*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 375023
  • จำนวนผู้โหวต : 107
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
<< เมษายน 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 64114 , 18:29:36 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน เขียดขาคำ , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

เจ้าแห่งวาทะ พุทธวจน-พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
มีศีล แต่ไร้ปัญญา อหังการณ์-อวดดี
จนถูกตัดออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา (จบ)
.
.
.
.
.
พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

มีศีล แต่ไร้ปัญญา

หยิบตำราผิดเล่ม หยิบพระไตรปิฎกผิดฉบับ

จึงต้องเข้ารกเข้าพง

 

 

 

กูแน่ !

 

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ปทุมธานี




เรื่องย้อนหลัง
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒




เรื่องที่พระคึกฤทธิ์ บอกว่า พระปาฏิโมกข์ ตามพุทธวจน มีเพียง 150 ข้อ ถ้วน นั้น

เรื่องนี้ เดือดร้อนไปถึง หลวงพ่อ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากไฟล์เสียง ที่บันทึกไว้ในการตอบคำถามพระที่วัดญาณเวศกวัน

ถอดความออกมาเป็นตัวอักษร ได้ตามนี้



ปลายเดือน กรกฎาคม 2552 มีพระเถระสายวัดป่า 2 รูป มาพบเพื่อเล่าถวาย และปรึกษาว่า
ได้เกิดปัญหาของพระสงฆ์ เกี่ยวกับพระวินัย ในเรื่องการสวดพระปาฏิโมกข์ มีสาระสำคัญว่า
พระเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง เกิดความเห็นว่า การที่พระสงฆ์เถรวาททั้งหลาย สวดปาฏิโมกข์ 227 นั้น ไม่ถูกต่อพุทธวัจน

พระเจ้าอาวาสรูปนั้น ถึงกับได้นำพระสงฆ์ ในคณะของท่าน สวดพระปาฏิโมกข์ เพียง 150 ข้อ
และได้เผยแพร่ ความคิด ความเห็นนี้ทั่วไป ผ่านสื่อทั้งหลายด้วย

สิกขาบทที่ท่านเจ้าอาวาสองค์นั้นตัดออก 77 ข้อ จากปาฏิโมกข์ 227 ข้อ ให้เหลือ 150 ข้อคือ
อนิยต 2 และเสขิยวัตร 75

ปัญหาที่ท่านนำมาเล่าถวาย และปรึกษานั้น แยกได้เป็น 3 ข้อคือ
1.เจ้าอาวาสรูปนั้น ถือปาฏิโมกข์ 150 ข้อ โดยยึด พุทธวัจน ตามพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ อย่างเดียว
เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยท่านอ้างว่า เพราะเป็นที่ยอมรับของมหาเถรสมาคม

2.คำแปลพุทธพจน์ที่ท่านอ้าง จากพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาไทยฉบับสยามรัฐนั้น มาจาก ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย
ซึ่งพระไตรปิฎกแปลฉบับนั้น พิมพ์ไว้ว่า สิกขาบท 150 ถ้วน จากพระไตรปิฎกแปล ที่ท่านเจ้าอาวาสรูปนั้นเรียกว่า
ฉบับสยามรัฐนั้น คำที่แปลว่า ถ้วน คือ สาธิกัง ซึ่งพระไตรปิฎกแปล ฉบับอื่นๆ เช่นฉบับ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
และฉบับของสมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษเป็นต้น แปลว่า สิกขาบท เกินกว่า 150 สาธิกังนั้น แปลว่าอะไรแน่
แปลว่าถ้วน หรือแปลว่า เกินกว่า 150 กันแน่

3.นอกเหนือจากเรื่องพระไตรปิฎกแปลจะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินได้แค่ไหน และคำแปล สาธิกัง ว่าถ้วน หรือว่าเกินกว่า มากกว่า นั้นแล้ว
การถือปาฏิโมกข์ 227 ข้อ หรือ 150 ข้อ มีหลักพิจารณากว้างๆอย่างไร



1.

ถาม ::
เจ้าอาวาสรูปนั้น ถือปาฏิโมกข์ 150 ข้อ โดยยึด พุทธวัจน ตามพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ อย่างเดียว
เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยท่านอ้างว่า เพราะเป็นที่ยอมรับของมหาเถรสมาคม

ตอบ ::
ไม่ได้ มันต้องพระพุทธเจ้ายอมรับ ไม่ต้องพูดถึงว่าใครเป็นผู้ยอมรับ บาลี มันเป็นตัวต้นฉบับ ฉนั้นเวลาดู ก็ต้องดูต้นฉบับ
เป็นหลัก ฉบับแปลมันเป็นของที่ต่อออกมาอีกทีนึง การที่จะดู มันก็ต้องดูของเดิม ว่าต้นฉบับเขาเขียนว่าอย่างไร
แม้แต่หนังสือ ที่มีผู้ประพันธ์ เค้าแต่งเค้าเขียน ไว้ แล้วมีแปลไปต่างประเทศ เวลาเราจะดูว่า เจ้าของผู้เขียน เค้าเขียนไว้อย่างไร
ก็ต้องไปดู ต้นฉบับเดิม ไม่ใช่มาดูฉบับแปล ที่ให้คณะสงฆ์รับรองก็เพื่อให้รู้ว่า ทำได้แค่นี้ ยืนยันแค่นี้ เป็นฉบับที่ยอมว่าใช้ได้
เพื่อจะได้กันว่า ใครจะไปแปลเรื่อยเปื่อย ก็จะได้รู้ว่า ควรจะใช้ฉบับนี้ก่อน

พวกที่ทำทีหลัง อย่างมหาจุฬาฯ หรือที่อื่น เวลาท่านจะทำ ก็ต้องดูฉบับสยามรัฐเหมือนกัน คือใช้สยามรัฐเป็นหลัก ก็จะได้เห็น
ข้อบกพร่องต่างๆ เพราะว่าใช้กันมานาน ก็จะได้แก้ไข ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาว่า งานที่ทำทีหลัง ก็ต้องทำอย่างมีหลักมีฐาน
ไม่ใช่ทำไปเรื่อยเปื่อย คือใช้ฉบับสยามรัฐเป็นต้นทาง เป็นหลักให้กับฉบับอื่น แต่ฉบับอื่นก็มีโอกาสมากกว่า ที่จะทำให้ดีขึ้น
เพราะได้มีเวลา ได้อ่าน ได้ศึกษา และได้เห็นข้อผิดพลาดของฉบับสยามรัฐ มาแล้ว

มหาเถรฯ ที่รับรองก็ไม่ได้รับรองในคำแปล เพียงแต่เป็นการยืนยันว่า ใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาพระไตรปิฎก
ยอมรับได้โดยทั่วไป แต่ไม่ได้ยืนยัน ในความถูกต้องทั้งหมด

ใช้เพียงเพื่อสำหรับศึกษา แต่ไม่ใช่ให้เอาไปยุ่งกับ ฉบับบาลีเดิม เป็นไปไม่ได้ พระไตรปิฎกฉบับบาลีเดิม ต้องเป็นมาตรฐาน
จะเห็นว่ามีแปลผิดเยอะ แต่ก็ต้องเห็นใจท่านผู้แปล ซึ่งก็ต้องแบ่งงานกันไป จากคำภีร์ใหญ่ 45 เล่ม

อันที่จริงก็เรียกไม่ถูก พระไตรปิฎกแปล ไม่ใช่ฉบับ สยามรัฐ แต่เป็นฉบับที่แปลจากฉบับสยามรัฐอีกทีหนึ่ง
ฉบับสยามรัฐ หมายถึงบาลี คือพระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ

ฝีมือของผู้แปล ไม่เท่ากัน พระไตรปิฎกแต่ละเล่ม บางองค์แปลละเอียด ประณีต บางองค์ไม่ละเอียดดังนั้น ถ้าจะถือภาษาไทย เป็นมาตรฐาน
ไม่มีทางได้ เพราะว่าพระบาลีเดียวกัน พระสูตรเดียวกัน ปรากฏในหลายแห่ง เมื่อมีผู้แปลหลายองค์โอกาสที่จะตรงกันนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้ ของบาลีนั้น ค่อนข้างแม่นยำ แต่พอแปลเป็นไทยแล้ว ไม่ค่อยจะตรงกัน บางองค์ก็แปลผิด บางองค์ก็แปลถูก
บางองค์ก็แปลสำนวนดี บางองค์ก็แปลสำนวนไม่ดี โดยรวมๆแล้ว ก็ยังนับว่า มีที่ผิดอยู่เยอะ

ดังนั้น ปัญหาของฉบับแปลนี้ มีได้เยอะ จึงจะถือเอาพระไตรปิฎกแปลนั้นเป็นหลักเลยซะทีเดียวไม่ได้
ใช้ได้เพียงเป็นคู่มือสำหรับศึกษาเท่านั้น

พระคึกฤทธิ์ ไม่ยอมรับอรรถกถา แต่กลับยอมรับ พระไตรปิฎกแปล ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลก
ถ้ายอมรับ พระไตรปิฎกบาลี แต่ไม่ยอมรับ อรรถกถา ยังพอฟังได้

พระไตรปิฎกบาลีเดิมนั้น 2500 กว่าปีมาแล้ว และจะมีศัพท์บางศัพท์ ที่ยากมาก แม้แต่อรรถกถา ยังต้องสัณนิษฐาน

อรรถกถานั้น เป็นการแปล บาลี เป็นบาลี และมีอายุเก่าแก่ แล้วระหว่าง อรรถกถาเดิม กับที่พระสงฆ์ไทยมาแปลนั้น
อันไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากัน พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทย ก็ต้องใช้อรรถกถาเพื่ออ้างอิงอยู่ดี
เพราะพระไตรปิฎกฉบับบาลีเดิมนั้น พระสงฆ์ไทยอ่านแล้วไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องไปอาศัยอรรถกถา และบางคำก็
ไปเอาคำในอรรถกถา มาใส่ในพระไตรปิฎกฉบับแปล จนบางครั้งรู้สึกว่าอ่านพระไตรปิฎกแปล เหมือนอ่านอรรถกถา

พระคึกฤทธิ์ ไม่ยอมรับอรรถกถา แต่ไปยอมรับพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทย ซึ่งก็คือแปลมาจากอรรถกถานั่นเอง

แปลกที่ว่า 1) ไปเอาพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทยมาใช้เป็นมาตรฐาน 2) ไปเอาการรับรองของคณะสงฆ์มาเป็นหลัก
คณะสงฆ์รับรองได้เฉพาะกฏของมหาเถรสมาคม รับรองพุทธพจน์ไม่ได้



2.

ถาม ::
คำแปลพุทธพจน์ที่ท่านอ้าง จากพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาไทยฉบับสยามรัฐนั้น มาจาก ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย
ซึ่งพระไตรปิฎกแปลฉบับนั้น พิมพ์ไว้ว่า สิกขาบท 150 ถ้วน จากพระไตรปิฎกแปล ที่ท่านเจ้าอาวาสรูปนั้นเรียกว่า
ฉบับสยามรัฐนั้น คำที่แปลว่า ถ้วน คือ สาธิกัง ซึ่งพระไตรปิฎกแปล ฉบับอื่นๆ เช่นฉบับ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
และฉบับของสมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษเป็นต้น แปลว่า สิกขาบท เกินกว่า 150 สาธิกังนั้น แปลว่าอะไรแน่
แปลว่าถ้วน หรือแปลว่า เกินกว่า 150 กันแน่

ตอบ ::
คำว่า สาธิกัง แปลว่า มีส่วนที่เกิน มาจาก ส + อธิก - ส คือ สห แปลว่า พร้อมด้วย อธิก แปลว่า เกิน
(เช่น อธิกมาตร อธิกสุรทิน)
ก็คือ 150 ข้อเป็นหลัก พร้อมด้วยส่วนที่เกิน ก็คือ 227 นั่นเอง



3.

ถาม ::
นอกเหนือจากเรื่องพระไตรปิฎกแปลจะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินได้แค่ไหน และคำแปล สาธิกัง ว่าถ้วน หรือว่าเกินกว่า มากกว่า นั้นแล้ว
การถือปาฏิโมกข์ 227 ข้อ หรือ 150 ข้อ มีหลักพิจารณากว้างๆอย่างไร

ตอบ ::
ต้องพิจารณา  1) ในแง่เวลา  2) ในแง่จำนวน  3) ในแง่ผลดี/ผลเสีย

1) ในแง่เวลา
พุทธบัญญัตินั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไปเรื่อยๆ แล้วแต่เหตุการณ์  ท่านรู้มั๊ยว่า ที่ตรัสเรื่องว่า 150 ข้อนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อไหร่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่า เป็นตอนที่พระพุทธเจ้าเลิกบัญญัติเพิ่มแล้ว เพราะหลังจากที่ตรัสเรื่อง 150 ข้อนั้น
อีก 10-20 ปีผ่านไป พระองค์ไม่ได้ตรัสสิกขาบทเพิ่มเติมเลย
อันนี้ ต้องไปหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ก่อนว่า หลังจากนั้นพระองไม่ได้บัญญัติสิกขาบทเพิ่มอีก จึงเอาเท่านี้

2) ในแง่จำนวน
จะรู้ได้อย่างไรว่า สิกขาบทอันไหน อยู่ใน 150 ข้อ หรืออันไหนไม่อยู่ เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบท
ไปเรื่อยตามเหตุการณ์ จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ใครจะตัดสิน

3) ในแง่ผลดี/ผลเสีย
77 ข้อ ที่จะตัดออก มันไม่ดีอย่างไร เสียหายยังไง และถ้าตัดออกไปแล้ว มันดียังไง ต่อการปฏิบัติ ต่อการเจริญภาวนา
ต่อตัวบุคคลนั้น ต่อคณะสงฆ์ ต่อสังคม ดียังไง กับพระพุทธศานา

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าตัดออกไปแล้ว ยิ่งเกิดผลเสีย ก็จะยิ่งไม่ดีใหญ่

ถ้าเรารักษา 227 ข้อไว้ได้ แน่นอนว่า 150 ข้อนั้น เราได้แน่ๆ แต่ถ้าเราเอาแค่ 150 ข้อนั้น ไม่แน่ว่า อาจจะตัดถูก ตัดผิด
อาจจะตัดอันที่ ต้องอยู่ใน 150 ออกไปก็ได้ และกลับไปเอาอันที่ ไม่ได้อยู่ใน 150 เข้ามา

.
.
.
.
.
.
.
.
.
พุทธวจน พุทธโอษฐ์

ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ เป็นหลัก

อ้างมั่วไปเรื่อย บอกว่า มหาเถรฯ เป็นผู้รับรอง

แล้วมหาเถรฯ ไปเดินตามพระพุทธองค์ เพื่อจดบันทึก ทุกคำของพระพุทธองค์ หรือไง ?
ถึงได้กล้าเอามาอ้าง เพียงเพื่อหวัง เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
ให้กับตัวเอง และพวก !!

ลำพังแค่กฏระเบียบของคณะสงฆ์ไทย มหาเถรฯ ก็แย่แล้ว !!
.
.
.
.
.
อรรถกถา ไม่ยอมรับ แต่ไปยอมรับ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ

ก็บรรลัย ซิคร๊าบบบ

.
.
.
.
.


พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับใดก็ตาม มีไว้ใช้เพียงเพื่อ ประกอบการศึกษา ค้นคว้า เท่านั้น
ซึ่งสำหรับ พระสงฆ์องค์เจ้า หรือพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ไม่ได้วิปริต คิดอุตริ
ก็คงเพียงพอต่อการศึกษา ค้นคว้า หรือเป็นเข็มทิศ นำทาง
แต่ ทั้งนี้ิ ก็ไม่ใช่ว่า อ่านจนพระไตรปิฎกผุ แล้วจะมาอวดรู้ อวดเก่ง
ทำทีว่า ข้าแน่ ข้าเก่ง ข้ารู้มาก  อยากจะตัดโน่น เพิ่มนี่ ...ไม่ได้!!

ข้อความ หรือศัพท์แสงต่างๆ ในพระไตรปิฎก ใช่ว่า จะอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในทุกคำ ทุกถ้อยความ
บางคำ บางประโยค ก็ต้องใช้เวลา ในการตีความ
หรือทำความเข้าใจ บางคำ ก็แปลผิดเอาดื้อๆ เช่นคำว่า สาธิกัง ที่สร้างความบรรลัยให้กับพระคึกฤทธิ์ อยู่นี่งัย !

ดังนั้น จึงต้องมี ครูบา อาจารย์ คอยชี้แนะ ขัดเกลา หรืออธิบาย ขยายความ หรือยกตัวอย่างประกอบเพิ่มเติม
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดเอง เออเอง แล้วก็พากัน เข้ารกเข้าพง แบบที่พระคึกฤทธิ์กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ !

เลิกเสียเถอะ !!
ลดอัตตาลงมา แล้วเดินเข้าหา ครูบาอาจารย์
ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบดัง ไม่ต้องรีบเก่ง ไม่ต้องรีบสำเร็จโสดาบัน หรืออรหันต์
ค่อยเป็นค่อยไป สำเร็จหรือไม่ ก็ไม่มีใครเขาไปเที่ยวโพนทะนาหรอก

หรือหากโลกนี้ ไม่มีครูบาอาจารย์เหลือพอทำยา ที่พระคึกฤทธิ์ จะยอมรับได้
ก็ขอแนะนำ ราชบัณฑิต ให้ หนึ่งท่าน
ทำใจดีๆ หายใจลึกๆ แล้วเข้าไปฝากเนื้อฝากตัวกับ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม
นามว่า พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ท่านเป็นราชบัณฑิตผู้โด่งดัง
เคยร่วมกับ ธัมมชโย ปิดถนน กทม.แสดงแสนญานุภาพ มาแล้ว
สามารถแก้ผิด ให้เป็นถูกได้ เพียงพลิกลิ้น
.
.
.
ท้ายบทความนี้ ขอฝากหลักการสำคัญของ พระธรรม และพระวินัย
พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติม ของพระมหานรินทร์
ไว้ให้พระคึกฤทธิ์ และลูกศิษย์ ลูกหา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้พิจารณาด้วย


วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท (ที่เรียกว่าศีลของพระภิกษุ-ภิกษุณี) มี 10 ข้อ ได้แก่

1. สงฺฆสุฏฺฐุตาย (เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์)

2. สงฺฆผาสุตาย (เพื่อความผาสุกแห่งหมู่สงฆ์)

3. ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย (เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก)

4. เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย (เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก)

5. ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย (เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน)

6. สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ (เพื่อปิดกั้นโทษความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต)

7. อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย (เพื่อความเลื่อมใสของประชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส)

8. ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย (เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของประชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว)

9. สทฺธมฺมฏฺฐิติยา (เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม)

10. วินยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์วินัย)

ใน ข้อที่ 9 นั้น ระบุว่าไว้ว่า "เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม" ก็แปลว่า ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันอันตรายของพระธรรมอีกชั้นหนึ่ง พระวินัยก็จึงเหมือน "กำแพง" ที่ทรงสร้างไว้เพื่อป้องกัน "ตัวบ้าน" คือพระธรรม

วัตถุประสงค์ข้อนี้สำคัญยิ่งนัก เพราะสามารถจะนำมาอธิบายความสำคัญของ "พระธรรม" กับ "พระวินัย" ว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน ระหว่าง บ้าน กับ กำแพง

คือคนเขาสร้างกำแพง เพื่อรักษาบ้าน ซึ่งกำแพงนั้นจะสร้างภายหลังสร้างบ้านเสร็จแล้ว ดังนั้น "บ้าน" จึงสำคัญกว่า "กำแพง" แต่เพื่อจะรักษาบ้านจึงต้องยอมสร้างกำแพง ถ้าไม่มีบ้านก็ไม่ต้องสร้างกำแพงด้วยซ้ำไป

ย้อนกลับไปศึกษาสังคมพุทธในตอนต้นพุทธกาล ขณะที่พุทธบริษัทยังไม่แพร่หลาย พระสงฆ์สาวกล้วนแต่บรรลุธรรมระดับสูง และออกบวชด้วยวัตถุประสงค์ของการพ้นทุกข์ มิใช่ออกบวชตามประเพณีหรือเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเหมือนในปัจจุบัน

พระสงฆ์เหล่านั้นท่านมีระเบียบวินัยอยู่ในตัวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบัญญัติพระวินัย

แต่ นานไป เมื่อบริษัทหลากหลาย คนที่มาบวชแม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ไม่มีความรู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงต้องทรงบัญญัติพระวินัยไว้ ด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายดังกล่าว

ในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นั้น พระอริยสาวกท่านลงความเห็นว่า "ควรจะสังคายนาพระวินัยไว้เป็นอันดับแรก เพราะถ้าพระวินัยมั่นคง พระศาสนาก็มั่นคง" นั่นเพราะท่านให้ความสำคัญกับพระวินัยที่จะใช้ในการบริหารกิจการพระศาสนา และเพื่อรักษาพระธรรม เพราะในเวลานั้นพระธรรมยังบริสุทธิ์ ขอเพียงรักษาพระวินัยให้มั่นคง พระธรรมก็ปลอดภัย ไม่วิปริตผิดเพี้ยน เราจึงได้เห็นว่า ในพระไตรปิฎนั้น เริ่มต้นด้วยพระวินัยปิฎก ตามด้วยพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ทำนองเดินเข้าบ้านก็ต้องผ่านกำแพง ไปจนถึงตัวบ้าน และเข้าสู่ภายในบ้านเป็นลำดับ

แต่ถ้าจะนับอายุกันแล้ว พระธรรมเกิดก่อนพระวินัย จึงควรจะสังคายนาพระธรรมไว้ก่อนมิใช่หรือ ?

นั่นคือ หลักการและเหตุผลที่สังคมพระอริยสงฆ์ในต้นพุทธศตวรรษที่ 1 ได้ฝากเป็นผลงานเอาไว้ให้เราศึกษา

นี่คือหลักการ "บัญญัติพระวินัยไว้เพื่อป้องกันพระธรรม" ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา








ขอบคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
วัดญาณเวศกวัน 
ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม


ขอบคุณ พระมหานรินทร์ และเว็บไซท์ alittlebuddha.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม วันที่ : 19/06/2014 เวลา : 11.13 น.

การจะวิจารณ์ผู้อื่นได้ หากผู้วิจารณ์เป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกวิจารณ์ และผู้ที่ยังไม่รู้ความจริง
หากมีมิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นการใส่ร้ายให้ร้ายผู้อื่นโดยเจตนา แถมเอาคำสอนศาสดาไปใช้ในทางผิด จะประสบบาปกรรมมิใช่น้อย คอยดูเอานะไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าแน่ และถ้าหากใส่ร้ายพระสงฆ์ที่เป็นพระอริยบุคคล ก็ต้องรับกรรมในชาตินี้ ตามที่พระศาสดาสอนไว้เรื่องเกี่ยวกับกรรม

#ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มี ธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง."

พวกเรานี่ช่างจินตนาการกันได้เก่งเน๊าะ รู้จำ(ได้จากการศึกษา) แต่ยังไม่รู้จริง(ได้จากการปฏิบัติตามสิ่งที่รู้มา)
นี่แหละตัวปัญหาที่ทำให้มาถกเถียงกัน เวลาใครพูดมาก็ฟังแล้วใช้ปัญญาตนที่ยังมีทิฏฐิจินตนาการตาม พูดถูกก็ดีไป แต่นั่นก็ใช่จะทำให้บรรลุได้ มันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย สำคัญทั้งสองฝ่าย
หากพิจารณาคำสอนของพระศาสดา เท่าที่มีบัญญัติไว้ คิดว่าเยอะพอแล้ว เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจให้ถูก ไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ เพราะอะไร? คำสอนที่มีอยู่ เกิดขึ้นจากที่พระศาสดาได้ตรัสกับสาวกโดยตรง ซึ่งต่อมาสาวกที่ได้รับฟังคำสอนนั้น ต่างก็บรรลุอรหันต์ทั้งหมด
เห็นชัดได้ว่า ผู้พูดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ และผู้ฟังคือผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีปัญญามาก นี่แหละ ต่างก็เป็นอริยบุคคลคุยกัน คำพูดของพระศาสดาจึงเป็นอย่างที่มี

พวกเราล่ะ เท็จจริงเป็นใครกัน แต่เท่าที่จินตนาการเอา คือผู้ยังไม่บรรลุด้วยตัวเองทั้งนั้น คนที่รู้จริงได้เขาก็จะไม่เถียงหรอก แค่อธิบายความจริงไป เข้าใจไม่เข้าใจประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ผู้พูด แต่อยู่ที่ผู้ฟัง ว่าจะมีธุลีในดวงตากันแค่ไหน ที่จะทำให้เข้าใจความจริงได้

วกกลับมาที่คำสอนของพระศาสดา ท่านตรัสอย่างนั้น ตามประโยคนั้น แค่นั้น สาวกก็สามารถเข้าใจแล้วสามารถนำไปปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด 500 รูป เข้าใจมั้ยว่าท่านไม่ได้สอนทุกเรื่องกับพระอรหันต์ทุกรูป สอดรับกับพระสูตรที่ตรัส
"คามจณิ! เพราะเหตุว่า ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดงสักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น" เรื่องราวในพุทธประวัติและธรรมวินัยที่เป็นของพระศาสดาจริงๆ จะต้องสอดรับไม่ขัดแย้งกัน ตามที่ท่านสอนเตือนไว้ในเรื่องหลักมหาปเทสสี่ และอีกหลายพระสูตรที่ตรัสสอน เรื่องที่จะทำพระสัทธรรมเสื่อมด้วยเหตุอะไร และจะทำให้เจริญได้เพราะเหตุอะไร จริงไม่จริงก็ดูเอาเอง ถ้าจริง คุณต้องทำความเข้าใจกับคำสอนและประวัติของพระศาสดาให้ถูกต้องตรงจริงให้ได้เสียก่อน เพื่อการมีสัมมาทิฏฐิ ศึกษาจดจำในเรื่องจริงจากคำพระศาสดา ตีความให้เข้าใจตามจริง วิธีไหนที่จะทำให้คุณเข้าถึงเข้าใจความจริงได้ นั้นเป็นวิธีที่ประเสริฐสุด โดยต้องใช้หลักการของพระศาสดาที่สอนไว้

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" พระศาสดากว่าจะตรัสรู้ในภพสุดท้าย ก็เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเช่นพวกเรา และภพที่ทำให้ตรัสรู้ได้ ก็คือภพของมนุษย์เช่นพวกเราเหมือนกัน แต่..ท่านเป็นมนุษย์ที่พิเศษที่เกิดมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งหายากในโลกนี้
ที่ท่านตรัสรู้ได้ เพราะเหตุที่เห็นทุกข์ เห็นเกิด แก่ ตาย จึงออกเสาะแสวงหาทางพ้นทุกข์ ศึกษาวิชชาจากครูบาอาจารย์จากสำนักต่างๆ จนจบหลักสูตร แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจความจริงของโลกได้ ออกทดลองวิชชาที่ว่าเจ๋งที่สุดในยุคนั้น ทำจนหมด ทดลองทุกรกิริยาก็แล้ว ทำฤทธิ์ได้สาระพัดก็ยังไม่ใช่ ผู้ที่ศึกษาพุทธประวัติมาแล้วต้องเข้าประเด็นนี้ให้ถูก
สุดท้ายมาใช้วิธีทำสมาธิจนเกิดปัญญาตรัสรู้อริยสัจสี่ได้ด้วยพระองค์เอง แล้วมีเมตตานำมาบอกสอน แม้สิ่งนั้นจะละเอียดลึกซึ้ง แต่ทรงทราบว่ามีคนที่ธุลีในดวงตาน้อย จะสามารถบรรลุธรรมได้เช่นพระองค์
คนที่เข้าใจและบัญญัติเรื่องธรรมวินัยในศาสนาพุทธได้ก็มีแต่พระศาสดาเท่านั้น คนอื่นแม้เป็นพระอรหันต์ขนาดพระสาลีบุตรยังไม่กล้าบัญญัติคำสอน เวลาไปให้ธรรมญาติโยมก็ใช้คำสอนพระศาสดามาถ่ายทอด สิ่งที่อธิบายเพิ่มเติมก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกให้กับผู้มีธุลีในตามากน้อยต่างกัน ท่านไม่เคยบัญญัติเพิ่มหรือตัดต่อคำสอนของพระศาสดาเลย

การกระทำเช่นนี้จะทำให้พระสัทธรรมเจริญอยู่สืบทอดต่อไปได้
การสื่อสารของคนแต่ละยุคจะไม่เหมือนกัน หากสังเกตให้ดี มันเปลี่ยนแปลงได้ และภาษาของคนยุคนั้นต้องมีนัยยะแน่นอน
ยุคของคนที่เกิดมาพบพระพุทธเจ้าตัวเป็นๆ จินตนาการให้ได้ซิ จะเป็นคนประเภทไหน
พวกเราละ คนยุคนี้อะไรเจริญอะไรเสื่อม ก็ใช้วิจารณญานเอาเอง คนในยุคต่อๆ ไปอีก การสื่อสารการทำความเข้าใจอาจมีมากขึ้นหรือน้อยลง นี่แหละท่านถึงตรัสไม่ให้แต่งเติมตัดต่อคำสอนท่าน หลายพระสูตรมียืนยัน หลักฐานสองพันกว่าปีสอดรับกันจริง และเห็นเหตุของการไม่เชื่อฟังได้ในคนทุกยุค บัวสามเหล่า ยังมีในโลกมนุษย์ ใครเป็นเหล่าไหนก็เป็นอย่างนั้นตราบใดไม่ได้ศึกษาวิชชาของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ ตราบนั้นอวิชชาก็ยังครอบงำอีกต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด

วิชาของพระศาสดาไม่ใช่ของง่าย แต่ศึกษาปฏิบัติทำให้เข้าใจได้ มีแนวทางตามที่บัญญัติบอกสอนไว้แล้ว ต้องลงมือทำกันเองถึงจะเข้าถึงคำว่า"ปัจจัตตัง"
วิชชาว่าสอนยาก แต่...วิจารณญานนี่สอนยากสุด
ใครทำกรรมอะไรมาก็ต้องได้รับอย่างนั้น
ขอให้ผู้สนใจในธรรม จงมีโอกาสมีดวงตาเห็นธรรม

ความคิดเห็นที่ 7 kuum ถูกใจสิ่งนี้ (1)
kuum วันที่ : 03/12/2013 เวลา : 22.42 น.

งง ไปหมดแล้ว ทำไมตอนนี้ พระสายวัดป่าน่าเลื่อมใสกว่าวัดบ้าน พระวัดบ้าน ถือศีลมากกว่า แต่ตัดกิเลสไม่ได้ รวยเอา
รวยเอา มีทุกอย่างที่อยากได้ ฝันไว้ก่อนบวช พอมาบวชก็
มุ่งแต่วัตถุ นี้รึ แค่ศีล ห้าข้อแรกก็ทำได้รึเปล่าไ่ม่รุ้ จะเอา 227 ข้อ

ความคิดเห็นที่ 6 kuum ถูกใจสิ่งนี้ (1)
jm2556 วันที่ : 09/05/2013 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/WacheJM

เราต้องมาเริ่มหาความจริงก่อนว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอน
สิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น." มีจริงหรือไม่ก่อนเป็นอันดับแรกนะครับ แล้วค่อยทำไปทีละขั้นๆ ช่วยกันพิสูจน์ความจริง ให้สมกับเป็นศาสนาแห่งความจริง อย่าไปเริ่มกลางปล้อง จะทะเลาะกันป่าวๆ

ความคิดเห็นที่ 5 kuum ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ท.ภราดร วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradornlawyer

ผมเป็นผู้หนึ่งที่นับถือท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พกพจนานุกรมประมวลธรรมของท่านป.อ.ปยุตฺโต ติดรถยนต์ตลอด, แต่ผมต้องประกาศว่า ผมก็เคารพ ศรัทธา วิธีการบรรยายธรรมะ ของท่านคึกฤทธิ์ โสถิตฺผโล เช่นกัน (เพียงแต่ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่า การสวดปาฏิโมกข์เพียง 150 ข้อนั้น เป็นเรื่อง รุนแรงฝ่าฝืนความเชื่อดั้งเดิม มากเกินไป) บอกคำเดียวว่า งานนี้ เหนื่อยแทนท่าน ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 kuum , petertigon ถูกใจสิ่งนี้ (2)
100%กับพระศาสดา วันที่ : 02/06/2012 เวลา : 13.53 น.

เลิกเสียเถอะ !!
ลดอัตตาลงมา แล้วเดินเข้าหา ครูบาอาจารย์
ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบดัง ไม่ต้องรีบเก่ง ไม่ต้องรีบสำเร็จโสดาบัน หรืออรหันต์
ค่อยเป็นค่อยไป สำเร็จหรือไม่ ก็ไม่มีใครเขาไปเที่ยว
โพนทะนาหรอก
หรือหากโลกนี้ ไม่มีครูบาอาจารย์เหลือพอทำยา ที่พระคึกฤทธิ์ จะยอมรับได้
ก็ขอแนะนำ ราชบัณฑิต ให้ หนึ่งท่าน
ทำใจดีๆ หายใจลึกๆ แล้วเข้าไปฝากเนื้อฝากตัว.....

คนที่กล่าวคำเหล่านี้ เข้าใจว่าคงไม่ได้ฟังธรรมที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์นำมาถ่ายทอด อย่างครบถ้วน
(เคยได้ยินว่าคนเราจะมีครูบาอาจารย์แบบไหน ก็อยู่ที่ฐานบารมี พระอาจารย์คึกฤทธิ์เลือกพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ไม่ทราบว่าผิดตรงไหน) คนที่สั่งสมบารมีมากนั้นมีดั่งเขาโค คนเถื่อนคนถ่อยมีเต็มเมือง

ความผิดคนอื่นดังขุนเขา ความผิดตัวเองมักมองไม่เห็น
คุณหรือดิฉันจะเลือกใครเป็นครูบาอาจารย์ ก็สุดแต่วิจารณญาณของแต่ละคน

พระพุทธเจ้าให้รีบดับอกุศล ก่อนดับไฟผมบนหัว อกุศลกรรมที่เร่าร้อน การกระทำที่หวังดีของคุณ อาจทำให้คิดได้ว่า เกิดจากอกุศล ความกลัว(อันเป็นพื้นฐานของมนุษย์)ว่าคนอื่นจะเด่นจะดัง ซึ่งพระอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะบอกเสมอว่า คำที่ท่านนำมาถ่ายทอดบอกต่อนั้น ไม่ใช่คำของท่าน ไม่ต้องจดจำท่าน แต่ให้จดจำคำสอบของพระศาสดา

คนที่รักเรา ต่อให้ไม่ต้องพูดอะไร เค้าก็เข้าใจเรา

คนที่ไม่ชอบเรา ต่อให้พยายามพูดหรืออธิบายอย่างไร เค้าก็ไม่มีวันเข้าใจเรา ป่วยการอธิบาย

ดิฉันไม่คิดว่าคุณจะมีความไม่ชอบพระอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นการส่วนตัว แต่อาจไม่เข้า เพราะไม่เคยฟังเหตุผลข้อมูลจากท่านให้ครบถ้วนมากกว่า
ถ้าพร้อมจะเข้าใจ ลองเงี่ยโสตลงฟังดูนะคะ แต่ถ้ายังไงก็ไม่ชอบไม่อยากใจ ก็ไม่ต้องเข้าไปฟังค่ะ เลือกทางเดินของคุณต่อไป

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สตังค์ วันที่ : 04/05/2012 เวลา : 07.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

อย่างงี้เข้าร่วมคณะสงฆืไม่ได้แล้วครับเพราะศีลไม่ครบ โดนลดชั้นไปเป็นกึ่งพระกึ่งสามเณร แกจะลดขั้นตัวเองทำไมกันเนี่ยเฮ้อ ฉลาดหรือโง่กันเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
driftworm วันที่ : 20/04/2012 เวลา : 19.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ข้อวิเคราะห์ของเจ้าคุณประยุทธ .. เด็ดขาดมาก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน