*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 374645
  • จำนวนผู้โหวต : 107
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 8743 , 16:05:29 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สุวิริโย โหวตเรื่องนี้


ปวดตับกับธัมมี่ แล้วต้องมาปวดหัวกับพระรูปนี้อีก บินเบือนพระธรรมวินัยทำไม(มีคลิป)
.
.
.







พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ปทุมธานี






พระพุทธองค์ตรัสว่า ...พระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน

ขณะเดียวกัน ...พระภิกษุนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลัก คือเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัททั้งปวง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน




สืบเนื่องจาก ...

สองสามวันก่อน ได้มีผู้นำคลิปของพระคึกฤทธิ์ ที่พูดเรื่อง นิพพาน ไม่เป็นอนัตตา มาเผยแพร่

พิจารณาแล้ว เห็นว่า คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หรืออาจเรียกว่า บิดเบือน ก็คงไม่ผิด

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า จะต้องไปพยายามอธิบาย หรือแปลความหมาย ให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง เพื่ออะไร ?

อันที่จริง เรื่องนี้ มันก็คล้ายๆกับ กรณีที่ ธัมมชโย พยายามจะบิดเบือนให้ พระนิพพาน เป็นอัตตาให้ได้

แต่กรณีของ ธัมมชโย และธรรมกายนั้น รุนแรงกว่ามาก และมีการทำกันเป็น ขบวนการที่ใหญ่โต

มุ่งหมายเพื่อจะ ขุดรากถอนโคน พระพุทธศาสนากันเลยทีเดียว

กระทั่งพระเถระผู้ใหญ่ คือพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ต้องออกมาเขียนคำอธิบาย และได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วว่า นิพพาน เป็น อนัตตา ไว้ในหนังสือชื่อ กรณีธรรมกาย

หักล้างการบิดเบือนของ ธัมมชโย และธรรมกาย จนหมดสิ้น ไม่มีช่องเหลือให้ ธัมมชโย และพรรคพวก นำไปบิดเบือนได้ต่ออีก

ส่วนว่า ทำไมต้องบิดเบือนนั้น ผู้คนในสังคม ที่ติดตามเรื่องนี้ ก็คงจะทราบกันไปแล้ว

ส่วนกรณีของพระคึกฤทธิ์ นั้น

ไม่ทราบจริงๆว่า มีเจตนาอะไร ที่ต้องมาอธิบายใหม่ว่า นิพพานนั้น ไม่เป็น อนัตตา
.
.
.
แต่จะเพราะอะไรก็แล้วแต่

เมื่อพระคึกฤทธิ์ และลูกศิษย์ลูกหา มีเจตนาที่จะเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจเสียใหม่ว่า นิพพาน ไม่เป็น อนัตตา

ในฐานะพุทธบริษัท ที่พระพุทธองค์ ได้ฝากให้ดูแล และสืบทอดพระศาสนา เห็นว่า

เรื่องนี้ ปล่อยไว้ คงไม่ดีแน่ จะสร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ไม่มากก็น้อย

จึงขอนำข้อมูล เท่าที่พอจะหามาได้ มาอธิบาย และยืนยันว่า นิพพาน เป็น อนัตตา



ต้นเรื่อง น่าจะอยู่ที่ สามัญลักษณะ ที่มีชื่อว่า ไตรลักษณ์ คือ...

๑. สัพเพ สังขารา อนิจจา    =  สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
๒. สัพเพ สังขารา ทุกขา      =  สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์
๓. สัพเพ ธัมมา อนัตตา         =  ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา



ขออนุญาตคัดลอก ข้อความในหนังสือพุทธธรรม มา เพื่อใช้ในการอธิบาย ดังนี้...

(จากหนังสือ พุทธธรรม บทที่ ๓ ไตรลักษณ์)

.
.
.
คำอธิบายไตรลักษณ์ตามหลักวิชาในคัมภีร์

ขอยกเอาหลักธรรมนิยามที่แสดงไตรลักษณ์ หรือสามัญลักษณะ ๓ อย่าง มาตั้งเป็นหัวข้ออีกครั้งหนึ่ง
เพื่ออธิบายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ตามแนวหลักวิชาที่มีหลักฐานอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ ดังนี้
๑. สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
๒. สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์
๓. ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เรียกตามคำบาลีว่า เป็นอนิจจ์ หรืออนิจจะ แต่ในภาษาไทยนิยมใช้คำว่าอนิจจัง,
ความไม่เที่ยง ความเป็นสิ่งไม่เที่ยง หรือภาวะที่เป็นอนิจจ์หรืออนิจจัง นั้น เรียกเป็นคำศัพท์ตามบาลีว่า อนิจจตา,
ลักษณะที่แสดงถึงความไม่เที่ยง เรียกเป็นศัพท์ว่า อนิจจลักษณะ
สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ในภาษาไทย บางทีใช้อย่างภาษาพูดว่า ทุกขัง, ความเป็นทุกข์ ความเป็นของ
คงทนอยู่มิได้ ความเป็นสภาวะมีความบีบคั้นขัดแย้ง หรือภาวะเป็นทุกข์นั้น เรียกเป็นคำศัพท์ตามบาลีว่า ทุกขตา,
ลักษณะที่แสดงถึงความเป็นทุกข์ เรียกเป็นศัพท์ว่า ทุกขลักษณะ
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, ความเป็นอนัตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน หรือภาวะที่เป็นอนัตตานั้น เรียก
เป็นคำศัพท์ตามบาลีว่า อนัตตตา, ลักษณะที่แสดงถึงความเป็นอนัตตา เรียกเป็นคำศัพท์ว่า อนัตตลักษณะ
ในหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา นั้น มีข้อที่ควรทำความเข้าใจ และอธิบาย
เพิ่มเติม ดังนี้

๑. ความเข้าใจเกี่ยวกับศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

๑. สังขารทั้งปวง กับ ธรรมทั้งปวง


ผู้ศึกษาจะสังเกตเห็นว่า ในข้อ ๑ และข้อ ๒ ท่านกล่าวถึงสังขารทั้งปวงว่า ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ แต่ใน
ข้อ ๓ ท่านกล่าวถึงธรรมทั้งปวงว่า เป็นอนัตตา คือ ไร้ตัว หรือมิใช่ตน การใช้คำที่ต่างกันเช่นนี้ แสดงว่ามีความ
แตกต่างกันบางอย่างระหว่างหลักที่ ๑ และที่ ๒ คือ อนิจจตา และทุกขตา กับหลักที่ ๓ คือ อนัตตตา และความ
แตกต่างกันนี้จะเห็นได้ชัด ต่อเมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า “สังขาร” และคำว่า “ธรรม”
“ธรรม” เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่สุด กินความครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างบรรดามี ทั้งที่มีได้และได้มี
ตลอดกระทั่งความไม่มี ที่เป็นคู่กับความมีนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใครก็ตามกล่าวถึง คิดถึง หรือรู้ถึง ทั้งเรื่องทาง
วัตถุและทางจิตใจ ทั้งที่ดีและที่ชั่ว ทั้งที่เป็นสามัญวิสัยและเหนือสามัญวิสัย รวมอยู่ในคำว่าธรรมทั้งสิ้น
ถ้าจะให้ “ธรรม” มีความหมายแคบเข้า หรือจำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เติมคำขยายประกอบลงไปเพื่อ
จำกัดความให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการ หรือจำแนกแยกธรรมนั้นแบ่งประเภทออกไป แล้วเลือกเอาส่วนหรือแง่
ด้านแห่งความหมายที่ต้องการ หรือมิฉะนั้นก็ใช้คำว่าธรรมคำเดียวเดี่ยวโดดเต็มรูปของมันตามเดิมนั่นแหละ แต่
ตกลงหรือหมายรู้ร่วมกันไว้ว่า เมื่อใช้ในลักษณะนั้นๆ ในกรณีนั้น หรือในความแวดล้อมอย่างนั้นๆ จะให้มี
ความหมายเฉพาะในแนวความ หรือในขอบเขตว่าอย่างนั้นๆ เช่น เมื่อมาคู่กับอธรรม หรือใช้เกี่ยวกับความ
ประพฤติที่ดี ที่ชั่วของบุคคล หมายถึง บุญ หรือคุณธรรมคือความดี เมื่อมากับคำว่า อัตถะ หรืออรรถ หมายถึง
ตัวหลัก หลักการ หรือเหตุ เมื่อใช้สำหรับการเล่าเรียน หมายถึง ปริยัติ พุทธพจน์ หรือคำสั่งสอน ดังนี้เป็นต้น
“ธรรม” ที่กล่าวถึงในหลักอนัตตตา แห่งไตรลักษณ์นี้ ท่านใช้ในความหมายที่กว้างที่สุดเต็มที่ สุด
ขอบเขตของศัพท์ คือ หมายถึง สภาวะหรือสภาพทุกอย่าง ไม่มีขีดขั้นจำกัด ธรรมในความหมายเช่นนี้ จะเข้าใจ
ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อแยกแยะแจกแจงแบ่งประเภทออกไป เช่น จำแนกเป็นรูปธรรม และนามธรรม บ้าง โลกิยธรรม
และโลกุตรธรรม บ้าง สังขตธรรม และอสังขตธรรม บ้าง กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากฤตธรรม (สภาวะที่
เป็นกลางๆ) บ้าง ธรรมที่จำแนกเป็นชุดเหล่านี้ แต่ละชุดครอบคลุมความหมายของธรรมได้หมดสิ้นทั้งนั้น แต่ชุด
ที่ตรงกับแง่ที่ควรศึกษาในที่นี้คือ ชุด สังขตธรรม และอสังขตธรรม
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง แยกประเภทได้เป็น ๒ อย่าง คือ119
๑. สังขตธรรม ธรรมที่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่มีปัจจัย สภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สภาวะที่
ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันแต่งสรรค์ขึ้น สิ่งที่ปัจจัยประกอบเข้า หรือสิ่งที่ปรากฏและเป็นไปตาม
เงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร ซึ่งมีรากศัพท์และคำแปลเหมือนกัน หมายถึง สภาวะ
ทุกอย่าง ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ทั้งที่ดี ที่
ชั่ว และที่เป็นกลางๆ ทั้งหมด เว้นแต่นิพพาน
๒. อสังขตธรรม ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่ไม่มีปัจจัย หรือสภาวะที่ไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิสังขาร ซึ่งแปลว่า สภาวะปลอดสังขาร หรือ
สภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมายถึง นิพพาน

119 ดู สงฺคณี อ.๓๔/๓/๒; ๗๐๒/ ๒๗๗; ๙๐๗/๓๕๔; ธ.อ.๕/๑๑๒; ฯลฯ (สังขตธรรม มีคำจำกัดความแบบอภิธรรมนัยหนึ่ง ตามที่มาที่
อ้างไว้ข้างต้นนั้นว่า ได้แก่ กุศลในภูมิ ๔, อกุศล, วิบากในภูมิ ๔, กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓, และรูปทั้งปวง)

โดยนัยนี้ จะเห็นชัดว่า สังขาร คือสังขตธรรม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรม แต่ธรรมกินความหมายกว้าง
กว่า มีทั้งสังขารและนอกเหนือจากสังขาร คือทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ทั้งสังขารและวิสังขาร หรือทั้ง
สังขารและนิพพาน เมื่อนำเอาหลักนี้มาช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไตรลักษณ์ จึงสามารถมองเห็นขอบเขต
ความหมายในหลักสองข้อต้นคือ อนิจจตาและทุกขตา ว่าต่างจากข้อสุดท้ายคืออนัตตตาอย่างไร โดยสรุปได้ดังนี้
สังขาร คือ สังขตธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ ตามหลักข้อ ๑ และข้อ ๒ แห่งไตรลักษณ์ (และ
เป็นอนัตตาด้วยตามหลักข้อ ๓) แต่อสังขตธรรม หรือวิสังขาร คือนิพพาน ไม่ขึ้นต่อภาวะเช่นนี้
ธรรมทั้งปวง คือ ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ทั้งสังขารและมิใช่สังขาร คือสภาวะทุกอย่างทั้งหมด
ทั้งสิ้น รวมทั้งนิพพาน เป็นอนัตตา คือไร้ตัว มิใช่ตน
อนัตตตาเท่านั้น เป็นลักษณะร่วมที่มีทั้งในสังขตธรรมและอสังขตธรรม ส่วนอนิจจตาและทุกขตาเป็น
ลักษณะที่มีเฉพาะในสังขตธรรม ซึ่งทำให้ต่างจากอสังขตธรรม ในพระบาลีบางแห่งจึงมีพุทธพจน์แสดงลักษณะ
ของสังขตธรรมและอสังขตธรรมไว้ เรียกว่า สังขตลักษณะ และอสังขตลักษณะ ใจความว่า120
สังขตลักษณะ คือ เครื่องหมายที่ทำให้กำหนดรู้ หรือเครื่องกำหนดหมายให้รู้ว่าเป็นสังขตะ (ว่าเป็น
สภาวะที่มีปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันแต่งสรรค์ขึ้น) ของสังขตธรรม มี ๓ อย่าง คือ
๑. ความเกิดขึ้น ปรากฏ
๒. ความแตกดับหรือความสลาย ปรากฏ
๓. เมื่อดำรงอยู่ ความผันแปร ปรากฏ
ส่วน อสังขตลักษณะ คือ เครื่องหมายที่ทำให้กำหนดรู้ หรือเครื่องกำหนดหมายให้รู้ว่าเป็นอสังขตะ (ว่า
มิใช่สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันทำขึ้นแต่งขึ้น) ของอสังขตธรรม ก็มี ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ปรากฏความเกิด
๒. ไม่ปรากฏความสลาย
๓. เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฏความผันแปร
รวมความมาย้ำอีกครั้งหนี่งให้ชัดขึ้นอีกว่า อสังขตธรรม หรือวิสังขาร คือนิพพาน พ้นจากภาวะไม่เที่ยง
และเป็นทุกข์ แต่ก็เป็นอนัตตา ไร้ตัว มิใช่ตน ส่วนธรรมอื่นนอกจากนั้น คือสังขารหรือสังขตธรรมทั้งหมด ทั้งไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดังความในบาลีแห่งวินัยปิฏกผูกเป็นคาถายืนยันไว้ว่า
“สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติเป็นอนัตตา
วินิจฉัยมีอยู่ดังนี้”121

120 องฺ.ติก.๒๐/๔๘๖-๗/๑๙๒.
121 วินย.๘/๘๒๖/๒๒๔; ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา พึงอ้างหลักฐานเช่น “อมตบท (นิพพาน) ว่างจากอัตตา” (อตฺตสุญฺญมตปทํ, วิสุทฺธิ.๓/
๑๐๒) “นิพพานธรรมชื่อว่าว่างจากอัตตา เพราะไม่มีตัวตนนั่นเอง” (นิพฺพานธมฺโม อตฺตสฺเสว อภาวโต อตฺตสุญฺโญ, ปฏิสํ.อ.๒/๓๕๖)



๒. สังขารในขันธ์ ๕ กับ สังขารในไตรลักษณ์

คำเกี่ยวข้องที่ต้องการอธิบายในที่นี้คือ “สังขาร” แต่ที่ได้ยกตัวอย่างคำอื่นๆ มาแสดงไว้มากมายและได้
บรรยายมาอย ่างยืดยาว ก็เพื่อให้เห็นว่า คำพูดในภาษาไทยก็ตาม ในภาษาบาลีก็ตาม ที่เป็นคำเดียวกัน แต่มี
ความหมายต่างกันเป็นสองอย่างบ้าง หลายอย่างบ้าง กว้างแคบกว่ากันบ้าง เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกันบ้าง
ตลอดจนตรงข้ามกันก็มีนั้น มีอยู่มากมายและเป็นของสามัญ เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว มาเห็นคำว่าสังขารที่ท่านใช้ใน
ความหมายต่างๆ หลายนัย ก็จะไม่เห็นเป็นของแปลก และจะเข้าใจมองเห็นตามได้ง่าย
คำว่า “สังขาร” นั้น มีที่ใช้ในความหมายต่างๆ กันไม่น้อยกว่า ๔ นัย แต่เฉพาะที่ต้องการให้เข้าใจในที่นี้
มี ๒ นัย คือ สังขารที่เป็นข้อหนึ่งในขันธ์ ๕ กับสังขารที่กล่าวถึงในไตรลักษณ์ เพราะสังขาร ๒ นัยนี้มาใน
หลักธรรมสำคัญ กล่าวอ้างกันบ่อย และมีความหมายคล้ายจะซ้อนกันอยู่ ทำให้ผู้ศึกษาสับสนได้ง่าย อีกทั้งเป็น
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมที่กำลังอธิบายอยู่โดยตรง เบื้องแรกขอยกคำมาดูให้เห็นชัด
๑. สังขาร ในขันธ์ ๕: รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
๒. สังขาร ในไตรลักษณ์: สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ขอนำความหมายทั้ง ๒ นัยนั้นมาทบทวน โดยเข้าคู่เทียบให้เปรียบกันดู ดังนี้
๑. สังขาร ซึ่งเป็นข้อที่ ๔ ในขันธ์ ๕ หมายถึง สภาวะที่ปรุงแต่งจิต ให้ดี ให้ชั่ว ให้เป็นกลาง ได้แก่
คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออกทางกาย วาจา
ให้เป็นไปต่างๆ เป็นตัวการของการทำกรรม เรียกง่ายๆ ว่า เครื่องปรุงของจิต เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ
เมตตา กรุณา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ เป็นต้น (คัมภีร์อภิธรรมจำแนกไว้ ๕๐ อย่าง เรียกว่า เจตสิก ๕๐ ใน
จำนวนทั้งหมด ๕๒) ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นนามธรรม มีอยู่ในใจทั้งสิ้น นอกเหนือจาก เวทนา สัญญา และ
วิญญาณ
๒. สังขาร ที่กล่าวถึงในไตรลักษณ์ หมายถึง สภาวะที่ถูกปรุงแต่ง คือ สภาวะที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุง
แต่งขึ้นทุกอย่าง ประดามี ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม เป็นด้านร่างกายหรือจิตใจก็ตาม มีชีวิตหรือ
ไร้ชีวิตก็ตาม อยู่ในจิตใจหรือเป็นวัตถุภายนอกก็ตาม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขตธรรม คือทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นแต่
นิพพาน
จะเห็นว่า “สังขาร” ในขันธ์ ๕ มีความหมายแคบกว่า “สังขาร” ในไตรลักษณ์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของ
สังขารในไตรลักษณ์นั่นเอง ความต่างกันและแคบกว่ากันนี้ เห็นได้ชัดทั้งโดยความหมายของศัพท์ (สัททัตถะ)
และโดยองค์ธรรม



ต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่ง จากหนังสือ "กรณธรรมกาย ฉบับปรับขาย"
(The dhammakaya case lesson learned for buddhist education and society development (expanded and revised))


โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

...

เมื่อพิจารณาในแง่ของการ
ดำรงรักษาพระศาสนา ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับ
พระธรรมวินัย ซึ่งกระทบถึงหลักการของพระพุทธศาสนา พูดให้
เข้าใจง่ายว่า การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่าการ
ประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย
๑. ประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย หรือทำตัววิปริตจาก
พระธรรมวินัย หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้อย่างไร
ก็ไม่ประพฤติปฏิบัติตามนั้น ละเมิดพุทธบัญญัติ แต่ยังรู้ตัวหรือ
ยอมรับว่าการทำอย่างนั้นเป็นความผิด
๒. ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต หมายความว่า พระพุทธเจ้า
สั่งสอนไว้อย่างหนึ่ง กลับบอกว่าพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้อีกอย่าง
หนึ่ง สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ กลับบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน
สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน กลับบอกว่าพระพุทธเจ้าสอน สิ่งที่พระ
พุทธเจ้าสอนว่าชั่วร้าย ผิด กลับสอนว่าดีงาม ถูกต้อง สิ่งที่พระ
พุทธเจ้าสอนว่าดีงาม ถูกต้อง กลับสอนว่าชั่วร้าย ผิด เป็นต้น
ปฏิเสธ ลบล้าง หรือบิดเบือนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ยกตัวอย่างด้านพระวินัย เช่น วินัยบัญญัติไม่ให้ภิกษุดื่มสุรา
ไม่ให้เสพเมถุน แต่ภิกษุนั้นดื่มสุรา หรือเสพเมถุน เรียกว่า
ประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย ก็ต้องแก้ไขโดยดำเนินการ
ลงโทษไปเป็นส่วนเฉพาะบุคคล
แต่ถ้ามีพระภิกษุยึดถือประกาศขึ้นมาหรือเผยแพร่ว่า การ
ดื่มสุราก็ดี การเสพเมถุนก็ดี ไม่ผิดวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามไว้
ก็เป็นปัญหาถึงขั้นทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่
ถึงกับทำให้เกิดมีการสังคายนา

ยกตัวอย่างด้านธรรม เช่น พระไตรปิฎกระบุไว้ว่า นิพพาน
เป็นอนัตตา ถ้ามีภิกษุเห็นว่านิพพานเป็นอัตตา หรือไม่ยอมรับว่า
นิพพานเป็นอนัตตา เรียกว่าเป็นการเห็นผิดจากพระธรรมวินัย
ก็ต้องแก้ไขด้วยการให้ศึกษาหรือทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง
เป็นส่วนเฉพาะตัวของภิกษุนั้น
แต่ถ้ามีพระภิกษุยึดถือประกาศขึ้นมาหรือเผยแพร่ว่า
พระพุทธเจ้าสอน หรือพระไตรปิฎกระบุไว้ว่านิพพานเป็นอัตตา
เป็นสถานที่ดินแดนมีขนาดวัดได้ หรือบอกว่าพระไตรปิฎกที่ระบุว่า
นิพพานเป็นอนัตตา เป็นหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้ ก็เป็นปัญหา
ถึงขั้นทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ถึงกับทำให้ต้องมี
การสังคายนา

พระไตรปิฎก คือที่สถิตของพระศาสดา
คัมภีร์ศาสนา เช่น ในพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกนี้
เป็นมาตรฐาน เป็นเกณฑ์ตัดสินความเชื่อและการประพฤติปฏิบัติ
เป็นที่มา เป็นแหล่งรักษาหลักการของศาสนานั้นๆ ถ้าคำสอนหรือ
หลักการที่แท้ของพระศาสดาที่รักษาไว้ในพระไตรปิฎกหรือใน
คัมภีร์นั้น สูญสิ้นหมดไป ก็ถือว่าศาสนานั้นสูญสิ้น
ดังนั้น ศาสนาทั้งหลายจึงถือการรักษาคัมภีร์ศาสนาของตน
เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และพระพุทธศาสนาก็ถือว่าการรักษาคัมภีร์
พระไตรปิฎกเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสไว้ว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว
ธรรมวินัยที่ทรงแสดงแล้วและบัญญัติแล้ว แก่สาวกทั้งหลายนั้น
จะเป็นศาสดาแทนพระองค์สืบต่อไป ธรรมวินัยนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน
ก็รักษาไว้ในพระไตรปิฎก
ธรรมวินัย ก็คือหลักการและหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา
ที่มาจากพุทธพจน์และพุทธบัญญัติ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจน
ยิ่งหลักการที่สำคัญ อย่างนิพพานซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ก็จะต้องมีความแน่นอนว่าเป็นอย่างไร
เพราะว่าศาสนิกหรือผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ยังไม่อาจรู้เข้าใจหลักการ
นี้ด้วยประสบการณ์ของตนเอง พระศาสดาจึงต้องแสดงไว้ให้ชัด
เท่าที่จะใช้ภาษาสื่อสารให้สติปัญญาของผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจได้
ถ้ามิฉะนั้น เมื่อปฏิบัติไป แทนที่จะบรรลุนิพพานของพระ
พุทธศาสนา ก็อาจจะกลายเป็นนิพพานของฮินดูไป หรืออาจจะเข้า
ถึงฌานสมาบัติ แล้วก็เข้าใจว่านี่เป็นนิพพาน หรือปฏิบัติไป รู้สึกว่า
จิตไปเข้ารวมกับสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็นึกว่านั่นเป็น
นิพพาน

เพราะฉะนั้น หลักการที่สำคัญนี้ พระศาสดาจะต้องวางไว้
อย่างชัดเจนที่สุด เท่าที่สติปัญญาของคนที่ปฏิบัติซึ่งยังไม่รู้ได้ด้วย
ตนเอง จะเข้าใจได้
พระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่
เรียกว่า “ธรรมวินัย” นี้ ตั้งแต่เรื่องนิพพานซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดลงมา
ทั้งคำสอนทางปัญญา อย่างไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งข้อปฏิบัติ
คือไตรสิกขา ตลอดจนวินัยเช่นที่เรียกว่าศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุสงฆ์
ศีล ๑๐ ของสามเณร และศีล ๕ ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ทั้งหมดนี้
อาศัยพระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวบรวมไว้ และเป็นมาตรฐานทั้งสิ้น
ควรจะยกพุทธพจน์ที่ตรัสเมื่อจะปรินิพพาน มาย้ำเตือน
พุทธศาสนิกชนกันไว้เสมอๆ ว่า
โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต, โส โว
มมจฺจเยน สตฺถา
(ที.ม.๑๐/๑๔๑/๑๗๘)
แปลว่า: “ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดง
แล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย,ธรรมและวินัยนั้น เป็น
ศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป”
เวลานี้ ธรรมวินัยที่ทรงตั้งไว้เป็นศาสดาแทนพระองค์อยู่ที่ไหน
ก็อยู่ในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจึงถือว่า พระไตรปิฎกเป็นที่สถิต
ของพระพุทธเจ้า

...

... เรื่องมีว่า คนมีกิเลสมัวแต่ยึดติดถือมั่นกันอยู่ในอัตตา/ตัวตน
ทำให้เกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะก็คือ เกิดความบีบคั้นกระทบ
กระทั่งเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าก็มาตรัสสอนให้เลิกยึดมั่น ไม่ให้ยึด
เอาอะไรเป็นอัตตา/ตัวตน “อนัตตา” (น=ไม่ + อัตตา=ตัวตน)
ก็เป็นคำปฏิเสธการยึดถืออัตตา ให้รู้ว่าไม่เป็นอัตตาเท่านั้นเอง


...

๑) ธรรม หรือสภาวธรรม ที่มีอยู่อย่างมีเงื่อนไข ขึ้นต่อ
เหตุปัจจัย เรียกว่า สังขตธรรม หรือสังขาร เช่น รูป
เวทนา เป็นต้น (ขันธ์ ๕)
๒) ธรรม หรือสภาวธรรม ที่มีอยู่ โดยไม่ขึ้นต่อเหตุปัจจัย
เรียกว่า อสังขตธรรม หรือวิสังขาร ได้แก่ นิพพาน
๒. สำหรับมนุษย์ปุถุชน จะมีความยึดถือขึ้นมาต่อธรรมหรือ
สภาวธรรมนั้น ว่าเป็น“อัตตา/ตัวตน” (แยกกับตัวอื่น คนอื่น
เป็นต้น) และ“อัตตนิยะ/สิ่งที่เนื่องด้วยตน” (เช่น ทรัพย์สินของตน)
อัตตา/ตัวตน จึงเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นในจิตใจ
ซ้อนบังสภาวธรรมอีกชั้นหนึ่ง แล้วมนุษย์ก็ยึดติดในภาพคืออัตตา/
ตัวตน แต่อัตตา/ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงในความยึดถือหรือทิฏฐิของ
คนเท่านั้น ไม่มีอยู่จริง
ความยึดถือในภาพตัวตน/อัตตานั้น เรียกว่า อัตตทิฏฐิ เมื่อ
มนุษย์มีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา/ตัวตนแล้ว ภาพอัตตา/
ตัวตนนั้นก็จะกั้นบังเขาไม่ให้เห็นสภาวธรรม หรือเห็นบิดเบือนผิด
เพี้ยนไป ทำให้คับแคบ อึดอัด ผูกมัด ไม่โปร่งโล่งเป็นอิสระ เป็นที่
มาของทุกข์ ทั้งทุกข์ในใจคน และทุกข์เนื่องจากการเบียดเบียนกัน
ในสังคม
เมื่อมีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา/ตัวตน ก็เป็นธรรมดา
ที่จะมองไม่เห็นสภาวธรรม เรียกว่า ไม่เห็นธรรม ไม่ว่าจะเป็น
สังขตธรรม/สังขาร/ขันธ์ ๕ หรืออสังขตธรรม/วิสังขาร/นิพพาน
ตามเป็นจริง หรือตามที่มันเป็น
แต่มนุษย์ปุถุชนรู้จักเพียงแค่สังขตธรรม/สังขาร/ขันธ์ ๕ ยัง

พระไตรปิฎกและอรรถกถาระบุว่า นิพพานเป็นอนัตตา

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังจะยืนยันให้ได้ว่า นิพพานเป็นอัตตา
ท่านก็ให้หลักการที่ชัดเจนไว้ สำหรับเอามาใช้เป็นหลักฐาน ที่จะ
แสดงว่านิพพานเป็นอนัตตา
ก่อนจะพูดกันต่อไป ต้องทำความเข้าใจ หรือตกลงกันให้ชัดว่า
๑. คำตอบที่ต้องการ คือ
- พระพุทธเจ้าตรัสว่า๑ นิพพานเป็นอัตตา หรือตรัสว่า
นิพพานเป็นอนัตตา
- แหล่งต้นเดิมที่เราเอาคำว่า “นิพพาน” มาพูดกันนี้๑
บอกไว้เองว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
- หลักการที่เป็นมาตรฐานกลางของพระพุทธศาสนา
เถรวาท๒ ถือว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
เพราะฉะนั้น คำตอบต่อไปนี้ จึงเป็นการนำเอาหลักฐาน
มาแสดงตามที่พระไตรปิฎก และอรรถกถาเป็นต้นแสดงไว้ ชนิดที่
ระบุโดยตรงอย่างชัดแจ้ง ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่จะคิดตีความ
ไม่เอาทัศนะ ความคิดเห็น คำกล่าว คำเล่าผลการปฏิบัติ
ของผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระมหาเถระ พระเถระ หรือครูอาจารย์
ท่านใด (รวมทั้งของผู้เขียนหนังสือนี้เอง)
ถ้าที่ใดมีการตีความ หรือเป็นความคิดเห็น ก็จะวงเล็บหรือ

เขียนบอกไว้ แต่ตามปกติอย่างมากก็จะมีเพียงคำอธิบาย
ประกอบ

๒. ที่ว่านิพพานเป็นอนัตตานั้น คำว่า “เป็นอนัตตา”
เป็นการทับศัพท์บาลี เพื่อความสะดวกในการกำหนดหมายเท่านั้น
โดยสาระ ก็คือ เป็นการปฏิเสธอัตตา (= น + อัตตา)
มิใช่มีอะไรอย่างหนึ่งเรียกว่าอนัตตา ที่ตรงข้ามกับอัตตา

- นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา = นิพพานเป็นอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา
- ภาษาไทยว่า “ไม่เป็นอัตตา” = พูดทับศัพท์บาลีว่า “เป็นอนัตตา”
- “อนัตตา” ในภาษาบาลี ก็คือ “ไม่เป็นอัตตา” ในภาษาไทย เท่านั้นเอง
ส่วนการยึดถือที่ตรงข้ามกับอัตตา นั้น ท่านมีคำให้ใช้อยู่แล้ว พระ
พุทธเจ้าทรงใช้คำว่า “นิรัตตา” แต่เรื่อง อัตตา กับ นิรัตตา ไม่ใช่
ประเด็นที่จะพูดกันที่นี่


ขอสรุปให้ว่า

- ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เริ่มแต่พระไตรปิฎก และอรรถกถา
ไม่มีหลักฐานในคัมภีร์ใดเลยที่กล่าวถ้อยคำระบุลงไปว่านิพพาน
เป็นอัตตา
- แต่หลักฐานในคัมภีร์ที่ระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตานั้นมี
และมีหลายแห่ง

หลักฐานในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ที่ระบุว่านิพพานเป็น
อนัตตา มีมากแห่ง
ในที่นี้จะยกมาพอเป็นตัวอย่าง
๑. ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๘ มีคำสรุประบุชัดไว้ ดังนี้
อนิจฺจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา
นิพฺพานญฺเจว ปณฺณตฺติ อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา ฯ
(วินย. ๘/๘๒๖/๒๒๔)
แปลว่า: “สังขารทั้งปวง อันปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติเป็นอนัตตา วินิจฉัย
มีดังนี้”

คัมภีร์วิมติวิโมทนีได้อธิบายข้อความในคาถาสรุปนี้ไว้ว่า
ปาฬิยํ นิพฺพานญฺเจว ปญฺญตฺตีติ เอตฺถ ยสฺมา สงฺขตธมฺเม
อุปาทาย ปญฺญตฺตา สมฺมุติสจฺจภูตา ปุคฺคลาทิปญฺญตฺติ ปรมตฺถโต
อวิชฺชมานตฺตา อุปฺปตฺติวินาสยุตฺตวตฺถุธมฺมนิยเตน อนิจฺจทุกฺข-
ลกฺขณทฺวเยน ยุตฺตาติ วตฺตุํ อยุตฺตา, การกเวทกาทิรูเปน ปน
ปริกปฺปิเตน อตฺตสภาเวน วิรหิตตฺตา “อนตฺตา”ติ วตฺตุํ ยุตฺตา.

นิโรธนี้เป็นไวพจน์ คือใช้แทนกันได้กับ “นิพพาน” โดยมักใช้
เป็นคำแสดงความหมายของกันและกัน ดังพุทธพจน์ที่บันทึกไว้ใน
พระไตรปิฎกบ่อยครั้งว่า ภาวะสงบระงับสังขารทั้งปวง…วิราคะ
นิโรธ นิพพาน นี้ เป็นธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ซึ่งลึกซึ้ง เห็นได้ยาก
(เช่น ที.ม.๑๐/๔๒/๔๑; อรรถกถาก็อธิบายว่า นิพฺพานเมว นิโรธสจฺจนฺติ =
“นิพพานนั่นเองคือนิโรธสัจจ์” — วิภงฺค อ.๔๔๕ เป็นต้น)
พระไตรปิฎกเล่ม ๓๑ ระบุว่าอริยสัจจ์ ๔ ทั้งหมด ซึ่งรวมทั้ง
นิโรธ คือนิพพานด้วยนั้น เป็นอนัตตา ดังนี้

อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ . . . นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ
อนตฺตฏฺโฐ. (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๕๔๖/๔๕๐)
แปลว่า: “สัจจะทั้ง ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) มีการ
ตรัสรู้ด้วยกันเป็นอันเดียว (คือด้วยมรรคญาณเดียวกัน)
โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา . . . นิโรธมีความหมายว่าดับ
(ทุกข์) ก็มีความหมายว่าเป็นอนัตตา”

อรรถกถาอธิบายว่า
อนตฺตฏฺเฐนาติ จตุนฺนมฺปิ สจฺจานํ อตฺตวิรหิตตฺตา อนตฺตฏฺเฐน
(ปฏิสํ.อ.๒/๒๒๙)
แปลว่า: “คำว่า ‘โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา’ หมาย
ความว่า โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา เพราะสัจจะแม้ทั้ง ๔
เป็นสภาวะปราศจาก อัตตา”

ลำดับว่า สังขาร(=ขันธ์ ๕)ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
แต่พอถึงข้อ ๓ ทรงเปลี่ยนเป็นว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา
ถ้าสังขาร/ขันธ์ ๕ เท่านั้นเป็นอนัตตา เมื่อพระองค์ตรัสผ่าน
๒ ข้อแรกมาตามลำดับอยู่แล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็น
ทุกข์ ก็ย่อมตรัสต่อไปได้เลยว่า สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา พระองค์จะทรง
เปลี่ยนคำใหม่ทำไมให้ยุ่งยากลำบาก ทั้งแก่พระองค์เองและแก่ผู้ฟัง
(และอรรถกถายังจะต้องมาอธิบายกลับให้ลำบากอีกว่า ธรรมหมายเอา
แค่สังขาร/ขันธ์ ๕)
การที่พระองค์เปลี่ยนมาตรัสว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ก็แสดงอยู่แล้วว่า ข้อที่ ๓ คือ “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” มีอะไรแตก
ต่างออกไปจาก ๒ ข้อต้น และสิ่งที่แตกต่างก็คือ เปลี่ยนจากสังขาร
(สังขตธรรม/ขันธ์ ๕) มาเป็น ธรรม(สังขตธรรม+อสังขตธรรม/
นิพพาน)
ฉะนั้น สังขาร(ขันธ์ ๕)ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขาร(ขันธ์ ๕)
ทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรม(ขันธ์ ๕+นิพพาน)ทั้งปวงเป็นอนัตตา จึงมี
ความหมายชัดเจนและสอดคล้องกันทุกกรณีแล้ว โดยสมบูรณ์


การติดคัมภีร์นั้นเป็นสุดโต่งอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับการสอน
อย่างเลื่อนลอย เราไม่ควรไปหาสุดโต่ง ๒ อย่างนั้น แต่ควรดำเนินตาม
ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการสอนอย่างมีหลัก
มีที่ไปที่มา ที่อ้างอิงได้


การปฏิบัติอย่างนี้ นอกจากเป็นการช่วยกันดำรงรักษา
พระพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นการทำให้มีเอกภาพในวงพุทธบริษัทด้วย
นอกจากนั้นก็จะเป็นเครื่องช่วยเร่งเร้ากระตุ้นเตือน หรือเป็นเงื่อนไข
ให้พระสงฆ์ต้องเอาใจใส่ศึกษาพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก
ประโยชน์พิเศษอีกอย่างหนึ่งที่จะพลอยได้ไปด้วย ก็คือ
พุทธบริษัทจะมีความสามารถปกป้องพระธรรมวินัย ปิดช่องทางแห่ง
ปรัปวาท (คำจ้วงจาบพระธรรมวินัย) และรักษาพระพุทธศาสนา
ที่แท้ไว้ได้
มิฉะนั้น เวลามีคำสอนแปลกปลอมเกิดขึ้น พุทธบริษัทเอง
ก็สับสน ถูกคำกล่าวอ้างพุทธพจน์ หรืออ้างพระไตรปิฎกแบบบิดเบือน
หรือปลอมปน ก็เสียกระบวน ถ้าไม่พลอยเขวไป ก็ตั้งรับไม่ทัน

...

พูดกันไป พูดกันมา
ระวังอย่าหลงคำว่า “อนัตตา”
เรื่องนิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตานี้ ได้พูดมามากแล้ว
ขอแถมท้ายเป็นการทบทวนไว้อีกหน่อย
ได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นให้กำหนดไว้ให้ชัดว่า คำว่า “อนัตตา” นี้
เราพูดทับศัพท์ภาษาบาลีเพื่อความสะดวกเท่านั้น
จะต้องระลึกไว้ว่า อนัตตาเป็นคำปฏิเสธความเป็นอัตตา ไม่ให้

เกิดการยึดถือเป็นอัตตา ไม่ใช่ว่ามีอะไรอย่างหนึ่งหรือสภาวะอย่าง
หนึ่งที่เรียกว่า อนัตตา ที่ตรงข้ามกับอัตตา
คำทับศัพท์บาลีว่า “อนัตตา” แปลเป็นไทยว่า ไม่เป็นอัตตา
“ไม่เป็นอัตตา” เป็นภาษาไทย คนที่รู้ภาษาบาลีอย่างเดียว
ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าบอกเขาว่า “อนัตตา” เขาก็เข้าใจตรงกับที่เราพูด
ว่า “ไม่เป็นอัตตา” นั่นเอง
นิพพานเป็นอนัตตา = นิพพานไม่เป็นอัตตา
แต่หลายคนก็อดไม่ได้ ถ้าไม่คอยเตือนให้ระวังไว้ ก็ชักจะ
เพลินไปหรือโน้มเอียงไปโดยไม่รู้ตัว ที่จะรู้สึกเหมือนว่า อนัตตา
เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่ตรงข้ามกับอัตตา
เพราะฉะนั้น สำหรับคนไทยทั่วไป แทนที่จะพูดว่านิพพาน
เป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา ซึ่งชวนให้หลง ก็สามารถพูดเป็นคำ
ภาษาไทยง่ายๆ ว่า
“พระพุทธเจ้าสอนว่า นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่?”
แล้วก็ตอบง่ายๆ ว่า “พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่านิพพานเป็นอัตตา”
หรืออาจจะพูดให้กว้างไปเลยก็ได้ว่า “พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน
ให้ยึดเอาอะไรเป็นอัตตาทั้งสิ้น”
พระพุทธเจ้ามีแต่ทรงสอนให้รู้ทันคำว่า อัตตา/ตัวตน ในภาษา
ทั่วไป หรือคำพูดในชีวิตประจำวัน และให้ใช้มันอย่างรู้เท่าทันตาม
สมมติ

พูดกันไป พูดกันมา
ระวังอย่าหลงประเด็น

อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็สำคัญไม่น้อย คือ เมื่อพูดกันสั้นๆ ว่า
นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา พูดกันไปพูดกันมา บางทีก็จะเพลิน
หลงไปว่าเป็นการมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา
ถ้าใครจะมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา
หรือใครจะมาแสดงความคิดว่า เขาเห็นว่านิพพานเป็นอัตตา
ก็เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวของเขา ใครสนใจจะร่วมวงถกเถียง
กับเขาก็ได้ แต่เราทั้งหลายส่วนมากคงไม่สนใจจะเถียงเรื่องนี้
ก็ให้เป็นความเห็นส่วนตัวของคนนั้นๆ ไป
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีผู้เอาความเห็นส่วนตัว (หรือแม้แต่
ประสบการณ์หรือผลการปฏิบัติของเขา) มาอ้างให้กลายเป็นว่า
พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็นอัตตา หรือว่าพระไตรปิฎกสอนว่า
นิพพานเป็นอัตตา หรือทำให้เกิดความสับสนปะปนต่างๆ ซึ่ง
เป็นความไม่ซื่อตรงต่อความเป็นจริง และบิดเบือนพระธรรมวินัย
ซึ่งเป็นตัวพระพุทธศาสนา
ถึงตอนนี้ก็จึงกลายเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ที่จะชี้แจง
สร้างความรู้ความเข้าใจที่ตรงความเป็นจริงว่าพระพุทธเจ้าสอนว่า
อย่างไร หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาทว่าอย่างไร อะไรเป็น
มาตรฐานที่จะถือร่วมกันว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือเป็น
หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท และมาตรฐานนั้นว่าอย่างไร
เป็นอันว่า ประเด็นปัญหาไม่ใช่การเถียงกันว่า นิพพานเป็น
อัตตาหรืออนัตตา

ซึ่งได้บอกแล้วว่า ชาวพุทธส่วนมากคงจะไม่สนใจไปถกเถียงด้วย
และเราก็อาจจะบอกว่าเราไม่มีความรู้พอที่จะไปถกเถียง
แต่ประเด็นที่พูดกันมา คือ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่
หรือว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า นิพพาน
เป็นอัตตา หรืออนัตตา/ไม่เป็นอัตตา
หรือว่า พระไตรปิฎก (ตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ) ว่า นิพพาน
เป็นอัตตา หรืออนัตตา/ไม่เป็นอัตตา
สำหรับคำถามอย่างนี้ เรามีมาตรฐานไว้แล้ว ชาวพุทธแม้จะ
ไม่มีความรู้อะไรมาก ก็ตอบตรงไปตรงมาอย่างพอดีกับความจริง
ได้อย่างมั่นใจว่า
(เท่าที่มีหลักฐานบอกไว้) พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็น
อนัตตา/ไม่เป็นอัตตา (หรือจะบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า
นิพพานเป็นอัตตา ก็ได้)
หรือว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า นิพพาน
เป็นอนัตตา/ไม่เป็นอัตตา
หรือว่า พระไตรปิฎก (และคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น) สอนว่า
นิพพานเป็นอนัตตา/ไม่เป็นอัตตา
เมื่อจับหลักได้อย่างนี้แล้ว แม้แต่ถ้าถูกถามกว้างๆ ว่า
“นิพพานเป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา” ชาวพุทธก็ตอบได้ ทั้งอย่างถูกต้อง
และอย่างใจกว้าง
บางท่านตอบว่า “นิพพานเป็นเรื่องสูงมาก ฉันยังไม่รู้ ฉันยัง
ไม่บรรลุ ฉันตอบไม่ได้” อย่างนี้ก็ไปสุดโต่งข้างหนึ่ง

บางท่านว่า “ฉันปฏิบัติมาแล้ว รู้ว่านิพพานเป็น (หรือไม่เป็น)
อัตตา” ก็ไปสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง
บางท่านว่า “พระไตรปิฎกบอกว่า นิพพานเป็นอัตตา” ก็กลาย
เป็นกล่าวตู่ บิดเบือน หรือปลอมปนพระธรรมวินัยไปเลย
การที่ชาวพุทธจะตอบคำถาม โดยเฉพาะในเรื่องลึกซึ้ง ซึ่ง
ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นกับตาเหมือนยกวัตถุมาตั้งให้ดู และถึงจะอวด
ว่าบรรลุ เขาก็ไม่อาจรู้ว่าเราบรรลุจริงหรือไม่ อย่างเรื่องนิพพานนี้
พึงตอบโดยวิธีจำแนกแยกแยะอย่างน้อยเป็น ๒ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๑ แสดงหลักการหรือหลักฐานที่เป็นมาตรฐานกลาง
อย่างที่กล่าวข้างต้น เช่นบอกว่า พระพุทธศาสนาเถรวาท ถือว่า
นิพพานเป็นอนัตตา/ไม่เป็นอัตตา ฯลฯ
ขั้นที่ ๒ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า สำหรับข้าพเจ้า
คิดเห็นว่าอย่างนี้ๆ หรือว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้ยังไม่ได้บรรลุ จึงไม่ขอ
แสดงความคิดเห็น ฯลฯ
วิธีตอบแบบนี้ มีประโยชน์และเหตุผลหลายอย่าง เช่น
• เราได้รักษาหลักการไว้ แต่ก็ไม่ได้ผูกขาดปิดกั้นความ
คิดเห็นของใคร เมื่อเราตอบอย่างนี้แล้ว ใครจะแสดงความคิดเห็น
ถกเถียงกันอย่างไร ก็แสดงไป
ถึงตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็นการถกเถียงทางปรัชญา ซึ่งเรา
จะร่วมวงถกเถียงด้วยก็ได้ หรืออาจบอกเขาว่า เราไม่ถนัดในการ
ถกเถียง หรือจิตของเราไม่โน้มไปในทางปรัชญา จึงขอลาไป แต่
เราก็ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว
• เมื่อได้รักษาหลักการและหลักฐานไว้ชัดแล้ว ถึงใคร
จะถกเถียงกันไปอย่างไร หลักการนั้นก็จะไม่หายไป แต่ยังคงอยู่

ให้คนอื่นๆ ได้ศึกษาพิจารณากันอีก โดยเฉพาะคนรุ่นหลังๆ ภายหน้า
ในบางยุคสมัยเขาอาจมีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเรา เขาอาจจะ
เข้าถึงและอธิบายได้ชัดเจนกว่า
แต่ถ้าเอาเพียงความคิดเห็นของเรา ไม่รักษาหลักฐานไว้
ก็จะกลายเป็นว่า คนรุ่นเรามาใช้เสรีภาพของตนไปผูกขาดจำกัด
เสรีภาพและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นหลังที่จะได้ศึกษาความจริง
• เป็นการเคารพพระศาสดา ไม่ลบหลู่พระไตรปิฎกและ
คัมภีร์ทั้งหลายที่ท่านถือกันมาเป็นมาตรฐาน แต่ก็ไม่ใช่ติดคัมภีร์
และไม่ได้เอาพระไตรปิฎกเป็นต้นมาผูกขาดปิดกั้นความคิดเห็น
ของใคร แม้ว่าใครจะไม่เห็นด้วย ก็ว่าไป แต่แยกกันให้ชัดว่า
หลักฐานว่าอย่างไร และใครเห็นว่าอย่างไร อันไหนเป็นหลักการที่
วางไว้ อันไหนเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ว่าที่จริง คัมภีร์ทั้งหลายนั้น ก็เหมือนครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว
ท่านไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาพูดแสดงความเห็น การที่เราสำรวจมติ
ของท่านที่บันทึกไว้ ก็เหมือนกับไปเชิญท่านมาพูดให้เราฟังด้วย
เป็นทั้งการรู้จักใช้ประโยชน์จากความรู้ของท่าน และเป็นการ
ให้โอกาสแก่ท่านที่จะมาร่วมพูดหรือถกเถียงกับเรา
• แม้ว่าผู้ตอบจะยังไม่รู้หรือยังไม่บรรลุธรรมนั้น ก็ตอบได้ถูกต้อง
และสามารถทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เท่ากับทำหน้าที่สื่อธรรมให้แก่เขา
ให้เขานำไปศึกษาพิจารณา เหมือนอย่างพระภิกษุสามเณรทั่วไป
ถึงจะยังไม่บรรลุนิพพาน ก็ตอบอย่างนี้ได้ ช่วยประชาชนได้แม้แต่
ในเรื่องที่ตนเองยังไม่รู้แจ้ง (แต่ต้องบอกไปตรงๆ ตามหลักฐาน)
ทั้งไม่เป็นการอวดอ้างตนเองว่าบรรลุ และไม่เป็นการตั้งตัวเป็น
ผู้วินิจฉัยนิพพาน

ฝ่ายผู้ฟังเขาก็ไม่ได้ฟังเราในฐานะเป็นศาสดา แต่ฟังใน
ฐานะที่เราช่วยนำคำสอนของพระศาสดามาสื่อหรือถ่ายทอดให้เขา
ช่วยเขาในการศึกษาปฏิบัติ หรือแม้แต่ร่วมก้าวไปด้วยกันกับเขา
ในการศึกษาปฏิบัตินั้น
• เป็นการแสดงข้อมูลความรู้ที่ชัดเจน เป็นลำดับ ไม่สับสน
อย่างที่เรียกว่า “ไม่ปนกันมั่ว” อีกทั้งซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พอดีๆ
ไม่ผูกขาดหรือปิดกั้นจำกัดใคร เช่น แยกได้ว่า อันไหนตรงไหน
เป็นหลักการหรือหลักฐาน อันไหนเป็นการตีความ อันไหนเป็น
ความคิดเห็น หรือเป็นประสบการณ์ส่วนตัว อันไหนเป็นของ
พระพุทธศาสนาเถรวาท อันไหนเป็นของนิกายอื่นนิกายใด หรือ
เป็นของลัทธิภายนอกที่ไหน ฯลฯ
เรื่องหลักการของพระพุทธศาสนาถือว่านิพพานเป็นอนัตตา/
ไม่เป็นอัตตา หรือว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่านิพพานเป็นอัตตา
เห็นควรยุติเพียงนี้ก่อน



ขอบคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) วันญานเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม วันที่ : 19/06/2014 เวลา : 10.44 น.

ภิกษุ ท.! สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่างอย่างไรเล่า? สามอย่างคือ :-

๑. มีการเกิดปรากฏ (อุปฺปาโท ปญฺญายติ);

๒. มีการเสื่อมปรากฏ (วโย ปญฺญายติ) ;

๓. เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏก (ฐิตสฺส อญ ฺญถตฺตํ ปญฺญายติ).

ภิกษุ ท.! สามอย่างเหล่านี้แล คือสังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม. ภิกษุ ท.! อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่

. สามอย่างอย่างไรเล่า? สามอย่างคือ :-

๑. ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท ปญฺญายติ) ;

๒. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย ปญฺญายติ) ;

๓. เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (น ฐิตสฺส อญฺ ญถตฺตํ ปญฺญายติ).

ภิกษุ ท.! สามอย่างเหล่านี้แล คืออสังขตลักษณะของอสังขตธรรม.

- ติก. อํ. ๒๐/๑๙๒/๔๘๖-๔๘๗

ภิกษุ ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้:“สิ่ง” สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้
แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ,
นั้นมีอยู่. ใน “สิ่ง”นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง”
นั้นแหละความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม
ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ.
นามรูป ดับสนิทใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ, ดังนี้”.


บาลี เกวัฏฏสูตร สี. ที. ๙/๒๗๗/๓๔๓

ความหวั่นไหว ย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหา
และทิฏฐิอาศัยแล้ว
(นิสฺสิตสฺส จลิตํ)
ความหวั่นไหว ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
(อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ)
เมื่อความหวั่นไหวไม่มี, ปัสสัทธิ ย่อมมี
(จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ)
เมื่อปัสสัทธิมี, นติ (ความน้อมไป) ย่อมไม่มี
(ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ)

เมื่อนติไม่มี, อาคติคติ (การมาและการไป) ย่อมไม่มี
(นติยา อสติ อาคติคติ น โหติ)
เมื่ออาคติคติไม่มี,
จุตูปปาตะ (การเคลื่อนและการเกิดขึ้น) ย่อมไม่มี
(อาคติคติยา อสติ จุตูปปาโต น โหติ)
เมื่อจุตูปปาตะไม่มี, อะไรๆ ก็ไม่มีในโลกนี้
ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง
(จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเร)
นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ.
(เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส)
อุ.ขุ. ๒๕ / ๒๐๘ / ๑๖๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มี ธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.

ความคิดเห็นที่ 15 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 27/08/2012 เวลา : 08.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.ที่13 ที่คุณเขียดขาคำแสดงความเห็นมา ผมเห็นด้วยการเคารพครูอาจารย์ การเปิดกว้างในการรับข้อมูลเป็นสิ่งที่บัณฑิตผู้เจริญพึงมี ส่วนที่จะเชื่อหรือไม่ ถ้านำมาปฏิบัติแล้วทำให้จิตใจตนอ่อนโยน เมตตากรุณา ใจเป็นกลาง ไม่ทับถมผู้อื่น ตนเท่านั้นจะรู้ในตน การอ้างแต่พระสูตรกอดแต่พระสูตรไม่ช่วยให้หลุดพ้นได้ ถ้าไม่ปฏิบัติ การปฏิบัติตนต้องกระทำอยู่ตลอดเวลาทุกอิริยาบท รวมทั้งต้องมีเวลาในกรรมฐานด้วย ช่วงที่เข้ามาเขียนบล๊อคหรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นก็ตาม การฝึกจิตสมาธิก็ย่อหย่อนไปมาก กิเลสหลายตัวเข้ามากลุ้มรุมจิตใจมาก ก็เลยรู้ว่าควรจะออกห่างจากเหตุการณ์เหล่านี้ ศาสนาพุทธสำคัญที่ปฏิบัติ ถ้ามีแต่ปริยัตอย่างเดียวก็อาจกลายเป็นคนที่มานะสูง เห็นคนอื่นโง่ไปหมดถ้าไม่ทำตามวิธีตนเอง ท้ายสุดอยากจะบอกว่าการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยนั้นหลายพระสูตร จำต้องใช้อรรถกถาเป็นตัวช่วยแปล เพราะอรรถกถาเปรียบเหมือนดิกชันนารี่อธิบายคำในพระสูตรบางข้อความที่ยากๆ ดังนั้นพระไตรปิฎกที่เราอ่านกันอยู่เนื้อความจำนวนหนึ่งก็คืออรรถกถาส่วนหนึ่ง พระอาจารย์แต่ละท่านมาสั่งสอนพวกเราก็หยิบยกจากสูตรนั้นสูตรนี้มาเชื่อมโยงแล้วพูดเป็นภาษาปัจจุบันให้เราเข้าใจ นี้ก็เป็นสาวกชั้นหลังมาอรรถกถาขยายความทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

@อินทรีย์ภูเขา

อืม...นะ

พระไตรลักษณ์ นี่ คุณก็ยังสงสัยว่า สาวกแต่งขึ้นหรือ ??

ทีแรก จะบอกว่า ให้ลองไปถามพระคึกฤทธิ์ ดู

แต่คุณปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ท่าน

แต่กลับบอกว่า เป็นลูกศิษย์ พระศาสดา...อืม เท่ห์ดีเน๊าะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 13.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

@คห.10, 11, 12 อินทรีย์ภูเขา

เราก็ศิษย์ ตถาคต
แต่เราไม่เคยทึกทักเอาว่า เพียงตัวเราเท่านั้น ที่เป็นศิษย์แห่ง ตถาคต โดยชอบ
เราไม่เคย กีดกัน กั้นแบ่ง ว่า เขา หรือใคร ไม่ใช่ศิษย์แห่ง ตถาคต
เราไม่เคย ประทับตราใดๆ ให้กับตัวเองว่า เพียงเราเท่านั้น ที่เป็นศิษย์แห่ง ตถาคต
เราไม่เคย ยึดเอา ตถาคต มาเป็นอาจารย์ ของเรา เพียงผู้เดียว

อีกทั้ง เรา มีกัลยาณมิตร มากมาย คอยชี้แนะ ขัดเกลา
เรา รู้จัก พุทธะ เพราะครูบาอาจารย์
เรา ไม่เคย ลังเล ที่จะบอกว่า เราเป็นศิษย์ มี ครูบาอาจารย์ นอกเหนือจาก ตถาคต

ครูบาอาจารย์ นั้นคือ กัลยาณมิตร ที่ไม่ควรไปดูแคลน
แม้ท่านไม่อาจตีความ ปรมัตถธรรม ที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนให้เราเข้าใจได้โดยกระจ่าง
แม้ไม่รู้ บาลี สักตัว ...ก็อย่าได้ดูแคลนท่าน
เพียงชี้แนะแนวทาง ตามหลักแห่ง ธรรมจริยา แยกแยะ ถูกผิด ดีชั่ว ได้ ก็นับว่าท่านได้ทำหน้าที่แห่งครูบาอาจารย์ตามสมควรแล้ว

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


และผมไม่ใช่ ลูกศิษย์พระอาจารย์คึกฤทธิ์ แต่ผมเป็นลูกศิษย์ พระศาสดาครับ..แล้วคุณละ...

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


๑. สัพเพ สังขารา อนิจจา = สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
๒. สัพเพ สังขารา ทุกขา = สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์
๓. สัพเพ ธัมมา อนัตตา = ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา

ผมอยากเห็นพระสูตรเต็มๆครับ เพราะพระสูตรของพระศาสดาต้องขึ้นด้วยวลีที่ว่า..ดูกรภิกษุทั้งหลาย..ดูกรอานนท์ เป็นตัน

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


ถ้าจะแย้งต้องใช้พระสูตร แบบเต็มพระสูตร ไม่ใช่ยกมาแค่บางส่วนครับ..เพราะผมยังไม่เห็นพระสูตรแบบเต็มๆเลยว่า
นิพพานเป็นอนัตตาครับ

ความคิดเห็นที่ 9 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

หลวงพี่แกก็เก่งนะ เอาเรื่องนิพพานมาพูดได้เป็นคุ้งเป็นแคว

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านครับ

@คห.6, @คห.7 อินทรีย์ภูเขา

๑. สัพเพ สังขารา อนิจจา = สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
๒. สัพเพ สังขารา ทุกขา = สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์
๓. สัพเพ ธัมมา อนัตตา = ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา

สาวกที่ไหน แต่งไหม่หรือครับ ?

มีตรงไหนที่บ่งบอกว่า เป็นการแต่งใหม่ของสาวก ?

อย่าเอาแต่โต้แย้ง ข้างๆคูๆ
หากพระคึกฤทธิ์ และคุณ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาคนอื่นๆ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
เห็นว่า นิพพาน ไม่เป็น อนัตตา
ก็ขอให้เอา ข้อเท็จจริง มาแสดง ให้ครบถ้วน เพียงพอต่อการพิจารณา และวินิจฉัย

อย่าใช้เพียง ความเห็น หรือ ความรู้สึก

หากเป็นข้อเท็จจริง ที่เป็นประโยชน์ ผมจะร่วมพิจารณาด้วย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


ขอบคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) วันญานเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม...

เห็นแต่ยกคำอ้างของสาวกมานำเสนอ....แต่ไม่เห็นยกคำพระศาสดามานำเสนอเลยครับ..ว่าไม่ตรงอย่างไร
แสดงว่าคำของสาวกดีกว่าคำของพระศาสดา....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


เพราะการยึดมั่นถือมั่น กับ สาวกภาษิต ทำให้มีธุลีในดวงตามาก ก็แล้วแต่บุคคลครับ แต่ที่สำคัญ พุทธวจน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ก็อยู่ที่จะเลือกครับ จะเลือกทำตามคำสาวกแต่งใหม่ หรือเดินตามคำพระศาสดา..
เพราะท่านก็เหลือเวลาแค่วันนี้เท่านั้น เพราะพรุ่งนี้ อนิจจัง...

**http://www.oknation.net/blog/buddha2600/2012/08/22/entry-1

ความคิดเห็นที่ 5 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หมูสนาม วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 04.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

เยี่ยม !

ความคิดเห็นที่ 4 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Canไทเมือง วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 02.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

ของไม่จริงย่อมลอกกระดำกระด่าง

เหมือนบอกว่าโกหกไม่บาป

ความคิดเห็นที่ 3 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เดียวดายกลางสายลม วันที่ : 25/08/2012 เวลา : 01.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khuad

แต่เดิม วัดนาป่าพง ก็เป็นหนึ่งในสาขาของวัดหนองป่าพง วัดป่าสาย หลวงปูชา ครับ
แต่ได้ถูกตัดออกจากการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ตามมติของคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ตั้งแต่ มิถุนายน 2553 ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนขายปุ๋ย วันที่ : 24/08/2012 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kpm

แรกๆ ทำตลาดโดยการบอกว่าเป็นศิษย์ หลวงพ่อชา แต่พอการตลาดติด คำสอนก็แป่งๆ เคยไปวัดนี้ ด้วยเชื่อมั่นในหลวงพ่อชา แต่พอไป เห็น และรู้มา รู้ว่าไม่ใช่ ก็เลยไม่ไปอีกเลย

ความคิดเห็นที่ 1 เขียดขาคำ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุวิริโย วันที่ : 24/08/2012 เวลา : 18.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

ความยึดถือยึดมั่นในสิ่งใดไม่ก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความทุกข์ไม่มี แม้กระทั่งยึดถือว่านิพพานเป็นตัวตนเป็นตัวเราของเราก็ก่อให้เกิดทุกข์

คงจะเกิดจากท่านตีความผิด และเข้าใจภาษาคลาดเคลื่อน เจริญพร

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน