• บุหลันรมัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supat2549@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-06-14
  • จำนวนเรื่อง : 119
  • จำนวนผู้ชม : 71000
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
รอยไถของจักรวาล
จินตนาการครุ่นคิดถึงชีวิตและสรรพสิ่งรอบตัว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bulanramai2
วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม 2561
Posted by บุหลันรมัย , ผู้อ่าน : 1253 , 20:34:03 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน TheSuphan , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

   

(ภาพปรับปรุงจากมติชนออนไลน์)

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘จ้วง’ ผู้อยู่ในแวดวงไทคดีศึกษาจะนึกไปถึงชาติพันธุ์ ‘จ้วง’ ก่อนเสมอ ชาติพันธุ์ ‘จ้วง’ เป็นชนกลุ่มน้อยพื้นถิ่นที่พูดภาษาไท-กะได อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในมณฑลกวางสี ตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีขนาดประชากรใหญ่ที่สุดในประเทศจีน คำว่า ‘จ้วง’ ที่ใช้เรียกชื่อชาติพันธุ์นี้ มีประวัติความเป็นมาสืบย้อนหลังขึ้นไปนับพันปี ในช่วงราชวงศ์หยวนมีความหมายว่าการเข้าปะทะต่อสู้ หากคำว่า ‘จ้วง’ ในรูปและทำนองความใกล้เคียงแบบ ‘จ้วง-จีน’ ยังถูกเรียกใช้ในถิ่นฐานอื่น เช่นในแถบ ‘จ้วง-ไทย’ ลุ่มเจ้าพระยา ใช้ในความหมายของการจ้วงน้ำ จ้วงแจวเรือ จ้วงฟัน เป็นต้น และข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงแถบหมู่เกาะ ‘จ้วง-อินโดนีเซีย’ ก็พบว่ามีการใช้ในเชิงการต่อสู้

ความสอดคล้องทั้งในแง่ของรูปคำและความหมายของคำว่า ‘จ้วง’ ในถิ่นฐานแตกต่างห่างไกลกันถึงสามแห่งเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากความบังเอิญ จึงเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่งว่า ‘จ้วง’ ที่ใช้ในสามหมู่พวกดังกล่าว มีเบื้องหลังโยงใยความเป็นมากันอย่างไร  

 

‘จ้วง’ ในคำจีน:

บทความเรื่อง ‘จ้วง’ ของศูนย์สารนิเทศมนุษยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2017 ได้ให้คำอธิบายถึงชาติพันธุ์ ‘จ้วง’ คัดมาส่วนหนึ่งความว่า:

“จ้วง (Zhuang, Chuang)
จ้วง เป็นชื่อที่รัฐบาลจีนใช้เรียกชนกลุ่มน้อยเผ่าที่มีประชากรมากที่สุดในมณฑลกวางสี (Guangxi) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุที่มณฑลนี้มีจ้วงเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ถึงกว่า 12 ล้านคน มณฑลจึงได้รับการกำหนดให้เป็นเขตปกครองตนเอง กวางสีจ้วง (The Guangxi – Zhuang Autonomous Region) อย่างไรก็ดี ตามความเป็นจริงเผ่าชนที่รัฐบาลจีนเรียกว่า จ้วง นั้นประกอบด้วยหลายเผ่าย่อยทั้งที่เรียกว่าตนเองว่า จ้วง และที่เรียกตนเองด้วยชื่ออื่นแตกต่างออกไป เช่น ผู้ไย้ ผู้ย้อย ปู้อี นุง และโท้ ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าชื่อ จ้วง เป็นชื่อทางการที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อความสะดวกในการปกครอง โดยอาจมีเกณฑ์อื่นๆ ประกอบ เช่น เกณฑ์ในเรื่องความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เกณฑ์ความคล้ายคลึงทางภาษา และเกณฑ์ที่ผู้นั้นกำหนดให้ตัวเอง เกณฑ์หลังนี้อาจเห็นได้ชัดจากการสอบถามทางด้านภาษา ซึ่งผู้เรียกตนเองว่า จ้วง ไม่รู้ภาษาจ้วงเลยแม้แต่น้อย แม้ดูเหมือนว่าเกณฑ์การกำหนดเชื้อชาติให้ตัวเองจะดูแปลก แต่ก็ไม่อาจตัดทิ้งไปได้เลยทีเดียว เพราะมีความเป็นไปได้เช่นกันที่คนๆ นั้นจะสืบเชื้อสายเก่าแก่มาจากพวกจ้วง แต่ได้ทิ้งภาษาดั้งเดิมของตนไปแล้ว”  

บก.ทองแถม นาถจำนง และอาจารย์ ดร.ลู่ เสี่ยว ฉิง นักวิชาการชาวจ้วงจากมณฑลกวางสี ได้ร่วมกันบรรยายเรื่อง ‘กลุ่มชนชาติจ้วง’ ในนิทรรศการและเสวนาวัฒนธรรมจีน-ไทย หลายมิติ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ที่โรงเรียนวัฒนธรรมและการศึกษาซีโน-ไท ชั้น 3 ตลาดบางลำพู จังหวัดขอนแก่น คัดมาส่วนหนึ่งดังนี้:

“คนจีนเรียกชนชาติจ้วง แต่เฉพาะกลุ่มของ ดร. ลู่ เรียกตัวเอง “ซ้ง” ตั้งแต่ ค.ศ. 1830 นักวิชาการจีนเริ่มวิจัยเรื่อง จ้วง-ไท คนแรก คือ สาธุคุณสวี ซง สือ (Princeston.Shu) พ่อเป็นฝรั่งเศส แม่เป็นชาวจ้วง ต่อมา ศาตราจารย์ฟาน หง กุ้ย มหาวิทยาลัยกวางสี พิมพ์เผยแพร่หนังสือชื่อ “เกิดจากบ้านเดียวกัน” และสรุปว่า จ้วงกวางสีกับไท เป็นพี่น้องกัน รวมถึงกวางตุ้งด้วย

สันนิษฐานว่า ก่อนคริสตศักราช 800 ปี จ้วงกับไท อยู่ด้วยกัน และเริ่มกระจายย้ายแยก เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ แตกกิ่งก้านกันไป ต่อมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมณฑลกวางสี ทำวิจัยในเมืองไทยครั้งแรก โดยสรุป จ้วงเป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มชน ลั่ว, เยวี่ย, ซีโอว ที่มณฑลกวางสี เพิ่งแยกกันระหว่างศตวรรษที่ 3 ถึงศตวรรษที่ 6 และไปผสมกับเผ่าอื่นๆ กระทั่งแยกออกจากกันชัดเจน”

คำเรียกชาว ‘จ้วง’ ในภาษาจีนมีความหมายและลำดับความตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่งเรื่อยลงมา โดยความหมายในช่วงต้นบ่งชี้นัยยะของการเข้าชนเข้าปะทะต่อสู้ต่อตี แล้วเคลื่อนความหมายมาเป็นนัยยะของความป่าเถื่อนแบบสัตว์ร้ายในภายหลัง เช่นที่ บก.สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เคยเขียนถึงประวัติและความหมายของคำว่า ‘จ้วง’ ไว้ในบทความเรื่อง ‘จ้วงมณฑลกวางสี ภาคใต้ของจีน พูดภาษาไท-ไต แต่ไม่ไทย’ ลงในมติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 คัดส่วนที่เกี่ยวข้องมาดังนี้:

“คำว่า “จ้วง” มีความหมายต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามฐานะทางสังคมที่พวกฮั่นกำหนดและเรียก ดังเคยมีความหมายว่าสัตว์หรือป่าเถื่อนตามประเพณีฮั่นใช้เรียกคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่ทางภาคใต้ หรืออุษาคเนย์สมัยโบราณ ฉะนั้นจึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีความหมายไปในทางดี

แต่นักวิชาการจีนได้รวบรวมความหมายไว้หลายแง่หลายมุม (จากหนังสือ-จ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน-จัดพิมพ์โดยศูนย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคที่ 1 ภาษา (2529) ภาคที่ 2 วัฒนธรรม (2531) ปราณี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ) ดังต่อไปนี้

สมัยราชวงศ์ซ่ง (หรือซ้อง ราว พ.ศ. 1443-1822) คำว่า “จ้วง” ใช้เรียกกองทัพที่มีทหารเป็นชาวจ้วงว่า “จ้วงจยูน” หรือ “จ้วงติง”

สมัยราชวงศ์หยวน (ราว พ.ศ. 1749-1911) ตัวอักษรที่หมายถึงจ้วงเขียนด้วยอักษรจีน 2 ตัว ตัวแรกมีความหมายว่า “ชน” หรือ “ปะทะ” ตัวที่สองแทนเสียงว่า “จ้วง”
ต่อมาสมัยราชวงศ์หมิงและชิง จนถึงสมัยก๊กมินตั๋ง (พ.ศ. 2492) มีการเปลี่ยนตัวอักษรตัวแรกให้มีความหมายว่า “สัตว์” แสดงการดูถูกเหยียดหยามจ้วงเป็นชนชาติป่าเถื่อน
แม้พวกฮั่นจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “จ้วง” มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง แต่คนกลุ่มนี้ไม่ชอบ เพราะต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร จึงเรียกตนเองด้วยชื่อดั้งเดิมต่างๆ กันตามท้องถิ่นของตน เช่น ผู้ใหญ่ ผู้โต ผู้หลวง ผู้นุง ผู้ไท ผู้บ้าน ผู้หล่าว ผู้ต้ง คนโท้ ฯลฯ

คำว่า “ผู้” ที่นำหน้าชื่อนั้นหมายถึง “คน” น่าเชื่อว่าเป็นปฏิกิริยาโต้กลับที่ถูกพวกฮั่นดูถูกดูหมิ่นว่าไม่ใช่คน หรือพวกป่าเถื่อน (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ-ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ-โดย จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก 2519)

นับแต่ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมามีการปรึกษาหารือเรื่องชื่อ “จ้วง” อย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกแง่ทุกมุมเพื่อกำหนดความหมายให้ดีขึ้น

ครั้นถึง พ.ศ. 2508 รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เปลี่ยนอักษรตัวแรกให้มีความหมายว่า “เติบโต แข็งแรง” ส่วนอักษรตัวที่สองใช้แทนเสียงว่า “จ้วง” เหมือนเดิม แล้วมีมติให้ใช้ชื่อ “จ้วง” เป็นชื่อกลุ่มชนชาตินี้อย่างเป็นทางการ ชื่ออื่นๆ ก็ค่อยๆ เลือนหายไป

แต่บางกลุ่มยังยืนยันชื่อเดิมของตนอย่างเป็นทางการเช่น ผู้ไท

และแม้บางกลุ่มจะไม่ได้ยืนยันชื่อเดิมอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อมีใครถามว่าเป็นจ้วงใช่ไหม? เขาจะตอบทันทีว่า-ไม่ใช่จ้วง แต่เป็นผู้ต้ง หรือชื่ออื่นๆ ที่เป็นกลุ่มของตน”

ในพจนานุกรมสืบสร้างเสียงจีนโบราณ ‘Baxter-Sagart Old Chinese reconstruction, version 1.1’ ที่ค้นคว้าจัดทำโดยศาสตราจารย์ William H. Baxter และ Laurent Sagart เมื่อปี ค.ศ. 2014 ได้รวบรวมคำที่ออกเสียง ‘จ้วง’ (และใกล้เคียง) แล้วสืบสร้างรูปคำโบราณไว้ทั้งหมด 5 คำ คัดมาดังนี้:

จีนมาตรฐาน     Middle Chinese                    Old Chinese     ความหมาย

妝 zhuāng      tsrjang (tsr- + -jang A)          *[ts]raŋ          adorn (Shuōwén)

莊 zhuāng      tsrjang (tsr- + -jang A)          *[ts]raŋ          dignified, grave

撞 zhuàng      draewngH (dr- + -aewng C)    *N-tˤoŋ-s       strike

狀 zhuàng      dzrjangH (dzr- + -jang C)       *[dz]raŋ-s       form, appearance

壯 zhuàng      tsrjangH (tsr- + -jang C)        *[ts]aŋ-s    robust

นักวิชาการประเมินว่าความเก่าแก่ของภาษาจีนโบราณ (Old Chinese) มีอายุอยู่ในช่วง 1100-700 ปีก่อนคริสตกาล และภาษาจีนกลางเก่ากลางใหม่ (Middle Chinese) มีอายุอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-11 (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2014)

จากคำ ‘จ้วง’ ทั้งหมด 5 คำ พบว่า 4 ใน 5 คำ มีความหมายที่ใกล้ชิดกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ในความหมายว่า ‘grave’ -ร้ายแรง คร่ำเคร่ง, ‘dignified’ –ศักดิ์ศรี, ‘strike’ -ชน กระแทก, ‘appearance’ -การปรากฏตัว และ ‘robust’ -แข็งแกร่ง ทนทาน ต่างชี้ถึงอารมณ์ที่ก่อตัวขึ้นอย่างร้อนแรงพลุ่งพล่าน พร้อมพุ่งตัวออกไปจู่โจมอย่างรุนแรงในทุกเมื่อ

อีกทั้งรูปคำโบราณที่สืบสร้างได้ก็แทบไม่แตกต่างกัน บนเสียงขึ้นต้นคำ *[ts] และ *[dz] โดย *[ts] เป็นเสียงกักกึ่งเสียดแทรกไม่พ่นลมฐานปุ่มเหงือก-ไม่ก้อง และ *[dz] เสียงกักกึ่งเสียดแทรกไม่พ่นลมฐานปุ่มเหงือก-ก้อง (กัวซีเหลียง พ.ศ. 2560) อันคงพอเทียบได้คล้ายกับเสียงในภาษาไทยเช่น /จ/, /ช/, /ซ/ และ /จ/, /ช/, /ซ/ ที่ควบเสียงก้อง ตามลำดับ แล้วยังประกอบด้วยเสียงควบกล้ำ ร.เรือ (บางคำถือเป็นอาคม หรือ infix) รูปสระ -อะ (ยกเว้นคำที่สามออกเป็นสระ -โอะ) และตัวสะกดปิดท้ายด้วยแม่กง และเมื่อออกเสียงคำโบราณแบบไทยคงได้ประมาณว่า /จรัง/ หรือ /ชรัง/ หรือ /ซรัง/ ซึ่งฟังแล้วไม่หนีห่างจากคำเรียกในชั้นปัจจุบันเท่าใดนัก โดยเฉพาะถ้าตัดเสียงสืบสร้าง ร.เรือ ออกเสีย

หากใน ‘คู่มืออักษรเสียงจีนโบราณ’ ที่แต่งโดยศาสตราจารย์ กัวซีเหลียง แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และแปลโดยศาสตราจารย์ เมชฌ สอดส่องกฤษ แห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ได้ให้เสียงสืบสร้างจีนโบราณที่แตกต่างออกไปบ้าง คัดมาดังนี้:

จีนมาตรฐาน               จีนยุคกลาง      จีนก่อนประวัติศาสตร์    ความหมาย

妝 zhuāng                tʃĭɑŋ             tʃĭaŋ                       แต่งตัว

莊 zhuāng                tʃĭɑŋ             tʃĭaŋ                       หมู่บ้าน

撞 zhuàng                ȡɔŋ              deoŋ                       ชน, ตำ

狀 zhuàng                ʤĭɑŋ             ʤĭaŋ                      ลักษณะ

壯 zhuàng                tʃĭɑŋ             tʃĭaŋ                       แข็งแรง

 

ศาสตราจารย์ กัวซีเหลียง ไม่มีเสียง ร.เรือ กล้ำ และใช้สระ –เอีย ในขณะที่ศาสตราจารย์ William H. Baxter และ Laurent Sagart มีเสียง ร.เรือ กล้ำหรือเป็นอาคมแทรกอยู่ในคำ และใช้สระ –อะ เป็นส่วนใหญ่  

 

‘จ้วง’ ในคำไท-กะได:

คำว่า ‘จ้วง’ ในพวกไท-กะไดอื่นที่นอกเหนือไปจากพวกชนกลุ่มน้อยผู้ถูกเรียกว่า ‘จ้วง’ เช่น พวกลักเกีย (Lakkja)  และพวกอัง เบ (Ong Be) ก็พบว่ามีการเรียกใช้คำซึ่งเขียนในภาษาอังกฤษว่า ‘dart’ –ผาดโผน โจนทะยาน และยังใช้ร่วมกับ ‘spear’ –หอก หลาว ทวน โดยคัดจากคำศัพท์พื้นฐานกัม-สุย (Kam-Sui) ‘Kam-Sui Etymology’ ของ Ilya Peiros ค.ศ. 1998 ความว่า:

พวก Ong Be เรียก suŋ.3

พวก Lakkia เรียก tshõŋ.5

พวก Biao เรียก thsuŋ.5

สืบสร้างเป็นคำจ้วง-ไทโบราณ (Proto-Zhuang-Tai) ว่า *cuŋ.B /จุ่ง/

และสืบสร้างเป็นคำไท-กะไดโบราณ (Proto-Tai-Kadai) ว่า *shaŋ /ชัง/

ในขณะที่พวกหลี/ไหล (Hlai) ผู้อาศัยอยู่บนเกาะไหหลำ ก็มีการเรียกใช้คำในทำนองแข็งขืนเข้าต่อตี โดยสอบคัดจากคำศัพท์พื้นฐานหลี/ไหล ‘A Phonological Reconstruction of Proto-Hlai’ ของ Peter Norquest ค.ศ. 2007 ดังนี้:

คำว่า ‘to brave water’ –โต้คลื่น สู้น้ำ:

พวก Bouhin, Ha Em, Lauhut, Tongzha, Zandui, Baoting และ Moyfaw เรียกเหมือนกันว่า *tɕəŋ1

สืบสร้างเป็นคำหลี/ไหลโบราณ (Proto-Hlai) ว่า *tɕəŋ /เจิง/  

คำว่า ‘sting(er)’ –จ่อ ทิ่ม ต่อย:

พวก Bouhin เรียก tsh3

พวก Ha Em เรียก tsho:ŋ[2]

พวก Lauhut, Tongzha, Changjiang และ Moyfaw เรียก tsho:ŋ3

พวก Zandui และ Baoting เรียก tshɔ:ŋ3

สืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/   

ซึ่งพอสังเกตได้ว่าคำไท-กะไดที่ยกมาข้างต้น มีรูปคำและความหมายสอดรับกันโดยพื้นฐาน ในทำนองการพุ่งตัวเข้าปะทะโรมรันคู่ต่อสู้ ทั้งยังมีความโน้มเอียงไปในร่องเดียวกับคำ ‘จ้วง’ ของภาษาจีน คือเป็นกลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงใกล้เคียงสอดคล้อง โดยเฉพาะคำโบราณที่สืบสร้างได้เสียงประมาณ /จ/ หรือ /ช/ หรือ /ซ/ หรือ /ฉ/ ในภาษาไทย (ไม่นับเสียงควบกล้ำ ร.เรือ) ตามด้วยสระ –อะ ไปจนถึงสระ -อุ, -เออะ/เออ และตัวสะกดแม่กงปิดท้าย  

 

‘จ้วง’ ในคำไทยลุ่มเจ้าพระยา:

ในสังคมไทยสยามลุ่มเจ้าพระยา พบว่ามีการเรียกใช้คำว่า ‘จ้วง’ บนคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ดังนี้:

“(๑) ก. กิริยาที่เอาภาชนะเช่นขันเอื้อมลงไปตักนํ้าขึ้นมาโดยแรง
(๒) ก. อาการที่เอาพายพุ้ยนํ้าโดยเร็วอย่างพายเรือแข่ง
(๓) ก. โดยปริยายหมายถึงกิริยาที่ตีหรือฟันสุดแขน เช่น จ้วงตี จ้วงฟัน.”

เป็นนิยามพื้นฐานของคำว่า ‘จ้วง’ ของชาวไทยสยามที่อยู่ในรอยเดียวกับคำว่า ‘จ้วง’ ของไท-กะไดและจีน คือการถาโถมกระโจนไปข้างหน้าเพื่อเข้าปะทะด้วยความรวดเร็วรุนแรง เป็นความหมายในเชิงการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า ‘to fight’ หรือ ‘to struggle’ หรือ ‘to strike’ เป็นต้น  

เมื่อสืบสาวในทางลึกทั้งจากจารึกไทยโบราณรุ่นสุโขไทและรุ่นอยุธยา โดยการอ้างอิงฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เน้นลงไปยังจารึกที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับการต่อสู้แย่งชิงการสงคราม ควบการสบถสาบาน ตามความหมายพื้นฐานของคำว่า ‘จ้วง’ เช่น จารึกพ่อขุนรามคำแหง, จารึกนครชุม, จารึกวัดศรีชุม, จารึกคำปู่สบถ, จารึกวัดป่ามะม่วง หลักที่ 1, จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด, จารึกกฎหมายลักษณะโจร, จารึกเขาสุมนกูฏ, จารึกวัดเขากบ, จารึกวัดบูรพาราม, จารึกเจดีย์น้อย และจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก 1 รวมไปถึงลิลิตโองการแช่งน้ำที่ตีความกันว่าแต่งขึ้นมาตั้งแต่ยุคสร้างกรุงศรีอยุธยาฯ ไล่ลงมาถึงลิลิตยวนพ่ายที่สันนิษฐานกันว่าแต่งในช่วงไม่ห่างยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กลับไม่ปรากฏว่ามีการนำคำว่า ‘จ้วง’ มาใช้แต่อย่างใด โดยคำที่มักพบบ่อยๆ ในเชิงการต่อสู้เชิงศึกสงครามได้แก่คำว่า ‘จู่’, ‘โจม’ และ ‘ชิง’ เป็นต้น

จึงเป็นข้อสงสัยติดค้างอยู่บ้างว่า ทำไมในสมัยสุโขไทและอยุธยาจึงไม่มีการใช้คำนี้ร่วมกับคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันเลย

คำว่า ‘จ้วง’ ถูกพบว่ามีการนำมาใช้ในงานประพันธ์ชิ้นสำคัญๆ ตั้งแต่ชั้นต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยลงมา เช่นในบทเสภาเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พบว่ามีการใช้คำว่า ‘จ้วง’ ในตอนที่ 13 ‘พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง’ ตรงจังหวะที่พลายแก้วยกทัพช้างม้ากลับจากเมืองเหนือพร้อมนางลาวทองมาถึงเมืองเชียงทอง จึงถ่ายไพร่พลที่ท่าน้ำแปรขบวนเรือเดินทางต่อไปตามลำน้ำ เป็นการแล่นเรือด้วยฝีพายจ้วงจ้ำน้ำอย่างเต็มกำลัง ล่องลงมาจนถึงกรุงศรีอยุธยาฯ ในเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน คัดจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณความว่า:

“ฝีพายลงเต็มลำประจำตัว                   บ้างชักหัวโยนยาวกันกราวเกรียว

ล่วงเมืองน้อยใหญ่พายกระหน่ำ            เร่งรีบเร็วร่ำตามน้ำเชี่ยว

ฝีพายจ้วงหน่วงหนักน้ำเป็นเกลียว         ขับเคี่ยวเจ็ดวันตะบันมา”

หรือ ‘ลิลิตตะเลงพ่าย’ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อเฉลิมพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เข้าใจว่ามีการใช้คำว่า ‘จ้วง’ ใน 2 บท คัดเนื้อหาอ้างอิงจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณมาดังนี้:

บทที่ 5 เป็นคำร่ายในช่วงต้นๆ ของ ‘ลิลิตตะเลงพ่าย’ กล่าวถึงทัพเมืองเขมรมักยกทัพเข้ามาตีท้ายครัวกวาดต้อนผู้คนในช่วงที่กรุงศรีอยุธยารบติดพันศึกกับทัพเมืองพม่าและทัพเมืองเหนือ จนทำให้สมเด็จพระนเรศวรขัดเคืองพระทัยเป็นยิ่งนัก โดยใช้คู่กับคำว่า ‘จาบ’ เป็น ‘จาบจ้วง’ ความว่า:

“ก่อเข็ญเคืองหลายคาบ จาบจ้วงหมิ่นถิ่นแคลน แสนสาหัสกลัดกลุ้ม คลุ้มกมลแค้นคั่ง”

บทที่ 310 เป็นโคลงสี่สุภาพ กล่าวถึงช่วงเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเรื่องคือ การชนช้างศึกยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระมหาอุปราช โดยใช้คู่กับคำว่า ‘จู่’ เป็น ‘จู่จ้วง’ ความว่า:

“สองโจมสองจู่จ้วง        บำรู

สองขัตติยสองขอชู        เชิดด้ำ

กระลึกกระลอกดู          ไวว่อง นักนา

ควาญขับคชแข่งค้ำ        เข่นเขี้ยวในสนาม ฯ”

หรือ ‘นิราศภูเขาทอง’ ซึ่งแต่งโดยพระสุนทรโวหาร (ภู่) ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็มีการใช้คำว่า ‘จ้วง’ ในสองลักษณะคือ ‘กระชากจ้วง’ และ ‘จู่จ้วง’ ดังคัดเนื้อหาจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ ในท่อนแรก เป็นช่วงที่พึ่งออกเรือจากกรุงเทพฯ ไม่นานนัก แล่นขึ้นมาถึงบางโพธิ์ บ้านญวน ผ่านวัดเขมา และหลงเข้ากระแสน้ำวนเชี่ยวกรากน่าหวาดกลัว จึงต้องจ้วงพายเรืออย่างสุดแรงทั้งทางหัวและท้ายเรือเพื่อให้หลุดพ้นไปจากวังน้ำวนโดยเร็ว ความว่า:

“บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน       ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเปนหว่างวน

ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง            ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน”

และในอีกท่อน เมื่อแล่นเรือขึ้นมาถึงตำบลกรุงเก่า และเข้าไปจอดพักที่ท่าหน้าวัดพระเมรุซึ่งมีเรือจอดแวะขึ้นล่องกันอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมมีการละเล่นร้องลำทำเพลงกันอย่างครื้นเครง จนดึกดื่นจึงเลิกรากลับเข้านอน และพอเข้ายามสามได้มีโจรย่องขึ้นเรือเพื่อขโมยข้าวของแต่พระ (ภู่) ได้ตื่นขึ้นมาเสียก่อน ความว่า:

“ได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัด                  จนสงัดเงียบหลับลงกับหมอน

ประมาณสามยามคล้ำในอัมพร              อ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ” 

อย่างไรก็ตาม คำว่า ‘จ้วง’ อาจเทียบเคียงได้กับคำว่า ‘ช่วง’ ซึ่งปรากฏในจารึกมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาฯ ตอนกลางเป็นอย่างน้อย เช่นที่พบใน ‘จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก 1’ จังหวัดเลย ซึ่งถูกจารขึ้นในปี พ.ศ. 2106 เพื่อเป็นเครื่องแสดงคำมั่นสัญญาในฐานะมิตรประเทศที่จะไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ระหว่างสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้างและสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอาณาจักรสยาม ท่ามกลางการแผ่อำนาจของอาณาจักรตองอูจากทางฟากตะวันตก โดยถูกใช้คู่กับคำว่า ‘ชิง’ เป็น ‘ชิงช่วง’ ดังคัดเนื้อหาจารึกที่อ่านและแปลโดย เทิม มีเต็ม และ ก่องแก้ว วีระประจักษ์ (พ.ศ. 2529) จากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มาส่วนหนึ่งความว่า:

คำอ่าน:           “๒๓. ฯลฯ พันพิโรธรุกรนมลนชีงชวงลวงฑานแฑนแสนยากรพิโร

แกกันเทาตํสินพฺระ...” 

คำแปล:          “๒๓. ฯลฯ พันพิโรธ รุกรนมลนชิงช่วงล่างด้านแดนแสนยากรพิโรธแก่      กัน เท่าต่อสิ้นพระ...”

ซึ่งคำว่า ‘ช่วง’ มีนิยามตามพจนานุกรมไทยฉบับเดียวกันในสามนัยยะดังนี้:

นัยยะแรก:       “(๑) น. ตอน เช่น ช่วงเช้า ช่วงบ่าย, ระยะ (ที่ต่อเนื่อง) เช่น ช่วงถนน ช่วงตึก. (๒) ก. รับเป็นตอน เช่น รับช่วง เช่าช่วง.”

นัยยะสอง:       “ว. สว่าง, รุ่งโรจน์.”

นัยยะสาม:       “ก. แย่ง, ชิง, มักใช้พูดเข้าคู่กับ ชิง เป็น ช่วงชิง.”

ความหมายตามนัยยะที่สามของคำว่า ‘ช่วง’ ตรงกับความหมายของคำว่า ‘จ้วง’ อย่างชัดเจน รูปคำ ‘จ้วง’ และ ‘ช่วง’ ล้วนใช้รูปสระ –อัว และตัวสะกดแม่กงเหมือนกัน อีกทั้งเสียงขึ้นต้นด้วยอักษรกลาง จ.จาน กับอักษรต่ำ ช.ช้าง เป็นเสียงไม่ก้องที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษ คือเป็นเสียงที่เกิดจากฐานปุ่มเหงือกต่อเพดานแข็ง ต่างกันแค่ไม่พ่นลมและพ่นลมเท่านั้น (‘ภาษาไทยสำหรับครูประถมศึกษา’ สาคร บุญเลิศ พ.ศ. 2537) รวมไปถึงวรรณยุกต์โทของคำว่า ‘จ้วง’ ยังผันระนาบเสียงเดียวกับวรรณยุกต์เอกของคำว่า ‘ช่วง’ จนอาจถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาหากเกิดการเคลื่อนเสียงไปมาระหว่างคำสองคำนี้ หรือมองได้อีกทางว่าคำทั้งสองเป็นคำ (หมู่พวก) เดียวกัน

และยิ่งมองร่วมกับคำไท-กะไดอื่นๆ ว่า *cuŋ.B /จุ่ง/ (หรือ *shaŋ /ชัง/) –ผาดโผนโจนทะยาน และหอกหลาว, *tɕəŋ /เจิง/ -เข้าปะทะสู้กับคลื่น และ *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/ -จ่อ ทิ่ม ต่อย ยิ่งมองเห็นถึงความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวโยงกับคำว่า ‘ชิง’ และ ‘ชัง’ แล้วยังแทงทะลุจนถึง ‘ปู่ลางเชิง’, ‘เจ็ดเจิง’, ‘ปู่ลานเจือง’ และ ‘ขุนจัง’ ดังนี้:

คำว่า ‘ชิง’ แม้จะใช้รูปสระ –อิ หากไม่ไกลเกินเอื้อมไปจากรูปคำว่า *tɕəŋ /เจิง/ -เข้าปะทะสู้กับคลื่น และ *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/ -จ่อ ทิ่ม ต่อย มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฉบับเดียวกันว่า:

“ก. แข่ง, แข่งขัน, เช่น ชิงรางวัล ชิงทุน, แย่ง เช่น ชิงอำนาจ.”

คำนี้ได้ถูกนำมาใช้จารึกไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เช่นใน ‘จารึกกฎหมายลักษณะโจร’ อายุพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในท่อนที่ 33-34 อันเป็นมาตราที่ว่าด้วยการช่วงชิงสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ยินยอมยกให้ ดังคัดจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งอ่านและแปลโดย ฉ่ำ ทองคำวรรณ ปี พ.ศ. 2508 และ 2526 ความว่า:    

คำอ่าน:          “๓๓. รโสด(สิง)ท่านจกัยมนัผู๋นนั (มาถือ) ลูก(ชะญา)

ท่านแล ๐ มาตรานิงโสดผิมีคนจกกไปราวีพีรามชิง

๓๔. เอาเข๋าเอาของท่านแมนซีลูกส๋มลูกหวานท่าน

คนใดก่ดี อนัเจ๋าของบ่มิให๋แลอนันิงไม” 

คำแปล:          “๓๓. ร์โสด ซึ่งท่่านจักย(๑๐) มันผู้นั้น(มาถือ)ลูก(ชายา)

ท่านแล ๐ มาตราหนึ่งโสดผิมีคนจักไปราวีพีราม(๑๑) ชิง

๓๔. เอาข้าวเอาของท่าน แม้นซิลูกส้มลูกหวานท่าน

คนใดก็ดี อันเจ้าของบมิให้ และอนึ่งไม่”

และใน ‘จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก 1’ จังหวัดเลย คำว่า ‘ชิง’ ถูกใช้คู่กับคำว่า ‘ช่วง’ เป็น ‘ชิงช่วง’ ดังที่ได้ยกขึ้นมาอ้างอิงแล้วในคำว่า ‘ช่วง’ ข้างต้น

คำว่า ‘ชัง’ เป็นคำที่แสดงถึงอารมณ์โกรธเกลียดแค้นเคือง ซึ่งมักก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองคนหรือคนสองหมู่พวกที่รู้จักมักคุ้นกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ภายหลังมีการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงไม่ลดละเลิกรา พัฒนาอารมณ์ความพลุ่งพล่านขึ้นไปจนถึงขั้นไม่เผาผี จนกลายเป็นความ ‘เกลียดชัง’ มีคำจำกัดความสั้นๆ ว่า: “ก. เกลียด, ไม่ชอบ, ไม่รัก.”

คำนี้เป็นคำศัพท์เก่าแก่ที่พบว่ามีการเรียกใช้กันอย่างกว้างขวางในพวกไท-ไต เขียนในภาษาอังกฤษว่า ‘to hate’ คัดจากคำศัพท์พื้นฐานไท-ไตที่สืบค้นไว้โดย อาจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ (ค.ศ. 2009) ดังนี้:

พวกสยามเรียก chaŋA2

พวก Sapa, Bao Yen และ Lungchow เรียกเหมือนกันว่า caŋA2

พวก Cao Bang เรียก zaŋA2

พวก Shangsi, Yay และ Saek เรียกเหมือนกันว่า saŋA2

และสืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *ɟaŋA /ชัง/ (แบบเสียงก้อง)

ถัดไปคือการตีความในเบื้องต้นว่า ชื่อนามของบุคคลในตำนานและในจารึกมีการเชื่อมโยงถึงรูปคำและความหมายของกลุ่มคำ ‘จ้วง’ โดยคำว่า ‘ปู่ลางเชิง’ เป็นบรรพบุรุษคนสำคัญในตำนาน ‘แถน’ สร้างโลก ของพวกไท-ลาว-สยาม เช่นคัดจากพงศาวดารล้านช้าง บริเฉทที่ 2 มาส่วนหนึ่งความว่า:

“๏ ดูราสปุริสทั้งหลาย ดังเราจักรู้มามีในกาลเมื่อก่อนเถ้าเก่าเล่ามา เปนคำปรำปราสืบ ๆ มาว่าดังนี้ กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เปนดินเปนหญ้าเปนฟ้าเปนแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด เมื่อนั้นยังมีขุนใหญ่ ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อว่าปู่ลางเชิง ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่ม กินปลาเฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า เมื่อนั้นแถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลายว่า ในเมืองลุ่มนี้กินเข้าให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินขึ้นก็ให้ส่งขาได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็บ่ฟังคามแถน แม้นใช้มาบอกสองทีสามที ก็บ่ฟังหั้นแล”

ซึ่ง ‘ปู่’ หมายถึงผู้สูงอายุ ผู้ผ่านประสบการณ์มายาวนาน ผู้เป็นพ่อของพ่อ รวมถึงพี่น้องของปู่ จึงดำรงสถานะสูงส่งกว่าใครๆ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

‘ลาง’ หมายถึงสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า เช่น ลางดี ลางร้าย หรือใช้ในรูปของ บางที หากในสมัยเก่าเชื่อว่า ‘ลาง’ หมายถึงสิ่งบางเบาไม่สามารถจับต้องได้ เป็นคำในกลุ่มเดียวกับ ‘กลาง’ ที่แปลว่าอยู่ตรงกึ่งระหว่างไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งสืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *kla:ŋA (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) และยังคาดว่าเป็นคำร่วมเหง้ากับทางออสโตรนีเซียนในรากคำพยางค์เดียว *laŋ  ที่ส่วนหนึ่งแตกออกไปเป็นคำว่า ‘langit’ /ลางิ่ด/ แปลว่าท้องฟ้า (ดูบทความเรื่อง ‘ลางบอกเหตุ’ สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2559)  

และ ‘เชิง’ ในคำท้าย ไม่ควรเป็นคำเดียวกับคำว่า ‘เชิง’ ที่แปลว่าตีน ซึ่งหยิบยืมจากคำเขมร หากควรเป็นคำไท-กะไดพวกเดียวกับ ‘จ้วง’, *cuŋ.B /จุ่ง/, *tɕəŋ /เจิง/ และ *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/ บนความหมายว่าการพุ่งกระโจนออกไปโดยฉับพลัน

เช่นนั้น ‘ปู่ลางเชิง’ จึงอาจออกความหมายโดยรวมได้ว่า ‘ขุนใหญ่ผู้โจนทะยานไปหว่างกลางฟ้า’ ซึ่งเป็นชื่อนามที่มีนัยยะคล้ายคลึงเป็นอย่างยิ่งกับชื่อนามของลูกหลานในชั้นหลังว่า ‘พ่อขุนบางกลางหาว’ ผู้เป็นต้นด้ำกำเนิดวงศ์พระร่วงศรีอินทราทิตย์แห่งอาณาจักรสุโขไท   

อันเป็น ‘เชิง’ ที่คาดว่าอยู่ในร่องคำความหมายเดียวกับ ‘เจิง’ ในคำว่า ‘เจ็ดเจิง’ ผู้เป็นน้องชายของขุนลอ เป็นลูกชายคนสุดท้องของขุนบูลม โดยขุนบูลมคือผู้ที่ถูกส่งลงมาจากเมืองฟ้าเพื่อสั่งสอนผู้คนที่เกิดจากน้ำเต้าปุง 3 หน่วย ผู้ซึ่งทะลักล้นกันออกมาตามรูสิ่วรูหลักที่เกิดจากการเจาะของปู่ลางเชิง ขุนเด็กและขุนคาน ตามพงศาวดารล้านช้าง บริเฉทที่ 2 คัดมาดังนี้:

“๏ เมื่อนั้นขุนบูลมราชาธิราช สร้างบ้านก็จึงเปลือง สร้างเมืองก็จึงฮู่ง ฝูงไพร่ก็อยู่ไถนาตกก้า ข้าก็อยู่พางฟันไร่เฮ็ดนากินแล ภายน่าแต่นั้นอยู่หึงนาน ท้าวบูลมจึงมีลูกชาย ๗ คน ได้ด้วยนางแอกแดงก่อนผู้พี่อ้ายชื่อว่าขุนลอ ผู้ยี่ว่ายี่ผาลาน ผู้สามชื่อว่าสามจูสง ถัดนั้นจึ่งได้ลูกด้วยนางยมพาลา ๓ คน ผู้อ้ายชื่อว่าไสผงผู้หนึ่งชื่อว่างัวอิน ผู้หนึ่งชื่อว่าลกกลม แล้วก็ได้ด้วยนางแอกแดงผู้ถ้วน ๗ นั้น เรียกชื่อว่าเจ็ดเจิงแล”    

ในขณะที่ตำนานการสร้างบ้านแปงเมืองของพวกไทดำที่อพยพมาจากเมืองหม้วย ก็กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมโลกไม่แตกต่างกันมากนัก คือ ‘ปู่แถน’ ได้ส่งผู้คนพร้อมกับน้ำเต้าแปดหน่วยและเสาทองค้ำฟ้าแปดต้นให้ลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอีกครั้ง โดยท้าวสวงเป็นต้นตระกูลของขุนลอ และ ‘ปู่ลานเจือง’ เป็นลูกล่าลูกลุน ดังที่ James R. Chamberlain ได้ทำการบันทึกเรื่องเล่าของไทดำอพยพและเขียนเป็นบทความในชื่อ ‘ความโทเมือง’ (The Black Tai Chronicle of Muang Mouay) เมื่อปี ค.ศ. 1985 คัดมาส่วนหนึ่งดังนี้:

“ɲaam nan2 caŋ2 mi pu1 laan Cɯaŋ

Phu2 pen luk Laa2 luk lun

luk lun baw1 mi naa

luk Laa2 baw1 mi mɯaŋ

caŋ1 ʔaw Pɯŋ Pi nɔŋ2    

ถอดความได้ว่า ‘ยามนั้นยังมีปู่ลานเจือง ปู่เป็นลูกล่าลูกลุน ลูกลุนบ่มีนา ลูกล่าบ่มีเมือง ยังเอาพึ่งพี่น้อง’ นำมาถึงคำถามติดปลายนิ้วว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ ‘เจือง’ ในชื่อนาม ‘ปู่ลานเจือง’ ควรเป็นคำพวกเดียวกันกับ ‘เจิง’ ในชื่อนาม ‘เจ็ดเจิง’ และหากตีความไปในแนวทางนี้ ก็หมายถึงว่า ‘ปู่ลานเจือง’ คือ ‘ขุนใหญ่ผู้โจนทะยานย่านปันนา’        

ส่วนคำว่า ‘ขุนจัง’ ปรากฏในจารึกเก่าแก่ยุคสุโขไทคือ ‘จารึกวัดศรีชุม’ อายุพุทธศตวรรษที่ 19-20 ตรงท่อนที่ 62-63 ของด้านที่ 1 บรรยายถึงขุนจังขี่ช้างตกมันตรงรี่เข้ามารบกับพรญาคำแหง แต่พรญาคำแหง (ดูเหมือน) ไม่ค่อยอยากรบ เจ้าศรีศรัทธาราชจุฬามุนีเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายหนุ่ม นึกเจ็บแค้นแทนพรญาคำแหง จึงขับช้างออกหน้าเข้าชนกับช้างของขุนจัง และสามารถเอาชนะได้ในที่สุด ดังคัดจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งอ่านและแปลโดย ยอร์ช เซเดส์ ในปี พ.ศ. 2521, 2526 และ 2527 ความว่า:

คำอ่าน:           “๖๒. .....นหนกกหนาแกกํต่หววชางดวยขุนจงง๐

                    ขนจงงนนนขีชางสรายเปนสารสูงใหญ่

๖๓. (แก)กํนํามนน(ชาง)กําลง(ง)ตกแล(น)มาดวย

เรวหนกกหนาขุนจง(ง)...ทา.พรญาคําแหง(พระ)” 

คำแปล:          “๖๒. .....นหนักหนาแก่กมต่อหัวช้างด้วยขุนจัง๐

 ขุนจังนั้นขี่ช้างสรายเป็นสารสูงใหญ่

๖๓. แก่กม น้ำมันช้างกําลังตก แล่นมาด้วย

เร็วหนักหนาขุนจัง...ท้า.พระยาคําแหงพระ”

คำว่า ‘จัง’ แสดงนัยยะของการปะทะอย่างรุนแรงเกินกว่าทั่วไป มีคำจำกัดความตามสมัยนิยมว่า:

“(๑) (ปาก) ว. ยิ่งนัก เช่น เก่งจัง ร้อนจัง ของสิ่งนี้ถูกจัง

(๒) ว. เต็มที่, เต็มแรง, เช่น ชนกันเข้าอย่างจัง”

ดังนั้น คำว่า ‘ชิง’, ‘ชัง’ จึงเป็นคำที่มีความพัวพันกันอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ของรูปคำและความหมายที่แสดงออกถึงความรุนแรงอันเนื่องจากการเข้าปะทะ เช่นคำพูดเข้าคู่ว่า ‘ชิงชัง’ ซึ่งมีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า: “ก. เกลียดชัง, เกลียดมาก.” ซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับคำและความหมายของคำว่า ‘จ้วง’, ‘ช่วง’, *cuŋ.B /จุ่ง/ (หรือ *shaŋ /ชัง/), *tɕəŋ /เจิง/ และ *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/ และกินความมายังชื่อนาม ‘ปู่ลางเชิง’, ‘เจ็ดเจิง’, ‘ปู่ลานเจือง’ และ ‘ขุนจัง’ อย่างน่าสนใจยิ่ง  

 

‘จ้วง’ ในคำมาลายู-อินโดนีเซีย:

ล่องทะเลลงใต้ไปยังประเทศหมู่เกาะอินโดนีเซีย มีคำเรียกที่สื่อนัยยะการต่อสู้แบบไม่ถอยว่า ‘juang’ /จุอัง/ เติมอุปสรรคข้างหน้าเป็นคำกริยา ‘berjuang’ /เบอรจุอัง/ หรือเติมทั้งอุปสรรคหน้าและปัจจัยหลังกลายเป็นคำนามว่า ‘perjuangan’ /เปอรจุอังงัน/ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพรรคการเมืองสำคัญที่ก่อตั้งโดย อีบูเมกาวะตี ลูกสาวของบุงซูการ์โน่ ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย เป็นพรรคการเมืองที่แตกแขนงแยกตัวออกมาจากพรรคการเมืองเก่าแก่ ‘Partai Demokrasi Indonesia’ (PDI) ที่ต่อสู้กับพรรครัฐบาล ‘Partai Golkar’ (PG) ของประธานาธิบดีซูฮาร์โต้มาอย่างยาวนาน ตั้งในชื่อใหม่ว่า ‘Partai Demokrasi Indonesia – Perjuangan’ (PDI-P) และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ‘โจโกวี’ ก็มาจากพรรคการเมืองใหญ่พรรคนี้

คำยาวสองพยางค์ ‘juang’ ที่แปลว่าต่อสู้เข้าปะทะ ควรมาจาก *ju+aŋ โดยพยางค์แรก *ju ออกเสียงคล้ายกับ /จุ/ หรือ /ชุ/ ควบเสียงก้อง (เสียง *j ตรงกับเสียงพยัญชนะสืบสร้างออสโตรนีเซียนโบราณ *z /ɟ͡ʝ/ ของ Robert A. Blust และ *j /ɟ/ ของ John Wolff และไท-ไตโบราณ /ɟ/ ของอาจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์) ซึ่งควรเป็นอีกหนึ่งรากคำพยางค์เดียวชนิด ‘monosyllabic root’ ของทางออสโตรนีเซียน เพราะพบคำจำนวนมากที่คาดว่าแตกตัวออกไปจากรากคำ *ju นอกเหนือไปจากคำว่า ‘juang’ สอบคัดจากพจนานุกรมภาษาอินโดนีเซีย ‘Kamus Besar Bahasa Indonesia ค.ศ. 2012’ อาทิ:

คำว่า ‘aju’ /อะจุ/ หรือ /อาจุ/ แปลว่าออกไปข้างหน้า

คำว่า ‘anju’ /อันจุ/ แปลว่าการก้าวย่าง กระโดด เป้าหมาย ปลายทาง

คำว่า ‘juak’ /จุอัก/ แปลว่าบริวาร ต่อสู้แข่งขัน ยกตัวขึ้น พบเจอกันอย่างไม่ตั้งใจ

คำว่า ‘juju’ /จุจุ/ แปลว่าแนวทาง ทิศทาง

คำว่า ‘jujuh’ /จุจุฮ์/ แปลว่าตลอด ไม่หยุด

คำว่า ‘julang’ /จุลัง/ แปลว่าด้านบนปลายยอด

คำว่า ‘julat’ /จุลัต/ แปลว่ายาวออกไป

คำว่า ‘juluk’ /จุลุก/ แปลว่าการเรียกชื่อเล่น

คำว่า ‘juru’ /จุรุ/ แปลว่าทิศทาง พุ่งออกไป สกปรก

คำว่า ‘laju’ /ลาจุ/ แปลว่ารวดเร็ว ว่องไว

คำว่า ‘maju’ /มาจุ/ แปลว่าเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

คำว่า ‘majuh’ /มาจุฮ์/ แปลว่ากระหาย

คำว่า ‘pajuh’ /ปาจุฮ์/ แปลว่าหิวกระหาย อยากมาก

คำว่า ‘taju’ /ตาจุ/ แปลว่ากระดูกที่ปูดโปนอักเสบ

คำว่า ‘tinju’ /ตินจุ/ แปลว่าการยกหมัดขึ้นชกต่อย

คำว่า ‘tuju’ /ตุจุ/ แปลว่าไปข้างหน้า เคลื่อนตัวออกไป

คำว่า ‘tujuh’ /ตุจุฮ์/ แปลว่าเลขเจ็ด เป็นต้น

สังเกตได้ว่าคำเหล่านี้ต่างมีความหมายพื้นฐานร่วมกันว่า การพุ่งออกไปข้างหน้าเพื่อเข้าปะทะหรือเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อกลับมาพิจารณาที่คำว่า ‘juang’ ซึ่งมีความหมายว่าบุกเข้าต่อสู้อย่างทรหดไม่ยอมแพ้ จะพบว่าตัวปัจจัย -aŋ ที่ถูกนำมาประกอบกับรากคำ *ju เพื่อสร้างคำสองพยางค์ ‘juang’ ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดแต่อย่างใด มีตัวอย่างคำประกอบสร้างในลักษณะเช่นนี้คือ คำว่า ‘luang’ /ลุอัง/ ที่หมายถึงส่วนรวม ไม่มีเจ้าของ สาธารณะ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากรากคำโดดพยางค์เดียว *lu บวกกับปัจจัย -aŋ โดย *lu และ ‘luang’ เป็นคำเดียวกับคำไท-กะได ‘ลุ’ และ ‘หลวง’ ตามลำดับ ดังนั้นคำว่า ‘juang’ ของทางมาลายู-อินโดนีเซีย จึงมีรูปคำและความหมายไม่ต่างจากคำ ‘จ้วง’ ของไทย ไท-กะได รวมไปถึงคำ ‘จ้วง’ ของจีนเท่าใดนัก

คำสองพยางค์ที่เกิดจากรากคำ *ju ยังสามารถตามร่องรอยไปถึงพวก Paiwan บนเกาะไต้หวัน ในคำว่า ‘pa-djulu’ /ปะ-จุลุ/ ‘prepare something in advance’ แปลเป็นไทยได้ว่าเตรียมบางอย่างไว้ล่วงหน้า และยังตรงกับคำของพวก Sasak ซึ่งเป็นมาลาโย-โพลีนีเซียนตะวันตกพวกหนึ่ง ในคำว่า ‘juluɁ’ /จุลุอ์/ ‘do something before another’ แปลว่าทำบางสิ่งก่อนอย่างอื่น แล้วสืบสร้างเป็นคำออสโตรนีเซียนโบราณว่า *zulu /จุลุ/ (‘Austronesian Comparative Dictionary’ ปรับปรุง ค.ศ. 2018)

      

มองความสัมพันธ์สามตระกูลภาษาผ่านคำ ‘จ้วง’:

จากการสืบสาวเรื่องราวกลุ่มคำ ‘จ้วง’ ที่ปรากฏว่ามีการเรียกใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในภาษาจีน, ภาษาไทย ไท-กะได และภาษามาลายู-อินโดนีเซีย ออสโตรนีเซียน ที่ได้สืบสร้างคำโบราณย้อนหลังขึ้นไปนับหลายพันปีเช่นในภาษาจีน หรือไล่ลงไปได้ถึงระดับรากคำรากภาษาเช่นในภาษามาลายู-อินโดนีเซีย โดยเป็นกลุ่มคำที่มีพื้นฐานละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งในรูปคำและความหมาย จนยากที่จะแยกแยะรูปแบบความสัมพันธ์ จนอาจตั้งข้อเสนอได้หลายแนวทาง เช่นแนวทางตามแนวคิดตระกูลภาษาชิโน-ไท (Sino-Tai) หรือแนวทางตระกูลภาษาชิโน-ออสโตรนีเซียน (Sino-Austronesian) หรือแนวทางตระกูลภาษาออสโตร-ไท (Austro-Tai) หรืออาจเป็นเพียงคำที่ผ่านการหยิบยืมติดต่อแพร่ถึงกันจากต้นกำเนิดแหล่งใดแหล่งหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน ได้ตีความให้น้ำหนักลงไปที่ความสัมพันธ์ร่วมเชื้อสายระหว่างออสโตรนีเซียนและไท-กะได (ออสโตร-ไท) มากกว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเหตุผลสนับสนุนหลักทั้งจากเรื่องของรากคำและความหลากหลายของคำชั้นลูกหลานที่มีมากกว่ากลุ่มคำ ‘จ้วง’ ในภาษาจีน

โดยกลุ่มคำ ‘จ้วง’ ในภาษาออสโตรนีเซียนและไท-กะไดนั้นล้วนแตกสาแหรกจากรากคำ ‘*ju’ อย่างค่อนข้างเด่นชัด อันเป็นรากคำโดดพยางค์เดียวชนิด ‘monosyllabic root’ ที่เก่าแก่อาจมีมาแต่ครั้งยุคออสโตร-ไท บนความหมายนามธรรมฉบับดั้งเดิมว่า ‘การรุกไปข้างหน้า’

กลุ่มคำในภาษาออสโตรนีเซียนเช่นมาลายู-อินโดนีเซียยังสามารถรักษารูปคำสองพยางค์ต้นฉบับ ที่ประกอบไปด้วยหนึ่งพยางค์ของรากคำ *ju กับอีกหนึ่งพยางค์ (เป็นได้ทั้งพยางค์กระพี้และพยางค์รากคำเก่าแก่อื่นๆ) เอาไว้ได้ค่อนข้างดี และแสดงความหมายเชิงรูปธรรมออกมาอย่างมากนัยยะ ตั้งแต่เรื่องของการพุ่งตัวไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ข้างหน้า การเคลื่อนตัว ทิศทาง แนวปะทะด้านหน้า การพบเจอซึ่งหน้า การกินอย่างมูมมาม การต่อสู้ชกต่อย ความรวดเร็วว่องไว และที่สำคัญยังกินความไปถึงจำนวนนับพื้นฐานตัวหนึ่งคือ เลขเจ็ด ‘tujuh’ -การพุ่งตัวของสายน้ำออกไปจากแหล่งตั้งต้น

ในภาษาไท-กะได คำ ‘จ้วง’ มีแนวโน้มว่าควบรวมพัฒนาลงมาจากคำสองพยางค์ตั้งต้น ที่คล้ายกับคำในภาษามาลายู-อินโดนีเซียปัจจุบันว่า ‘juang’ /จุอัง/ (*ju+aŋ) แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรากคำ *ju เท่านั้น แต่ก็แสดงการแตกตัวของคำและความหมายในชั้นรูปธรรมออกไปอย่างกว้างขวาง เช่นคำเพื่อนพ้องว่า ‘ช่วง’, ‘ชิง’, ‘ชัง’, *cuŋ.B /จุ่ง/ (หรือ *shaŋ /ชัง/), *tɕəŋ /เจิง/ และ *tɕhə:ŋɁ /เฉิง/ ในรูปคำที่มีเสียงขึ้นต้นด้วย /จ/ หรือ /ช/ หรือ /ฉ/ (หรือในสำเนียงใกล้เคียง) ตามด้วยสระ -อัว รวมถึงสระ –อะ, -อุ, -อิ, -เออะ/เออ และตัวสะกดแม่กงปิดท้าย บนความหมาย เช่น การพุ่งกระโจน การโจมตีต่อสู้ อาวุธประเภทแหลนหลาว การแก่งแย่ง การปะทะอย่างรุนแรง ความเกลียดแค้น ขยายไปยังเรื่องของการโต้คลื่น การตักน้ำอย่างแรง และการแจวเรืออย่างรวดเร็ว และแม้ว่าร่องรอยเค้าเดิมจะเลือนรางไปบ้าง แต่ก็ยังพอจับเงื่อนคลี่ปมได้ว่า รากคำ *ju นั้นช่างแฝงฝังอยู่อย่างมั่นคง      

นอกจากนั้น เมื่อสอบเทียบกับคำมาลายู-อินโดนีเซียอื่นๆ ที่เกิดจากรากคำ *ju เช่นคำว่า ‘aju’ /อาจุ/ -ออกไปข้างหน้า, ‘anju’ /อันจุ/ -การก้าวย่าง กระโดด เป้าหมาย ปลายทาง, ‘maju’ /มาจุ/ -เคลื่อนตัวไปข้างหน้า, ‘juak’ /จุอัก/ -ต่อสู้แก่งแย่ง ยกตัวขึ้นข้างบน พบเจอกันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และ ‘tinju’ /ตินจุ/ -การยกหมัดขึ้นชกต่อย เป็นต้น ยังพบความน่าสนใจเป็นพิเศษว่า มีคำไท-กะไดที่น่าจะร่วมรากร่วมเชื้อสายอีกหลายคำ เช่นคำว่า ‘จู่’, ‘จ่อ’, ‘เจอะ/เจอ’, ‘จวก’, ‘จัก’, ‘จก’, ‘ฉก’ และ ‘ชก’ ดังอภิปรายต่อไปนี้:

คำว่า ‘จู่’ เป็นคำไทยโบราณ พบในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงหรือเชิงศึกสงคราม เช่นเรื่อง ‘ลิลิตยวนพ่าย’ ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง คัดมาความว่า:

“๏ ถึงผชนช้างม้าจู่ โจมฟัน เฟื่องแฮ

ในนครคฤๅมสยง เกลื่อนกล้า

เร่งรบเร่งหันเขา รุมรอบ

สู้บได้ตูข้า จึ่งหนี ฯ”  

มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฉบับเดียวกันว่า:

(๑)   ก. กรากหรือรี่เข้าใส่โดยไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัว

(๒)  ก. ตรงถึง, ไม่รั้งรอ.

คำว่า ‘จ่อ’ มีคำจำกัดความว่า:

(๑) ก. เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปใกล้หรือเกือบจดสิ่งอื่น เช่น เอายาดมจ่อจมูก
(๒) ก. มุ่งอยู่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักใช้เข้าคู่กับคำ จด เป็น จดจ่อ เช่น เขามีใจจดจ่อกับงาน.

อันเป็นความหมายที่คล้ายคลึงกับคำว่า ‘จู่’ แสดงออกทั้งในเชิงเข้าประชิดติดพัน และในเชิงการเข้าโจมตี เช่นโดนต่อแตนรุมจ่อรุมต่อย เป็นต้น  

คำว่า ‘เจอะ/เจอ’ มีคำจำกัดความสั้นๆ ว่า: “ก. พบ, เห็น, ประสบ, ประจวบ.” เป็นคำที่ปรากฏในบทเห่เรือของชาวเยว่/เยวี่ย ‘Song of the Yue boatman’ ชนพื้นเมืองที่เคยอาศัยอยู่ในแถบปากแม่น้ำแยงซีเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว คัดวรรคแรกจากโคลงในบทความชื่อ ‘Decipherment of Yue-Ren-Ge’ (Song of the Yue boatman) ซึ่งเขียนโดยอาจารย์ Zhengzhang Shangfang และตีพิมพ์โดย Cahiers de linguistique - Asie orientale Année Volume 20 Numéro 2. 159-168 ในปี ค.ศ. 1991 มาดังนี้:

คำทับศัพท์เยว่/เยวี่ยด้วยอักษรจีนโบราณ: “ɦgraams ɦee brons tshuuʔ ɦgraams”

คำถอดความโดย Zhengzhang Shangfang: “คล้ำ แฮ เพลิน เจอ/เจอะ คล้ำ” 

อาจารย์ Zhengzhang Shangfang ได้เทียบเสียงคำว่า ‘tshuuʔ’ กับคำว่า ‘เจอะ/เจอ’ ของพวกไทยสยามอย่างสอดคล้องทั้งในแง่ของคำต่อคำและในแง่ของวรรคโคลง ที่สื่อความนัยถึงความเพลิดเพลินของสองเราในยามค่ำคืน ดังที่อาจารย์ได้เขียนเป็นภาษากวีไว้ว่า ‘Oh, the fine night, we meet in happiness tonight !’ หากทั้งนี้ผู้เขียนได้ทดลองถอดความเพิ่มเติมตรง ‘brons’ จากคำว่า ‘เพลิน’ เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘เบลือน’ ที่หมายถึงพระจันทร์ และออกเป็นภาษากวีได้ว่า ‘ค่ำ แฮ เดือนเจอค่ำ’ หรือ ‘The nightfall, the moon comes to see the night.’ ซึ่งมีความแตกต่างในอารมณ์กันอยู่พอควร (ดูบทความเรื่อง ‘บทเห่เรือชาวเยว่ในมุมมองภาษาออสโตรนีเซียนและภาษาไท-กะได’ สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2560)

คำว่า ‘จวก’ มีคำจำกัดความว่า:

“ก. สับหรือฟันโดยแรงด้วยจอบเป็นต้น, (ปาก) โดยปริยายหมายถึงตี ฟัน ชกต่อยผู้อื่นโดยแรง หรือว่าร้ายด้วยวาจา.”

เป็นที่น่าสังเกตว่าคำไทยว่า ‘จวก’ มีความใกล้ชิดกับคำอินโดนีเซียว่า ‘juak /จุอัก/ -ต่อสู้แก่งแย่ง ยกตัวขึ้นข้างบน พบเจอกันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นอย่างมาก ต่างกันเพียงเรื่องของสระ –อัว ในคำพยางค์เดียว ‘จวก’ กับสระ –อุ บวก สระ –อะ ในคำสองพยางค์ ‘juak’ /จุอัก/  

คำว่า ‘จัก’ เป็นคำไทยโบราณอีกคำ พบมากมายในจารึกและคำร่ายรุ่นเก่าๆ ทั้งสุโขไทและอยุธยา แสดงความหมายของอาการอยากทำ เจตนาจะทำ มุ่งไปข้างหน้าเพื่อกระทำการบางอย่าง เช่น ‘จารึกพ่อขุนรามคำแหง’ ใช้คู่กับ ‘ใคร่’ เป็น ‘จักใคร่’ ดังคัดจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งอ่านและแปลโดย ยอร์ช เซเดส์ ในปี พ.ศ. 2521 และ 2526 ด้านที่ 1 ความว่า:  

คำอ่าน:           “๒๐. (อ)น ูจองวววไปค๋า ีข่ม๋าไปขาย

ใครจกกใค่รค๋าช๋างค๋าใคร

๒๑. จกกใค่รค๋าม๋าค๋าใครจกกใค่รค๋า ืเงอน

ค๋าทองค๋าไพ่รฝ่าหน๋าใส” 

คำแปล:          “๒๐. อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย

                    ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใคร

                    ๒๑. จักใคร่ค้าม้าค้า ใคร่จักใคร่ค้าเงือน

                    ค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส”

หรือ ‘จารึกวัดศรีชุม’ ปรากฏในด้านที่ 1 ด้วยความหมายเดียวกัน ความว่า:

คำอ่าน:           “๔๓. องนนนผูหลวกมกกกทำบุนยกทำธรรม

มกกโอยทานทุกเมิอบ่คิดแคนจกกใหแกทาน(แตงแ)” 

คำแปล:          “๔๓. องนั้นผู้หลวก(๔๙) มักกระทำบุญกระทำธรรม

                    มัก(๕๐) โอยทานทุกเมื่อ บ่คิดแค้น(๕๑) จักให้แก่ท่านแต่งแ-”

หรือใน ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ ที่เชื่อกันว่าคำโคลงร่ายนั้นแต่งขึ้นมาตั้งแต่คราวสถาปนากรุงศรีอยุธยาฯ ก็พบว่ามีการใช้คำนี้คู่กับ ‘ร่ำ’ และ ‘รา’ เป็น ‘จักร่ำจักรา’ ในความหมายไม่ต่างกัน ดังคัดจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ ความว่า:

“๏ นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์      จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้

กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง        น้ำแล้งไข้ขอดหาย ฯ”

คำว่า ‘จัก’ มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ถึงสามนัยยะคือ:

นัยยะแรก:       (๑) ก. ทำให้เป็นแฉก ๆ หรือหยัก ๆ คล้ายฟันเลื่อย, เอาคมมีดผ่าไม้ไผ่หรือหวายให้แตกจากกันเป็นเส้นบาง ๆ.

(๒) ว. เป็นแฉก ๆ หรือหยัก ๆ.

นัยยะสอง:       (ไว) ว. คำช่วยกริยาบอกกาลภายหน้า แสดงเจตจำนง เช่น จักกิน จักนอน.

นัยยะสาม:       ก. รู้, ทราบ, แจ้ง, จำได้, เช่น รู้จัก, ข้อยคูดนูแนบนิทรา รมย์ร่วมรถพาหนห่อนจักสึกสมประดี (สรรพสิทธิ์).

ความหมายตามนัยยะที่สองและที่สามไปด้วยกันได้ดี คืออาการพุ่งไปข้างหน้าเพื่อได้พบเจอทำความรู้จัก เป็นคำที่ใช้กันอย่างค่อนข้างกว้างขวางในพวกไท-ไต บนคำภาษาอังกฤษว่า ‘to recognize’ ดังที่อาจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ (ค.ศ. 2009) ได้สืบค้นไว้ว่า พวก Siamese, Sapa, Cao Bang และ Saek เรียกเหมือนกันว่า cakDS1 และสืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *cakD /จัก/

และอยากขอตั้งข้อสังเกตต่อเนื่องว่า ‘จัก’ ยังอาจเป็นต้นทางของคำที่ใช้กันในทุกวันนี้ว่า ‘จะ’ ซึ่งมีคำจำกัดความส่วนหนึ่งว่า: “เป็นคำช่วยกริยาบอกอนาคต เช่น จะไป จะอยู่.”     

คำว่า ‘จก’ เป็นอีกหนึ่งคำที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน คำนี้พบใน ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ ใช้คู่กับ ‘จาก’ เป็น ‘จกจาก’ ในความหมายว่าถูกฉกเอาตัว (ตายจาก) ไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ถ้าคิดทรยศไม่สัตย์ซื่อ ความว่า:

“ผู้ใดเภทจงคต                     พาจกจากซึ่งหน้า

ถือขันสรดใบพลูตานเสียด         หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน ฯ”

ในการทอผ้าตีนจก ก็ใช้คำว่า ‘จก’ แสดงการจ้วงเส้นยืนขึ้นมาระหว่างการทอเส้นพุ่งเพื่อสร้างลวดลายต่างๆ ดังคัดบางส่วนจากเรื่อง ‘ผ้าและกรรมวิธีการทอ: ผ้าจก’ ซึ่งลงไว้ในหน้าเว็บเพจพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ความว่า:

“จกเป็นวิธีการทำลวดลายบนผืนผ้า โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า โดยใช้ไม้ขนเม่น หรือนิ้วมือยกเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดใส่เส้นด้ายสีต่างๆ กันพุ่งพิเศษเข้าไปตามจังหวะของลวดลาย การทอแบบจกนั้น สามารถจกลายจากด้านหน้า หรือด้านหลังของผ้าก็ได้ลวดลายที่มองเห็นด้านหน้าจะเรียบ ส่วนด้านหลังเป็นปมที่เกิดจากรอยต่อเส้นด้าย การทอด้วยวิธีจกนั้นรู้จักกันดีในกลุ่มชนเผ่าไท ลวดลายที่นิยม เช่น ลายดอกเชีย ลายเครือน้อย ฯลฯ ซึ่งมาจากจินตนาการที่ได้จากลายพรรณไม้ ลายนก มาจากความเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่าไทแต่ก่อนมา”   

ในหนังสือเล่มล่าสุดของศาสตราจารย์พิเศษ ชลธิรา สัตยาวัฒนา เรื่อง ‘ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท’ เกี่ยวกับการสืบสาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทางอีศาน ปี พ.ศ. 2561 ได้กล่าวถึงการทอผ้าซิ่นตีนจกของชาวไทพวนอพยพไว้ในบทที่ 16 คัดมาส่วนหนึ่งความว่า:

“ส่วนลวดลายของผ้าทอมือที่ใช้ในวิถีประจำวัน พบความหลากหลายที่สุดอยู่ในผ้าซิ่นตีนจกของสตรีชาวไทพวน ซึ่งประกอบด้วยลายหลัก ๙ ลาย

ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ

ลวดลายของซิ่นตีนจกจะเกิดจากการสร้างจากรูปทรงเรขาคณิตส่วนมาก

ไม่ปรากฏลวดลายเป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นใดเลย นอกจากรูป “นก”

ผ้าซิ่นส่วนลำตัวของสตรีชาวไทพวนบ้านหาดเสี้ยว มักทอด้วยฟืม ๑๒ หลบ มักทอเป็นซิ่นมุกสีพื้นเรียบๆ หรือซิ่นตา บ้างทอเป็นลายริ้ว คั่นด้วยเส้นมัดหมี่หางกระรอก

ส่วนล่างของ ซิ่นตีนจก เป็นการทอตีนซิ่นด้วยกรรมวิธีพิเศษ คือ การจกลายด้วยเส้นพุ่งอย่างสวยงาม (Discontinuous supplementary weft technique) มาต่อกับตัวซิ่น ที่ทอเตรียมไว้เป็นซิ่นมุกหรือซิ่นตาก็ได้ ส่วนที่เป็นตีนจกนี้ มักทอด้วยฟืม ๗ หลบ หรือ ๘ หลบ หากเป็นซิ่นที่ทอแบบโบราณ ช่างทอฝีมือถึงก็อาจจกลายด้วยการสร้างลายในเส้นยืน (Discontinuous supplementary warp technique) ซึ่งทอยากกว่ากันมาก แต่จะสวยงามเรียบร้อยกว่ากัน ด้านหน้าและด้านหลังของผ้างามเสมอกันจนแทบจะมองไม่ออกว่าด้านใดเป็นด้านหน้า”

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘จก’ ยังไปปรากฏอย่างชัดเจนในตำนาน ‘ปู่เจ้าลาวจก’ หรือ ‘ลวจักราช’ แห่งดอยตุง โดยเชื่อว่าเป็นหัวหน้าใหญ่ของชาวลัวะพื้นเมืองทั้งหลายก่อนที่พวกชาวไท-ลาวจะอพยพกันลงมา เป็นผู้มีอำนาจมากเนื่องจากครอบครองจอบเหล็กไว้ถึง 500 ด้าม เช่นที่คัดจาก ‘ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61’ มาบางส่วนดังนี้:         

“ซ สืบมาอย่างมัว ๆ จะไม่ใช่เป็นเรื่องในสมัยเดียวกันพระเจ้าอนุรุธ ดังที่บางฉบับกล่าวไว้ ซึ่งตกอยู่ใน พ.ศ. ๑๖๐๐ เพราะในตำนานสิงหน-วติกุมาร ก็มีเรื่องลาวจกเหมือนกัน แต่กล่าวไว้ว่าเป็นหัวหน้าชาวป่า ชาติละว้า เรียกว่าปู่เจ้าลาวจก หาใช่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมาเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ไม่ และว่าเป็นเรื่องอยู่ในสมัยต้นพุทธกาล ก่อนเรื่องลาวจกในพงศาวดารเงินยางเชียงแสนมากมาย ปู่เจ้าลาวจกนี้ ในพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร ( แช่ม บุนนาค ) ว่าที่ ชื่อเช่นนั้นเพราะเป็นหัวหน้า มีจกคือจอบขุดดินมากกว่า ๕๐๐ ขึ้นไป และในตำนานพระธาตุดอยธุง ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า “มีมิลักกยู ผู้ผัวชื่อว่าเจ้าลาวจก ผู้เมียชื่อย่าเจ้าลาวจก และบุคคลทั้งสองผัวเมียมีจกเช่าและคนและ ๕๐๐ ลูก ลวดได้ชื่อว่าลาวจก””

เป็นคำว่า ‘จก’ ที่สอดรับกับเนื้อความตามตำนานว่าหมายถึง จอบ ซึ่งคือแผ่นเหล็กมีด้ามจับยาวทำหน้าที่จ้วงขุดเปิดหน้าดินเป็นการเฉพาะ ดังคำจำกัดความตามสมัยนิยมของ ‘จก’ ที่ว่า:

“(๑) ก. ฉก เช่น ระวังงูจะจกเอา, ล้วง เช่น รู้สึกเหมือนกับว่ามีมือใครมาจกกระเป๋า, ควัก เช่น น้องคงแอบมาจกเงินไป ๕๐๐ บาท, ขุด เช่น จกแรง ๆ หน่อย ทำอย่างนี้พรุ่งนี้ก็ไม่ได้สักหลุม, คุ้ย, สับ เช่น เอาจอบจกลงไปตรงนั้นซิ
(๒) ก. เอาตัวมา เช่น คุณต้องไปจกตัวเขามาให้ได้.”   

และความหมายในทำนองเดียวกันนี้ ยังสืบเนื่องไปถึงคำว่า ‘ฉก’ ซึ่งมีคำจำกัดความว่า:

“(๑) ก. ฉวยหรือชิงเอาโดยเร็ว
(๒) ก. สับ, โขก, เช่น งูฉก.”

รวมไปถึงคำว่า ‘ชก’ กับคำจำกัดความว่า:

“ก. กำหมัดแล้วพุ่งตรงไปยังที่หมาย เช่น ชกหน้า.”

อันมีความน่าสนใจว่า ‘จวก’, ‘จัก’, ‘จก’, ‘ฉก’ และ ‘ชก’ อาจเป็นคำโดดพยางค์เดียวที่สืบลงมาจากสายชั้นเดียวกัน เป็นสายชั้นที่ข้องเกี่ยวพัวพันกับคำสองพยางค์ว่า ‘juak’ /จุอัก/ อย่างสูงยิ่ง ทั้งในแง่ของรูปคำและความหมาย เป็นคำสองพยางค์ตั้งต้นที่เป็นไปได้ว่าเกิดจากรากคำ *ju บวก สระ-อะ และปิดท้ายด้วยตัวสะกดแม่กก      

ในขณะที่กลุ่มคำ ‘จ้วง’ ในภาษาจีน ที่แม้ว่าประกอบไปด้วยคำคล้ายทั้งรูปและความหมายถึงสามสี่คำ หากในแง่ของความหลากหลายแล้ว ต้องถือว่าอยู่ในแวดวงจำกัดมาก ไม่เหมือนกับคำของทางพวกไท-กะไดและออสโตรนีเซียน เช่นในด้านของรูปคำ ทำการสืบสร้างได้เฉพาะคำโบราณพยางค์เดียวที่ขึ้นต้นด้วยเสียงคล้าย /จ/ หรือ /ช/ หรือ /ซ/ (กล้ำอาคม ร.เรือ) ตามด้วยสระ –อะ เป็นส่วนใหญ่ และปิดท้ายด้วยตัวสะกดแม่กงเท่านั้น ไม่มีคำพยางค์เปิด หรือคำที่ปิดท้ายด้วยตัวสะกดแม่กก รวมไปถึงคำสองพยางค์เมื่อเทียบกับคำออสโตรนีเซียน ซึ่งเป็นร่องรอยบ่งชี้ชั้นดีถึงคำผสมมาเก่าก่อน ที่อยู่ในพวกเดียวกับคำไท-กะไดกลุ่ม ‘จ้วง’ ไม่ใช่เนื้อบริสุทธิ์มาแต่เดิม ถือเป็นเพียงกลุ่มคำสาแหรกหนึ่งของรากคำ ‘*ju’ อันเก่าแก่ดั้งเดิม

และในด้านของความหมาย ก็ครอบคลุมอยู่ในรูปธรรมของการบุกเข้าปะทะอย่างร้ายแรงและแข็งขันเป็นส่วนใหญ่ ไม่กินความหลากหลายถึงการโต้คลื่น อาวุธแหลนหลาว ผาดโผน มุ่งมั่น การพบเจอ รู้จัก จอบขุดดิน การฉกยกขึ้นมา ความอยากกระหาย เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทิศทาง จนถึงการชกต่อย อย่างคำของไท-กะไดและออสโตรนีเซียน

ดังนั้นจึงอาจพอสรุปภาพคร่าวๆ ได้ว่า *ju เป็นรากคำพยางค์เดียวชนิดต้นด้ำโคตรวงศ์ ‘monosyllabic root’ ที่ให้กำเนิดคำสองพยางค์แรกเริ่มจำนวนหนึ่งในหมู่พวกออสโตร-ไท ก่อนจะแยกย้ายสืบต่อแตกสาแหรกพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน บนความหมายนามธรรมพื้นฐานว่า ‘การรุกไปข้างหน้า’ กลุ่มคำ ‘จ้วง’ ของพวกไท-กะไดเป็นคำเก่าเดิมแท้เพียงแขนงหนึ่งที่สืบสายมาจากต้นรากดึกดำบรรพ์ *ju และกลุ่มคำ ‘จ้วง’ ของพวกจีน ควรถูกจัดให้เป็นคำยืมในชั้นโบราณมากๆ ผ่านคำของพวกไท-กะได (มากกว่าคำของพวกออสโตรนีเซียน)

จึงขอเสนอลำดับความเป็นมาและความสัมพันธ์ของคำว่า ‘จ้วง’ ในสามตระกูลภาษาคือ ‘จ้วง-จีน’, ‘จ้วง-ไทย’ และ ‘จ้วง-อินโดนีเซีย’ เพื่อการถกเถียงไว้ ณ ที่นี้

 

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 9 มีนาคม 2561           

                                  

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน