*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 374993
  • จำนวนผู้โหวต : 107
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
<< เมษายน 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 25518 , 09:57:43 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เจ้าแห่งวาทะ พุทธวจน-พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
มีศีล แต่ไร้ปัญญา อหังการณ์-อวดดี
จนถูกตัดออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา (๒)
.
.
.
.
.
.
หมายเหตุ::
บล็อกเกอร์เขียดขาคำ มิได้มีเจตนาโจมตี หรือให้ร้าย ผู้ที่ถูกกล่าวถึง
เพียงแค่ต้องการเล่าไปตามเหตุการณ์ และหลักฐาน ที่ปรากฏ และต้องการให้
ทราบถึง เหตุการณ์ และข้อเท็จจริง ของเรื่องราว ให้ครบถ้วน มากที่สุด

สำหรับท่านที่สนใจอ่านตอนที่ ๑ กรุณาตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ไป

เจ้าแห่งวาทะ พุทธวจน-พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง มีศีล แต่ไร้ปัญญา อหังการณ์-อวดดี
จนถูกตัดออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา (๑)
 


จากความ อหังการณ์ อวดดี อวดเก่งกว่าครูบาอาจารย์ ของพระคึกฤทธิ์ แห่งวัดนาป่าพง

กลับกลายเป็นว่า พระที่คนกลุ่มหนึ่งหาว่าเพี้่ยน อย่างหลวงพ่อเกษม อาจิณฺณสีโล

แห่งวัดป่าสามแยก พร้อมด้วยพระลูกวัด และลูกศิษย์ ลูกหา ต้องเป็นฝ่ายออกมา

ปกป้องหมู่สงฆ์ ปกป้องพระไตรปิฎก พร้อมทั้งนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มารวบรวม

เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ความจริงที่ถูกเข้าใจผิด หรือถูกบิดเบือนไปนั้น เป็นเช่นไร









 

 

 

 

กูแน่ !

 

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ปทุมธานี







ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาบางส่วนจากเว็บไซท์ สามแยก ดอท คอม


การสวดพระปาฏิโมกข์ 150 ข้อ คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้สวดได้ในสมัยแรกๆ ของการเริ่มสวดปาฏิโมกข์
แต่ในครั้งแรกๆ ในการบัญญัติพระวินัย ก็ยังไม่มีการสวดปาฏิโมกข์ เรื่องการสวดปาฏฺิโมกข์นี้พระเจ้าพิมพิสาร
เป็นผู้เข้าไปกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตให้หมู่ภิกษุประชุมกันเพื่อกล่าวธรรมในวัน 14 - 15 ค่ำ
ตามเรื่องราวทีมีมาในพระไตรปิฎกหัวข้อ "อุโบสถขันธกะ" นั่นแหละ ผู้สนใจก็ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้

การสวดประกาศปาฏิโมกข์ 150 ข้อ ในสมัยแรกนั้น ก็แบ่งออกได้เป็น
สวดประกาศหมวดปาราชิก 4 ข้อ
หมวดสังฆาทิเสส 13 ข้อ
หมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ข้อ
หมวดปาจิตตีย์ 92 ข้อ
ปาฏิเทสนียะ 4 ข้อ
อธิกรณสมถะ 7 ข้อ  รวมทั้งหมด 150 ข้อ

พระวินัยที่ต้องสวดประกาศเพิ่มเติมให้ครบ 227 ข้อที่อนุญาตเพิ่มเติมในภายหลังคือ
หมวดอนิยต 2 ข้อ
หมวดเสขิยวัตร 75 ข้อ

ในปาฏิโมกขุทเทส (แปลว่า พระปาฎฺิโมกข์ที่ต้องยกขึ้นแสดง) ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
มีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม ที่เล่ม 6 หน้า 434 ความว่า

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ได้มีความปีริวิตกว่า  ปาติโมกขุทเทสมีเท่าไรหนอ   
แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาติโมกขุทเทสนี้มี ๕ คือ
ภิกษุสวดนิทานจบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นปาติโมกขุทเทสที่  ๑.

สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ จบแล้ว  พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นปาติโมกขุทเทสที่ ๒.

สวดนิทาน สวดปาราชิก สวดสังฆาทิเสส ๑๓ จบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นปาติโมกขุทเทสที่  ๓.

สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ สวดสังฆาทิเสส ๑๓ สวดอนิยต ๒ จบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นปาติโมกขุทเทสที่ ๔.

สวดโดยพิสดารหมด เป็นปาติโมกขุทเทสที่ ๕.


จากที่พระพุทธเจ้าบัญญัติปาฏิโมกขุทเทสขึ้นมา ถ้าหากสวดแค่ 150 ข้อ
ก็จะไม่มีการสวดประกาศพระวินัยหมวด "อนิยต" และหมวด "เสขิยวัตร" 

แต่ในปาฏฺิโมกขุทเทสข้อที่ 4 นั้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติให้สวดพระวินัยหมวด "อนิยต" ด้วย
และในปาฏิโมกขุทเทสข้อที่ 5 พระองค์ให้สวดโดยพิสดารทั้งหมด คำว่า "พิสดาร" ในที่นี้หมายถึง
ให้สวดปาฏิโมกข์โดยละเอียด คือมีพระปาฏิโมกข์เท่าไหร่ก็ให้สวดหมดเท่านั้น

เรื่องสวดพระปาฏิโมกข์โดยพิสดารก็ต้องย้อนไปดูที่หมวดพระวินัยอีกว่า พระปาฏิโมกข์โดยพิสาดารที่มีมาในพระบาลีนั้น
มีเท่าไหร่และมีอะไรบ้าง ? ในพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม อยู่ที่พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 4 หน้า 948 ความว่า

ท่านทั้งหลาย  นิทานข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว   
ธรรมคือปาราชิก ๔ สิกขาบท  ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคือสังฆาทิเสส  ๑๓  สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคืออนิยต ๒ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคือปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท  ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคือปาฎิเทสนียะ ๔ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคือเสขิยะทั้งหลาย ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว
ธรรมคืออธิกรณสมถะ ๗ ประการ  ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแล.

สิกขาบทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีเท่านี้ มาในพระปาติโมกข์ นับเนื่องในพระปาติโมกข์
มาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน พวกเราทั้งหมดนี้แล พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาในพระปาติโมกข์นั้นเทอญ

สำหรับเรื่องนี้ในพระไตรปิฎกบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐที่เป็นต้นแบบในการแปล (ชุดนี้พระคึกฤทธิ์ยกขึ้นมาอ้างด้วย)
ตามที่กล่าวถึงในตอนแรก ก็อยู่ในเล่ม 2 หน้า 571 ความว่า 

อุทฺทิฏฐํ  โข  อายสฺมนฺโต  นิทานํ  อุทฺทิฏฺฐา  จตฺตาโร ปาราชิกา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  เตรส  สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา เทฺว  อนิยตา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  ตึส  นิสฺสคฺคิยา  ปาจิตฺติยา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  เทฺวนวุติ  ปาจิตฺติยา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  จตฺตาโร  ปาฏิเทสนียา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  เสขิยา  ธมฺมา 
อุทฺทิฏฺฐา  สตฺต  อธิกรณสมถา  ธมฺมา ฯ 
เอตฺตกํ  ตสฺส  ภควโต  สุตฺตาคตํ  สุตฺตปริยาปนฺนํ  อนฺวฑฺฒมาสํ  อุทฺเทสํ  อาคจฺฉติ ฯ 
ตตฺถ  สพฺเพเหว  สมคฺเคหิ  สมฺโมทมาเนหิ  อวิวทมาเนหิ  สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ 

ดูรูปเล่มของพระไตรปิฎกบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐประกอบ



                     
นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎกที่พระคึกฤทธิ์นำมากล่าวอ้าง ยังมีพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ซึ่งก็แปลมาจากบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐเหมือนกัน และเรื่องนี้ก็อยู่ที่เล่ม 2 หน้า 737

ดูรูปเล่มของพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยประกอบ





จากหลักฐานในพระไตรปิฎกที่ยกมาไว้ในที่นี้ ก็แสดงให้เห็นว่าในสมัยแรกของการสวดปาฏิโมกข์นั้นให้สวด 150 ข้อ
แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนให้สวด 227 ข้อ และเรื่องการสวดปาฏิโมกข์ 227 ข้อนี้ มีผู้สันนิษฐานว่าเป็น
เรื่องที่พระอรรถกถาแต่งเติมให้สวดเพิ่มเข้ามาในภายหลัง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะในปาฏิโมกขุทเทสทั้ง 5
ที่ยกขึ้นมาแสดงไว้ในที่นี่นั้นเป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง โดยเฉพาะในข้อที่ 4 มีพระบัญญัติชัดเจนให้สวดอนิยตด้วย

เมื่อพระพุทธเจ้าให้สวดพระปาฏิโมกข์ 227 ข้อ แต่พระภิกษุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสวดไม่ครบ สวดขาด อย่างเช่นกลุ่มพระคึกฤทธิ์เป็นต้น
พระภิกษุกลุ่มนั้นก็มีโทษต้องอาบัติทุกกฏ โทษฐานที่สวดพระวินัยไม่ครบ แต่เมื่อมีเหตุอันสมควร
พระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้สวดปาฏิโมกข์ย่อได้

พระพุทธานุญาตให้สวดปาติโมกข์ย่อเมื่อมีอันตราย พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ชุด 91 เล่ม ที่เล่ม 6 หน้า 435

สมัยต่อมา ณ อาวาสแห่งหนึ่งในโกศลชนบท  คนชาวดงได้มาพลุกพล่านในวันอุโบสถ 
ภิกษุทั้งหลายไม่อาจสวดปาติโมกข์โดยพิสดาร  จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอันตรายเราอนุญาตให้สวดปกติโมกข์ย่อ.

อันตราย ๑๐  ประการ
           
สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ แม้เมื่ออันตรายไม่มี ก็สวดปาติโมกข์ย่อ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อไม่มีอันตราย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ย่อ
รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ. เมื่อมีอันตราย เราอนุญาตให้สวดปาติโมกข์ย่อ อันตรายในเรื่องนี้เหล่านั้น คือ

           ๑.   พระราชาเสด็จมา.
           ๒.  โจรมาปล้น .
           ๓.  ไฟไหม้.
           ๔.   น้ำหลากมา.
           ๕.   คนมามาก.
           ๖.   ผีเข้าภิกษุ
           ๗.   สัตว์ร้ายเข้ามา.
           ๘.  งูร้ายเลื่อยเข้ามา.
           ๙.  ภิกษุอาพาธหนักจะถึงเสียชีวิต.
           ๑๐.  มีอันตรายแก่พรหมจรรย์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไห้สวดปาติโมกข์ย่อในเพราะอันตรายเห็นปานนี้ เมื่อไม่มีอันตราย ให้สวดโดยพิสดาร.


จริงๆ แล้วเรื่องนี้ถ้าพระคึกฤทธิ์และคณะตรวจดูให้ชัดเจน ก็ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นอะไรเลย เรื่องการสวดปาฏิโมกข์ 150 ข้อ
ในพระสูตรที่อ้างมา 4 พระสูตรนั้น ก็แน่นอนแล้วว่าเป็นเรื่องของการสวดพระวินัยในสมัยแรกๆ แต่ต่อมาก็มีพระวินัยที่จะต้องนำ
มาสวดประกาศในทุกวันอุโบสถเพิ่มขึ้น ซึ่งก็บัญญัติขึ้นมาโดยพระพุทธเจ้าเอง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ ทรงความรู้ความสามารถในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบันก็มีมากมาย
พระสูตรที่พระคึกฤทธิ์ยกมาอ้างนั้น ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้อ่าน ได้ตรวจสอบ ได้พิจารณากันแล้ว
และก็ไม่ถือเอาการสวดปาฏิโมกข์ 150 ข้อนั้นเป็นสำคัญ ยังคงสวดปาฏิโมกข์ 227 ตามพุทธบัญญัติสืบต่อๆ มา

พระวินัยบางข้อที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติขึ้นมา แต่ภายหลังก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมหรือยกเลิกก็มี
แต่การจะปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกนั้นเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น อย่างเช่น
พระองค์อนุญาตเรื่องการฉันอาหารต่างๆ ที่เหมาะสมกับช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถึงช่วงเวลาหนึ่งพระองค์ก็สั่งยกเลิกไป

เล่ม 7 หน้า 135

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น   
แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร
มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑  อาหารที่หุงต้มเอง ๑   
อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑  อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑
อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑  ภัตตาหารเหล่านั้น เราห้ามจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงฉันอาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่  อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่  อาหารที่หุงต้มเอง     
อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่พระคึกฤทธิ์ยก "มหาปเทส 4" มาอ้างนั้น ก็ไม่หมาะ ไม่ควรกับเรื่องการสวดปาฏิโมกข์นี้หรอก
เพราะเรื่องนี้มีพระบัญญัติไว้ในหมวดพระวินัยปิฎก เทียบเคียงได้ ตรวจสอบได้ตามพระวินัยอยู่แล้ว

แต่เรื่องที่พระคึกฤทธิ์และคณะควรทบทวนพิจารณาตามหลักมหาปเทส 4 ซึ่งพระคึกฤทธิ์มักจะคุยอ้างอยู่เสมอๆ
ว่า "เราจะต้องถือตามพุทธบัญญัติเท่านั้น จะต้องไม่ตัด ไม่เพิ่ม ไม่เติม ไม่แต่ง พุทธวจนะใดๆ ทั้งสิ้น นะ"

คือเรื่องทองเหลืองหล่อหรือเหล็กหล่อสีเหลืองๆ ที่มีอยู่ในวัดพระคึกฤทธิ์ ที่พระคึกฤทธิ์และคณะใช้เป็นที่กราบไหว้สักการะนั้น
เรื่องการนำทองเหลืองหรือเหล็กหล่อมากราบไหว้สักการะนี้มีอยู่ในพุทธวจนะตรงไหน ? มีอยู่ในพุทธบัญญัติที่ใด ?

ถ้าหากเรื่องนี้ไม่มีในพุทธวจนะ ไม่มีอยู่ในพุทธบัญญัติ ไม่สามารถหาหลักฐานมาอ้างอิงถึงความมีอยู่ของมัน
ในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ พระคึกฤทธิ์และคณะจะเก็บมันไว้กราบไหว้ในวัดทำไม ?

เรื่องนี้ต่างหากที่พระคึกฤทธิ์และคณะควรใส่ใจพิจารณาไตร่ตรองให้มาก และหาคำตอบที่ถูกต้องออกมาสู่พุทธศาสนิกชน
เพราะพระคึกฤทธิ์คุยอ้างเสมอๆ ว่า "ต้องถือตามพุทธบัญญัติเท่านั้น ต้องถือตามพุทธบัญญัติเท่านั้น ส่วนอื่นๆ
ที่ใครมาแต่งเติมในภายหลังเราต้องตัดทิ้งไปให้หมด" เมื่อพระคึกฤทธิ์พูดอย่างนี้ การกระทำต้องให้สมกันกับคำพูด
ถึงจะชื่อว่าเป็นสัตตบุรุษ

ถ้าการกระทำกับคำพูดของพระคึกฤทธิ์ไม่สมกัน ไม่สอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันเอง พระคึกฤทธิ์ก็คงไม่ต่างอะไรกับ
"โมฆบุรุษ" ทั้งหลายที่อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นแหล่งทำมาหากินด้วยจิตใจอันสกปรกลามก
ที่พระพุทธเจ้าตรัสประณามเอาไว้แล้ว

ยังไงๆ ถ้าคำถามนี้ไปถึงพระคึกฤทธิ์ ก็ให้คำตอบมาด้วยนะครับ คณะวัดสามแยกรอฟังคำตอบอยู่ว่า
ทองเหลืองหล่อ เหล็กหล่อ ที่สมมติเรียกกันว่า พระพุทธรูป มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไหน
พระคึกฤทธิ์ถึงมีมันประดิษฐานไว้เคารพสักการะอย่างสง่าทีเดียว ?

ส่วนเรื่องสวดปาฏิโมกข์เมื่อหลักฐานชัดเจนอย่างนี้ ใครจะ "แถ" ไปไหนอีกก็คงต้องปล่อยไปตามกรรม
ส่วนคนมีปัญญาที่ไม่ได้ฟังแค่ข้อมูลที่พระคึกฤทธิ์ยกมาอ้างและไม่ยกมาให้ครบกระบวนความ
ก็จะพิจารณาได้เองว่า อันไหนถูก อันไหนผิด

หมายเหตุ

ที่ตั้งคำถามเรื่องพระพุทธรูปกับพระคึกฤทธิ์ เพราเห็นในคลิปวีดีโอตอนนั่งเทศน์
เข้าใจว่า คงจะเป็นภายในวัด และเห็นมีทองเหลืองหล่อที่จัดเอาไว้สักการะบูชาด้วย




http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=3553.0


ตบท้าย ด้วยการเหน็บเรื่อง การกราบไหว้พระพุทธรูป ซึ่งหลวงพ่อเกษม และลูกศิษย์ลูกหา

ต่อต้านมานานแล้ว เพราะมองว่า นั่นไม่ใช่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ดับขันธ์ไปแล้ว

แต่...พระพุทธองค์ยังอยู่กับเราตราบชั่วฟ้าดิน ซึ่งก็คือพระไตรปิฏก

ดังนั้น หลวงพ่อเกษมและลูกศิษย์


จะกล่าวถึงพระไตรปิฏก อยู่แทบทุกลมหายใจเข้าออก จึงมีความแม่นยำในพระไตรปิฏกมาก



ยินดี สำหรับคำโต้แย้ง ทักท้วง หรือการสนทนา อย่างสุภาพ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม วันที่ : 19/06/2014 เวลา : 10.50 น.

การจะวิจารณ์ผู้อื่นได้ หากผู้วิจารณ์เป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกวิจารณ์ และผู้ที่ยังไม่รู้ความจริง
หากมีมิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นการใส่ร้ายให้ร้ายผู้อื่นโดยเจตนา แถมเอาคำสอนศาสดาไปใช้ในทางผิด จะประสบบาปกรรมมิใช่น้อย คอยดูเอานะไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าแน่ และถ้าหากใส่ร้ายพระสงฆ์ที่เป็นพระอริยบุคคล ก็ต้องรับกรรมในชาตินี้ ตามที่พระศาสดาสอนไว้เรื่องเกี่ยวกับกรรม

#ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มี ธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง."

พวกเรานี่ช่างจินตนาการกันได้เก่งเน๊าะ รู้จำ(ได้จากการศึกษา) แต่ยังไม่รู้จริง(ได้จากการปฏิบัติตามสิ่งที่รู้มา)
นี่แหละตัวปัญหาที่ทำให้มาถกเถียงกัน เวลาใครพูดมาก็ฟังแล้วใช้ปัญญาตนที่ยังมีทิฏฐิจินตนาการตาม พูดถูกก็ดีไป แต่นั่นก็ใช่จะทำให้บรรลุได้ มันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย สำคัญทั้งสองฝ่าย
หากพิจารณาคำสอนของพระศาสดา เท่าที่มีบัญญัติไว้ คิดว่าเยอะพอแล้ว เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจให้ถูก ไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ เพราะอะไร? คำสอนที่มีอยู่ เกิดขึ้นจากที่พระศาสดาได้ตรัสกับสาวกโดยตรง ซึ่งต่อมาสาวกที่ได้รับฟังคำสอนนั้น ต่างก็บรรลุอรหันต์ทั้งหมด
เห็นชัดได้ว่า ผู้พูดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ และผู้ฟังคือผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีปัญญามาก นี่แหละ ต่างก็เป็นอริยบุคคลคุยกัน คำพูดของพระศาสดาจึงเป็นอย่างที่มี

พวกเราล่ะ เท็จจริงเป็นใครกัน แต่เท่าที่จินตนาการเอา คือผู้ยังไม่บรรลุด้วยตัวเองทั้งนั้น คนที่รู้จริงได้เขาก็จะไม่เถียงหรอก แค่อธิบายความจริงไป เข้าใจไม่เข้าใจประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ผู้พูด แต่อยู่ที่ผู้ฟัง ว่าจะมีธุลีในดวงตากันแค่ไหน ที่จะทำให้เข้าใจความจริงได้

วกกลับมาที่คำสอนของพระศาสดา ท่านตรัสอย่างนั้น ตามประโยคนั้น แค่นั้น สาวกก็สามารถเข้าใจแล้วสามารถนำไปปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด 500 รูป เข้าใจมั้ยว่าท่านไม่ได้สอนทุกเรื่องกับพระอรหันต์ทุกรูป สอดรับกับพระสูตรที่ตรัส
"คามจณิ! เพราะเหตุว่า ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดงสักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น" เรื่องราวในพุทธประวัติและธรรมวินัยที่เป็นของพระศาสดาจริงๆ จะต้องสอดรับไม่ขัดแย้งกัน ตามที่ท่านสอนเตือนไว้ในเรื่องหลักมหาปเทสสี่ และอีกหลายพระสูตรที่ตรัสสอน เรื่องที่จะทำพระสัทธรรมเสื่อมด้วยเหตุอะไร และจะทำให้เจริญได้เพราะเหตุอะไร จริงไม่จริงก็ดูเอาเอง ถ้าจริง คุณต้องทำความเข้าใจกับคำสอนและประวัติของพระศาสดาให้ถูกต้องตรงจริงให้ได้เสียก่อน เพื่อการมีสัมมาทิฏฐิ ศึกษาจดจำในเรื่องจริงจากคำพระศาสดา ตีความให้เข้าใจตามจริง วิธีไหนที่จะทำให้คุณเข้าถึงเข้าใจความจริงได้ นั้นเป็นวิธีที่ประเสริฐสุด โดยต้องใช้หลักการของพระศาสดาที่สอนไว้

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" พระศาสดากว่าจะตรัสรู้ในภพสุดท้าย ก็เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเช่นพวกเรา และภพที่ทำให้ตรัสรู้ได้ ก็คือภพของมนุษย์เช่นพวกเราเหมือนกัน แต่..ท่านเป็นมนุษย์ที่พิเศษที่เกิดมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งหายากในโลกนี้
ที่ท่านตรัสรู้ได้ เพราะเหตุที่เห็นทุกข์ เห็นเกิด แก่ ตาย จึงออกเสาะแสวงหาทางพ้นทุกข์ ศึกษาวิชชาจากครูบาอาจารย์จากสำนักต่างๆ จนจบหลักสูตร แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจความจริงของโลกได้ ออกทดลองวิชชาที่ว่าเจ๋งที่สุดในยุคนั้น ทำจนหมด ทดลองทุกรกิริยาก็แล้ว ทำฤทธิ์ได้สาระพัดก็ยังไม่ใช่ ผู้ที่ศึกษาพุทธประวัติมาแล้วต้องเข้าประเด็นนี้ให้ถูก
สุดท้ายมาใช้วิธีทำสมาธิจนเกิดปัญญาตรัสรู้อริยสัจสี่ได้ด้วยพระองค์เอง แล้วมีเมตตานำมาบอกสอน แม้สิ่งนั้นจะละเอียดลึกซึ้ง แต่ทรงทราบว่ามีคนที่ธุลีในดวงตาน้อย จะสามารถบรรลุธรรมได้เช่นพระองค์
คนที่เข้าใจและบัญญัติเรื่องธรรมวินัยในศาสนาพุทธได้ก็มีแต่พระศาสดาเท่านั้น คนอื่นแม้เป็นพระอรหันต์ขนาดพระสาลีบุตรยังไม่กล้าบัญญัติคำสอน เวลาไปให้ธรรมญาติโยมก็ใช้คำสอนพระศาสดามาถ่ายทอด สิ่งที่อธิบายเพิ่มเติมก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกให้กับผู้มีธุลีในตามากน้อยต่างกัน ท่านไม่เคยบัญญัติเพิ่มหรือตัดต่อคำสอนของพระศาสดาเลย

การกระทำเช่นนี้จะทำให้พระสัทธรรมเจริญอยู่สืบทอดต่อไปได้
การสื่อสารของคนแต่ละยุคจะไม่เหมือนกัน หากสังเกตให้ดี มันเปลี่ยนแปลงได้ และภาษาของคนยุคนั้นต้องมีนัยยะแน่นอน
ยุคของคนที่เกิดมาพบพระพุทธเจ้าตัวเป็นๆ จินตนาการให้ได้ซิ จะเป็นคนประเภทไหน
พวกเราละ คนยุคนี้อะไรเจริญอะไรเสื่อม ก็ใช้วิจารณญานเอาเอง คนในยุคต่อๆ ไปอีก การสื่อสารการทำความเข้าใจอาจมีมากขึ้นหรือน้อยลง นี่แหละท่านถึงตรัสไม่ให้แต่งเติมตัดต่อคำสอนท่าน หลายพระสูตรมียืนยัน หลักฐานสองพันกว่าปีสอดรับกันจริง และเห็นเหตุของการไม่เชื่อฟังได้ในคนทุกยุค บัวสามเหล่า ยังมีในโลกมนุษย์ ใครเป็นเหล่าไหนก็เป็นอย่างนั้นตราบใดไม่ได้ศึกษาวิชชาของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ ตราบนั้นอวิชชาก็ยังครอบงำอีกต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด

วิชาของพระศาสดาไม่ใช่ของง่าย แต่ศึกษาปฏิบัติทำให้เข้าใจได้ มีแนวทางตามที่บัญญัติบอกสอนไว้แล้ว ต้องลงมือทำกันเองถึงจะเข้าถึงคำว่า"ปัจจัตตัง"
วิชชาว่าสอนยาก แต่...วิจารณญานนี่สอนยากสุด
ใครทำกรรมอะไรมาก็ต้องได้รับอย่างนั้น
ขอให้ผู้สนใจในธรรม จงมีโอกาสมีดวงตาเห็นธรรม

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
m วันที่ : 26/02/2013 เวลา : 14.14 น.

นานๆ จะมีการให้หันมาสนใจ คำของพระพุทธเจ้า ก็ดี

ปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยได้ยินใครอ้างถึง คำพระพุทธเจ้า เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 02/06/2012 เวลา : 01.04 น.

ขออภัยที่เขียนหลายครั้ง ตอนแรกเขียนรวดเดียวแล้วเหมือนจะโพสต์ผ่านค่ะ

การแสดงความคิดเห็น เช่นการโต้วาที ควรเป็นการแสดงความเห็น ข้อมูล เหตุผล หลักฐานต่าง ๆ ตามที่ฝ่ายตัวเองมี เพื่อคัดค้านความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย โจมตี ฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะฝ่ายตรงข่้ามที่ไม่ได้มีโอกาสมาแสดงความคิดเห็นด้วย

โดยเฉพาะถ้าผู้แสดงความเห็นนั้น มีความรู้ในธรรม และมีความเจริญ..ในธรรม แล้ว ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง

เนื่องจากดิฉันปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา จึงไม่เชื่อใครโดยไม่ได้พิจารณา
อันดับแรกดิฉันมักพิจารณาข้อมูลต่างๆ จากความน่าเชื่อถือของผู้ให้ข้อมูลก่อน (เช่นเพื่อนคนนี้น่าเชื่อถือหรือไม่)

ถ้าผู้ให้ข้อมูลมักมีถ้อยคำหยาบคาย โจมตีผู้อื่น (ดิฉันจะต้องเตรียมระวังไว้ก่อน ว่าฟังให้ดี อย่าเผลอไปเออออกับเค้าทีเดียว และอาจคิดเลยเถิดไปถึงครอบครัว พื้นฐานการศึกษาของคนๆ นั้นด้วย)
แน่นอนค่ะ ความน่าเชื่อถือในข้อมูลต่าง ๆ จากบุคลประเภาทนี้ จึงตกไป เพราะหากเป็นผู้เจริญในธรรมแล้ว สัมมาวาจาชอบ (ประกอบด้วยอะไรบ้างคงทราบดี) คงไม่มีคำพูดเหล่านี้หลุดมา คุณคิดเหมือนดิฉันมั้ยคะ

ดังนั้น ถ้าเหตุผลถูกต้องจริง ก็นำเสนอโดยไม่ต้องโจมตีใคร รู้มากแต่ทำไม่ได้ ก็จะเสียทีที่รู้ รู้น้อยๆ พอเอาตัวรอดไม่เกิน 7 ชาติคงได้พระโสดาบัน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 02/06/2012 เวลา : 00.14 น.

พระพุทธเจ้าเปรียบผู้ปฏิบัติ เหมือนฟ้าฝนว่า

บางคนตก แต่ไม่คำราม คือเก่งปฏิบัติ แต่ไม่เก่งปริยัติ

บางคนคำราม แต่ไม่ตก คือเก่งปริยัติ แต่ไม่ปฏิบัติ

บางคนทั้งตก ทั้งคำราม คือเก่งทั้ง 2 อย่าง

บางคนทั้งไม่ตก และไม่คำราม คือไม่ทำอะไรเลย

พระองค์คงทราบแล้วว่า ผู้ทำความเพียรมีหลายประเภท

สำรวจระวัง และทำตัวเองให้ ถูกต้อง

พาตัวเองพ้นทุกข์ให้ได้ ดีกว่ามั้ยคะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 01/06/2012 เวลา : 23.59 น.

แต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เผลอแป๊บเดียวดิฉันอายุ 48 แล้ว
ควรทำแต่ละวันให้มีค่าแก่ตัวเอง
สมกับโอกาสที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ให้ดีที่สุด (ผู้ศึกษาคงรู้ดี)

การใช้เวลา แต่ละวัน ขวนขวายหาความผิดผู้อื่น
ไม่ได้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองเลย
ความจริงคือความจริง
ละจากภพภูมินี้ไป แต่ละคนคงรู้เอง
ว่าเลือกถูกทางหรือไม่
เพราะเป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 01/06/2012 เวลา : 23.43 น.

การฟังธรรมของพระศาสดา จากพระอาจารย์ ทำให้ดิฉัน 100% กับพระศาสดา อย่างไม่หวั่นไหว ดิฉันไม่ได้รู้มาก แต่ลงมือปฏิบัติ ตามทางมรรค 8 จะใช้เวลาที่มีโอกาสนี้ให้เกิดประโยน์แก่่ตัวเองให้มาก ระวังในเรื่องสัมมาอาชีพ สัมมาวาจา โดยเฉพาะเรื่องคำหยาบคาย (ยังสงสัยว่าเราแค่ศีล 5 ยังไม่กล้าทำ เป็นสาวกพระศาสดาทำได้ยังไง)
พระพุทธเจ้าเปรียบผู้ปฏิบัติ เหมือนฟ้าฝนว่า
บางคนตก แต่ไม่คำราม คือเก่งปฏิบัติ แต่ไม่เก่งปริยัติ
บางคนคำราม แต่ไม่ตก คือเก่งปริยัติ แต่ไม่ปฏิบัติ
บางคนทั้งตก ทั้งคำราม คือเก่งทั้ง 2 อย่าง
บางคนทั้งไม่ตก และไม่คำราม ไม่ทำอะไรเลย

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 01/06/2012 เวลา : 23.13 น.

เคยได้ยินพระอารย์คึกฤทธิ์พูดในหลาย ๆ สถานที่ ว่าศีล 150 ข้อ คือศีลที่ใช้สวดเพื่อทบทวนในการสวดปาติโมกข์แต่ศีลที่พระภิกษุสงฆ์ ต้องรักษาจริงๆ มีมากว่า 2000 ข้อ

ดิฉันเป็นอุบาสิกาธรรมดา ฟังครั้งสองครั้งก็เข้าใจตั้งนานแล้ว ทำไมผู้มีความรู้ทั้งหลายถึงเข้าใจกันยากจัง (บางครั้งแอบคิดนะคะว่าสงสัยเกิดความอิจฉาโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าคิดผิดขออภัยด้วยนะคะ)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ยามครับ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 13.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ผมบวช มีโอกาสลงฟังสวดปาติโมกข์ และนั่งอ่านทวน 227 ข้อครับ ทำให้มีโอกาสเข้าใจว่า ที่เขาสวด 150 ข้อ มันขาดตรงไหน สำคัญอย่างไร

150 หรือ 227 ข้อ ถ้าถามพระสายปฏิบัติ ท่านไม่ค่อยสนใจครับ เพราะท่านบอกว่า จริงๆแล้ว ข้อควรปฏิบัติในวินัยปิฏกนั้นมีมากกว่า 227 ข้อแน่นอน (8 เล่ม หรือ 21000 ธรรมขันธ์) พูดคือ ท่านบอกว่า ถ้าหากจะบรรลุมรรคผล 227 ยังน้อยไป เพราะ ศีลต้องบริสุทธิจริงๆ ลด ละ เลิก จริงๆ จึงจะสิ้นทุกข์ (สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา ศีลทั้งหมด เอาไว้สำหรับข่ม หรือลดตัณหา)

ผมได้อ่านเพิ่มเติมว่า 150 ข้อ ตัดเสขิยวัตรออก ในส่วนของเสขิยวัตรนั้น จะผสมกันระหว่าง ข้อควรทำ (กำหนดว่าต้องทำ) และเพื่อมารยาท เป็นต้นว่า มารยาทในการฉัน (ฉันในบาตร มองในบาตร รับบิณฑบาตรห้ามมองหน้าผู้ใส่บาตร) และ ข้อกำหนดว่าต้องทำ เช่น ห้ามมองไกลเกิน 1 ชั่วแอก ต้องนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล

ถ้าพระตัด 75 ข้อนี้ออก ก็แสดงว่า นุ่งห่มไม่เป็นปริมณฑลก็ได้ / ฉันเสร็จ ทิ้งข้าวสุกเรี่ยราดได้ แล้วมันจะดูเป็นสมณะที่ควรให้ชาวบ้านศรัทธาตรงไหน

ก็แปลกดีครับ ทางวัดของพระคึกฤทธิ์ จะบอกว่า มีแค่ 150 ข้อ -- แสดงว่า พระต้องไม่ค่อยมีระเบียบ หรือว่า ไม่ค่อยมีมารยาท ผิดวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า ที่ต้องการให้ วินัย รักษา ศาสนาให้คงยาวนาน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 13.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง

ถ้าไม่เชื่อหลักฐานที่มีอยู่และตรวจสอบได้ทุกเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรแล้วครับ นี่คือความแตกต่างของความแตกต่างที่คนเรามีอยู่
อนุโมทนาด้วย กับสิ่งที่ำม่รู้และไม่รู้ตลอดไป

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

และอย่าให้ถึงขั้น เลยเถิด
เอาเพียงสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อ มาแสดงความอวดรู้ อวดเก่ง
วิปริตถึงขั้น ตัดสิขาบทบัญญัติ ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกออก

หากอยากจะเชื่อ ก็เชื่อเฉพาะตนไป อย่าทำให้ผู้คนต้องสับสน
โดยการเผยแพร่ หรือชี้นำ ชักจูง ด้วยวิธีการต่างๆ

ลำพังภัยคุกคามอื่นๆที่มีต่อพระพุทธศาสนาก็นับว่ามากอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ความคิดเห็นที่ 5
อินทรีย์ภูเขา

พระคึกฤทธิ์-รวมทั้งคุณด้วย
เอาอะไรมายืนยันว่า ตำรา หรือเอกสารอื่นใด ที่พระคึกฤทธิ์ รวมทั้งที่คุณมีอยู่นั้น
เป็นพุทธวจน หรือพุทธโอษฐ์ ทั้งหมด
นอกเหนือจากที่พระคึกฤทธิ์ และคุณมีอยู่นั้น ไม่ใช่พุทธวัจน หรือพุทธโอษฐ์

พระคึกฤทธิ์ หรือคุณ หรือผู้รจนาตำรา เกิดในสมัยพุทธกาลหรือ ?

มันเป็นเพียง ความเชื่อ ความเห็น หรือข้อสัณนิษฐาน ของผู้รจนาตำรา
ผู้แปล หรือผู้เรียบเรียงเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง

ปัญหาอยู่ที่ เราจะปฏิบัติตามคำสอนของใคร
1. คำสอนสาวกที่แต่งใหม่
2. คำสอนของพระศาสดา
ลองพิจารณาเอาเองครับ...
บางครั้งการโต้เถียงก็ไร้ประโยชน์ ประโยชน์อยู่ที่ เราทำให้ศาสนาเจริญต่อไปได้อย่างไร..
และการเคารพซึ่งพระศาสดา มี 3 ข้อ
1.ศึกษาแต่คำพระศาสดา
2.ปฏิบัติตามคำของพระศาสดา
3.เผยแผ่คำของพระศาสดา

**เราในฐานะชาวพุทธ ทำกันครบแล้วหรือยัง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นั้น พระอริยสาวกท่านลงความเห็นว่า "ควรจะสังคายนาพระวินัยไว้เป็นอันดับแรก เพราะถ้าพระวินัยมั่นคง พระศาสนาก็มั่นคง" นั่นเพราะท่านให้ความสำคัญกับพระวินัยที่จะใช้ในการบริหารกิจการพระศาสนา และเพื่อรักษาพระธรรม เพราะในเวลานั้นพระธรรมยังบริสุทธิ์ ขอเพียงรักษาพระวินัยให้มั่นคง พระธรรมก็ปลอดภัย ไม่วิปริตผิดเพี้ยน เราจึงได้เห็นว่า ในพระไตรปิฎนั้น เริ่มต้นด้วยพระวินัยปิฎก ตามด้วยพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ทำนองเดินเข้าบ้านก็ต้องผ่านกำแพง ไปจนถึงตัวบ้าน และเข้าสู่ภายในบ้านเป็นลำดับ

แต่ถ้าจะนับอายุกันแล้ว พระธรรมเกิดก่อนพระวินัย จึงควรจะสังคายนาพระธรรมไว้ก่อนมิใช่หรือ ?

นั่นคือ หลักการและเหตุผลที่สังคมพระอริยสงฆ์ในต้นพุทธศตวรรษที่ 1 ได้ฝากเป็นผลงานเอาไว้ให้เราศึกษา

นี่คือหลักการ "บัญญัติพระวินัยไว้เพื่อป้องกันพระธรรม" ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ย้อนกลับไปศึกษาสังคมพุทธในตอนต้นพุทธกาล ขณะที่พุทธบริษัทยังไม่แพร่หลาย พระสงฆ์สาวกล้วนแต่บรรลุธรรมระดับสูง และออกบวชด้วยวัตถุประสงค์ของการพ้นทุกข์ มิใช่ออกบวชตามประเพณีหรือเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเหมือนในปัจจุบัน

พระสงฆ์เหล่านั้นท่านมีระเบียบวินัยอยู่ในตัวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบัญญัติพระวินัย

แต่นานไป เมื่อบริษัทหลากหลาย คนที่มาบวชแม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ไม่มีความรู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงต้องทรงบัญญัติพระวินัยไว้ ด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายดังกล่าว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

หากเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล
จะผิดศีล ผิดสิกขาบทบัญญัติ ที่ไหน คงไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โต

แต่เมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด แล้วนำไปเผยแพร่ในวงกว้าง ซ้ำยังให้ลูกศิษย์ลูกหา
เปลี่ยนวิธีปฏิบัติให้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น แบบนี้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นในวงกว้าง

ลองพิจารณาข้อมูลนี้ประกอบ

วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท (ที่เรียกว่าศีลของพระภิกษุ-ภิกษุณี) มี 10 ข้อ ได้แก่

1. สงฺฆสุฏฺฐุตาย (เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์)

2. สงฺฆผาสุตาย (เพื่อความผาสุกแห่งหมู่สงฆ์)

3. ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย (เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก)

4. เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย (เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก)

5. ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย (เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน)

6. สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ เพื่อปิดกั้นโทษความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต

7. อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย (เพื่อความเลื่อมใสของประชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส)

8. ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย (เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของประชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว)

9. สทฺธมฺมฏฺฐิติยา (เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม)

10. วินยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์วินัย)

ในข้อที่ 9 นั้น ระบุว่าไว้ว่า "เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม" ก็แปลว่า ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันอันตรายของพระธรรมอีกชั้นหนึ่ง พระวินัยก็จึงเหมือน "กำแพง" ที่ทรงสร้างไว้เพื่อป้องกัน "ตัวบ้าน" คือพระธรรม

วัตถุประสงค์ข้อนี้สำคัญยิ่งนัก เพราะสามารถจะนำมาอธิบายความสำคัญของ "พระธรรม" กับ "พระวินัย" ว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน ระหว่าง บ้าน กับ กำแพง

คือคนเขาสร้างกำแพงเพื่อรักษาบ้าน ซึ่งกำแพงนั้นจะสร้างภายหลังสร้างบ้านเสร็จแล้ว ดังนั้น "บ้าน" จึงสำคัญกว่า "กำแพง" แต่เพื่อจะรักษาบ้านจึงต้องยอมสร้างกำแพง ถ้าไม่มีบ้านก็ไม่ต้องสร้างกำแพงด้วยซ้ำไป แต่การอธิบายแบบพระธรรมกิตติวงศ์นั้น บอกผู้คนในทำนองว่า "รักษากำแพงเอาไว้ให้มั่นคง ส่วนบ้านนั้นรักษาก็ได้ ไม่รักษาก็ได้ เพราะมิได้ยกเป็นพระพุทธบัญญัติ เป็นแต่เพียงพระพุทธานุญาต" ก็ถือว่าเป็นเรื่องประหลาด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อัน_ดา_มัน วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jug124

ธรรมะสอนเรื่องอนัตตา จะ 227 หรือ 150 ก็เป็นการถือเอาว่าต้องทำ ต้องปฏิบัติ... อ่านแล้วรู้สึกเหมือนพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติธรรมะ กฏเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้สาวกทำตาม ถ้าไม่ทำจะเกิดโทษ ไม่ถูกยอมรับ ถ้าทำแล้วจะไม่เกิดโทษและได้รับการยอมรับ... ท่านคงแค่จะบอกสาวกว่า ถ้าทำแบบนี้แล้วโอกาสที่จะละกิเลสได้หมด น่าจะมีมากกว่า แต่คงไม่ได้บังคับกันม้างงงง - -''

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน