• บุหลันรมัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supat2549@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-06-14
  • จำนวนเรื่อง : 141
  • จำนวนผู้ชม : 87497
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
รอยไถของจักรวาล
จินตนาการครุ่นคิดถึงชีวิตและสรรพสิ่งรอบตัว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bulanramai2
วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน 2562
Posted by บุหลันรมัย , ผู้อ่าน : 224 , 15:18:20 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

1. เกริ่นนำ:

จำนวนนับ ‘1’ ถึง ‘10’ ถือเป็นการนับขั้นพื้นฐาน (basic numerals) ของเหล่าฝูงมนุษย์มาแต่ครั้งบรรพกาล ที่ว่ากันตามฐานะของเพรียวนิ้วทั้งสิบในสองกำมือ ก่อนก้าวล่วงก้มเลยพ่วงปลายนิ้วในสองแปตีน หรือเรียกกันทั่วไปว่า ‘ระบบเลขฐานสิบ’ (decimal systems)

เช่นในถ้อยคำเก่าแก่ของชาวออสโตรนีเซียน (Austronesian) ดังที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust นักภาษาศาสตร์ชั้นนำ ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “The Austronesian languages” ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2013 ในหัวข้อ 5.1.1 Structurally intact decimal systems คัดมาบางส่วนความว่า

“The numeral systems of these languages show few innovations, and those that occur affect neither the decimal basis of counting, nor the monomorphemic, nonderived character of the numerals themselves. These languages can therefore be characterised as having structurally intact decimal systems. The great majority of AN languages have systems of this general type.”

ถอดความเป็นภาษาไทยว่า: ระบบการนับของออสโตรนีเซียนแสดงการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อรากฐานการนับแบบเลขฐานสิบ ซึ่งภาษาการนับเหล่านี้ชี้ชัดว่ามีลักษณะของระบบเลขฐานสิบโดยสมบูรณ์ เป็นไปโดยส่วนใหญ่ของภาษาออสโตรนีเซียน 

และได้แสดงตัวแทนการนับจำนวนจาก 5 กลุ่มสายพันธุ์ ครอบคลุมพื้นที่กระจายตัว พร้อมคำสืบสร้างออสโตรนีเซียนดั้งเดิม ดังนี้

คำดั้งเดิม PAn   Paiwan           Cebuano         Malagasy        Tetun            Hawaiian  

‘หนึ่ง’   *esa/isa         ita                usá               ísa              ida             (ʔe-kahi) 

‘สอง’   *duSa            ḍusa             duhá              róa            rua             ʔe-lua 

‘สาม’   *telu              tjəlu              tulú               télo           tolu             ʔe-kolu

‘สี่’      *Sepat           səpatj            upát              éfatra         hat             ʔe-hā 

‘ห้า’     *lima             lima              limá              dímy           lima           ʔe-lima 

‘หก’    *enem           ənəm/unəm unúm                énina         nen           ʔe-ono 

‘เจ็ด’    *pitu              pitju              pitú               fíto            hitu           ʔe-hiku

‘แปด’   *walu             valu               walú              válo          walu          ʔe-walu 

‘เก้า’    *Siwa            siva               (siyám)          sívy            sia             ʔe-iwa 

‘สิบ’    *sa-puluq       ta-puluq         púluʔ             fólo           sa-n-ulu      (ʔumi)

 

ที่น่าสนใจคือ สามารถตามรอยมาถึงพวกไท-กะได (Tai-Kadai) หรือ ขร้า-ไท (Kra-Dai) แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้จำนวนนับของตระกูลภาษาจีนก็ตาม เช่นการคงทนในกลุ่ม Buyang หนึ่งในสาแหรกข้า/ขร้า และสาแหรกหลี/ไหล คัดบางส่วนจากบทความเรื่อง “Why does the Tai-Kadai word for ‘ten’ end in –t?” โดยศาสตราจารย์ Laurent Sagart ค.ศ. 2010 ความว่า

คำดั้งเดิม PAn             Buyang           หลี/ไหลโบราณ PHlai

‘สาม’             *telu                        tu 54            *utu C

‘ห้า’              *lima                       ma 312         *ama A

‘หก’              *enem                     nam 54          *(ə)num A

‘เจ็ด’             *pitu                        tu 312           *ʔtu A

‘แปด’            *walu                       ma 0            *aRu A

‘เก้า’             *Siwa                      va 11            *upal C

‘สิบ’              *sa-puluq                 put 54           *apu:c

 

2. รากคำพยางค์เดียว (monosyllabic roots) กับจำนวนนับ:

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ได้มีการค้นพบและจัดจำแนก ‘รากคำ’ ชนิด ‘พยางค์เดียว’ ที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า ‘monosyllabic roots’ มาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 นำโดยศาสตราจารย์ Robert A. Blust, R. David Zorc, John U. Wolff และ E.M. Kempler Cohen เป็นต้น โดยถือเป็นรากคำเก่าแก่ชนิดดึกดำบรรพ์ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างอิสรเสรี และแฝงฝังตัวอยู่ในคำสองพยางค์ทั้งหลายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบไม่มีการผันแปรกลืนกลายไปเป็นอย่างอื่นอย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปคำและความหมายพื้นฐาน ในท่วงทำนองเดียวกับ ‘living fossil’ ที่ยังพยายามดำรงสภาพและวิถีทางตามแบบฉบับบรรพชน เมื่อครั้งสิบล้านร้อยล้านปีที่แล้วอย่างไม่สะทกสะท้าน ซึ่งพบ ‘รากคำพยางค์เดียว’ อยู่ในคำพูดของพวกมาลาโย-โพลีนีเซียน โดยเฉพาะกลุ่มมาเลย์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นส่วนใหญ่ และพบในพวกฟอร์โมซานที่อาศัยอยู่บนเกาะไต้หวันเป็นบางกลุ่มเท่านั้น

ศาสตราจารย์ Robert A. Blust ได้ทำการจัดจำแนก ‘รากคำพยางค์เดียว’ ไว้ถึง 231 หน่อเชื้อ เมื่อปี ค.ศ. 1988 ในบทความชื่อ “Austronesian root theory: an essay on the limits of morphology” และภายหลังได้นำ ‘รากคำพยางค์เดียว’ เหล่านี้มาบรรจุไว้ในหน้าเพจชื่อ “The Austronesian Comparative Dictionary” ปรับปรุง ค.ศ. 2010-2019 ซึ่งคำต่างๆ ที่มี ‘รากคำพยางค์เดียว’ ฝังตัวอยู่โดยส่วนมากจะประกอบด้วยส่วนของกระพี้ (a formative) และส่วนของรากคำพยางค์เดียว ในแบบมีตัวสะกดปิดท้าย อันเป็นรากคำที่มีความหมายร่วมในระดับพื้นฐานนามธรรมดำรงอยู่ (CVC root of generalized meaning) (Blust ค.ศ. 2013)

ศาสตราจารย์ R. David Zorc ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจในบทความเรื่อง “The Austronesian monosyllabic root, radical or phonestheme” เมื่อปี ค.ศ. 1990 ว่า การแยกแยะ ‘รากคำพยางค์เดียว’ จะเป็นการช่วยให้เกิดความเข้าใจในรูปแบบของคำชนิดโบราณ (proto-form) ได้อย่างชัดเจน และยังสามารถใช้ในการปรับแก้รูปคำต่างๆ ที่คาดว่าอยู่ในกลุ่มพวกเดียวกันได้อีกทาง

สอดคล้องกับศาสตราจารย์ John U. Wolff ซึ่งได้เขียนบทความชื่อ “The monosyllabic roots of Proto-Austronesian” และศาสตราจารย์ E.M. Kempler Cohen ในบทความชื่อ “Uniform-Root thesis in Fundaments of Austronesian roots and etymology” เมื่อปี ค.ศ. 1999 โดยทั้งสองท่านกล่าวว่า ‘รากคำพยางค์เดียว’ เป็นรูปคำโบราณมากๆ ของภาษาออสโตรนีเซียน

และเมื่อวิเคราะห์สืบสอบคำขับขาน ‘จำนวนนับพื้นฐาน’ ด้วยมุมมองของ ‘รากคำพยางค์เดียว’ พบความยั่วยวนชวนบาดใจ ระคนสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่บางทีจำนวนนับเหล่านี้ อาจถูกประกอบสร้างขึ้นจากรากคำพยางค์เดียว ผู้จมล้ำจ่อมลึก อย่างน้อยถึง 7 (กลุ่ม) หน่อเชื้อ ได้แก่ *li/*ri/*Ri, *lu, *nem/*num/*Nem/*Num, *paD/*pad/*pas/*pat, *pu, *tu และ *wa

ที่สำคัญจนต้องลงเครื่องหมายดอกจันทน์บันทึกไว้ว่า ทั้งหมดล้วนเป็นรากคำพัวพันร่วมกันแต่ครั้งบรรพกาลระหว่างออสโตรนีเซียนและไท-กะได ซึ่งจะขออภิปรายในรายละเอียดแต่พอสังเขป ดังต่อไปนี้      

รากคำพยางค์เดียว *li/*ri/*Ri

เป็นกลุ่มรากคำผู้มีความหมายนามธรรมว่า ‘บางสิ่งปริผลิคลี่เผยตัวออกมาจากการปกปิดปกคลุมไว้’ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า ‘to sprout, to expose’ ตรงกับรากคำ *li บิดเกลียว, เบี่ยงเลี้ยว, ลม, หมุนเวียน (to twist, turn, wind, whirling) ของศาสตราจารย์ E.M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) ซึ่งพบเจอกลุ่มรากคำนี้ทั้งในคำของออสโตรนีเซียนและไท-กะได มีความพิเศษคือ คำจำนวนมากของออสโตรนีเซียนสามารถสืบสาวขึ้นไปถึงชั้นดั้งเดิม (Proto-Austronesian) อันเป็นหนึ่งในหลักฐานสนับสนุนว่า รากคำพยางค์เดียวเป็นได้ทั้งคำประเภท *CV (C เสียงพยัญชนะ, V เสียงสระ) และ *CVC และสามารถพบรากคำนี้ในคำทั่วไปของพวกฟอร์โมซาน ไม่ได้จำกัดเพียงคำของพวกมาเลย์-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์เท่านั้น เช่น

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม:

*aRi /อารี/ มา, ตรงเข้ามา (come; toward the speaker; let’s go!), *bali /บาลี/ ลมปะทะ (wind), *baRija /บารียา/ ไม้ขัดด้ายพุ่ง (weaver's sword (lath used to beat in and tighten the woof)), *Culi /ตซูลี/ หรี่เงียบ (deaf), *diRi /ดีรี/ ยืนขึ้น (to stand), *duRi /ดูรี/ หนาม, เดือย, ก้าง (thorn), *kali /กาลี/ ร่องคู (canal, ditch), *kali- /กาลี/ เป็นอุปสรรคเติมหน้าคำ มักแสดงนัยยะเชิงจิตวิญญาณ (prefix for words with a sensitive reference to the spirit world (cf. *qali-)), *kaRi /การี/ คำพูด, กล่าว, ภาษา (word, speech, language), *kuRi /กูรี/ คราด (rake), *lidam /ลีดัม/ ลิ้น (tongue), *liduŋ /ลีดุง/ เครื่องป้องกัน (shelter, cover, protection; shade), *likaC /ลีกัตซ/ ฟ้าผ่า (lightning), *likaw /ลีเกา/ โค้งโก่งตัว (curve, bend, winding), *likud /ลีกุด/ หลัง (back), *lima /ลีมา/ ห้า (five), *linuR /ลีนูร/ แผ่นดินไหว (earthquake), *liNuŋ /ลีลยุง/ น้ำนิ่ง (calm, tranquil, of the surface of water), *liŋaw /ลีเงา/ เงา (shadow), *lipas /ลีปัซ/ ผ่านไป (to pass, pass by), *lipen /ลีเปน/ ฟัน (tooth), *qalima /คาลีมา/ มือ (hand), *lipet /ลีเปด/ ทบพับ (to fold, fold over), *lipuC /ลีปุตซ/ เลือนหายเข้าไปในบางสิ่งล้อมรอบ (disappear behind something that envelops or blocks the view), *liqeR /ลีเคอร/ คอ (neck), *RibaS /รีบัซ/ ทำให้หายไป (demolish), *Ribawa /รีบาวา/ บวมโป่ง (swell; swelling, tumor), *RiNaS /รีลยัซ/ ขนยาวๆ (long feathers used for personal adornment), *Rinu /รีนู/ กระด้งสานฝัดข้าวเปลือก (winnowing basket), *Riqek /รีเคก/ นวดข้าวด้วยการย่ำ (thresh grain by trampling), *suli /ซูลี/ กลับด้าน, หมุนกลับ (to reverse, turn around), *wili /วีลี/ หมุนกลับ (return, come back), *wiRi /วีรี/ ด้านซ้าย, ทิศทาง (left side or direction) และโดยเฉพาะคำว่า *waRi /วารี/ วัน (day; sun; dry in the sun)

คำไท-กะได:

ตะ ‘วัน’ (sun/day): คำโบราณหลี/ไหลว่า *hŋwən /ฮเงวิน/ (Norquest), *awan A /อะวัน/ (Ostapirat), ข้า/ขร้าว่า *(h)wən A /(ฮ)เวิน/, ลักกยาว่า *wan A2 /วัน/, กัม-สุยว่า *hŋwan 1 /หงวัน/ และไท-ไตว่า *ŋwan A /งวัน/ ซึ่งเทียบได้โดยตรงกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *waRi /วารี/ กลางวัน บนความหมายนามธรรมว่า ‘ผู้แหกหน่อโผล่พ้นออกมาจากความมืดมิดที่ห่อหุ้มรายล้อมรอบ และสาดแสงอันอบอุ่นแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งผืนโลกแห่งเมืองลุ่ม’

‘รี’ ยาว (long): คำโบราณของลักกยาว่า *rai A /รัย/, กัม-สุยว่า *ʔra:i 3 /อร้าย/, ข้า/ขร้าว่า *ri C /ริ้/ และไท-ไตว่า *rɯj A /รึย/ เทียบได้โดยตรงกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *duRi /ดูรี/ หนาม, เดือย, ก้าง (จนถึงกระดูก)

ข้าว ‘สาร’ (husked rice): คำโบราณของข้า/ขร้าว่า *sal A /สัล/และไท-ไตว่า *sa:l A /สาล/ อาจเทียบเคียงได้กับคำโอเชียนิกโบราณว่า *sali /ซาลี/ ฉีกดึงใบออกจากกิ่งก้าน และ *saRi /ซารี/ ฉีกกัดปอกเปลือกมะพร้าวด้วยฟัน, คำมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตกโบราณว่า *seli /เซอลี/ หน่ออ่อน, คำมาลาโย-โพลีนีเซียนโบราณว่า *suli หน่ออ่อน และคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *suli /ซูลี/ กลับด้าน

กระ ‘ดูก’ (bone): คำโบราณของหลี/ไหลว่า *Cuɾɯ:k /-ลืก/ (Norquest); *urɨ:k /อุรืก/ (Ostapirat), กัม-สุยว่า *tla:k 7 /ตลาก/, ข้า/ขร้าว่า *dək D /เดิก/ และไท-ไตว่า *C̥.duk D /-ดุก/ อาจเทียบได้กับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *duRi /ดูรี/ หนาม, เดือย, ก้าง (จนถึงกระดูก)  

‘ปลี’ กล้วย (banana blossom): คำโบราณของไท-ไตว่า *pli: A /ปลี/

รวมไปถึงคำไทยลุ่มเจ้าพระยา เช่น ‘กรี’ แหลมบนหัวกุ้ง, ‘คลี่’ คลายตัว, ‘ปริ’ แตกแยก, ‘ปรี่’ ล้นทะลัก, ‘ผลิ’ ใบหน่ออ่อน, ‘ริ’ เริ่มบางสิ่ง, ‘รี่’ เข้ามา, ‘หรี่’ สายตา, ‘สี’ ฝัดข้าว เป็นต้น (ดูเรื่อง ‘รากเหง้าเงา ‘ตะวัน’’ ประกอบ)

รากคำ *lu

มีความหมายนามธรรมว่า ‘ทะลุผ่านบางสิ่งทะลวงด้วยบางอย่าง’ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า ‘to pass through’ ตรงกับรากคำพยางค์เดียว *lu อ่อนนุ่ม (soft (matter)) ของศาสตราจารย์ E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) เป็นรากคำประเภท *CV ที่พบทั้งในไท-กะไดและออสโตรนีเซียน (หลายคำสืบสาวขึ้นไปถึงคำดั้งเดิม) เช่น

คำออสโตรนีเซียน:

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม: *buluq /บูลูค/ ต้นไผ่ชนิดเพรียวยาว (type of slender bamboo), *aluja /อาลูยา/ พายเรือ (to paddle), *lubaŋ /ลูบัง/ หลุมลึก (burial pit), *ludaq /ลูดาค/ น้ำลาย (saliva), *luem /ลูเอิม/ สุก (ripe), *luluN /ลูลูลย/ ม้วนเสื่อ (to roll up, as a mat), *lupaS /ลูปัซ/ พ่นเป่า (spit, spit out), *luNuŋ /ลูลยุง/ เมฆปกคลุม (cloud), *luSeq /ลูเซอค/ น้ำตา (tears), *lutay /ลูตัย/ เหนื่อยล้าอ่อนแรง (weak, exhausted), *palu /ปาลู/ ทุบตี (to hammer, pound, hit), *pulu /ปูลู/ ด้ามจับ (handle) *qulu qulu /คูลู คูลู/ ด้านหัว (head-end, upper part), *quluh /คูลูฮ/ หัว (head) และ *zulu /จูลู/ ล่วงหน้า (earlier, in advance)

คำมาลาโย-โพลีนีเซียนโบราณ: *balu /บาลู/ สากตำข้าว (rice pestle), *kalu /กาลู/ กวน (to stir), *lubuk /ลูบุก/ ตำด้วยสาก (to pound with a pestle), *luka /ลูกา/ บาดเจ็บ (wound), *lukut /ลูกุต/ ม้วนกลิ้ง ขยี้ (roll or crumple up), *lumu /ลูมู/ อ่อนนุ่ม (soft, tender, gentle), *lumut /ลูมุต/ ตะใคร่, สาหร่าย (moss, algae, seaweed), *lurus /ลูรุซ/ ตรงๆ (straight), *lusuŋ /ลูซุง/ ครกตำข้าว (rice mortar), *talu /ตาลู/ พ่าย (to lose, be defeated)   

คำไท-กะได:  

คำหลี/ไหลโบราณ: *hlu: /ฮลู/ คลอดลูก (give birth, Norquest ค.ศ. 2007, หน้า 549), *ɾu: /รู/ ลอกหลุด (to strip, Norquest ค.ศ. 2007, หน้า 598)  

คำเบโบราณ: *lu: BC1/หลู่/ เอว, ส่วนคอดกิ่ว (waist, Chen ค.ศ. 2018)

คำข้า/ขร้าโบราณ: *t-ru B /ต-รุ่/ น้ำลาย (Saliva) ซึ่งอาจเทียบกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *ludaq /ลูดาค/ น้ำลาย และ *t-lu C /ต-ลุ้/ เอวคอดกิ่ว (waist) (Ostapirat ค.ศ. 2000)

คำไท-ไตโบราณ: *truə A /ตรัว/ หัว (head, Pittayaporn ค.ศ. 2009, หมายเลข 2) เทียบโดยตรงกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *quluh /คูลูฮ/ หัว       

และคำไทยลุ่มเจ้าพระยา เช่น ‘ลุ’ ล่วงรู้ความ, ‘ลู่’ ช่องทาง ล่วงไปข้างหลัง, ‘รู’ น้อยใหญ่, ทะ ‘ลุ’ ทะลวง เป็นต้น แม้คำว่า ‘ลุ’ จะไปคล้ายกับคำมอญ-เขมรว่า *luh; *luuh; *luəh; *luʔ /ลุะ/ ผ่านปรากฏ (to appear (through), Shorto ค.ศ. 2006 หมายเลข 2071) ก็ตาม ซึ่งต้องสืบสาวแปลหาความพัวพันกันต่อไปในวันข้างหน้า

รากคำ *nem/*num/*Nem/*Num

เป็นกลุ่มรากคำที่มีนามธรรมชี้ชัดไปยังเรื่องของความเป็น ‘น้ำ’ หรือ ‘water’ เข้ากับรากคำ *num ดื่มน้ำ (ack of drinking) ของศาสตราจารย์ E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) และรากคำ *-nem มืดมัว (dark) ของศาสตราจารย์ Robert A. Blust (ค.ศ. 1988) เป็นรากคำพยางค์เดียวแบบ *CVC ที่แฝงตัวอยู่ในคำเกี่ยวข้องกับ ‘น้ำ’ ของทั้งสองตระกูลภาษา เช่น

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม:

*CaNem /ตซาเลยม/ ฝังจม (grave; to bury), *CaNem-en /ตซาเลยม-เอิน/ การปักดำ (what is buried or planted), *CaNum /ตซาลยุม/ แบกน้ำ (carry water), *daNum /ดาลยุม/ น้ำจืด (fresh water), *tanem-an /ตาเนม-อัน/ พื้นที่เพาะปลูก (area that is planted(?)) และ *tenem /เตอเนม/ ท้องทะเล (sea, ocean)

คำไท-กะได:

พวกไท-กะไดสามารถสืบทอดรากคำนี้ลงมาจนถึงปัจจุบัน ในคำพิเศษอย่างยิ่งสองคำคือ

‘น้ำ’ (water): คำหลี/ไหลโบราณว่า *C-nǝmʔ /-เนิมะ/ (Ostapirat) และ *nam C /นั้ม/ (Norquest), คำกัม-สุยว่า *ȵam 3-ti /ณั้ม-/ และคำไท-ไตว่า *C̬.nam C /-นั้ม/

‘ดำ’ ปักดำ (transplant): คำข้า/ขร้าโบราณว่า *təm C /เติ้ม/ ปักดำ, คำไท-ไตว่า *t.nam A /ต.นัม/ และอาจรวมถึงคำกัม-สุยว่า *ʔdram 1 /อดรัม/ (ดู ‘อรรถาธิบายคำว่า ‘ด้ำ’’ ในหนังสือ “ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท” โดยศาสตราจารย์ ชลธิรา สัตยาวัฒนา พ.ศ. 2561 ประกอบ)

รากคำ *paD/*pad/*pas/*pat

*pat เป็นรากคำที่มีความหมายเดิมว่า ‘บางสิ่งเฉียดเฉียบเรียบราบแบนบางแนบสัมผัส’ จัดอยู่ในกลุ่มรากคำพยางค์เดียวร่วมกับ *paD ราบเรียบ, ชั้นๆ (flat, level) และ *pas ฉีกลอกออก (tear or rip off) ของศาสตราจารย์ Robert A. Blust (ค.ศ. 1988) และ *pad /ปัด/ ตัดเล็ม (cut, prune) ของศาสตราจารย์ R. David Zorc (ค.ศ. 1990) ซึ่งอาจเขียนในภาษาอังกฤษได้ว่า ‘slim, flat, nearly, slice off’ พบในคำต่างๆ ของทั้งไท-กะไดและออสโตรนีเซียน เช่น

คำออสโตรนีเซียน:

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม: *lipas /ลีปัซ/ ผ่านพ้น (to pass, pass by)

คำมาลาโย-โพลีนีเซียนโบราณ: *lapad /ลาปัด/ บางกว้าง (broad and flat), *rapat /ราปัต/ เข้าปะทะ (to attack)

คำฟิลิปปินส์โบราณ: *apat /อาปัต/ นอนเฝ้าคอย (lie in wait, set an ambush in hunting game), *dapat /ดาปัต/ วางนอนราบ (to lie flat; flat area), *gápas /กาปัซ/ เคียวเกี่ยวข้าว (sickle; to harvest rice with a sickle), *kúpas /กูปัซ/ เลือนหายไป (to fade), *lepad /เลอปัด/ โผบิน (to fly; flight), *lipat /ลีปัต/ ลืม (to forget), *sapat /ซาปัต/ ใส่ด้านบน (to put above), *sapát /ซาปัต/ พอแล้ว (sufficient, enough), *tupád /ตูปัด/ เติมเต็ม (fulfill a promise, comply with a wish)

คำไท-กะได:

คำไท-ไตโบราณ: *pac D /ปัจ/ ‘ปัด’ ฝุ่น (dust off, หมายเลข 687) และ *ba:t D /บาด/ ‘พาด’ บ่าพาดคอ (lay (a cloth, etc.) across, Pittayaporn ค.ศ. 2009 หมายเลข 710)

คำไทยลุ่ม เช่น ‘บัด’ นี้บัดนั้น, ‘บาด’ หน้าบาดตา, ‘ปาด’ ฝานบางๆ, ‘พัด’ พาออกไป เป็นต้น (ดูเรื่อง ‘โบกสะบัด ‘ปัด’ รังควาน’ ประกอบ)

รากคำ *pu

มีความหมายนามธรรมว่า ‘การผุดโผล่ปรากฏขึ้น’ หรือ ‘to rise up’ เป็นรากคำที่ถูกจัดจำแนกไว้โดยนักภาษาศาสตร์ออสโตรนีเซียนศึกษาชั้นนำถึง 3 ท่าน ได้แก่ศาสตราจารย์ R. David Zorc (ค.ศ. 1990) และ E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) ให้ความหมายตรงกันว่าเป็นหัวหน้า, ผู้ทรงภูมิ, ผู้มากความสามารถ และเจ้านายผู้มีอำนาจบารมี (master, lord) ส่วนศาสตราจารย์ John U. Wolff (ค.ศ. 1999) ให้ความหมายว่าปู่-ย่า-ตา-ยาย และลูกหลาน (grandparent, child) ในขณะที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust (ค.ศ. 1988) แม้ไม่ได้จัดให้เป็นรากคำพยางค์เดียว แต่ถือว่าเป็นคำเก่าแก่ของพวกออสโตรนีเซียน ในฐานะ ‘อุปสรรค’ (prefix) ที่ใช้เติมเข้าไปข้างหน้าคำ แสดงการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ (causative of motion)

คำออสโตรนีเซียน:

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม: *apu /อาปู/ ปู่-ย่า-ตา-ยาย/หลาน (grandparent/grandchild (reciprocal)), *puCaq /ปูตซาค/ ฟอง (foam, froth, lather), *puduN /ปูดุลย/ แกนหลอดด้าย (ball of thread; spool), *puja /ปูยา/ หรือ *pujek /ปูเยก/ สะดือ (navel, umbilical cord), *pulu /ปูลู/ ด้ามจับ (handle), *puluŋ /ปูลุง/ เก็บรวบรวม (collection, gathering, assembly), *puŋuN /ปูงุลย/ กลุ่มพวง (bunch, cluster (of grain, fruit, areca nuts, etc.)) เป็นต้น

ชาวฟอร์โมซานบนเกาะไต้หวัน เช่น พวก Puyuma ใช้ *pu- เติมข้างหน้าเป็น pu-dare /ปู-ดาเร/ ขว้างออกไปยังพื้นดิน (throw or put on the ground), pu-enai /ปู-เออนัย/ ฉีดน้ำ ใส่น้ำ (to water, put water on), pu-Taqi /ปู-ตาคิ/ ฉีดพ่นปุ๋ยในนาไร่ (spread manure on the fields) หรือพวก Paiwan ใช้เติมเป็น pu-zaLum /ปู-จาลุม/ ปล่อยน้ำ (put water on or in), pu-tsaqi /ปู-ซาคิ/ ขับถ่าย (to defecate), พวก Thao ใช้เติมเป็น pu-lhilhi /ปู-ลฮิลฮิ/ ตั้งขึ้น (to erect something), pu-taun /ปู-ตาอุน/ ใส่ไว้ในบ้าน (put in a house), pu-caqi /ปู-จาคิ/ ขับถ่าย (to defecate)

คำไท-กะได:

ในภาษาไท-กะได พบรากคำ *pu อย่างชัดเจนในคำว่า ‘ปู่’ ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่นคำโบราณของไท-ไตว่า *pɯw B /ปึ่ว/ (paternal grandfather), หลี/ไหลว่า *phu:Ɂ /ผูะ/ (grandfather, ancestor), พวกข้า/ขร้าว่า *m-pau B /ม-เป่า/ (grandfather) หรือในคำว่า ‘ผู้’ ที่มีความหมายสองนัยยะคือ เพศชายและความเป็นคน สืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *bo: B /โบ่/ (man, father, Pittayaporn ค.ศ. 2009, หมายเลข 263) ขยายไปยังคำว่า ‘พ่อ’ และ ‘ผัว’ ที่หลายกลุ่มใช้อย่างปะปนกันทั้งในพวกไท-ไต และข้า/ขร้า จนถึงคำไทยลุ่มว่า น้ำ ‘พุ’ ผุดขึ้น

และที่สำคัญ ยังแสดงร่องรอยในคำเรียก ‘ปลา’ ในทุกสาแหรกไท-กะได: คำโบราณของพวกไท-ไตว่า *pla: A /ปลา/, พวกกัม-สุยว่า *pa 1 /ปะ/, พวกข้า/ขร้าว่า *p-la A /ป-ละ/, พวกลักกยาว่า *phla: A1 /ผลา/, พวกหลี/ไหลว่า *hla: /ฮลา/ หรือ *ala A /อละ/ (ถึงแม้ว่าจะมีการสืบสร้างคำดั้งเดิม (Proto-Kra-Dai) แบบสองพยางค์ไว้ว่า *bala: /บะลา/ (Ostapirat ค.ศ. 2018)) สอดคล้องกับคำเรียก ‘ปลา’ ของชาวฟอร์โมซาน: พวก Atayalic เรียก quleh /คูเรฮ/ (Atayal), พวก East Formosan เรียก pulaw /ปูเลา/ (Kavalan), พวก Puyuma เรียก vuláu /วูเลา/, kuraw /กูเรา/ จนถึงคำเรียก ‘หมู่เกาะ’ ว่า pulau /ปูเลา/ ของทางมาเลย์-อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายร่วมกันว่า ‘ผู้ผุดโผล่ขึ้นท่ามกลางเวิ้งน้ำกว้าง’ (ดูเรื่อง ‘วงศ์วานเครือญาติด้ำ ‘ปู่’’ และ ‘สืบสันดานคนกิน ‘ปลา’’ ประกอบ)

รากคำ *tu

เป็นรากคำชนิด *CV ที่ศาสตราจารย์ E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) ให้ความหมายไว้ว่า เป็นส่วนฐาน ส้น ตอ (heel, stump, base, prop, support) แฝงตัวอยู่ในคำออสโตรนีเซียนมากมาย และเป็นไปได้สูงว่าสามารถตามรอยมาถึงไท-กะได เช่น

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม:     

*tuba /ตูบา/ ไม้ไล่ปลา (a plant with roots that are pounded and put in rivers to stun fish: Derris elliptica), *tudiŋ /ตูดิง/ ชี้ออกไป (to point out), *tuduq /ตูดุค/ รั่ว (leak, drip, as a leaky roof; a drop of water), *tuduS /ตูดุซ/ เข่า (knee), *tuked /ตูเกด/, *tuku /ตูกู/, *tukud /ตูกุด/ ค้ำยัน (prop, support, post), *tukul /ตูกุล/ แตกหน่อ (to sprout, begin to grow), *tuqaS /ตูคัซ/ คนแก่ ป่าเก่า (old, of people; primary forest, old forest), *tuqed /ตูเคด/ ตอไม้ (tree stump; stubble), *turis /ตูริซ/ ขูดขีดเส้น (scratch a line, make a long shallow cut), *tutuh /ตูตูฮ/ ตำตะบัน (beat, pound, bump, thump), *tuzuq /ตูจุค/ ชี้ไปยัง (to point at, point out; give directions)

คำไท-กะได:

พบรูปเค้ารากคำ *tu ในคำเรียก ‘ตอ’ สามสี่กลุ่มของพวกไท-ไต เช่น สยาม, บ่าวเอียน, ลุงโจว เรียกเหมือนกันว่า tɔ: A1 /ตอ/, เกาบังเรียก tɔ A1 /เตาะ/ และสืบสร้างเป็นคำโบราณว่า *to: A /โต/ (stump, Pittayaporn ค.ศ. 2009, หมายเลข 166)      

รากคำ *wa

เป็นรากคำร่วมชนิด *CV ของไท-กะไดและออสโตรนีเซียน มีความหมายในชั้นนามธรรมแรกเริ่มว่า ‘แผ่กว้างออกไป’ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘to spread over’ ตรงกับรากคำ (ชนิดคาดคะเน) *awa /อาวา/ พื้นที่เปิดกว้าง (wide open space) ของศาสตราจารย์  E. M. Kempler Cohen (ค.ศ. 1999) และใกล้ชิดกับรากคำพยางค์เดียว *waŋ /วัง/ ที่มีความหมายเดิมว่าพื้นที่โล่งเปิดกว้าง (wide-open space, Blust ค.ศ. 2010 และ open, clear, Zorc ค.ศ. 1990) จนถึง *ba /บา/ นำพาบ่าไป (to carry, Cohen ค.ศ. 1999)

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิม:

พบคำสองพยางค์ที่มีรากคำ *wa ฝังตัวอยู่ นอกไปจาก *waRi /วารี/ วัน (sun, day) เช่น *Cawa /ตซาวา/ หัวเราะ (to laugh), *lawa /ลาวา/ กว้างขวาง (wide), *qasawa /คาซาวา/ คู่ผัวตัวเมีย (spouse: husband, wife), *waCaN /วาตซัน/ แอ่งน้ำลึก (deep pool or pond), *walay /วาลัย/ ด้าย, ป่านสำหรับถักทอผืนผ้า (thread), *wanaN /วานัน/ ทางขวามือ (right (side, hand, direction)), *waqay /วาคัย/ ตีนแป, ขายืน (foot, leg), *waray /วารัย/ เปิดแยกออกจากกัน (to separate, as two people), *waSaw /วาเซา/ ใบไม้ (leaf) เป็นต้น

คำไท-กะได:

นอกจากคำว่า ตะ ‘วัน’ แล้ว ยังแฝงอยู่ในคำว่า ‘บ่าว’ ผู้ที่พวกไทยสยามใช้ในความหมายถึงสามสถานะว่า ชายหนุ่ม, เจ้าบ่าว และข้าทาส เป็นคำเก่าของไท-ไต บนความหมายว่าหนุ่มโสด หากในห้วงบุพกาลแห่งสังคมแบบ ‘มาตาธิปไตย’ (Matriarchy) คงมีฐานะได้เพียงแค่ ‘บ่าวไพร่’ ของนายหญิง (ชลธิรา สัตยาวัฒนา พ.ศ. 2561) พบเรียกกระจายตัวในหลายกลุ่ม เช่น ซาปา, บ่าวเอียน, เกาบัง, ลุงโจว, ชางซี, ไย้ และแสก เรียกเหมือนกันว่า ba:w B1 /บ่าว/ สืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *ɓa:w B /บ่าว/ (unmarried man, Pittayaporn ค.ศ. 2009, หมายเลข 286)

ซึ่งเทียบได้โดยตรงกับคำมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตกว่า bawa /บาวา/ ใช้กันแพร่หลายบนความหมายในทำนอง หมู่คณะเดียวกัน, พาไปด้วยกัน, แบกไปบนไหล่หลัง, ข้างใต้, พกพา, ภาระ, น้ำหนักบรรทุก (together, in one troupe, herd or flock;  conveyance in one's own custody or possession; to bring with one; carry, as on the back; troupe, herd, swarm; beneath; carry (without reference to the manner in which it is done); carry (esp. on the shoulder); bring along; burden, load) หรือ bawah /บาวาฮ/ ตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่า, ภายใต้การบังคับบัญชา (position under or below, nether side; be subjugated, be under someone's command) ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าเกิดขึ้นจากรากคำ *ba แบกรับ + *wa แผ่กว้าง ได้ความหมายใหม่ว่า ‘ผู้แบกรับภาระ’   

และในคำว่า ‘สาว’ มีความหมายว่า หญิงสาว และเจ้าสาว อันแตกต่างจากคำว่า ‘สาว’ ที่แปลว่าสาวมือสาวไม้ เป็นคำเก่าของพวกไท-ไตเช่นกัน ใช้ในความหมายว่าสาวโสด ผู้ถูกลดชั้นจาก ‘นายหญิง’ ลงเป็นแค่เมีย ภายหลังการเปลี่ยนถ่ายเป็นสังคมแบบ ‘ปิตาธิปไตย’ (Patriarchy) พบกระจายตัวกว้างขวาง เช่น ซาปาและแสก เรียก sa:w A1 /สาว/, บ่าวเอียน เรียก tha:w A1 /ถาว/, เกาบัง, ลุงโจว และชางซี เรียก ɬa:w A1 /หลาว/ และ ไย้ เรียก θa:w A1 /ดซาว/ สืบสร้างเป็นคำไท-ไตโบราณว่า *sa:w A/สาว/ (unmarried woman, Pittayaporn ค.ศ. 2009, หมายเลข 287)

สะท้อนรูป *qasawa คู่ผัวตัวเมียแห่งออสโตรนีเซียนดั้งเดิม ที่ควรมีสังคมแบบ ‘มาตาธิปไตย’ มาเก่าก่อน หรือเทียบได้กับคำโบราณของพวกมาลาโย-โพลีนีเซียน เช่น *rawaq /ราวาค/ บึง, หนองน้ำ (swamp, morass, PWMP), *sawaliq /ซาวาลิค/ แผ่นผนังซี่ไม้ไผ่ (bamboo walling, PWMP), *qawa /คาวา/ ปากที่ใช้อ้า (mouth, POC), *sawaq /ซาวาค/ ช่องทาง (channel, PMP), *sawa /ซาวา/ งูหลามใหญ่ (python, PMP), *saweqaq /ซาเวคะ/ กินมากไป, ล้นเกิน (to eat too much, be cloyed, overfull, tired of something through excess; bored, PWMP) (ดูเรื่อง ‘รากเหง้าเงา ‘ตะวัน’’ ประกอบ)

 

3. การถอดรื้อ (decoding) จำนวนนับ:

รากคำพยางค์เดียวทั้ง 7 (กลุ่ม) หน่อเชื้อ ตามที่ได้อภิปรายข้างต้น ต่างแฝงร่างฝังตัวอยู่ในจำนวนนับพื้นฐานถึง 8 จำนวน คือ ‘สาม’ *telu /เตอลู/, ‘สี่’ *Sepat /เซอปัต/, ‘ห้า’ *lima /ลีมา/, ‘หก’ *enem /เออเนม/, ‘เจ็ด’ *pitu /ปีตู/, ‘แปด’ *walu /วาลู/, ‘เก้า’ *Siwa /ซีวา/ และ ‘สิบ’ *sa-puluq /ซา-ปูลุค/ โดยรากคำ *lu มีความพิเศษกว่ารากคำอื่น ตรงที่ถูกนำไปประกอบสร้างในจำนวนนับถึง 3 จำนวน และรากคำ *wa มีความพิเศษรองลงมา ถูกนำไปประกอบสร้างในจำนวนนับ 2 จำนวน ดังรายละเอียดข้างล่าง

‘สาม’ *telu /เตอลู/

คำเรียกแบบสองพยางค์ดั้งเดิมว่า *telu ถูกประกอบสร้างด้วยรากคำพยางค์เดียว *lu ในส่วนของพยางค์ท้าย แม้ไม่รู้ความหมายของพยางค์หน้า *te แต่อย่างน้อยก็ทราบนามธรรมของ *lu ผู้แสดงความโดดเด่นแห่ง ‘การลุล่วงทะลวงผ่านบางสิ่ง’ (to pass through) ดังนั้นจึงอาจแปลความจำนวนนับ ‘สาม’ *telu ได้อย่างเลาๆ ว่า ‘การเคลื่อนตัวทะลุทะลวงผ่านบางสิ่งบางอย่าง’

ซึ่งอยู่ในร่องเดียวกันกับคำพวกพ้องจำนวนมาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกครั้ง เช่น

คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *aluja /อาลูยา/ พายพุ่งเรือ, *lubaŋ /ลูบัง/ หลุมรูลึก, *luem /ลูเอิม/ สุกอ่อนตัว, *lupaS /ลูปัซ/ พ่นเป่าเป็นสาย, *luSeq /ลูเซอค/ น้ำตาไหลเป็นทาง, *qulu qulu /คูลู คูลู/ ด้านหัว, *quluh /คูลูฮ/ หัวผุดโผล่ และ *zulu /จูลู/ ล่วงไปข้างหน้า หรือคำมาลาโย-โพลีนีเซียนโบราณว่า *balu /บาลู/ สากยาวตำข้าว, *lumu /ลูมู/ อ่อนนุ่ม และ *lurus /ลูรุซ/ ตรงออกไป

คำหลี/ไหลโบราณว่า *hlu: /ฮลู/ คลอดลูก, *ɾu: /รู/ ลอกหลุด หรือคำเบโบราณว่า *lu: BC1/หลู่/ ส่วนคอดกิ่วของเอว หรือคำข้า/ขร้าโบราณว่า *t-ru B /ต-รุ่/ น้ำลายไหลย้อย และ *t-lu C /ต-ลุ้/ เอวคอดกิ่ว หรือคำไท-ไตโบราณว่า *truə A /ตรัว/ หัวโผล่ออก เป็นต้น

‘สี่’ *Sepat /เซอปัต/

พยางค์ท้ายของจำนวนนับ ‘สี่’ *Sepat ถูกประกอบสร้างจากรากคำ *pat ผู้มีนามธรรมเก่าเดิมว่า ‘สิ่งเฉียดเฉียบเรียบแบน’ (slim, flat, nearly, slice off) รวมอยู่ในกลุ่มรากคำพยางค์เดียวร่วมกับ *paD ราบเรียบ, ชั้นๆ, *pas ฉีกลอกออก และ *pad ตัดเล็ม ซึ่งสามารถสังเกตถึงความบางคมชนิดแนบสัมผัส สื่อนัยยะเรื่องของเปลือกปาดบาง ที่ห่อหุ้มสิ่งภายในไว้เป็นชั้นๆ หรือเรื่องของการเติมสิ่งเกือบให้เรียบเต็มผืน หากไม่ล้นปรี่ สะท้อนความหมายของจำนวนนับ ‘สี่’ *Sepat ได้เป็นอย่างดีว่า ‘การเฉียดเข้าใกล้บางสิ่งบางอย่าง’

สอดคล้องต้องกันกับคำร่วมเชื้อสาย เช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *lipas /ลีปัซ/ ผ่านเลยพ้น หรือคำมาลาโย-โพลีนีเซียนโบราณว่า *lapad /ลาปัด/ บางกว้าง, *rapat /ราปัต/ เข้าปะทะ หรือคำฟิลิปปินส์โบราณว่า *dapat /ดาปัต/ วางนอนราบไปกับพื้น, *gápas /กาปัซ/ เคียวคมเกี่ยวข้าว, *kúpas /กูปัซ/ เลือนหายไป, *lepad /เลอปัด/ โผผินบินออก, *sapat /ซาปัต/ เติมใส่ด้านบน, *sapát /ซาปัต/ เพียงพอแล้ว, *tupád /ตูปัด/ เติมให้เต็ม และคำไท-ไตโบราณว่า *pac D /ปัจ/ ปัดปาดฝุ่น, *ba:t D /บาด/ พาดบ่าพาดคอ เป็นต้น

‘ห้า’ *lima /ลีมา/

จำนวนนับ ‘ห้า’ *lima เป็นการนับโดยธรรมชาติที่ตรงกับคำเรียก ‘มือ’ (hand) อันเป็นที่รวมกันของเพรียวนิ้วทั้ง ‘ห้า’ ไม่ขาดและไม่เกินไปกว่านี้ ในมือของคนสภาพปกติ ตามที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust ได้สืบสร้างเป็นคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *qalima หรือ *qa-lima /คาลีมา/ ซึ่งจัดให้ *qa- เป็นอุปสรรคที่ถูกเติมเข้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป คัดจาก “The Austronesian Comparative Dictionary” มาบางส่วนความว่า     

“This form is puzzling, as it is clearly derived from *lima ‘five’, but *qa- is not a known affix. A number of other languages reflect *lima as both ‘five’ and ‘hand’, in the latter meaning presumably by reduction of the longer form. In other cases the two senses are distinguished by stress, as in Bontok limá ‘five’ : líma ‘hand and arm’,”

ถอดความ: รูปคำนี้น่าฉงน เพราะชัดเจนว่ามาจากคำว่า *lima จำนวนนับ ‘ห้า’ เว้นแต่ *qa ไม่ได้เป็นหน่วยเติมที่รู้จัก บางภาษาใช้ *lima ทั้งในแง่ของ ‘ห้า’ และ ‘มือ’ หรือในบางพวกใช้การเน้นเสียงบนตำแหน่งพยางค์ที่ต่างกันเพื่อระบุความหมาย เช่น Buntok ถ้าเน้นเสียงพยางค์หลังจะหมายถึง ‘ห้า’ ถ้าเน้นที่พยางค์หน้าจะหมายถึง ‘มือและแขน’ เป็นต้น                       

ซึ่งในความเห็นของผม ความสำคัญน่าจะอยู่ที่รากคำ *li ผู้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ *ri และ *Ri บนความหมายพื้นฐานร่วมกันว่า ‘บางสิ่งผลิแตกแหกตัวออกมาจากการปกปิดปกคลุมไว้’ (to sprout, to expose) ด้วยนัยยะเชิงนี้ เมื่อใช้กับ *qa/*ka บางทีอาจเป็นที่มาของ ‘อุปสรรค’ หน่วยเติมหน้าคำเก่าแก่ชนิดสองพยางค์ว่า *qali/*kali แม้ว่าทางหนึ่งมักแสดงนัยยะที่เกี่ยวข้องกับโลกของจิตวิญญาณ หากในอีกทางหนึ่งกลับแสดงอาการของบางสิ่งคลี่เปิดเผยตัวให้เห็น แทบไม่ต่างจากการใช้ร่วมกับ *ma เป็น *lima ปรากฏกิ่งก้านนิ้วทั้ง ‘ห้า’ สาขา ปริโผล่ยื่นยาวออกมาจากฝ่า ‘มือ’ และในทางมุมกลับ ยังหมายถึงจุดรวมตัวของเพรียวนิ้วทั้ง ‘ห้า’ ชนิดพร้อมเพรียงเข้าเป็นหนึ่งกำปั้น

สอดประสานไปกับคำเพื่อนพ้องทั้งหลาย เช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *aRi /อารี/ ตรงรี่เข้ามา, *baRija /บารียา/ ไม้ขัดด้ายพุ่งยาว, *diRi /ดีรี/ ยืนขึ้น, *duRi /ดูรี/ หนาม, เดือย, ก้าง, *kaRi /การี/ คำพูดคำกล่าว, *kuRi /กูรี/ ซี่ฟันของคราด, *lidam /ลีดัม/ ลิ้นยื่น, *likaC /ลีกัตซ/ ฟ้าผ่าเปรี้ยง, *lipen /ลีเปน/ แถวของฟัน, *liqeR /ลีเคอร/ คอตั้ง, *Rinu /รีนู/ กระด้งสานฝัดข้าวเปลือก, *suli /ซูลี/ ดึงกลับลงมา และ *waRi /วารี/ วัน ผู้ปริเผยตัวแผ่กว้างออกจากความมืด และคำไท-กะไดที่พบการเรียกใช้อย่างกว้างขวาง เช่นในคำว่า ตะ ‘วัน’, ‘รี’ ยาว และ ข้าว ‘สาร’ และคำไท-ไตโบราณว่า *pli: A /ปลี/ ดอกกล้วย เป็นต้น    

‘หก’ *enem /เออเนม/

เป็นคำเรียกจำนวนนับที่ถูกตีความว่าอาจพัฒนาขึ้นจากรากคำเก่า ซึ่งไม่หนีห่างกลุ่มรากคำพยางค์เดียว *nem/*num/*Nem/*Num พัวพันอยู่กับ ‘น้ำ’ (water) และสิ่งแวดล้อมใกล้ชิด เช่นการ ‘ปักดำ’ (to transplant) ทั้งยังมีความสนิทสนมเป็นอย่างยิ่งกับรากคำพยางค์เดียว *lam/lum ผู้มีความหมายว่า ‘อยู่ภายใน มืดลึกล้ำ และคุณสมบัติของน้ำ’ หรือ ‘inside, darkness and water properties’ ตรงกับรากคำ *lem มืดดำ (dark, Blust ค.ศ. 1988 และ Zorc ค.ศ. 1990), อ่อนตัว นุ่ม ชุ่มชื้นและเหลว (soft, weak, moist, tired, Cohen ค.ศ. 1999) และกลางคืน ความมืดดำ (night and darkness, Wolff ค.ศ. 1999) ซึ่งแสดงนัยยะในทางหนึ่งว่า เป็นการดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมอันนิ่งเฉย ไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนมาไหน ดังนั้น ใจความของจำนวนนับ ‘หก’ *enem จึงเกี่ยวพันกับ ‘ความเป็นน้ำและการดำดิ่งแช่นิ่งอยู่ในที่ตั้ง’ เป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งอยู่ในท่วงท่าที่ไม่แตกต่างจากคำร่วมสาแหรก เช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *CaNem /ตซาเลยม/ ฝังจม, *CaNem-en /ตซาเลยม-เอิน/ การปักดำ, *CaNum /ตซาลยุม/ แบกน้ำ, *daNum /ดาลยุม/ น้ำจืด, *tanem-an /ตาเนม-อัน/ พื้นที่เพาะปลูก, *tenem /เตอเนม/ ท้องทะเล และคำไท-กะไดที่ใช้กันแพร่หลาย เช่นในคำว่า ‘น้ำ’ และ ปัก ‘ดำ’ เป็นต้น  

‘เจ็ด’ *pitu /ปีตู/

จำนวนนับ ‘เจ็ด’ *pitu สามารถถอดความโดยใช้รากคำพยางค์เดียว *tu ผู้มีความหมายเดิมว่า ส่วนฐาน ส้น ตอ ที่งอกชี้ฟ้าโผล่พ้นผืนดิน (heel, stump, base, prop, support) และอาจออกความหมาย *pitu ได้หลักส่วนหนึ่งว่า ‘การก่อตัวตั้งออก’ ซึ่งอาจเทียบได้เป็นอย่างดีกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *tuzuq /ตูจุค/ ชี้ออกไปยัง (to point at, point out; give directions) ดังที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust อธิบายไว้ว่า ในหลายๆ พวกได้แปรเป็นคำเรียก ‘นิ้วชี้’ และจำนวนนับ ‘เจ็ด’

สอดรับกับคำร่วมเหง้า เช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *tudiŋ /ตูดิง/ ชี้ออกไป, *tuked /ตูเกด/, *tuku /ตูกู/, *tukud /ตูกุด/ ตัวค้ำยัน, *tukul /ตูกุล/ แตกหน่อ, *tuqed /ตูเคด/ ตอไม้ และคำไท-ไตโบราณว่า *to: A /โต/ ตอไม้ เป็นต้น

‘แปด’ *walu /วาลู/

จำนวนนับ ‘แปด’ *walu เป็นคำเรียกสองพยางค์ที่สามารถถอดรื้อได้ทั้งรูปคำ ก่อเกิดจากรากคำพยางค์เดียว 2 หน่อเชื้อ คือ *wa และ *lu โดยรากคำ *wa มีนามธรรมว่า ‘แผ่กว้างออกไป’ (to spread over) และรากคำ *lu มีนามธรรมว่า ‘การลุล่วงทะลวงผ่านบางสิ่ง’ เป็นจำนวนนับที่ซึมซับเอาความหมายของทั้งสองรากคำเข้าไว้ในตัวชนิดเต็มเปี่ยมเต็มกำลัง และออกถ้อยความได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘การผ่านลุล่วงแผ่กว้างขวาง’

‘เก้า’ *Siwa /ซีวา/

จำนวนนับ ‘เก้า’ *Siwa มีรากคำ *wa ‘แผ่กว้างออกไป’ ฝังอยู่ในพยางค์ท้าย จึงอาจออกความหมายแบบคลับคล้ายใกล้เคียงกับ ‘แปด’ *walu ได้ว่า ‘การแผ่ตัวอย่างกว้างขวาง’ ขับขานร่วมทางกับคำต่างๆ ที่สร้างจากรากคำ *wa เช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *waRi /วารี/ วัน, *lawa /ลาวา/ กว้างขวาง, *qasawa /คาซาวา/ คู่ผัวตัวเมีย, *waCaN /วาตซัน/ แอ่งน้ำลึก, *wanaN /วานัน/ ทางขวามือ, *waray /วารัย/ เปิดแยกออกจากกัน, *waSaw /วาเซา/ ใบไม้ ตลอดถึงคำไท-กะไดว่า ตะ ‘วัน’ และคำไท-ไตโบราณว่า *ɓa:w B /บ่าว/ บ่าวไพร่ กับคำว่า *sa:w A/สาว/ นายสาว เป็นต้น

‘สิบ’ *sa-puluq /ซา-ปูลุค/

จำนวนนับ ‘สิบ’ *sa-puluq ควรถูกประกอบสร้างขึ้นจากรากคำพยางค์เดียว *pu และ *lu โดยรากคำ *pu มีนามธรรมว่า ‘การผุดโผล่ขึ้นของบางอย่าง’ (to rise up) และ *lu มีนามธรรมว่า ‘การลุล่วงทะลวงผ่านบางสิ่ง’ อยู่ในกลุ่มสระเสียง *-u ทั้งคู่ โดยแสดงความหมายของทั้งรากคำ *lu และรากคำ *pu ออกความหมายรวม *puluq ได้ว่า ‘ผ่านลุล่วงผุดโผล่ขึ้นในที่สุด’ เมื่อบวกกับ *sa- ในความหมายว่าหนึ่ง กลายเป็น *sa-puluq จึงหมายถึง ‘การรวมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวของบางสิ่ง ที่ผ่านลุล่วงผุดโผล่ขึ้นในที่สุด’     

ซึ่งอาจเทียบเคียงได้อย่างใกล้ชิดกับคำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *pulu /ปูลู/ ด้ามจับของบางสิ่งร่วมกัน (handle) หรือคำร่วมเชื้อสายโคตรวงศ์ ยกตัวอย่างเช่น คำออสโตรนีเซียนดั้งเดิมว่า *apu /อาปู/ ปู่-ย่า-ตา-ยาย/หลาน, *puCaq /ปูตซาค/ ฟอง, *puja /ปูยา/ สะดือ, *puluŋ /ปูลุง/ เก็บรวบรวม, *puŋuN /ปูงุลย/ กลุ่มพวง และคำไท-กะไดที่เรียกใช้กันกว้างขวางว่า ‘ปู่’, ‘ปลา’ จนถึงคำไท-ไตโบราณว่า *bo: B /โบ่/ เพศผู้ และพ่อ เป็นต้น

 

4. การถกเถียงอภิปราย (discussions):

เมื่อนำการถอดรื้อ จำนวนนับ ‘3’ ถึง ‘10’ มาเรียงให้เห็นภาพดังข้างล่าง

‘สาม’ *telu      ‘การเคลื่อนตัวทะลุทะลวงผ่านบางสิ่งบางอย่าง’ (to pass through)

‘สี่’ *Sepat       ‘การเฉียดเข้าใกล้บางสิ่งบางอย่าง’ (almost, nearly, very slim)

‘ห้า’ *lima       ‘นิ้วทั้งห้าปริยื่นยาวออกมาบนหนึ่งฝ่ามือ’ (five fingers on a palm)     

‘หก’ *enem     ‘ความเป็นน้ำและการดำดิ่งแช่นิ่งอยู่ในที่ตั้ง’ (to stay still; as water)

‘เจ็ด’ *pitu       ‘การก่อตัวตั้งออก’ (to support, to propel)

‘แปด’ *walu     ‘การผ่านลุล่วงแผ่กว้างขวาง’ (to pass through and spread over)

‘เก้า’ *Siwa     ‘การแผ่ตัวอย่างกว้างขวาง’ (to spread over)

‘สิบ’ *sa-puluq ‘การรวมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวของบางสิ่งที่ผ่านลุล่วงผุดโผล่ขึ้น’ (to pass through and rise up as one)  

แม้ไม่รวมจำนวนนับ ‘1’ และ ‘2’ หากเป็นที่น่าสังเกตว่า พบโครงสร้างบางประการชนิดพิเศษยิ่ง ที่แบ่งแยกการนับออกเป็นสองส่วนสายชั้น ซ้อนทับกันแบบแนบสนิท โดยชั้นแรก ประกอบด้วยจำนวนนับ ‘3’ ถึง ‘5’ และชั้นหลัง ประกอบด้วยจำนวนนับ ‘8’ ถึง ‘10’ โดยจำนวนนับ ‘3’ ‘การเคลื่อนตัวทะลุทะลวงผ่านบางสิ่งบางอย่าง’ ประกบคู่กับ ‘8’ ‘การผ่านลุล่วงแผ่กว้างขวาง’, จำนวนนับ ‘4’ ‘การเฉียดเข้าใกล้บางสิ่งบางอย่าง’ คู่กับ ‘9’ ‘การแผ่ตัวอย่างกว้างขวาง’ และจำนวนนับ ‘5’ ‘นิ้วทั้งห้าปริยื่นยาวออกมาบนหนึ่งฝ่ามือ’ คู่กับ ‘10’ ‘การรวมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวของบางสิ่งที่ผ่านลุล่วงผุดโผล่ขึ้น’ เขียนในรูปแบบสามัญได้ว่า

‘3’ กับ ‘8’ คือการเคลื่อนตัวผ่านพ้นออกไป

‘4’ กับ ‘9’ คือการเฉียดใกล้แผ่ตัวไปเกือบถึง

‘5’ กับ ‘10’ คือการรวมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียว

และเมื่อนำนัยยะของจำนวนนับ ‘6’ ‘ความเป็นน้ำและการดำดิ่งแช่นิ่งอยู่ในที่ตั้ง’ และ ‘7’ ‘การก่อตัวตั้งออก’ เข้าตีความร่วมกับ ‘8’, ‘9’ และ ‘10’ ปรากฏเส้นทางการขยับขยายเคลื่อนตัวออกจากจุดตั้งต้น จนรวมลงที่จุดหมายปลายทางอย่างเป็นระบบชัดเจนครบถ้วน และอาจเขียนลำดับทิศทางของทั้งเส้นโครงสร้าง ที่ประกอบด้วยสองส่วนสายชั้น สายชั้นละห้าขั้นตอน ได้ว่า

การปรากฏตัวอยู่ในที่ตั้ง >> ขยับออกตัวสร้างทิศทาง >> เคลื่อนตัวผ่านพ้น >> เฉียดใกล้แผ่เกือบถึง >> รวมตัวเข้าเป็นหนึ่ง

เขียนในภาษาอังกฤษว่า starting point >> having a direction >> getting through >> almost there >> be united

หากแนวคิดการนับเชิงโครงสร้างข้างต้นมีทางเป็นไปได้ จำนวนนับ ‘6’ และ ‘7’ แห่งสายชั้นหลัง ถือเป็นเครื่องช่วยสำคัญต่อการประกบคู่สะท้อนความหมายของจำนวนนับ ‘1’ และ ‘2’ ผู้ขาดหายแห่งสายชั้นแรก ว่าควรดำเนินไปในร่องรอยเดียวกัน โดย ‘1’ คือ ‘การปรากฏตัวอยู่ในที่ตั้ง’ และ ‘2’ คือ ‘การขยับออกตัวสร้างทิศทาง’

‘สอง’ *duSa /ดูซา/ และ ‘หนึ่ง’ *esa/isa /อีซา/

เมื่อเพ่งลงไปยังรากคำพยางค์เดียวชนิด *CV ทั้งหลายที่ใช้เสียงสระ *-u มีความน่าสนใจบางอย่างว่า รากคำ เช่น *bu, *lu, *pu, *tu และ *zu ล้วนมีนามธรรมสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘การผุดหลุดออกไปจากพื้นฐานเก่าเดิม’ โดยรากคำ *bu มีความหมายว่า กลม เกี่ยวเนื่องกับการบวมเป่งป่องเป็นก้อนขึ้น (round, Cohen ค.ศ. 1999), การเปิดเผยตัว (open, Zorc ค.ศ. 1990) (ดูเรื่อง ‘ค่ำ แฮ เดือนเจอค่ำ’ ประกอบ), รากคำ *lu มีความหมายว่า การทะลุผ่านบางสิ่ง, รากคำ *pu มีความหมายว่า การผุดโผล่ขึ้นของบางอย่าง, รากคำ *tu มีความหมายว่า ส่วนฐาน ส้น ตอ ที่งอกชี้ฟ้าโผล่พ้นผืนดิน และรากคำ *zu กับความหมายว่า การพุ่งออกไปข้างหน้า (ดูเรื่อง ‘จ้วง-จีน/จ้วง-ไทย/จ้วง-อินโดนีเซีย’ ประกอบ)   

ทั้งยังเข้ากับบางความหมายของ *nu ได้ดี แม้ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในรากคำพยางค์เดียว ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น เป็นตัวชี้ถึงความไม่แน่นอนเลื่อนลอย, ของมึง, วันข้างหน้า, เมื่อไรเมื่อนั้น, มึง บุคคลที่อยู่ถัดออกไปจากกู และ ‘การก’ (PAN *-nu marker of uncertainty, PWMP *-nu 2sg possessor and non-subject agent, PAN *nu- future marker with words for days, PAN *nu₁ if, when (in future), PWMP *nu₂ 2sg.; you, PAN *nu₃ genitive case marker for common nouns (cf. *na, *ni))

และ *nu ยังถูกประกอบสร้างอยู่ในคำต่างๆ เช่น คำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนว่า *nusa /นูซา/ หมายถึงเกาะเคว้งคว้าง ผู้โดดเดี่ยวตัวเองอยู่กลางทะเลห่างแผ่นดินแม่ (island) หรือคำโบราณของมาลาโย-โพลีนีเซียนสาขาตะวันตกว่า *nupi /นูปี/ ความฝันอันเลื่อนลอย (dream) และคำดั้งเดิมของออสโตรนีเซียนว่า *nunuh /นูนุฮ/ เต้านมของเพศเมีย (female breast) เป็นต้น          

เมื่อเทียบพยางค์หน้า *du ของจำนวนนับ ‘สอง’ *duSa ที่อยู่บนฐานเสียง *-u แบบเดียวกับรากคำพยางค์เดียว *bu, *lu, *pu, *tu และ *zu รวมถึง *nu อาจพอตีความหมายในแนวทางคล้ายๆ กันว่า ‘บางสิ่งหลุดออกไปจากความเก่าแรกเริ่ม’ ซึ่งสะท้อนถึงการมีตัวตนของจำนวนนับ ‘หนึ่ง’ *esa/isa ในฐานะผู้ตั้งต้นได้อีกทางหนึ่ง และสอดคล้องไปกับลำดับของการนับ ตามโครงสร้างแบบสองส่วนสายชั้นห้าขั้นตอน จับคู่กับจำนวนนับ ‘เจ็ด’ *pitu ผู้อยู่ในขั้นตอนที่สองของสายชั้นหลัง ที่ว่าด้วยการขยับตัวสร้างทิศทางออกไปจากจำนวนนับ ‘หก’ *enem ผู้อยู่ในขั้นตอนแรก ที่ว่าด้วยการปรากฏตัวอยู่ในที่ตั้ง ได้อย่างถูกจังหวะจะโคน

ทั้งนี้ ถ้าอ้างอิงจาก “The Austronesian Comparative Dictionary” ปรับปรุง ค.ศ. 2010-2019 *sa และ *Sa ถือเป็นหน่วยเสียงย่อยเก่าแก่ โดย *sa ทำหน้าที่ เช่น เป็น ‘การก’ บอกบทบาท (nominative case marker for plural personal names), เป็นตัวชี้ตำแหน่งแห่งที่ (locative marker) และเป็นหนึ่ง (clitic form of *esa) ส่วน *Sa ทำหน้าที่ ‘อุปสรรค’ เติมหน้าคำ บอกสภาวะการรับรู้ (stative prefix) และเป็นสิ่งชี้ตำแหน่งแห่งหน (locative particle)

หากกว่านั้น ทั้ง *sa และ *Sa ต่างถูกประกอบสร้างอยู่ในคำสองพยางค์จำนวนมากของทางออสโตรนีเซียน รวมถึงพบร่องรอยในคำไท-กะได เช่นในคำว่า ข้าว ‘สาร’ และ นาย ‘สาว’ เป็นต้น จนทำให้ตีความ เป็นไปได้หรือไม่ว่า บางที *sa หรือ *Sa อาจมีสถานะอื่นที่นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่ดังกล่าวข้างบน เช่นอาจแสดงถึงความเป็นตัวตนชนิดเก่าเหง้าเดิม ในแบบที่จำนวนนับ ‘หนึ่ง’ *esa/isa แสดงบทบาทของการเป็นจุดตั้งต้นให้กับจำนวนนับ ‘สอง’ *duSa ได้หลุดสะท้อนออกไปจากความเก่าเดิม เป็นต้น   

ตามโครงสร้างการนับแบบสองส่วนสายชั้นห้าขั้นตอนนี้ การเดินผ่านแต่ละลำดับขั้นตอน หมายถึงการนับสมาชิกบวกเพิ่มไปครั้งละหนึ่ง เริ่มจากสายชั้นแรก และเมื่อสิ้นสุดเส้นทางบนสายชั้นแรก จะได้จำนวนสมาชิกรวมทั้งหมดห้า ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด จำนวนสมาชิกทั้งห้าได้แฝงตัวกลายเป็นแก่นแกนอยู่ภายใน เมื่อเข้าสู่การนับบนเส้นทางสายชั้นหลัง จนถึงขั้นตอนสุดท้าย จะได้จำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้นสิบ

โดยเส้นทางสายชั้นแรก ถูกตีความว่า เป็นการสะท้อนเรื่องราวการนับที่วนเวียนอยู่กับตัวตนของผู้นับ ครอบคลุมถึงเรื่องภายในครอบครัว จากคำศัพท์บ่งชี้ (key word) ว่า *telu การทะลุทะลวงผ่านบางสิ่ง และ *lima ที่โดดเด่นในความเป็นมือและกำปั้นของผู้นับ ผู้รวมกิ่งก้านสาขาทั้งห้าไว้ด้วยกัน อธิบายแนวคิดได้ว่า จำนวนนับ ‘1’ แรกเริ่มที่การรับรู้ว่าตัวข้านั้นมีอยู่ดำรงอยู่, ‘2’ ก่อนสะท้อนหลุดบางอย่างออกไปจากตัวข้า กลายฐานะเป็นคู่ประเดิมเชื้อเผ่าพันธุ์, ‘3’ ก่อกำเนิดทายาทเพื่อสืบทอดสายเลือด, ‘4’ ขับขยายเคลื่อนตัวมุ่งสู่การเติมเต็ม, ‘5’ รวมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มเงาของครอบครัวและชุมชน

ในขณะที่เส้นทางสายชั้นหลัง แสดงการนับที่วนเวียนอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัวของผู้นับ ชี้ไปยังเรื่องการเดินทางของสายน้ำ จากคำศัพท์บ่งชี้ชั้นดีว่า *enem, *walu และ *sa-puluq สื่อความหมายอย่างชัดแจ้งแห่งความเป็นแหล่งน้ำ การพุ่งตัวลุล่วงของสายน้ำและแผ่ตัวกว้างขวาง จนถึงการรวมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับท้องทะเล อธิบายแนวคิดได้ว่า ‘6’ แรกเริ่มที่การดำรงอยู่ของแหล่งน้ำในที่ตั้ง, ‘7’ สะท้อนออกเป็นสายน้ำสายเล็กไหลพุ่งออกข้างหน้า ลัดเลาะไปตามหุบห้วยและไหล่เขา, ‘8’ ผ่านพ้นจึงแผ่ตัวลงสู่ผืนดินลุ่มต่ำเบื้องล่าง, ‘9’ หล่อหลอมเป็นสายน้ำใหญ่ ไหลกวัดแกว่งเอี้ยวเอื่อยไปมาบนที่ราบลุ่มสันดอนปากแม่น้ำ, ‘10’ แล้วรวมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับแม่ทะเล

และหมายถึงว่า การนับจำนวนพื้นฐาน ‘1’ ถึง ‘10’ ของออสโตรนีเซียน อาจไม่ใช่ ‘ระบบเลขฐานสิบ’ หากแท้จริงแล้วเป็นการนับด้วย ‘ระบบเลขฐานห้า’ (quinary systems) บนโครงสร้างแนวคิดแบบสองสายชั้นห้าลำดับขั้นตอน เรียงจากชั้นในขยายออกสู่ชั้นนอก จากแก่นเมล็ดขยายออกสู่เนื้อหนังเปลือกที่ห้อหุ้มหล่อเลี้ยง สรุปดังนี้

การนับจำนวน ‘1’ ถึง ‘5’

‘1’      จุดเริ่มต้น ความเป็นตัวตนแรกเริ่ม

‘2’      สร้างทิศทาง สะท้อนออกไปจากตัวตน

‘3’      เคลื่อนตัวผ่านพ้น ทายาทสืบทอด

‘4’      เฉียดใกล้เกือบถึง ขยับเข้าหาการเติมเต็ม

‘5’      เข้ารวมเป็นหนึ่ง ความเป็นครอบครัว ชุมชน

และการนับจำนวน ‘6’ ถึง ‘10’

‘6’      แหล่งน้ำในที่ตั้ง = ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง + ‘1’ จุดเริ่มต้น

‘7’      สายน้ำพุ่งออกไป = ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง + ‘2’ สร้างทิศทาง

‘8’      ไหลพ้นลงสู่พื้นราบ = ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง + ‘3’ เคลื่อนตัวผ่านพ้น

‘9’      สายน้ำใหญ่ไหลเอื่อยอ่อย = ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง + ‘4’ เฉียดใกล้เกือบถึง

‘10’    ปากน้ำรวมตัวกับแม่ทะเล = ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง + ‘5’ เข้ารวมเป็นหนึ่ง

อันเป็นระบบการนับที่สามารถบ่งชี้ถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้คน ในห้วงเวลาแห่งการสร้างและใช้คำเรียกจำนวนนับพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างดี ซึ่งไม่ควรหนีห่างจากวิถีของสายน้ำ การปักดำ ท้องทุ่งกว้าง และแม่ทะเลเท่าใดนัก

และบางอารมณ์ เป็นไปได้หรือไม่ ในการเป็นหนึ่งเหตุผลที่สอดประสานไปกับสถิติความคงทน ต่อการจดจำจำนวนนับ ‘1’ ถึง ‘10’ ของชาวฟอร์โมซานกลุ่มต่างๆ บนเกาะไต้หวัน เช่นอ้างอิงจากบทความเรื่อง “The higher phylogeny of Austronesian and the position of Tai-Kadai: another look” (Blust ค.ศ. 2014, ตารางที่ 7) ดังนี้ 7, 17, 18, 18, 14, 11, 16, 10, 8, 3(5) ซึ่งศาสตราจารย์ Robert A. Blust ถือว่า โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมีแนวโน้มจดจำตัวเลขจำนวนน้อยได้คงทนกว่าตัวเลขจำนวนมาก ยกเว้นในกรณีของพวกฟอโมร์ซาน ที่จำนวนนับ ‘1’ กับจำนวนนับ ‘7’ ไม่เข้ากับแนวโน้มทั่วไป คัดคำอธิบายมาว่า

“Apart from ‘1’, which is unstable in many of the world’s languages due to its

tendency to evolve into or from an indefinite article, and ‘7’, which is also out of place in

the numeral-based phylogeny, there is steady decline from 2-10.” 

ถอดความ: นอกจากจำนวนนับ ‘1’ ซึ่งไม่เสถียรในหลายๆ ภาษาของโลก เนื่องจากแนวโน้มในตัวเองที่จะพัฒนาไป หรือจากชื่อนามที่ไม่ระบุแน่นอน และจำนวนนับ 7 ซึ่งสูงโดดผิดที่ผิดทางแล้ว ความสามารถในการจดจำค่อยๆ ลดจาก ‘2’ ลงไปยัง ‘10’   

เมื่อใช้การนับระบบเลขฐานห้าเข้าสอบเทียบ สังเกตในรายละเอียดพบการเต้นเข้าจังหวะแบบไม่ขัดแย้ง ทั้งกับจำนวนนับ ‘1’ และ ‘7’ โดยไล่เป็นสองจังหวะวงจร จังหวะชั้นแรก ‘1’ ถึง ‘5’ คือ 7, 17, 18, 18, 14 และจังหวะชั้นหลัง ‘6’ ถึง ‘10’ คือ 11, 16, 10, 8, 3(5) ซึ่งจำนวนนับ ‘1’ และ ‘6’ เป็นจุดเริ่มต้นที่เต้นสอดคล้องกัน เป็นที่จดจำได้น้อยกว่า ‘2’ และ ‘7’ ตามเหตุปัจจัยของการผันแปรไม่แน่นอน และแนวโน้มความทนทานค่อยๆ ลดลงในทิศทางจาก ‘2’ ไป ‘5’ และจาก ‘7’ ไป ‘10’ สอดรับกับภาพรวมตามที่ศาสตราจารย์ Robert A. Blust ได้กล่าวไว้

ก่อนเก็บฉาก เพราะจำนวนนับดั้งเดิมบนระบบเลขฐานสิบ ได้ถูกถอดรื้อด้วยรากคำพยางค์เดียว ร่วมรากเหง้าของทั้งออสโตรนีเซียนและไท-กะได ที่มากถึง 7 (กลุ่ม) หน่อเชื้อ และปรับแก้เสนอใหม่เป็นการนับบนระบบเลขฐานห้า (แบบซ่อนรูป) ประกอบกับร่องรอยการเรียกขาน ที่ยังหลงเหลือในหมู่ข้า/ขร้า และหลี/ไหลของไท-กะไดจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเครื่องสะท้อนชั้นเยี่ยมยืนยันว่า จำนวนนับพวกนี้ควรถูกสร้างและเรียกใช้กันในหมู่สองตระกูลภาษา นับแต่คราวแรกสถาปนา มากกว่าการหยิบติดไม้ติดมือโดยชนรุ่นหลัง และห่างยิ่งกว่าห่าง ในการตีความให้คำเรียกจำนวนนับของไท-กะไดและชิโน-ทิเบตันร่วมเชื้อสายเดียวกัน

จึงขอเสนอเป็นข้อสังเกตเพื่อการถกเถียงปิดท้ายไว้ ณ ที่นี้

 

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562   

 

อ้างอิง:

ชลธิรา สัตยาวัฒนา. พ.ศ. 2561. ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท สาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม. ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชนนิยม

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช. พ.ศ. 2561. จ้วง-จีน/จ้วง-ไทย/จ้วง-อินโดนีเซีย. (academia.edu/bulanramai)

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช. พ.ศ. 2561. วงศ์วานเครือญาติด้ำ ‘ปู่’. (academia.edu/bulanramai)  

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช. พ.ศ. 2562. รากเหง้าเงา ‘ตะวัน’. (academia.edu/bulanramai)

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช. พ.ศ. 2562. สืบสันดานคนกิน ‘ปลา’. (academia.edu/bulanramai)

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช. พ.ศ. 2562. โบกสะบัด ‘ปัด’ รังควาน. (academia.edu/bulanramai)

Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa. 2012. Kamus Besar Bahasa Indonesia (KBBI) Online: Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa, Kemdikbud (Pusat Bahasa). (www.kbbi.web.id)

Blust, Robert A. 2013. Austronsian languages (Revised edition). Canberra: Asia-Pacific Linguistics. (www.pacling.anu.edu.au)

Blust, Robert A. 2014. The higher phylogeny of Austronesian and the position of Tai-Kadai: another look. Presentation at the 14th International Symposium on Chinese Languages and Linguistics (IsCLL-14).

Blust, Robert A. and Trussel, Stephen. 2010: revision 2019. Austronesian Comparative Dictionary. (www.trussel2.com)

Chen, Yen-ling. 2018. Proto-Ong-Be. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy, the Graduate Division of the University of Hawaiʻi at Mānoa.

Cohen, E. M. Kempler. 1999. Fundaments of Austronesian roots and etymology. Canberra: Pacific Linguistics, Research School of Pacific and Asian Studies, Australian National University. (www.en.wiktionary.org)

Norquest, Peter K. 2007. A Phonological Reconstruction of Proto-Hlai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy with a Major in Anthropology and Linguistics in the Graduate College of University of Arizona. (www.arizona.openrepository.com)

Ostapirat, Weera. 2000. Proto-Kra. In Linguistics of the Tibeto-Burman Area, vol. 23. no. 1: 1-251. (www.sealang.net)

Pittayaporn, Pittayawat. 2009. The Phonology of Proto-Tai. In Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy, Faculty of the Graduate School of Cornell University. (www.ecommons.cornell.edu)

Sagart, Laurent. 2010. Why does the Tai-Kadai word for ‘ten’ end in –t?. 23rd Paris Meeting on East Asian Linguistics, July 1-2, 2010: Centre de recherches linguistiquessur l'Asie orientale (CRLAO). (www.actualites.ehess.fr)

Shorto, Harry L. 2006. A Mon-Khmer Comparative Dictionary, Canberra Pacific Linguistics 579.

Wolff, John U. 1999. The monosyllabic roots of Proto-Austronesian. In Elizabeth Zeitoun and Paul Jen-kuei Li, eds. 1999. Selected papers from the Eighth International Conference on Austronesian Linguistics: 139-194. Taipei, Taiwan: Academia Sinica. (www.en.wiktionary.org)

Zorc, R. David. 1990. The Austronesian monosyllabic root, radical or phonestheme. Linguistic Change and Reconstruction Methodology: De Gruyter. (www.zorc.net)





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน