*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 374942
  • จำนวนผู้โหวต : 107
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
<< เมษายน 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 48778 , 19:00:46 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , พันธุ์สังหยด และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เจ้าแห่งวาทะ พุทธวจน-พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
มีศีล แต่ไร้ปัญญา อหังการณ์-อวดดี
จนถูกตัดออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา (๑)
.
.
.
.
.
เรื่องราวของ คำว่า พุทธวจน/พุทธโอษฐ์ ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
แห่งวัดนาป่าพง คลอง 10 ปทุมธานี เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
ควรที่ ผู้ศึกษา/ปฏิบัติ หรือผู้สนใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์
จะต้องทำความเข้าใจให้ดี

ในตอนที่ ๑ นี้ ขออนุญาตคัดลอก บทความจาก alittlebuddha.com มาเพื่อ
แบ่งปัน และเพื่อพิจารณา ในเนื้อหา ร่วมกัน

อนึ่ง บล็อกเกอร์เขียดขาคำ มิได้มีเจตนาโจมตี หรือให้ร้าย ผู้ที่ถูกกล่าวถึง
เพียงแค่ต้องการเล่าไปตามเหตุการณ์ และหลักฐาน ที่ปรากฏ และต้องการให้
ทราบถึง เหตุการณ์ และข้อเท็จจริง ของเรื่องราว ให้ครบถ้วน มากที่สุด



วัดหนองป่าพง "ประกาศตัด" วัดนาป่าพง

โทษฐานสวดพระปาติโมกข์ไม่ครบ 227 ข้อ

 

 

 

 

 

 

กูแน่ !

 

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ปทุมธานี

 

 

 

วัดนาป่าพง ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ถูกขับออกจากสาขาวัดหนองป่าพงเป็นอันดับล่าสุด ต่อจากวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถูกขับไล่พ้นหมู่คณะไปในข้อหา "แอบบวชสตรีเพศเป็นพระภิกษุณีโดยไม่มีมติคณะสงฆ์รองรับ"

 

วันนี้ วงการสงฆ์ไทยเกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อพระสงฆ์วัดนาป่าพง ได้ตัดลัดพระปาติโมกข์ที่คณะสงฆ์ไทย (รวมทั้งพระสงฆ์ในสายวัดหนองป่าพงทุกวัด) ได้เคยสวดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถึงสมัยปัจจุบันก็ยังคงสวดอยู่ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 227 มาตรา เรียกว่าศีล 227 ข้อนั่นเอง

 

แต่พระสงฆ์วัดนาป่าพงกลับตัดพระปาติโมกข์ออกไปตั้ง 77 ข้อ เหลือเพียง 150 ข้อ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดแนวทางคณะสงฆ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมหานิกายหรือธรรมยุติกนิกาย ล้วนแต่สวดพระปาติโมกข์เหมือนๆ กัน

 

ในประวัติของ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งเป็นเจ้าสำนักวัดนาป่าพง ได้ประกาศแนวทางการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไว้ว่า "ต้องศึกษาโดยตรงจากธรรมะที่มาจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น" และยังแนะนำหนังสือในแนวทางนี้จำนวน 5 เล่ม ด้วยกัน มีหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของหลวงพ่อพุทธทาส เป็นต้น

 

การตัดพระปาติโมกข์ให้เหลือเพียง 150 ข้อ ของพระสงฆ์วัดนาป่าพง นำโดยพระคึกฤทธิ์นั้น ดูไปก็เหมือนเจตนาดีที่จะพยายามปฏิรูปพระพุทธศาสนา เมื่อเห็นว่าสิ่งใดเป็นส่วนเกินหรือส่วนเสริมเข้ามาในพระไตรปิฎก รวมทั้งในพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนธรรม ศีลธรรม หรือประเพณี

 

แต่การกระทำเช่นนั้น ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเปิดให้มีการรื้อถอนพระธรรมวินัยตามใจชอบของกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เห็นต่างจากพระธรรมวินัยในรูปแบบที่คณะสงฆ์ไทยใช้มานับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 

พระคึกฤทธิ์อาจจะมีความเห็นเป็นการส่วนตัว ว่าสิกขาบทที่นอกเหนือจาก 150 ข้อนั้น มิใช่พระพุทธบัญญัติดั้งเดิม จึงดำเนินการให้พระสงฆ์วัดนาป่าพงตัดออกและสวดเพียง 150 ข้อเท่านั้น

 

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเทียบกับแนวทางที่พระคึกฤทธิ์ได้วางไว้เป็นแม่แบบของพระสงฆ์วัดนาป่าพงก็คือว่า ต้องศึกษาพระพุทธศาสนาที่เชื่อว่ามาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เช่น หนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์

 

แต่นั้นก็เป็นเพียงความเชื่อของพระคึกฤทธิ์เท่านั้น (หรือแม้แต่ของหลวงพ่อพุทธทาสผู้แต่งหนังสือเล่มนี้) เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันชัดแจ้งว่า หลวงพ่อพุทธทาสก็ดี พระคึกฤทธิ์ก็ดี ได้รับฟังพระธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้ามาโดยตรง พระธรรมคำสอนที่รวมอยู่ในพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทย (ซึ่งหลวงพ่อพุทธทาสและพระคึกฤทธิ์ใช้ศึกษาและอ้างอิงอยู่) ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นผลงานการสืบศาสนา สังคายนา และศึกษาสืบทอดต่อๆ กันมา นานนับหลายพันปีของคณะสงฆ์ไทย มิใช่ผู้ใดผู้หนึ่งไปรับฟังจากพระโอษฐ์แล้วเอามาบอกเล่าโดยตรง

 

ความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนก็คือ "ควรปฏิบัติให้ตรง แต่ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนสิ่งที่ตนเองเห็นไม่ตรงออกไปให้หมด" ดังเช่นมติของพระเถระที่ร่วมประชุมทำสังคายนาครั้งแรก มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน ท่านจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ไว้ว่า "จะไม่เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ และจะไม่เพิ่มเติมสิ่งที่พระพุทธองค์มิได้บัญญัติไว้" นั่นคือแนวทางของคณะสงฆ์นิกายเถรวาท อันมีศรีลังกา พม่า ไทย เป็นหลักอยู่ในสมัยปัจจุบัน

 

แม้แต่หลวงพ่อพุทธทาส ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้รจนาตำรา "พุทธประวัติจากพระโอษฐ์" และพระคึกฤทธิ์ได้นำมาเป็นคัมภีร์ศึกษาและสั่งสอนลูกศิษย์ภายในสำนัก หลวงพ่อพุทธทาสท่านเคยพูดว่า "มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในพระไตรปิฎก" คือหมายถึงว่า เชื่อว่ามิใช่พระพุทธพจน์ แต่กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อพุทธทาสก็มิเคยเพิกถอนสิ่งที่อยู่ในพระไตรปิฎกออกไป แม้กระทั่งปัจจุบัน พระสงฆ์ในสายสวนโมกขพลาราม ของหลวงพ่อพุทธทาส ก็ยังคงสวดพระปาติโมกข์จำนวน 227 ข้อ เท่ากับคณะสงฆ์ไทยทั่วไป

 

ในอีกสายหนึ่ง คือสายของหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง ซึ่งพระคึกฤทธิ์ได้อาศัยบวชเป็นครั้งแรก และมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในสายนี้ ถึงกับตั้งจิตอธิษฐานบวชไม่สึกตลอดชีวิต กระนั้นก็ตาม พระสงฆ์ในสายของวัดหนองป่าพงก็ยังคงสวดพระปาติโมกข์จำนวน 227 ข้อ เท่ากับพระสงฆ์ไทยทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่สมัยที่หลวงพ่อชายังมีชีวิตอยู่

 

การกระทำของพระคึกฤทธิ์ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จึงเท่ากับเป็นการประกาศ "อหังการณ์-มมังการณ์" ว่าตนเอง "เก่งกว่าครู" ไม่ว่าจะเป็นครูที่บวชให้ คือ หลวงพ่อชา หรือแม้แต่ครูทางตำรับตำราที่ชื่อว่า หลวงพ่อพุทธทาส ซึ่งเป็นการประหลาดเหลือเกินว่า ไม่ว่าใครในสมัยนี้ ถ้าคิดว่าตนเองเคร่งครัดในพระธรรมวินัยกว่าพระสงฆ์ไทยรูปอื่นๆ แล้วไซร้ ก็จะต้องใช้วิธีการ "อวดดี" ตัดโน่นตัดนี่ ทำวิปริตผิดประเวณีไปเสียทุกที่ น่าที่จะเป็นการช่วยผดุงพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้า เพิ่มพูนศรัทธาสาธุชน ให้สนิทสนมกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั่วสังฆมณฑล กลับกลายเป็นการสร้างความร้าวฉานในสังฆมณฑล เกิดความรังเกียจระหว่างพระสงฆ์ขึ้น ถึงขั้นถูกขับไล่ออกจากคณะสงฆ์ดังที่เห็น นั่นเป็นเพราะอะไรหรือ ถ้าหากมิใช่ความอวดดื้อถือรั้น ดังคำกล่าวที่ว่า "เก่งอยู่คนเดียว-ดีคนเดียว" เมื่อลอยตัวนานไปจึงกลายเป็นน้ำล้นแก้ว ต้องถูกเททิ้งไป ไร้ค่า นับว่าน่าเสียดาย

 

 

มีศีลน่ะดี แต่ควรมีปัญญาด้วย

 

 

(จาก..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม)

 


 

 

ตัด  "วัดนาป่าพง" ปทุมธานี พ้นสายปู่ชา หลังสวดพระปาฏิโมกข์แค่  150 ข้อ

 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม รายงานข่าวจากวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แจ้งว่า วัดหนองป่าพงได้ออกแถลงการณ์รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ความว่า กรณีวัดนาป่าพง ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมีพระอธิการคึกฤทธิ์ โสตถิผโล เป็นเจ้าอาวาส ได้กระทำสังฆกรรมทางพระวินัย โดยสวดพระปาฏิโมกข์เพียง 150 ข้อ เป็นที่ทราบกันแล้วนั้น จนถึงปัจจุบัน พระอธิการคึกฤทธิ์ ได้กระทำสังฆกรรมทางพระวินัย โดยสวดพระปาฏิโมกข์เพียง 150 ข้อ เหมือนเดิม ไม่สามารถที่จะกระทำตามมติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงได้ ที่ประชุมจึงมีมติรับทราบให้ตัดวัดนาป่าพง โดยมีพระอธิการคึกฤทธิ์ เป็นเจ้าอาวาส ออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ถือว่าการกระทำใดๆ ของพระอธิการคึกฤทธิ์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหาย ทางคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น


อนึ่ง วัดหนองป่าพง เป็นวัดป่าสายปฏิบัติ ที่ก่อตั้งโดยหลวงพ่อชา สุภัทโท

 

 

 

ข่าว : มติชน
3 กรกฎาคม
2553


http://www.alittlebuddha.com/News 2010/July 2010/003 July 2010.html


.
.
.
.
.
ยินดี สำหรับคำโต้แย้ง ทักท้วง หรือการสนทนา อย่างสุภาพ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม วันที่ : 19/06/2014 เวลา : 11.15 น.

การจะวิจารณ์ผู้อื่นได้ หากผู้วิจารณ์เป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกวิจารณ์ และผู้ที่ยังไม่รู้ความจริง
หากมีมิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นการใส่ร้ายให้ร้ายผู้อื่นโดยเจตนา แถมเอาคำสอนศาสดาไปใช้ในทางผิด จะประสบบาปกรรมมิใช่น้อย คอยดูเอานะไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าแน่ และถ้าหากใส่ร้ายพระสงฆ์ที่เป็นพระอริยบุคคล ก็ต้องรับกรรมในชาตินี้ ตามที่พระศาสดาสอนไว้เรื่องเกี่ยวกับกรรม

#ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มี ธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง."

พวกเรานี่ช่างจินตนาการกันได้เก่งเน๊าะ รู้จำ(ได้จากการศึกษา) แต่ยังไม่รู้จริง(ได้จากการปฏิบัติตามสิ่งที่รู้มา)
นี่แหละตัวปัญหาที่ทำให้มาถกเถียงกัน เวลาใครพูดมาก็ฟังแล้วใช้ปัญญาตนที่ยังมีทิฏฐิจินตนาการตาม พูดถูกก็ดีไป แต่นั่นก็ใช่จะทำให้บรรลุได้ มันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย สำคัญทั้งสองฝ่าย
หากพิจารณาคำสอนของพระศาสดา เท่าที่มีบัญญัติไว้ คิดว่าเยอะพอแล้ว เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจให้ถูก ไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ เพราะอะไร? คำสอนที่มีอยู่ เกิดขึ้นจากที่พระศาสดาได้ตรัสกับสาวกโดยตรง ซึ่งต่อมาสาวกที่ได้รับฟังคำสอนนั้น ต่างก็บรรลุอรหันต์ทั้งหมด
เห็นชัดได้ว่า ผู้พูดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ และผู้ฟังคือผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีปัญญามาก นี่แหละ ต่างก็เป็นอริยบุคคลคุยกัน คำพูดของพระศาสดาจึงเป็นอย่างที่มี

พวกเราล่ะ เท็จจริงเป็นใครกัน แต่เท่าที่จินตนาการเอา คือผู้ยังไม่บรรลุด้วยตัวเองทั้งนั้น คนที่รู้จริงได้เขาก็จะไม่เถียงหรอก แค่อธิบายความจริงไป เข้าใจไม่เข้าใจประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ผู้พูด แต่อยู่ที่ผู้ฟัง ว่าจะมีธุลีในดวงตากันแค่ไหน ที่จะทำให้เข้าใจความจริงได้

วกกลับมาที่คำสอนของพระศาสดา ท่านตรัสอย่างนั้น ตามประโยคนั้น แค่นั้น สาวกก็สามารถเข้าใจแล้วสามารถนำไปปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด 500 รูป เข้าใจมั้ยว่าท่านไม่ได้สอนทุกเรื่องกับพระอรหันต์ทุกรูป สอดรับกับพระสูตรที่ตรัส
"คามจณิ! เพราะเหตุว่า ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดงสักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น" เรื่องราวในพุทธประวัติและธรรมวินัยที่เป็นของพระศาสดาจริงๆ จะต้องสอดรับไม่ขัดแย้งกัน ตามที่ท่านสอนเตือนไว้ในเรื่องหลักมหาปเทสสี่ และอีกหลายพระสูตรที่ตรัสสอน เรื่องที่จะทำพระสัทธรรมเสื่อมด้วยเหตุอะไร และจะทำให้เจริญได้เพราะเหตุอะไร จริงไม่จริงก็ดูเอาเอง ถ้าจริง คุณต้องทำความเข้าใจกับคำสอนและประวัติของพระศาสดาให้ถูกต้องตรงจริงให้ได้เสียก่อน เพื่อการมีสัมมาทิฏฐิ ศึกษาจดจำในเรื่องจริงจากคำพระศาสดา ตีความให้เข้าใจตามจริง วิธีไหนที่จะทำให้คุณเข้าถึงเข้าใจความจริงได้ นั้นเป็นวิธีที่ประเสริฐสุด โดยต้องใช้หลักการของพระศาสดาที่สอนไว้

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" พระศาสดากว่าจะตรัสรู้ในภพสุดท้าย ก็เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเช่นพวกเรา และภพที่ทำให้ตรัสรู้ได้ ก็คือภพของมนุษย์เช่นพวกเราเหมือนกัน แต่..ท่านเป็นมนุษย์ที่พิเศษที่เกิดมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งหายากในโลกนี้
ที่ท่านตรัสรู้ได้ เพราะเหตุที่เห็นทุกข์ เห็นเกิด แก่ ตาย จึงออกเสาะแสวงหาทางพ้นทุกข์ ศึกษาวิชชาจากครูบาอาจารย์จากสำนักต่างๆ จนจบหลักสูตร แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจความจริงของโลกได้ ออกทดลองวิชชาที่ว่าเจ๋งที่สุดในยุคนั้น ทำจนหมด ทดลองทุกรกิริยาก็แล้ว ทำฤทธิ์ได้สาระพัดก็ยังไม่ใช่ ผู้ที่ศึกษาพุทธประวัติมาแล้วต้องเข้าประเด็นนี้ให้ถูก
สุดท้ายมาใช้วิธีทำสมาธิจนเกิดปัญญาตรัสรู้อริยสัจสี่ได้ด้วยพระองค์เอง แล้วมีเมตตานำมาบอกสอน แม้สิ่งนั้นจะละเอียดลึกซึ้ง แต่ทรงทราบว่ามีคนที่ธุลีในดวงตาน้อย จะสามารถบรรลุธรรมได้เช่นพระองค์
คนที่เข้าใจและบัญญัติเรื่องธรรมวินัยในศาสนาพุทธได้ก็มีแต่พระศาสดาเท่านั้น คนอื่นแม้เป็นพระอรหันต์ขนาดพระสาลีบุตรยังไม่กล้าบัญญัติคำสอน เวลาไปให้ธรรมญาติโยมก็ใช้คำสอนพระศาสดามาถ่ายทอด สิ่งที่อธิบายเพิ่มเติมก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกให้กับผู้มีธุลีในตามากน้อยต่างกัน ท่านไม่เคยบัญญัติเพิ่มหรือตัดต่อคำสอนของพระศาสดาเลย

การกระทำเช่นนี้จะทำให้พระสัทธรรมเจริญอยู่สืบทอดต่อไปได้
การสื่อสารของคนแต่ละยุคจะไม่เหมือนกัน หากสังเกตให้ดี มันเปลี่ยนแปลงได้ และภาษาของคนยุคนั้นต้องมีนัยยะแน่นอน
ยุคของคนที่เกิดมาพบพระพุทธเจ้าตัวเป็นๆ จินตนาการให้ได้ซิ จะเป็นคนประเภทไหน
พวกเราละ คนยุคนี้อะไรเจริญอะไรเสื่อม ก็ใช้วิจารณญานเอาเอง คนในยุคต่อๆ ไปอีก การสื่อสารการทำความเข้าใจอาจมีมากขึ้นหรือน้อยลง นี่แหละท่านถึงตรัสไม่ให้แต่งเติมตัดต่อคำสอนท่าน หลายพระสูตรมียืนยัน หลักฐานสองพันกว่าปีสอดรับกันจริง และเห็นเหตุของการไม่เชื่อฟังได้ในคนทุกยุค บัวสามเหล่า ยังมีในโลกมนุษย์ ใครเป็นเหล่าไหนก็เป็นอย่างนั้นตราบใดไม่ได้ศึกษาวิชชาของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ ตราบนั้นอวิชชาก็ยังครอบงำอีกต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด

วิชาของพระศาสดาไม่ใช่ของง่าย แต่ศึกษาปฏิบัติทำให้เข้าใจได้ มีแนวทางตามที่บัญญัติบอกสอนไว้แล้ว ต้องลงมือทำกันเองถึงจะเข้าถึงคำว่า"ปัจจัตตัง"
วิชชาว่าสอนยาก แต่...วิจารณญานนี่สอนยากสุด
ใครทำกรรมอะไรมาก็ต้องได้รับอย่างนั้น
ขอให้ผู้สนใจในธรรม จงมีโอกาสมีดวงตาเห็นธรรม

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
smaxbio วันที่ : 13/03/2014 เวลา : 22.31 น.

ที่ว่า "ผู้ทรงธรรม", "ทรงปัญญา" อะไรเนี่ยน่ะมันทรงกันตรงไหน อรหันต์ก็เอาอะไรไปตรวจวัด?

การกระทำของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ บ้างก็ว่าลบหลู่อาจารย์, ไม่เอาอาจารย์, ยกตนอวดดี, ทำสงฆ์แตกแยก, ทำสังฆเภท, ...

อันดับแรกอยากให้คิดกันให้ดีว่า "สงฆ์" คืออะไร?
แทบทุกคนจะคิดว่า "พระ" = "สงฆ์"
แต่ตามพระสูตรพบว่า "สงฆ์" มี ๔ จำพวกนั่นก็คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ซึ่งเราเรียกกันว่าเป็นพระอริยะทั้งนั้น

ดังนั้น "สงฆ์" = "พระอริยะ" นั่นเองอานิสงฆ์ที่ถวายสังฆทานจึงเกิดสูงเกือบสุดเพราะเป็นการให้ทานในหมู่ที่ประกอบด้วยพระอริยะเจ้าทั้งหลาย
พวกพระที่วัดทั้งบวชใหม่-เก่าจึงไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นสงฆ์ได้ เพราะ "พระ" ไม่ใช่ "พระอริยะ" ซึ่งไม่ใช่ "สงฆ์"
"พระ" จึงควรใช้กับ "ภิกขุ" มากกว่าเพราะแปลว่า "ผู้ศึกษา"

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
jm2556 วันที่ : 10/05/2013 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/WacheJM

ผมคิดว่าควรพิสูจน์กันให้ชัดแจ้งในเรื่องนี้ โดยไม่ใช้ความเห็นส่วนตัวและอารมณ์ เนื่องจากในประวัติศาสตร์ที่เราต่างเรียนมามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปมาก เช่น การเกิดขึ้นของนิกายต่างๆ ซึ่งในสมัยพุทธกาลไม่มี การทำสมาธิที่บางที่มีการบริกรรมพุทโธ บางที่ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งเผยแพร่กันอยู่ โดยที่เราเองก็ทราบว่ามีศาสดาองค์เดียว การฉันมื้อเดียวบ้างสองมื้อบ้าง การมียศธาบรรดาศักดิ์ของพระสงฆ์ เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

"จะไม่เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ และจะไม่เพิ่มเติมสิ่งที่พระพุทธองค์มิได้บัญญัติไว้"

นั่นถูกต้องแล้วครับ
เพราะว่ากว่าที่คณะสงฆ์จะตกลงกันนำพาพระศาสนามาจนถึงยุคปัจจุบันได้ผ่านกาลมาตั้ง ๒๕๐๐กว่าปี ล้วนมีผู้ทรงธรรมและปัญญามิใช่น้อย แถมส่วนใหญ่ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้ปฏิสัมภิทา ท่านยังไม่เคยตั้งใจละเมิดสิกขาบทเหมือนพระองค์นี้หรือองค์ไหน แต่ช่วยกันชำระและรักษาให้ยั่งยืนเอาไว้ ไม่ริดรอนหรือต่อเติม คงของเดิมไว้
เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากในอนาคต
การที่พระองค์นี้ริดรอนสิกขาบท โดยเทียบตัวเองกับพระอรหันต์ปฏิสัมภิทานั้น กรรมหนักนะขอรับ
สามารถปรับอาบัติได้ตั้งแต่ ปาจิตตีย์ นิสสัคิยปาจิตตีย์
ถ้ายังไม่ปรับปรุงตัวเอง ว่ายากสอนยาก ต้องสังฆาทิเสส
หนักสุดตีเสมอพระอรหันต์ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน อาจดดนถึงขั้นปาราชิกเลยนะครับ
แม้ไม่มีใครปรับอาบัติ เทวดาฟ้าดินจะลงโทษ ตามกรรม ท่านอาจหมดสิทธิ์เหยียบแดนอริยภูมิในชาตินี้เลยนะครับ ยิ่งกล่าวอ้างเข้าข้างตัวเองระวัง
โทษทางวาจาอาจถึงขั้นฟันร่วงหมดปากนะครับ
อาตมาเรียนพระะรรมวินัยมาแม้ท่องผิดตัดคำเติมคำแค่อักขระเดียว อาจารย์ยังบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องแก้ไขใหม่ห้ามผิดหรือตกหล่นแม้อักขระ จึงจะเรียกว่าเอื้อเฟื้อพระธรรมวินัย เคารพพระธรรมวินัย
นี่ท่านจะตัด ริดรอนสิกขาบทกันเลยหรือ บาปกรรมนะขอรับ

ขอบคุณเจ้าของบล้อกที่แจ้งข่าวนะครับปกติไม่ค่อยได้ดูข่าวทีวีครับ เน้ตก็ไม่ค่อยได้เข้าเลย ตกข่าว พอได้โอเคเนชั่นนี่แหละไว้ตามข่าวบ้าง
โหวตให้ครับช่วยนำข่าวมาบอกอีกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อาโป วันที่ : 19/04/2012 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ศิษย์ไร่ครู..ลูกปูไม่เดินตามแม่ปู

เลยไม่เห็นความตื้นลึกหนาบางของที่มาที่ไป

ทำให้ระลึกนึกถึง...นิทานเรื่องเสือร้องให้

ต้นไม้จะยืนต้นอยู่ได้ต้องมีองค์ประกอบครบบริบูรณ์

จึงเห็นไม้ทั้งต้นได้แจ่มแจ้งฉันใด..พระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์ ก็คงใว้ พระพุทธศาสนาคงอยู่ได้ก็ฉันนั่น



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน