• บุหลันรมัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supat2549@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-06-14
  • จำนวนเรื่อง : 140
  • จำนวนผู้ชม : 85973
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
รอยไถของจักรวาล
จินตนาการครุ่นคิดถึงชีวิตและสรรพสิ่งรอบตัว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bulanramai2
วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน 2562
Posted by บุหลันรมัย , ผู้อ่าน : 377 , 15:55:01 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


(รูปภาพปรับปรุงจาก www.nationsonline.org/…/m…/South-China-Sea-political-map.htm) 

บนโลกกว้างใหญ่ใบเก่าแก่ หากธรรมชาติเสกสรรให้ ‘นก’ เป็นผู้โบยบินครองผืนฟ้า ก็ต้องถือว่าได้ปั้นแต่งให้ ‘ปลา’ เป็นผู้แหวกว่ายครองผืนน้ำ ผ่านวิวัฒนาการอย่างเนิ่นนานนับร้อยล้านปี ก่อนการเดินทางมาถึงของเหล่าเซเปียนส์ ผู้ก้าวย่างด้วยสองตีน ไร้ปีกขน ครีบพังผืด และคมเขี้ยว แต่เพราะมากไปด้วยรอยหยักของเนื้อสมอง จึงฉลาดล้ำในการเอาตัวรอด จนขึ้นชั้นเป็นผู้ล่า ที่ยืนอยู่บนยอดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในห้วงเวลาเพียงไม่นานนัก  

คนไทรู้จักกิน ‘ปลา’ มาแต่ครั้งโบราณ เช่นในแถบไทลุ่มเจ้าพระยา ปรากฏสำนวนอย่างชัดเจนในจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า ‘ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว’ หรือในถิ่นไทดำเมืองแถงเวียดนามเหนือ ก็มีสำนวน ‘ข้าวยู่นา ปายู่น้ำ’ (ชลธิรา สัตยาวัฒนา พ.ศ. 2561) เช่นเดียวกับพงศาวดารล้านช้างในถ้อยคำที่ว่า ‘กินปลาเฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า’ ซึ่งชี้ชัดถึงความสำคัญของ ‘ปลา’ เคียงคู่ ‘ข้าว’ อย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ในฐานะกับข้าวมื้อหลักของครัวเรือน จนกลายเป็นวิถีวัฒนธรรมการกินการอยู่ในชั้นต้นๆ ชนิดที่เรียกกันติดปากว่า ‘กินข้าวกินปลา’, ‘ข้าวปลาอาหาร’ จนถึง ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ ที่นัยยะหนึ่งนำมาใช้กับบรรดาคู่รักแรกร่วมเตียงทั้งหลาย

ในทุกสาแหรกของกลุ่มคนที่พูดภาษาไท-กะได/ขร้า-ไท (Tai-Kadai/Kra-Dai) ล้วนเรียก ‘ปลา’ ด้วยคำคล้ายๆ กัน เช่น

คำโบราณสืบสร้างของพวกไท-ไตว่า *pla: A /ปลา/

คำโบราณของพวกกัม-สุยว่า *pa 1 /ปะ/

คำโบราณของพวกข้า/ขร้าว่า *p-la A /ป-ละ/

คำโบราณของพวกลักเกียว่า *phla: A1 /ผลา/

และคำโบราณของพวกหลี/ไหลบนเกาะไหหลำเรียกว่า *hla: /ฮลา/ หรือ *ala A /อละ/

จนอาจนับได้ว่า ‘ปลา’ ควรเป็นคำเรียกขานโดยพวกไท-กะได/ขร้าไทมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ ดังที่อาจารย์ วีระ โอสถาภิรัตน์ (ค.ศ. 2018) ได้สืบสร้างคำดั้งเดิม (Proto-Kra-Dai) แบบสองพยางค์ไว้ว่า *bala: /บะลา/

ที่น่าสนใจคือ คำเรียกปลาว่า ‘ปลา’ ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะในภาษาไท-กะไดเท่านั้น เพราะนักวิชาการบางท่าน เช่นในบทความของ Andrew Hsiu เรื่อง ‘Kra-Dai and Austronesian: the lexical evidence revisited’ (ค.ศ. 2015) หรือในบทความของศาสตราจารย์ Roger Blench เรื่อง ‘Tai-Kadai and Austronesian are related at multiple levels and their archaeological interpretation’ (ค.ศ. 2018) ได้ขยายสาแหรกพัวพันไปถึงคำเรียก ‘ปลา’ ของชาวพื้นเมืองฟอร์โมซาน ผู้พูดภาษาออสโตรนีเซียนบนเกาะไต้หวัน ซึ่งพบว่ามากถึง 7 ใน 9 สาแหรก (นอกเหนือไปจากคำเรียกดั้งเดิมอีกคำว่า *Sikan) ใช้ถ้อยคำที่ใกล้เคียงกับคำโบราณสืบสร้างของพวกไท-กะได โดยเฉพาะรูปเสียง *-la คัดคำศัพท์พื้นฐานจาก Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008 มาส่วนหนึ่งความว่า

สาแหรก Atayalic เรียก quleh /คุเรฮ/ (Atayal), qcurux /คจุรุค/ (Seediq) และคำโบราณสืบสร้างว่า *quci-rux /คุจิ-รุค/

พวก East Formosan เรียก baute /บาอุเตะ/ (Basay), vaūt /วาอุต/, baut /บาอุต/, pulaw /ปุเลา/ (Kavalan)

สาแหรก Northwest Formosan เรียก ʔaláu /อาเลา/, alaw /อะเลา/ (Pazih), ʔælaw /แอเลา/ (Saisiyat)

สาแหรก Paiwan เรียก ciqaw /จิเคา/, ciʔaw /จิเอา/

สาแหรก Puyuma เรียก vuláu /วุเลา/, kuraw /กุเรา/ และคำโบราณว่า *kuraw /กุเรา/

สาแหรก Tsouic เรียก vutukulu /วุตุกุลุ/ (Kanakanabu)

สาแหรก Western Plains เรียก vavot /วาวต/, babut /บาบุต/ (Papora)

และยังกระจายอยู่ในสาแหรกมาลาโย-โพลีนีเซียนบางกลุ่ม เช่น พวก Celebic เรียก bou /โบว/ (Mori), bau /เบา/ (Bare'e, Totoli), พวก Greater Barito เรียก lauk /ลาอุก/ (Dayak), พวก Lampung เรียก puɲew /ปุเญว/ (Lampung Nyo) และคำโบราณว่า *puɲu /ปุญุ/, พวก Malayo-Chamic เรียก laoɁ /เลาอะ/ (Kerinci), lauk /ลาอุก/ (Brunei), พวก Northwest Sumatra-Barrier Islands เรียก gulé /กุเร/ (Gayo), พวก South Sulawesi เรียก lauh /เลาฮ/, lauk /ลาอุก/ (Maloh), bale /บาเล/ (Buginese) และคำโบราณว่า *bale /บาเล/ เป็นต้น

ดังนั้น จึงเห็นระหว่างบรรทัดว่า ‘ปลา’ ถูกเรียกใช้ด้วยคำคลับคล้ายกันอย่างกว้างขวาง ในหมู่ไท-กะไดและออสโตรนีเซียน ซึ่งแตกต่างค่อนข้างมากจากคำเรียกดั้งเดิมในภาษาออสโตรเอเชียติกว่า *kaɁ /กะ/ หรือภาษาจีนเก่าว่า *ŋ(r)a /ง(ร)ะ/ หรือภาษาโบราณทิเบต-พม่าว่า *s-ŋya /ซ-งยะ/ ยกเว้นภาษาม้ง-เมียน ที่เรียกใกล้เคียงว่า *mbrəuX /มเบรวค/ (ซึ่งต้องทำการสืบค้นความพัวพันกันต่อไป)

มากกว่านั้น ชาวมาเลย์-อินโดนีเซียยังมีคำร่วมเชื้อสายใกล้ชิดว่า pulau /ปุเลา/ (คำโบราณว่า *pulaw) หากไม่ได้หมายถึง ‘ปลา’ แต่แปลออกเป็น ‘หมู่เกาะ’ (island) กลางเวิ้งน้ำ เป็นคำที่พิเศษยิ่งยวด สามารถสืบสาวถึงรากเหง้าแรกกำเนิดได้อย่างชัดเจน ว่าก่อตัวจาก ‘รากคำพยางค์เดียว’ (monosyllabic roots) อันเก่าแก่สองรากคำคือ *pu และ *law โดยรากคำ *pu มีความหมายนามธรรมว่าการผุดโผล่ปรากฏขึ้น และรากคำ *law มีความหมายนามธรรมว่าแหล่งรวมต้นกำเนิดดั้งเดิม เป็นรากคำที่แฝงฝังตัวอยู่ในคำต่างๆ มากมายทั้งในพวกออสโตรนีเซียนและไท-กะได ดังนี้ 

รากคำ *pu /ปุ/:

เป็นรากคำที่ถูกจัดจำแนกไว้โดยนักออสโตรนีเซียนศึกษาชั้นนำถึง 3 ท่าน ได้แก่ศาสตราจารย์ R. David Zorc (ค.ศ. 1990) และ E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) ให้ความหมายตรงกันว่าเป็นหัวหน้า, ผู้ทรงภูมิ, ผู้มากความสามารถ และเจ้านายผู้มีอำนาจบารมี (master, lord) ส่วนศาสตราจารย์ John Wolff (ค.ศ. 1999) ให้ความหมายว่าปู่-ย่า-ตา-ยาย และลูกหลาน (grandparent, child) ในขณะที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust (ค.ศ. 1988) แม้ไม่ได้จัดให้เป็นรากคำพยางค์เดียว แต่ถือว่าเป็นคำเก่าแก่ของพวกฟอร์โมซาน ในฐานะ ‘อุปสรรค’ (prefix) ที่ใช้เติมเข้าไปข้างหน้าคำ แสดงการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ (causative of motion)

ชาวฟอร์โมซานบนเกาะไต้หวัน เช่น พวก Puyuma ใช้ *pu- เติมข้างหน้าเป็น pu-dare /ปุ-ดาเร/ ขว้างออกไปยังพื้นดิน (throw or put on the ground), pu-enai /ปุ-เออนาย/ ฉีดน้ำ ใส่น้ำ (to water, put water on), pu-Taqi /ปุ-ตาคิ/ ฉีดพ่นปุ๋ยในนาไร่ (spread manure on the fields) หรือพวก Paiwan ใช้เติมเป็น pu-zaLum /ปุ-จาลุม/ ปล่อยน้ำ (put water on or in), pu-tsaqi /ปุ-ซาคิ/ ขับถ่าย (to defecate), พวก Thao ใช้เติมเป็น pu-lhilhi /ปุ-ลฮิลฮิ/ ตั้งขึ้น (to erect something), pu-taun /ปุ-ตาอุน/ ใส่ไว้ในบ้าน (put in a house), pu-caqi /ปุ-จาคิ/ ขับถ่าย (to defecate)

พวก Thao เรียก apu /อาปุ/ ปู่-ย่า-ตา-ยาย, พวกมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตก (แถบหมู่เกาะมาเลย์-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์) เรียกคล้ายๆ กันว่า apo, apó, ápo, āpó, afú, ʔapú, ʔápu, apú, afo, ampu, ampu, sabu, abu และ avu ออกเสียงคล้าย /อาโป/ หรือ /อาปุ/ หรือ /อัมปุ/ แปลความหมายอยู่ในกลุ่มปู่-ย่า-ตา-ยาย, บรรพชน, หัวหน้า, ผู้ทรงปัญญา, ผู้เฒ่า, เจ้านาย, เจ้าของ และหลาน-เหลน และสืบสร้างเป็นคำดั้งเดิมว่า *apu /อาปุ/

รวมไปถึงคำสองพยางค์อีกเป็นจำนวนมากของมาเลย์-อินโดนีเซีย เช่นคำว่า kepuh /เกอปุฮ/ บวมอืดลอยตัว, kapu /กาปุ/ ขอนไม้ลอยน้ำ, lepuh /เลอปุฮ/ ตุ่มพุพอง, mampu /มัมปุ/ ก้าวไปข้างหน้า, อาจสามารถ, puak /ปุอัก/ เผ่าพันธุ์, pucuk /ปุจุก/ ปลาย, ยอด, puguh /ปุกุฮ/ ชัดเจน, pukang /ปุกัง/ ต้นขา, หว่างขา, pukul /ปุกุล/ ยกขึ้น, ตี, pulan /ปุลัน/ นุ่มเบาอ่อนตัว, pulung /ปุลุง/ รวมเข้า, ม้วนเรียวเข้า, pupu /ปุปุ/ บรรพชนเพศหญิง, puput /ปุปุด/ ห่อผิวปาก, pusu /ปุซุ/ จอมปลวก, กองเพิ่มพูน, rapu /ราปุ/ เศษเล็บและเส้นผม, rapuh /ราปุฮ/ อ่อนตัว, ไม่แข็งตัว, tempuh /เติมปุฮ/ เริ่มต้น, เคลื่อนตัว, ออกไปจากที่ตั้ง เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่พัวพันอยู่กับการเคลื่อนตัว, ผุดโผล่, ยกตัว, ลอยขึ้น, อยู่ด้านบน, ส่วนปลายยอด (Kamus Besar Bahasa Indonesia ค.ศ. 2012)

ในภาษาไท-กะได พบร่องรอยรากคำ *pu อย่างชัดเจนในคำว่า ‘ปู่’ ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่นคำโบราณของไท-ไตว่า *pɯw B /ปึ่ว/ (paternal grandfather), หลี/ไหลว่า *phu:Ɂ /ผูะ/ (grandfather, ancestor), พวกข้า/ขร้าว่า *m-pau B /ม-เป่า/ (grandfather) และสังเกตว่า ‘ปู่’ ของไท-กะได เป็นความหมายอย่างแคบจนถึงแคบที่สุด โดยเฉพาะพวกไท-ไต ซึ่งสะท้อนสังคมแบบ ‘สายพ่อเป็นใหญ่’ ได้เป็นอย่างดี  

หรือในคำว่า ‘พุ’ ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า “(๑) ว. อาการที่น้ำหรือแก๊สเป็นต้นผุดขึ้นมา เช่น น้ำร้อนพุขึ้นมา แก๊สธรรมชาติพุขึ้นมา, อาการที่น้ำเหลืองเป็นต้นผุดขึ้นมา เช่น ฝีฝักบัวพุ. (๒) น. นํ้าที่พุขึ้นมา เรียกว่า นํ้าพุ. (ดู นํ้าพุ ที่ นํ้า).”

จนถึงคำว่า ‘ผู้’ ที่มีความหมายสองนัยยะคือ เพศชายและความเป็นคน สืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *bo: B /โบ่/ (man, father, พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) ขยายไปยังคำว่า ‘พ่อ’ และ ‘ผัว’ ที่หลายกลุ่มใช้อย่างปะปนกันทั้งในพวกไท-ไตและข้า/ขร้า

(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ‘วงศ์วานเครือญาติด้ำ ‘ปู่’’, สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2561)

รากคำ *law /เลา/: 

ศาสตราจารย์ Robert A. Blust (ค.ศ. 1988) ให้ความหมายพื้นฐานของรากคำ *law ว่าเป็นแสงวับวาบแพรวพราว (dazzling light) เหมือนกับศาสตราจารย์ R. David Zorc (ค.ศ. 1990) ที่หมายถึงแสงสว่าง (light) แสดงบทบาทหนึ่งบนโคตรเหง้านามธรรมแห่ง ‘แหล่งรวมต้นกำเนิด’ พบทั่วไปในคำของพวกมาลาโย-โพลีนีเซียน เช่นคำโบราณว่า *ilaw /อิเลา/ แสงสะท้อน (reflected light), *nilaw /นิเลา/ แสงสว่าง (bright light) หรือในคำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตก เช่น *kilaw /กิเลา/ แสงสะท้อน (reflected light), *silaw /ซิเลา/ แสงจ้าพร่าลานตา (glare, blinding light) และคำมาเลย์-อินโดนีเซียว่า telau /เตอเลา/ จุดสว่างกว่าโดยรอบ

เป็นรากที่มาของคำเรียก ‘star’ ในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่นคำของมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาหมู่เกาะตะวันออกว่า d̃aw /เดา/ (Likum), nⁿrau /-เรา/ (Njada และ Lebei), dau /เดา/ (Sori), ndrau /นเดรา/ (Nyindrou) หรือคำของฟิลิบปินส์แถบหมู่เกาะลูซอนในทำนอง ta'law หรือ talaw /ตาเลา/ (Balangaw, Buntok (Guina-ang), Kankanay (Northern), Kankanaey, Inibaloi และ Kallahan (Kayapa Proper)), talao /ตาเลา/ (Ibaloi), taraw /ตาเรา/ (Buntok (Eastern)) เรื่อยขึ้นไปถึงพวก Rukai บนเกาะไต้หวัน เรียกกันในทำนองว่า tariáu, tariaw, taiaw หรือ tario และสืบสร้างเป็นคำ Rukai โบราณว่า *tariaw /ตารีเอา/

และในอีกบทบาทหนึ่ง ได้ปริแยกแตกตัวไปยังเรื่องของ ‘แม่ทะเล’ แหล่งรวมสายน้ำแผ่ไพศาล ผู้ฉาบสะท้อนความมันเงาของแสงตะวันไว้เต็มผืน เช่นคำมาเลย์-อินโดนีเซียว่า laut /ลาอุต/ ทะเล, คำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาหมู่เกาะตะวันออกว่า *laur /ลาอุร/ โต้คลื่นออกทะเล, คำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตกว่า *ka-lahud-an /กา-ลาฮุด-อัน/ หรือ *lahud-an /ลาฮุด-อัน/ ท้องทะเลกว้าง, คำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนว่า *i-lahud /อิ-ลาฮุด/ ไปทางทะเล, ออกท่องทะเล

และอย่างแพร่หลายในสาแหรกฟอร์โมซาน เช่น

สาแหรก Northwest Formosan เรียก Læhœr /แลเฮอร/   ลงเขา (downhill, Saisiyat), rahut /ราฮุต/ หรือ rahud /ราฮุด/ (downstream; lower part of a river, toward the sea, Pazeh)       

สาแหรก Paiwan เรียก lauz /ลาอุจ/ ออกไปทางทะเล (seaward, downslope, toward lower reaches of river)

สาแหรก Tsouic เรียก mua-rovcu /มุอะ-โรวจุ/   ไหลลงเขา (to blow downhill, Tsou), ʔama-laúcu /อามา-เลาจุ/ (downhill, Kanakanabu)

สาแหรก Western Plains เรียก raus /ราอุซ/ ลงเขาไปทางปลายน้ำ (downhill, downstream; in a downward direction from the mountains, Thao)  

สาแหรก Rukai เรียก laudu /เลาดุ/ ลงไปข้างล่าง (downwards)

และคำดั้งเดิมของออสโตรนีเซียนว่า *lahud /ลาฮุด/ ปลายน้ำออกทะเล (downstream, toward the sea) และ *Si-lahud /ซิ-ลาฮุด/ ลมพายุจากทะเล (wind from the sea (?))      

นอกจากนี้ ในคำมาเลย์-อินโดนีเซียยังขยายความพัวพันพร่ามัวไปถึงเรื่องของ alau /อาเลา/ ชื่อเรียกนกใหญ่ เช่นนกเงือก ผู้กางปีกโอบอุ้มผืนป่าและผู้คนเบื้องล่าง, balau /บาเลา/ ปั่นป่วนผสมรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน, belau /เบอเลา/ ฝุ่นสีฟ้าครามเพื่อใช้ย้อมเสื้อผ้า, ภาพเบลอๆ สีออกไปทางเทาฟ้า, galau /กาเลา/ รวมกลุ่มด้วยกันอย่างหนาแน่น, hilau /ฮิเลา/ เต้นรำขับร้องกันเป็นกลุ่ม หรือไปร่วมพิธีงานศพ, laun /ลาอุน/ เชื่องช้า ไม่เร่งรีบ, lauya /เลายา/ หมอผีสื่อกลางระหว่างโลกนี้และโลกหน้า, ngalau /งาเลา/ ถ้ำ, อุโมงค์, โพรงที่อับแสง, palau /ปาเลา/ ร่องรอยแผลเป็นเก่า เป็นต้น 

เมื่อข้ามฟากมายังพวกไท-กะได รากคำนี้คงสภาพอยู่ในชุดคำคล้ายที่เกี่ยวข้องกับแสงเงา และความเก่าแก่ลางเลือนหลายหลาก เช่น

ชุดคำคล้ายที่เกี่ยวข้องกับแสงเงา:

คำว่า ‘ดาว’ เช่นคำโบราณของไท-ไตว่า *t.na:w A /ต.นาว/, หลี/ไหลว่า *ɾa:w /ราว/, กัม-สุยว่า *ʔdra:u 1 /อดราว/ และข้า/ขร้าบางพวกก็เรียกใช้คล้ายกับพวกไท-ไตหรือหลี/ไหล เช่น En (Nung Ven) เรียก ʔdaau 332 ʔdi 243 /อดาว อดิ/, Gelao (Hongfeng) เรียก lei 35 lau 31 /เลย เลา/ และคำดั้งเดิมของไท-กะไดว่า *Kada:w /กะดาว/ (วีระ โอสถาภิรัตน์ ค.ศ. 2013)  

ซึ่งในความเห็นของผม เป็นคำที่ควรแยกออกจาก (หนึ่งใน) คำเรียกดวง ‘ตะวัน’ ของทางออสโตรนีเซียนว่า *qalejaw /คาเลเยา/ หรือ *qaɖaw /คะเดา/ (Peter Norquest ค.ศ. 2013) ถึงแม้มีความเป็นไปได้มากว่า ทั้งคู่อาจพัฒนาลงมาจากรากคำพยางค์เดียวร่วมกันก็ตาม โดยคำว่า ‘ดาว’ ของออสโตรนีเซียนและไท-กะได ควรมีรูปคำดั้งเดิมคล้ายกับ *talaw /ตาเลา/ หรือ *telaw /เตอเลา/ อันเกิดจากรากคำ *law มากกว่าคำอื่นๆ     

คำว่า ‘เงา’ เป็นคำที่คาดว่าหดสั้นจากคำพยางค์ครึ่งถึงสองพยางค์ดั้งเดิม ใช้เหมือนๆ กันในหมู่ไท-ไตว่า ŋaw A2 /เงา/ มีเรียกผิดแผกไปบ้าง เช่นพวก Bao Yen กับ Cao Bang เรียก ŋɤw A2 /เงว/ และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *ŋaw A /เงา/ (shadow, reflection, พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฉบับเดียวกันว่า “(๑) น. ส่วนที่มืดเพราะมีวัตถุบังแสงทำให้แลเห็นเป็นรูปของวัตถุนั้น(๒) น. รูปที่ปรากฏในของใสหรือเป็นมันเช่นนํ้าหรือกระจก (๓) (แสง) น. อาณาเขตหลังวัตถุที่แสงเคลื่อนที่ไปกระทบวัตถุนั้นแล้วแสงเคลื่อนที่ไปไม่ถึงทั้งหมดหรือไปถึงได้บ้าง. (๔) ว. เป็นมัน เช่น ขึ้นเงา.”

คำว่า ‘เลา’ คล้ายกับเลือนราง พจนานุกรมไทยเล่มเดิมอธิบายไว้บางส่วนว่า “(๑) น. ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Saccharum spontaneum L. ในวงศ์ Gramineae ดอกสีขาวเงิน เป็นมัน, พง หรือ อ้อยเลา ก็เรียก (๒) น. เรียกผมที่หงอกขาวและมีสีดำแซมอยู่บ้าง ว่า ผมสีดอกเลา.”

คำว่า ‘สลัว’ ใช้รูปสระ –อัว ออกมัวๆ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง มีคำจำกัดความว่า “[สะหฺลัว] ว. ไม่แจ่ม, ไม่กระจ่าง, เช่น ในห้องมีแสงสลัวมองเห็นได้ราง ๆ ใกล้ค่ำมีแสงสลัว ๆ.”

คำว่า ‘หลัว’ มีความใกล้ชิดกับคำว่า ‘สลัว’ เป็นที่สุดมีความหมายว่า “[หฺลัว] ว. มัว, ไม่แจ่ม, ไม่กระจ่าง, เช่น ตอนเช้าใกล้สว่าง อากาศยังหลัว ๆ อยู่ มองอะไรไม่ค่อยชัด, ใช้ว่า สลัว ก็มี”

คำว่า 'มัว' มีคำจำกัดความว่า “(๑) ว. ไม่แจ่ม เช่น พระจันทร์มัว, ไม่กระจ่าง เช่น ข้อความมัว, ฝ้า เช่น กระจกมัว, ฟาง เช่น นัยน์ตามัว, ขมุกขมัว เช่น มืดมัว, ไม่มืดไม่สว่าง เช่น แสงมัว ๆ, หม่น เช่น สีมัว ๆ, ขุ่น, ไม่ผ่อง, เช่น ใจมัว”

คำที่ใช้เสียง ร.เรือ เช่นคำว่า ‘พราว’ ซึ่งแสดงอาการวิบวับแวบวาบละลานตา กับความหมายว่า “(๑) [พฺราว] ว. พราย, แวววาว, เช่น แต่งเครื่องเพชรพราว (๒) ว. โดยปริยายหมายความว่า มากมาย เช่น มีเล่ห์เหลี่ยมพราวไปหมด.”

คำว่า ‘แพรว’ ซึ่งมักใช้เคียงคู่กับ ‘พราว’ กับคำจำกัดความว่า “ว. แวววาว, มีแสงวับ ๆ วาบ ๆ, ใช้ แพร้ว ก็ได้.”

จนถึงคำว่า ‘วาว’ มีความหมายว่า “ว. สุกใส, มีแสงกลอกกลิ้งอยู่ข้างใน, เช่น ในเวลากลางคืนตาแมวดูวาว, เป็นมัน เช่น ผ้าต่วนเป็นมันวาว พื้นเป็นมันวาว, วาบแวบ.”

คำว่า ‘แวว’ มีความหมายว่า “(๑) ว. สุกใส, วูบวาบ, เช่น ดวงตาฉายแววแห่งความสุข ขัดหัวเข็มขัดเสียแวว เพชรซีกมีแววน้อยกว่าเพชรลูก. (๒) น. ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจะเป็นคนชนิดไร, เค้า, ร่องรอย, เช่น เด็กคนนี้มีแววจะเป็นนักปราชญ์ต่อไป เขาไม่มีแววว่าจะสอบได้ (๓) (ศิลปะ) น. กระจกเงาที่ตัดเป็นวงกลม ๆ เล็ก ๆ ใช้ติดตกแต่งเป็นไส้ลวดลายปูนปั้นหรืองานไม้แกะสลักปิดทอง.”

ซึ่งสามารถเทียงเคียงได้โดยตรงกับคำเรียก ‘แสงสว่างวาบวับ’ (glare) ของพวกหลี/ไหล เช่น la:w 3 /หล้าว/ (Ha Em, Lauhut, Tongzha และ Moyfaw), va:w 3 /หว้าว/ (Baisha และ Yuanmen) และคำโบราณว่า (Proto-Greater Hlai) *C-la:wʔ /-ลาวะ/ (Peter Norquest ค.ศ. 2007)

ชุดคำคล้ายที่เกี่ยวข้องกับความเก่าแก่ลางเลือน:

คำว่า ‘เหล่า’ มีการเรียกขานใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในหมู่ชาวจีน เช่น ‘เหล่าซือ’ หมายถึงครู อาจารย์ หรือการลำดับญาติรุ่นโบราณของจีนว่า ‘เหล่ากง’, ‘เหล่าม่า’ และในคำของชาวไทย ที่คาดว่ายืมมาจากจีน เช่น ‘เทือกเถาเหล่ากอ’ เชื้อสายวงศ์ตระกูลที่สืบเนื่องต่อกันลงมา ซึ่งพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 มีความหมายว่า “(๑) [เหฺล่า] น. พวก, ก๊ก, เช่น เหล่ามนุษย์ เหล่าสัตว์ เหล่าอันธพาล, กำลังพลของทหารซึ่งประกอบกับคำอื่นมีลักษณะเฉพาะของงาน เช่น เหล่าทหารปืนใหญ่ เหล่าทหารราบ (๒) (ถิ่น-อีสาน) น. ที่ซึ่งเคยเพาะปลูกแล้วทิ้งให้ร้าง, (ถิ่น-พายัพ) ป่าละเมาะ. (๓) [เหฺล่า] ว. ใช้ประกอบกับคำนามแสดงว่ามีจำนวนมาก เช่น คนเหล่านี้ ของเหล่านั้น.”

คำว่า “เหล่า” ที่แปลว่าเก่าแก่ประสบการณ์ ยังปรากฏใช้กันในคำของพวกจ้วงแถบจีนตอนใต้ เช่นคำสุภาษิตที่คัดจากบทความเรื่อง ‘The World View of Zhuang People as Reflected in Proverbs’ โดยศาสตราจารย์ สมทรง บุรุษพัฒน์ และ Qin Xiaohang (พ.ศ. 2553) ความว่า

“[me:u42 la:u33 li55 tok55 ɣiŋ42]

meuz laux lij doek ringj,

cat old also fall kitchen cupboard

[tu42 liŋ42 li55 tok55 ta:t44]

duz lingz lij doek dat.

monkey also fall cliff

‘Even the wise are not always free from error.’”

แปลว่า แมวแก่ (ประสบการณ์) ยังตกริ่ง (ขอบ) ครัว ลิงมาก (ความว่องไว) ยังตกขอบผา

คำว่า ‘เก่า’ เป็นคำไท-ไต เรียกด้วยคำเหมือนๆ กันเกือบทั้งหมด สืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *kaw B /เก่า/ (old (of things), พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) และคำนี้ยังใช้ในพวกกัม-สุยอีกด้วย อ้างจากงานของ Chen Baoya เรื่อง ‘On the original relationship between Chinese and Kam-Tai’ (ค.ศ. 1995) โดยพวก Dong in Rongjiang (Guizhou) เรียกว่า a:u 5 /อ่าว/, Mulao in Luocheng (Guangxi) เรียกว่า ko 5 /โก่ะ/, Sui in Sandu (Guizhou) เรียกว่า qa:u 5 /ค่าว/ และ Maolan in Huangjiang (Guangxi) เรียกว่า ka:u 5 /ก่าว/ ซึ่งไปคล้ายกับคำจีนชนิด Old Chinese ว่า giəu 6 /เกี่ยว/ 

ในพจนานุกรมไทยฉบับเดียวกับข้างต้นให้ความหมายไว้ว่า “(๑) ว. ก่อน เช่น ครูคนเก่า กรรมเก่า (๒) ว. ไม่ใหม่ เช่น ผ้าเก่า ของเก่า, คำนี้เมื่อใช้ประกอบกับคำอื่น ๆ มีความหมายต่าง ๆ กัน แล้วแต่คำที่นำมาประกอบ เช่น มือเก่า หมายถึง ชำนาญ, หัวเก่า หมายถึง ครึ ไม่ทันสมัย, รถเก่า หมายถึง รถที่ใช้แล้ว.” ซึ่งเป็นความหมายที่รวมเอาทั้งความเก่าดั้งเดิมของผู้มาก่อน และความหลากประสบการณ์ไว้ในตัวได้อย่างครบถ้วน

คำว่า ‘เกล้า’ แปลว่ามวยผมที่ถูกรวบเข้าไว้ด้วยกันบนหัว จนหมายถึงหัวโดยตรง คำนี้มีความสำคัญในภาษาไท-กะได เช่นคำโบราณของไท-ไตที่ใช้กับ ‘มวยผม’ คือ *klaw C /เกล้า/ (hair knot, พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) และคำโบราณของไท-ไตที่หมายถึง ‘หัว’ คือ *kraw C /เกร้า/ (head, พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009) ต่างกันตรงเสียงควบกล้ำ ล.ลิง กับ ร.เรือ เท่านั้น, พวกหลี/ไหลเรียก ‘หัว’ อย่างน่าสนใจว่า gwou 3 /โก้ว/ สืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *uRəu C /อูเร้ว/ (วีระ โอสถาภิรัตน์) และ *Curəwʔ /-เรวะ/ (Peter Norquest), พวกกัม-สุยเรียกด้วยคำสั้นคล้ายๆ กัน สืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *kru 3 –f /กรุ้/, พวกลักเกียได้คำโบราณว่า *kleu A1/กลือ/, พวกข้า/ขร้าเรียกใช้หลากหลายไม่ค่อยเหมือนกัน สืบสร้างได้คำโบราณว่า *krai B /กรั่ย/

พจนานุกรมไทยฯ ให้ความหมายของ ‘เกล้า’ ไว้อย่างชัดเจนว่า “(๑) [เกฺล้า] น. หัว (ใช้เฉพาะในโวหารแสดงความเคารพอย่างสูง) เช่น มารดาบังเกิดเกล้า. (๒) [เกฺล้า] ก. มุ่นผมให้เรียบร้อย เช่น เกล้าจุก เกล้ามวย.”

คำว่า ‘เหง้า’ ในความหมายว่าแหล่งกำเนิดตั้งต้นที่เก่าแก่และหยั่งตัวฝังรากลึกมาช้านาน มีความหมายตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า “(๑) [เหฺง้า] น. ลำต้นที่อยู่ใต้ดินของพืชบางชนิด เช่น ขิง กระวาน ที่จมอยู่ใต้ดิน (๒) น. ต้นเดิม, ต้นวงศ์.

และคำว่า ‘ลาว’ ในฐานะผู้เป็นใหญ่กว่าใครๆ ดังที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้สืบค้นความหมายของคำไว้ในหนังสือเรื่อง ‘ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ’ พิมพ์ครั้งที่ 4 โดยสำนักพิมพ์ศยาม ปี พ.ศ. 2540 หน้า 385-386 โดยคำเรียกลาวนี้มีมาแต่ครั้งยุคฮั่นตะวันออก ราว พ.ศ. 650 เรียกชนชาติที่พูดภาษาไท-ไตพวกหนึ่งว่า ‘อายหลาว’ หรือภายหลังต่อมามีเรียกชื่อเป็น ‘หล่าว’ หรือในยุคอาณาจักรเงินยางก็เรียกคำนำหน้าชื่อกษัตริย์ว่า ‘ลาว’ เช่นคัดมาว่า

“ซึ่งในยุคแรกเริ่มนับแต่ พ.ศ. 1181 ลงมา เรียกชื่อกษัตริย์โดยมีคำว่า ลาว นำหน้าทุกองค์ เริ่มแต่ลาวจก, ลาวเค้าแก้ว, ลาวเลา, ลาวตัน เรื่อยลงมามีทั้งหมดกว่า 30 ลาว ยุคหลังจึงเปลี่ยนมาใช้ ขุน นำหน้านามกษัตริย์”

หรือท่อนต่อมาว่า

“ในพงศาวดารล้านช้าง เรื่องขุนบูลมราชาธิราช (บรมราชาธิราช) ก็มีอธิบายบอกไว้ในตัวพงศาวดารว่า ในยุคแรกที่ขุนลอโอรสขุนบูลมยกลงมาตั้งมั่นที่ดินแดนล้านช้างนั้น เรียกราชาหรือประมุขชมรมว่า ขุน และในหลายๆ ชมรมที่มีหลายขุนนั้น รวมกันเข้าเป็นขุนใหญ่ผู้เป็นประมุขสูงสุดเรียกว่า “ขุนลาว” เรียกกษัตริย์ว่าขุนเช่นนี้ได้ 15 ชั่วรัชกาลจึงเปลี่ยนมาเรียกว่าท้าว. เรียกท้าวได้ 6 ชั่วก็เปลี่ยนมาเรียก พญา.

จากนั้นเราจะเห็นว่า ลาว ขุน ท้าว พญา เป็นคำแสดงฐานะอำนาจทางสังคม, โดยเฉพาะทางการปกครอง, อย่างเดียวกัน. โดยเฉพาะที่เรียกจอมแห่งขุนทั้งหลายว่า ขุนลาว นั้น ระบุชัดว่าลาวมีความหมายว่า ผู้ทรงอำนาจสูงสุด หรือ ผู้เป็นใหญ่.”

(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ‘ขุดรากเหง้าคำว่า ‘เหล่า’ ทะลุผ่าน ‘เกล้า’ ไปถึงคำว่า ‘ลาว’’, สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2559)

เป็นคำอรรถาธิบายที่ค่อนข้างยืดเยื้อยาวนาน หากพยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนเล็กๆ เข้าด้วยกัน เพื่อก่อเกิดเค้าโครงภาพร่างใหญ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ของรากคำพยางค์เดียว *pu ผู้ผุดโผล่ปรากฏขึ้น และ *law ผู้เป็นแหล่งรวมต้นกำเนิดดั้งเดิม เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งคำว่า *pulaw บนความหมายนามธรรมชั้นแรกเริ่มว่า ‘ผู้ผุดโผล่ขึ้นท่ามกลางแหล่งกำเนิดดั้งเดิม’

สอดคล้องเป็นอย่างดีกับคำเรียก ‘ผู้ตื่นตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันแสนเงียบงัน’ ของชาวพื้นเมืองหมู่เกาะฟิลิปปินส์บางพวก เช่น พวก Hanunóo เรียก púlaw /ปุเลา/ แปลว่าตื่นขึ้น ตื่นตัว (waking up, awakening), Tagalog เรียก puláw /ปุเลา/ ผู้อยู่ยาม (watching at night over a sick person), พวก Cebuano เรียก puláw ~ púlaw /ปุเลา/ กลางค่ำกลางคืนไม่ยอมหลับยอมนอน (stay up very late at night, or the whole night through; keep a fire or lamp going the night through; for a feeling to be kept alive), พวก Tagbanwa เรียก pulaw-an /ปุเลา-อัน/ ผู้เฝ้าอยู่โยง (wake, vigil for the dead)

ต้องกันกับคำของไท-กะได เช่น *pla: A /ปลา/, *pa 1 /ปะ/, *p-la A /ป-ละ/, *phla: A1 /ผลา/, *hla: /ฮลา/ หรือ *ala A /อละ/ และคำดั้งเดิมแบบสองพยางค์ว่า *bala: /บะลา/ จนถึงคำของออสโตรนีเซียน เช่น quleh /คุเรฮ/, baute /บาอุเตะ/, pulaw /ปุเลา/, ʔaláu /อาเลา/, alaw /อะเลา/, vuláu /วุเลา/, bau /เบา/, lauk /ลาอุก/, laoɁ /เลาอะ/, lauh /เลาฮ/, *kuraw /กุเรา/ และ *bale /บาเล/ เป็นต้น

เป็นรากคำต้นภาษาที่สามารถชี้ลงไปถึงนิสัยเดิมของความเป็น ‘หมู่เกาะ’ ผู้ผุดโผล่ขึ้นกลางเวิ้งทะเลกว้าง และต่อเนื่องถึง ‘หมู่ปลา’ ผู้ผุดโผล่ว่ายแหวกอยู่หว่างกลางน้ำ ได้อย่างค่อนข้างกระจ่างชัด จนไม่เกินเลยที่จะกล่าวเสนอว่า *pu + *law = *pulaw ควรเป็นคำสองพยางค์ดั้งเดิมของ ‘ปลา’ มากกว่าคำที่ขึ้นต้นพยางค์แรกด้วยรูปเสียง *ba- (รากคำที่หมายถึงการแบกรับภาระ) หรือ *a- หรือ *ku- หรือแม้แต่ *bu- ผู้เป็นรากคำคู่ขวัญกับ *pu- ก็ตามที รวมถึงที่ขึ้นต้นพยางค์หลังด้วยรูปเสียง *-raw หรือ *-la เป็นต้น          

ดังนั้น คำเรียก ‘ปลา’ จึงมีสถานะที่มากล้น พ้นไปกว่าการเป็นเพียงกับคู่ข้าวในมื้ออาหารหลัก หากคือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อการร้อยผูกพันเหล่าฝูงคนที่พูดภาษาไท-กะไดและออสโตรนีเซียน ถักทอสอดประสานตั้งแต่เรื่องของปู่-ย่า-ตา-ยาย, บรรพชน, หัวหน้า, เจ้านาย, สายพันธุ์ชั้นสืบทอด, ความเป็นคน, เพศผู้, พ่อ, ผัว, การผุดโผล่ขึ้น, ผู้ตื่นรู้อยู่โยง, ต้นกำเนิดแสง, เงา, ดวงดาว, หมู่เกาะ, ท้องทะเล, เทือกเถาเหล่ากอ, รากเหง้า ยันถึงความเป็น ‘ลาว’ ผู้เป็นใหญ่กว่าใครๆ

และเป็นเครื่องสะท้อนชั้นเยี่ยมว่า ผู้กิน ‘ปลา’ ทั้งหลาย ล้วนสืบสันดานสืบโคตรเหง้าเมื่อคราวแรกสถาปนาจาก “แม่ทะเล” ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ดังถ้อยคำที่อาจกล่าวว่า “หากการโผบินของฝูงนกสะท้อนการดำรงอยู่บนแผ่นฟ้า การดำผุดดำว่ายของฝูงปลาสะท้อนการดำรงอยู่ในผืนน้ำฉันใด ภาษาของผู้คนก็สามารถสะท้อนการดำรงอยู่ของรากเหง้าตัวตนได้ฉันนั้น”

และจึงขอเสนอเป็นข้อสังเกตเพื่อการถกเถียงไว้ ณ ที่นี้

 

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 18 กันยายน 2562

 

อ้างอิง:

จิตร ภูมิศักดิ์. พ.ศ.๒๕๔๐. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. พิมพ์ครั้งที่สี่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

ชลธิรา สัตยาวัฒนา. พ.ศ. ๒๕๖๑. ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท สาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม. ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชนนิยม. 

พงศาวดารล้านช้าง. (th.wikisource.org)

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. จารึกพ่อขุนรามคำแหง. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (www.sac.or.th)

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พ.ศ. 2554. พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสภา. (www.royin.go.th)

สมทรง บุรุษพัฒน์ และ Qin Xiaohang. พ.ศ. 2553. The World View of Zhuang People as Reflected in Proverbs. วารสารภาษาและภาษาศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2553. (www.ztgl.net)

Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa. 2012. Kamus Besar Bahasa Indonesia (KBBI) Online: Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa, Kemdikbud (Pusat Bahasa). (www.kbbi.web.id)

Blench Roger. 2018. Tai-Kadai and Austronesian are related at multiple levels and their archaeological interpretation (Draft circulated for comment). (academia.edu)

Blust, Robert and Trussel, Stephen. 2010: revision 2018. Austronesian Comparative Dictionary.  (www.trussel2.com) 

Chen Baoya. 1995. On the original relationship between Chinese and Kam-Tai. Linguistics of the Tibeto-Burman Area Volume 18:1 – Spring.   

Cohen, E. M. Kempler. 1999. Fundaments of Austronesian roots and etymology. Canberra: Pacific Linguistics, Research School of Pacific and Asian Studies, Australian National University. (www.en.wiktionary.org) 

Greenhill, S.J., Blust. R, & Gray, R.D. 2008. The Austronesian Basic Vocabulary Database: From Bioinformatics to Lexomics. Evolutionary Bioinformatics 4: 271-283. (www.language.psy.auckland.ac.nz)

Hsiu, Andrew 2015. Kra-Dai and Austronesian: The lexical evidence revisited. Presentation at the 13thICAL. Taipei.

Norquest, Peter K. 2007. A Phonological Reconstruction of Proto-Hlai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy with a Major in Anthropology and Linguistics in the Graduate College of University of Arizona. (www.arizona.openrepository.com)

Norquest, Peter K. 2013. A Revised Inventory of Proto Austronesian Consonants: Kra-Dai and Austroasiatic Evidence. Mon-Khmer Studies Volume 42. (www.mksjournal.org)

Ostapirat, Weera. 2000. Proto-Kra. In Linguistics of the Tibeto-Burman Area, vol. 23. no. 1: 1-251. (www.sealang.net)

Ostapirat, Weera. 2013. Austro-Tai revisited. The 23rd Annual Meeting of the Southeast Asian Linguistics Society, May 29-31, Chulalongkorn University, Bangkok. (www.jseals.org/seals23)

Pittayaporn, Pittayawat. 2009. The Phonology of Proto-Tai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy, Faculty of the Graduate School of Cornell University. (www.ecommons.cornell.edu)

Wolff, John U. 1999. The monosyllabic roots of Proto-Austronesian. In Elizabeth Zeitoun and Paul Jen-kuei Li, eds. 1999. Selected papers from the Eighth International Conference on Austronesian Linguistics: 139-194. Taipei, Taiwan: Academia Sinica. (www.en.wiktionary.org)

Zorc, R. David. 1990. The Austronesian monosyllabic root, radical or phonestheme. Linguistic Change and Reconstruction Methodology: De Gruyter. (www.zorc.net)     





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน