับ “จิตวิญญาณ” นั้นๆ เช่น ถ้าใจเปิดรับความแค้น ก็สามารถรับจิตวิญญาณมารได้ -จบ-

มหาธรรม เรื่อง วิชชาเคลื่อนย้ายจักรวาล-เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ

 

จิตวิญญาณในกายสามารถสลับร่างจรจุติไปมาได้ ไม่จีรัง ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง ในบทความส่วนต่อไปคือ “วิชชาเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ” หรือที่ได้ยินในหนังกำลังภายในเรื่องดาบมังกรหยก (วิชชาของ “เฮ้งเต็งที” แห่งพรรคเม้งก่า) ซึ่งก็คือสำนักปฏิบัติธรรม ที่ฝึกจิตโดยมีวิชชาลับสุดยอด คือ การเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณไปยังภพภูมิต่างๆ ได้นั่นเอง แต่ในหนังต้องการทำให้สนุก ก็ทำให้เป็นเรื่องการย้ายพลังภายในเสียส่วนใหญ่ แต่การฝึกย้ายพลังปราณนั้นเป็นเพียงขั้นต้น เมื่อย้ายปราณได้แล้ว ก็ย้ายจิตวิญญาณ สลับไปมาได้อีกด้วย เช่น จากจิตรองของคนๆ หนึ่ง ย้ายไปให้คนๆ หนึ่ง สลับกันได้ สมมุติ ฮ่องเต้มีจิตรองเป็น “มังกรทอง” เทพอสูรคอยคุ้มกันตัว เวลาจะลอบสังหาร เขาจะใช้พลังย้ายจิตวิญญาณดวงรองออก แล้วจึงสังหารได้ง่ายดาย เพราะไม่มีเทพอสูรคุ้มครองร่างแล้วนั่นเอง หรือเวลาใครดื้อด้านเพราะมีจิตมารคอยครอบงำอยู่ ก็ใช้พลังเคลื่อนย้ายจักรวาลนี้ เคลื่อนย้ายเอาจิตมารนั้นออกไป แล้วเอาจิตที่ว่านอนสอนง่ายเข้ามาอยู่แทน เช่น จิตกุมาร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถเอาจิตวิญญาณที่เป็นบริวารของตน เข้าไปแทรกในตัวของผู้อื่น เพื่อครอบงำหรือควบคุมบริวารที่เป็นมนุษย์ให้ทำสิ่งที่ตนต้องการได้อีกด้วย อนึ่ง วิชชานี้เป็น “อวิชชา” ไม่ทำให้หลุดพ้นทุกข์ได้ แต่ก็สามารถต่อยอดไปสู่ความรู้อื่นได้เช่นการไปภพภูมิอื่นก็จะทำให้เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมได้แต่การใช้พลังปราณเคลื่อน ย้ายจิตวิญญาณผู้อื่นนั้น ก็อาจส่งผลกระทบมากมายอย่างที่คาดไม่ถึงได้ เพราะจะทำให้วิบากกรรมที่รับอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ได้รับผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้ เช่น พอเราเอาจิตกุมารบริวารของเราย้ายเข้าไปแทรกในกายคนๆ หนึ่ง เพื่อให้เขาเชื่อฟังเราได้ง่ายๆ มันจะไม่ได้เต็มใจเชื่อฟังเราจริง เพราะจิตหลักลึกๆ ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง แถมเรายังโปรดจิตหลักเขาได้ยากด้วย เพราะมีจิตรองขวางอยู่ สอนเท่าไร จิตรองเขาก็จะเชื่อเรา (เพราะเป็นบริวารเรา) แต่จิตหลักก็เหมือนเดิม (ลึกๆ ในใจคิดอีกอย่าง) ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราโปรดเขาจนจิตหลักเขาเข้าใจเราจริงๆ ก็จะทำให้เขาเชื่อฟังเราจากใจที่แท้จริง นอกจากนี้ เรายังไม่เสียบริวาร ที่เป็นจิตวิญญาณกุมารอีกด้วย จิตวิญญาณที่เป็นกุมารจะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในสังขารคน แต่จะทำงานให้เราในโลกทิพย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ ต่างไปจากการแทรกเข้าร่างมนุษย์ เช่น การตระเตรียมในโลกทิพย์เพื่อเปิดทางให้เราเป็นต้น ซึ่งผู้เขียนพบคนไทยมีวิชชานี้พอควรไม่ใช่มีแค่คนสองคนแต่ไม่มากถึงขนาดเป็นร้อยคน ที่พบเป็นพระสงฆ์เสียส่วนใหญ่ เขาจะถ่ายปราณของเขาเข้ามาพร้อมจิตวิญญาณบริวารของเขา ทำให้จิตวิญญาณดวงนอกสุดของเรากระเด็นหลุดออกไปได้ แล้วจิตวิญญาณที่เข้ามาใหม่จะแทรกแทนที่ เราจะคิดว่าเขาเป็นคนดีมากเป็นเทพเจ้าที่เราตามหา บูชาเขาอย่างหาที่สุดไม่ได้จนลืมพระพุทธเจ้าไปเลย อนึ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าวิชชานี้เป็น อวิชชา หรือก็คือ “วิชชามาร” นั่นเอง ผู้เขียนได้ลองเปลี่ยนให้เป็นวิชชาสายเทพดู สมมุติ นาย ก มีวาระกรรมต้องมาช่วยงานเราจึงจะหลุดพ้นกรรมได้ เขามีบุญได้มาดูแลเรา ทว่า สังขารของเขาไม่ยอมรับเรา เห็นเราเป็นเด็กไม่น่านับถือ ใจเขาไม่เปิดรับเรา เราก็มองหาดูว่ามีคนอื่นที่รองลงไปทำแทนคนๆ นี้ไหม (ปกติ ทุกตำแหน่งหน้าที่ทางโลกทิพย์ จะมีคนที่มีบุญมากอันดับหนึ่งได้เข้ามาบำเพ็ญบารมีร่วมกับเรา ก่อนคนที่บารมีรองลงไป จะเข้ามา) ถ้าเราเห็นมีคนรอทำหน้าที่ดูแลเราอยู่พอดีและเขาพร้อมทำหน้าที่เต็มที่ เต็มใจทำเต็มที่ เราทดสอบแล้วคนรองนี้ผ่านเราก็ย้ายมาโปรดคนรองแทน คนแรกได้บุญก่อนแต่หลงตน ไม่ทำหน้าที่ เราให้เวลาเขามากพอแล้วก็ยังเฉื่อยชาและไม่สนใจทำกิจ เราก็ย้ายมาที่คนที่สองแทน ทำให้จิตวิญญาณบางดวงที่มีบุญสัมพันธ์กับเรามาอยู่กับคนที่สองแทนแล้วก็ บำเพ็ญบารมีร่วมกับเราจนสำเร็จได้ นี่คือ “เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณสายเทพ” แต่ไม่ได้ทำให้หลุดพ้น ยังไม่ใช่วิชชาที่ทำให้หลุดพ้น เพียงแต่ปรับจากวิชชามารเป็นวิชชาเทพ ถ้ามีพลังปราณภายในมากพอควร ก็ลองดู ขับพลังปราณพร้อมเสียง คือ “พูดใส่ตัวเขาให้เขาเปิดใจรับ” จิตวิญญาณบริวารของเราก็จะประสานเข้าไปได้ เมื่อมีคนที่สองทำหน้าที่แทนคนแรกแล้ว ธรรมชาติก็จะจัดการคนแรกออกไปเอง (ล้มเหลว ก็ต้องถูกกรรมลงโทษ ไปฝึกตนใหม่) ซึ่งคนแรกนั้น ธรรมชาติก็จะเคลื่อนย้ายไปให้เอง เราไม่ต้องลงมือก็ได้ อนึ่ง ขออธิบายเพียงเท่านี้ ที่เหลือแล้วแต่พรสวรรค์ของท่าน ไม่อาจเผยแพร่มากกว่านี้ -จบ-

มหาธรรม เรื่อง ปัญหาทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วกลับได้ดีมากมาย?

 

จิตวิญญาณของมนุษย์เป็นเช่นไรย่อมเสวยกรรมเช่นนั้น เช่น ในคนที่มีจิตรองเป็นเปรตก็จะต้องอยู่อย่างอดอยาก ต้องขอผู้อื่นกิน ปกติ มนุษย์จะได้รับวิบากกรรมตามกฎสวรรค์ที่มีระบบการดูแลอย่างดี แต่ในยุคสมัยปัจจุบันได้มี “พญามาร” ตนหนึ่งได้ใช้วิชชาสลับจิตวิญญาณทำให้วิบากกรรมที่มนุษย์ควรได้รับกลับตาลปัตรไป คือ คนชั่วได้ดี คนดีกลับได้ รับแต่สิ่งเลวร้าย ดังที่ได้เล่าให้ฟังแล้วว่าเกิดจากอวิชชาหนึ่งที่ชื่อ “เคลื่อนย้ายจักรวาล” ในสมัยก่อนนั้นเป็นวิชชาที่ถูกต้องดี คือ ใช้ย้ายจิตวิญญาณไปยังภพภูมิต่างๆ เพื่อศึกษาเรื่องชีวิตหลังความตายได้ มีต้นตอมาจากลัทธิบูชาไฟของพราหมณ์สายเปอร์เซีย แต่ในครั้งหนึ่งที่ผู้ฝึกคือ “เฮ้งเต็งที” กำลังฝึกวิชชานี้อยู่ เกิดได้ยินภรรยากับชู้คุยกัน จึงเกิดจิตอาฆาตแค้นขึ้นแล้วแบ่งภาคจิตออกเป็นสองดวงจุติออกจากร่างไปไม่อาจกลับเข้าร่างได้ ตายในทันที จิตดวงหนึ่งสำเร็จมัญชุศรีโพธิสัตว์ จิตดวงหนึ่งก็กลายเป็นพญามารไป จิตทั้งสองดวงกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง ในยุคสมัยปัจจุบันได้อยู่ในร่างคนไทย และเป็นผู้ทำให้ระบบกรรมแปรปรวนไป ทำให้คนเลวกลับได้ดี คนดีกลับได้รับภัยร้ายแทน

 

อนึ่ง ให้เข้าใจว่าการทำดีแล้วได้ดีนี้ จะแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นคนทางโลกประสบความ สำเร็จ จะเอาความสำเร็จของคนทางโลกมาเป็นมาตรวัดไม่ได้ เช่น การที่ไมเคิล แจ็คสันโด่งดังทั่วโลก อันนี้ ไม่ใช่ผลของการทำความดี แต่เป็น “อำนาจซาตาน” พระพุทธเจ้าก็บอกว่าคนมีอาชีพการแสดง จะตกนรก เราจะเอาตัวอย่างคนดังในทีวีมาเป็นมาตรฐานในการวัด “ผลดีของการทำดี” นั้นไม่ได้ คนที่ทำความดีแล้วได้ดีนั้นไม่มีอะไรมาก แค่จะได้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนยุ่งเหยิง พออยู่พอกินไปได้ แม้ไม่รวยมาก ก็ยังพอมีกินไปได้ และยังมีเวลาว่างพอจะทำคุณงามความดีได้ด้วย ถ้าไม่มีเวลาแม้แต่จะทำความดี แสดงว่า “โซ่ตรวนซาตาน” ได้มัดคุณไว้แล้ว (จำไว้ว่า ความสำเร็จในทางโลกคือมายาภาพ)

 

ทำอย่างไรคนดีจึงจะได้ดี?

ในการทำดีไม่จำเป็นต้องหวังผลให้ได้ดีกลับคืนมาก็ได้เพราะเป็นการกระทำที่ไม่หวังผล แต่ระบบกรรมจำต้องศักดิ์สิทธิ์ คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อาจไม่ใช่ได้รับผลในทันที แต่ก็ต้องเห็นผลบ้างในชาติปัจจุบันที่สามารถรอเห็นผลได้ ไม่ใช่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ดังนี้ การที่มนุษย์ถูกมารรบกวน ทำให้กรรมแปรปรวน คนชั่วได้ดี คนดีกลับได้รับภัยร้ายนั้น จึงต้องหาวิธี ทำให้ระบบกฎแห่งกรรมกลับมาปกติดังเดิม ซึ่งไม่อาจไปแก้ไขได้ในภพภูมิใด นอกจากที่เราจะแก้ไขที่ตัวเราเองเท่านั้น เมื่อเราทราบแล้วว่า มารใช้วิธีสลับจิตวิญญาณเอาจิตวิญญาณที่ดีของเราไป เอาจิตวิญญาณที่ไม่ดีมาใส่ตัวเราแทนทำให้เทพประจำตัวของเราถูกสับเปลี่ยนองค์ เราไม่จำเป็นต้องไปแย่งคืนกลับมาทั้งหมดก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ โปรดจิตวิญญาณที่ตกต่ำในกายสังขารของเรานี้ให้เกิดใหม่เป็นโพธิสัตว์ แม้ว่าเราจะได้จิตวิญญาณชั้นต่ำมาแทนที่ในร่างของเรา เราต้องสูญเสียจิตวิญญาณที่ดีไป ก็อย่าตกใจ จงตั้งใจบำเพ็ญบารมีต่อไปบารมีจะกล้าแกร่งขึ้นมากจนกลายเป็น “กายวัชระ” คือ กายสังขารของเราจะเกิดความมีเสถียรภาพ ไม่ว่าจิตวิญญาณตกต่ำแค่ไหนแทรกเข้ามาในกายของเรา เราก็สามารถโปรดให้หลุดพ้นถึงโพธิสัตว์ได้ทั้งหมดจนกลายเป็นปกติไป ดังนั้น สรุปว่าการทำดีแล้วได้ดีนั้นมีอยู่จริงในปัจจุบันชาติแต่ถ้าเราถูกพญามารสับเปลี่ยนบุญกรรมเมื่อใด ก็อย่าท้อใจที่ทำดีแล้วไม่ได้ดีจงเพียรสร้างบุญบารมีต่อไป ให้กลายเป็นเหมือนธรรมจักรที่หมุนไปข้างหน้าต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งจะทำให้โพธิจิตแรงกล้าและความบกพร่องในตัวเราลดน้อยลงเรื่อยๆ ธรรมของเราละเอียดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีส่วนใด จุดใดที่เหลือความมืดดำอยู่เลย มารจะอาศัยช่องใจของเราที่มีความดำมืดอยู่แต่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ใจเราเปิดรับจิตวิญญาณที่ไม่ดี เมื่อเราเปิดใจรับจิตวิญญาณที่ไม่ดีก็เข้ามาได้และทำให้เราเห็นตัวเราเองชัดขึ้นในจุดดำที่ซ่อนลึกอยู่ในใจเรา แม้แต่เล็กน้อยเพราะแม้จุดเล็กน้อยนี้เองก็ทำให้จิตวิญญาณที่ไม่ดีแทรกเข้ามาได้ เมื่อจิตวิญญาณที่ไม่ดีแทรกเข้ามามันจะแสดงอาการชัดให้เราเข้าใจจุดดำที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของเราเอง เมื่อได้เข้าใจและชำระจิตวิญญาณดวงนั้นแล้ว ก็จะขจัดจุดดำในใจของเราเล็กๆ นั้นได้ -จบ- 

มหาธรรม เรื่อง การศึกษามหายานจากพระสูตรมหายาน

 

การศึกษามหายานแตกต่างจากการศึกษาเถรวาทบางประการ เนื่องจาก มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น เถรวาทมุ่งตรงสู่นิพพาน แต่มหายานไม่รีบนิพพาน แต่จะช่วยเหลือสัตว์ให้นิพพานก่อนตน ตนจึงนิพพานภายหลัง ดังนั้น การศึกษาพระสูตร จึงแตกต่างกันด้วย โดยพระสูตรของเถรวาทมาจาก “คำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดม” เท่านั้น ไม่มีการเพิ่มหรือลด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องยึดถือแต่ของเก่าดั้งเดิมเท่านั้น แต่พระสูตรของมหายานสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เพราะไม่ได้มาจากพระสมณโคดมในครั้งที่ยังดำรงชีพอยู่บนโลกเท่านั้น แม้แต่คำสอนครั้งที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ ฝ่ายเถรวาทไม่มีบันทึกไว้เพราะเป็นการเทศนาให้เทวดาฟังมนุษย์จึงไม่ได้ยิน แต่ทางมหายานมีได้ เพราะอาศัยการสื่อจิตก็ดี, ถอดกายทิพย์ก็ดี ฯลฯ เพื่อไปนำคำสอนนั้นลงมาบันทึกไว้ให้มนุษย์โลกได้ศึกษา แม้แต่คำสอนบางคำสอน ก็ไม่ได้นำมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่นำมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นที่ยังสถิตอยู่บนสวรรค์ก็มี ทำให้พระสูตรมหายานมีสิ่งที่เพิ่มเติมมากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่จะไม่มีการบอกตรงๆ ว่าพระสูตรเหล่านั้นได้มาอย่างไร ใครเป็นคนแต่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการครหาว่าเพ้อเจ้อ หรือไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับพระสูตรมาจากภพภูมิอื่น ผู้ศึกษาในฝ่ายมหายานจึงถือว่าการศึกษาพระสูตรใดๆ ก็แล้วแต่ จะเก่าหรือจะใหม่ จริงหรือเท็จไม่สำคัญ แต่ “เนื้อหาธรรมะ” ในนั้นสำคัญกว่า ขอให้ “เปิดใจ” อ่านแล้วก็ปฏิบัติพิสูจน์เสีย ก่อน จึงค่อยตัดสินว่าจริงหรือเท็จ ไม่ใช่ปิดใจกั้นเสียก่อนที่จะศึกษาแล้ว อนึ่ง ปัจจุบันมีการเขียนตำราคำสอนใหม่ๆ จากการสื่อจิตที่เรียกว่า “อนุตตรธรรม” มากขึ้น และสังคมก็ให้การเปิดใจยอมรับฟังกันมากขึ้น หนังสือธรรมะที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ โดยผู้ปฏิบัติธรรมจึงแพร่หลายมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ ในสมัยโบราณฝ่ายเถรวาทจะไม่ยอมรับมาก เพราะถือว่าเป็นการบิดเบือนหรือแต่งตำราขึ้นเอง ไม่ใช่คัมภีร์พระไตรปิฎกแต่ดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันมีคนยอมรับกันมาก ทั้งมหายานก็ขยายวงกว้างขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม พระสูตรทั้งหลายก็มีจุดที่จะต้องพิจารณาด้วย “โยนิโสมนสิการ” ให้แยบคายมากเพราะไม่มีพระสูตรใดที่จะสมบูรณ์แบบพร้อมให้ผู้อ่าน ได้อ่านแล้วหลุดพ้นได้โดยไม่พึ่งการพิจารณาด้วยตนเอง

 

อนึ่ง หลักการสำคัญของการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่ความจริงเท็จแต่เป็น “ใจ” ของผู้ปฏิบัติเอง เพราะสรรพสิ่งล้วนเป็นภาพมายาอยู่แล้ว ไตรปิฎกก็เป็นภาพมายา ไม่เที่ยง ไม่จีรัง ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นอะไรใดๆ ได้ สำคัญอยู่ที่ใจของเรา เมื่อใจของเรา “เข้าถึง” มันก็คือ การเข้าถึง เหมือนคนโบราณไปรบ ก็เอาพระอมใส่ปากไว้ พอหลุดออก ก็จับใส่ปากต่อ แต่พอรบเสร็จแล้วจึงคายออกมา ปรากฏว่ากลายเป็น “ลูกกบ” ไป อันนี้ คือ ไม่จริงแต่เพราะความศรัทธาก็ทำให้เขาสำเร็จได้ แม้คนเราจะถูกหลอก แต่ถ้าการหลอกนั้นทำให้สำเร็จได้ ถามว่าใครสำเร็จ ก็คือ เขาคนนั้นเองที่สำเร็จ คนหลอกไม่ได้สำเร็จไปด้วยได้ เมื่อถึงจุดนี้แล้ว “จริงหรือเท็จ” ก็ไม่สำคัญ คนบางคนมีจิตวิญญาณที่ตกต่ำมาก แต่เมื่อได้ฟังพระสูตรมหายานบางพระสูตรแล้ว เกิดความปีติน้ำตาไหลพรากแล้วก็เข้าถึงความเป็นโพธิสัตว์ในบัดดลนั้นเลยก็มี เมื่อเขาได้สำเร็จโพธิจิตแล้วอย่างนี้ ยังมีประโยชน์อะไรอีกหรือไม่ ที่จะไปตรวจสอบว่าตำรานั้นจริงหรือเท็จ, ถูกหรือผิด ในเมื่อมันสำเร็จผลแล้ว

 

สำหรับตำราที่ผู้เขียนได้เพียรแต่งขึ้นนั้น ก็เป็นไปเช่นคำอธิบายข้างต้น ผู้เขียนเองก็ไม่อาจทราบหรือพิสูจน์ได้ว่าที่เขียนมานี้มีจริงหรือเท็จประการใด เพราะหลายอย่างไม่อาจพิสูจน์ได้ และไม่มีเวลาที่จะพิสูจน์ด้วยวิธีอื่น นอกจาก “สำเร็จที่ใจ” ของเราเอง ทำที่ใจของเราเอง ถ้า “สำเร็จ” ก็คือ “สำเร็จ” ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่สำเร็จ เราก็แค่วางตำรานั้นลงไปแล้วไปทำอย่างอื่นที่ควรทำต่อไป ก็เท่านั้นเอง ไม่มีประโยชน์อะไรกับการมาทะเลาะกับตำราที่ไม่รู้ที่มาว่ามาจากไหน, ใครแต่งขึ้น, ใครรับรอง, เชื่อถือได้อย่างไร สำคัญที่อ่านแล้วเราได้อะไร เข้าถึงหรือไม่ สำเร็จหรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง ยังมีหนังสือและสื่ออีกมากที่เราให้เวลาอ่านมัน ทั้งๆ ที่มันก็ “โกหก” ทั้งนั้น เช่น นิยาย ฯลฯ ทำไมเรายอมเปิดใจรับมันได้ เพราะอ่านนิยายโกหกแล้ว เราก็ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจแต่ประการใด -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]