*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 316605
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< ธันวาคม 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2552
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2809 , 21:31:44 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          วันนี้ถือโอกาสแสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดหมวดหมู่อาหารระหว่างทางโลกกับทางธรรมสักเล็กน้อย เพื่อเป็นข้อศึกษาเปรียบเทียบ

          ทางโลกแบ่งอาหารออกเป็น ๕ หมู่ ตามประเภทและชนิดของสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ไขมัน เป็นต้น สารอาหารเหล่านี้ บางอย่างก็ได้จากเนื้อสัตว์ บางอย่างก็ได้จากพืช

          ในแต่ละวัน ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารเหล่านี้ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของร่างกาย หากร่างกายได้รับมากไปหรือน้อยเกินไปย่อมก่อให้เกิดผลเสียตามมา

          นี่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่คิดว่า ท่านทั้งหลายทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว ขอละไว้ในฐานะที่เข้าใจ ไม่ขยายความต่อให้มากไปกว่านี้

          มาพิจารณาอาหารทางธรรม คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจำแนกอาหารออกเป็น ๔ หมู่/ประเภท ได้แก่

          ๑.กวฬิงการาหาร หมายถึง อาหารประเภทที่เป็นคำข้าว หรืออาหารที่นำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการรับประทาน ดื่ม ฉีด หยอด อย่างใดอย่างหนึ่ง

          อาหารประเภทนี้ ก็คือชนิดเดียวกันกับอาหารแบบโลก ๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

          หลักปฏิบัติต่ออาหารประเภทนี้ ท่านสอนให้เราพิจารณาก่อนบริโภคเสมอ จุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ขณะเดียวกันก็เว้นส่วนที่เป็นโทษ

          ว่ากันว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนในปัจจุบัน ส่วนหนึ่ง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่ มาจากเรื่องอาหารการกิน แพทย์ทางเลือกปัจจุบันจึงหันมารักษาโรคด้วยการควบคุมอาหาร

          สอดคล้องกับแนวที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้จักบริโภคอาหารด้วยสติปัญญา ไม่บริโภคด้วยกิเลสตัณหา ซึ่งจะนำพาให้ถึงทุกข์ในภาคหน้า

          ๒.ผัสสาหาร หมายถึง อาหารประเภทที่ไม่ต้องรับประทาน ดื่ม ฉีด หยอดเข้าสู่ร่างกาย อาศัยเพียงแค่สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างใดอย่างหนึ่ง

          อาหารประเภทนี้ หลายคนอาจไม่เคยใส่ใจ หรือมองข้ามไปว่าจะเป็นอาหารได้อย่างไร

          จริง ๆ พระพุทธเจ้าของเราท่านทรงละเอียดอ่อน ไม่มองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้

          ตรงกันข้าม กลับมองทรงมองเห็นว่า อาหารประเภทนี้เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญสำหรับชีวิต เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรม ที่สำคัญเรารับอาหารประเภทนี้กันทั้งวัน ผิดกับอาหารประเภทแรกที่รับเพียง ๒-๓ มื้อต่อวันเท่านั้น

          ที่บอกว่า เราต้องรับอาหารประเภทนี้กันทั้งวันก็เพราะว่า ในแต่ละวัน มีเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านเข้าในชีวิตของเรามากมาย โดยเฉพาะทางตา กับทางหู ซึ่งเปิดรับตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่น กระทั่งเข้านอน เมื่อรับแล้วก็ทำให้มีอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป

          เช่น ถ้ารับผัสสะดี ก็ทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย สีหน้าผ่องใส ส่งผลดีต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามถ้ารับผัสสะไม่ดี ก็ส่งผลให้เกิดความหดหู่ เหี่ยวแห้งใจ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เสียงชม กับเสียงด่า, เสียงหวานไพเราะเสนาะหู กับเสียงหยาบคายไร้มารยาท ย่อมส่งผลต่อผู้ฟังโดยตรง

          อย่าว่าแต่คนเลย  สัตว์ หรือแม้กระทั่งพืชบางชนิด หากได้รับผัสสะดี ๆ ก็ส่งผลดีตามมาเช่นเดียวกัน คิดว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเรื่องราวเกษตรกรเปิดเพลง หรือดนตรีให้สัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ วัว เป็นต้นฟัง  นัยว่าจะทำให้มีอารมณ์ดี  ออกไข่ หรือรีดน้ำนมได้มากกว่าปกติ

          ทราบข้อเท็จจริงเช่นนี้ เราจึงควรใส่ใจ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้แก่กันและกัน เพื่อให้เป็นที่เจริญหู เจริญตา และก็เจริญใจในที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของชีวิต

          ๓.มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง อาหารที่เป็นความต้องการทางด้านอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ  เช่น ความตั้งใจ ความปรารถนา ความใฝ่ฝัน ความหวัง เป็นต้น

          อาหารประเภทนี้ จะช่วยทำให้ชีวิตมีค่า มีความหมาย พร้อมที่จะยืนหยัด หรือดำรงชีวิตอยู่เพื่อจุดหมายที่วางเอาไว้

          ชีวิตของผู้ที่ดำรงอยู่ด้วยความหวัง กับชีวิตของผู้อยู่อย่างไร้ความหวังจึงแตกต่างกัน เพราะทั้ง ๒ ประการนี้ ได้อาหารที่หล่อเลี้ยงแตกต่างกัน

          ๔.วิญญาหาร หมายถึง อาหารที่เป็นการรับรู้ทางจิต

          จิตของคนเรา รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย และเมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว สิ่งที่ถูกรับรู้เหล่านั้น ไม่ได้เพียงแค่ผ่านมาผ่านไปเฉย ๆ หากแต่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ในกระแสจิต และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

          ดังนั้น เมื่อจิตรับรู้เรื่องราวเช่นไรในชีวิต ไม่ว่าในแง่ดี หรือในแง่ร้าย การรับรู้เหล่านั้นย่อมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตของเขาให้เป็นลักษณะเดียวกันกับข้อมูลที่เขารับรู้

          ในมงคลสูตรมีตัวอย่างท่านเล่าถึงลูกนก ๒ ตัว เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน  แต่พลัดพรากจากกันไปเพราะลมพายุ

          ตัวหนึ่งไปตกใกล้อาศมฤาษี อีกตัวหนึ่งไปตกใกล้รังโจร

          ตัวแรกได้รับรู้แต่สิ่งดี ๆ จากฤาษี ทำให้นกตัวนี้มีอุปนิสัยใจคอดีงามตามไปด้วย ขณะที่นกตกใกล้รังโจร ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินแต่เสียงปรึกษาวางแผนของพวกโจรว่าจะปล้น จะฆ่ากันที่ไหน ทำให้นกตัวที่สองนี้มีอุปนิสัยก้าวร้าวตามไปด้วย

          จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า อาหาร ๓ ประการหลัง มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มาก เรียกว่าความเป็นตัวตนของมนุษย์แต่ละคน ล้วนเกิดจากอาหาร ๓ ประการหลังนี้ทั้งสิ้น ขณะที่อาหารประเภทแรก ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเพียงร่างกายเท่านั้น

         

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
chaiyassu วันที่ : 27/12/2009 เวลา : 18.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


อากาศปีนี้ไม่ค่อยหนาวเลย
เท่าที่นับวันหนาวจริง ๆ ประมาณ ๒ ช่วง ๆ ละประมาณ ๓-๔ วัน
ที่เหลือนอกจากนั้นก็ ปกติ หนาว ๆ ร้อน ๆ
อากาศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
สะท้อนให้เห็นภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้วยน้ำมือของมนุษย์

เรื่องก้อนหิน ฯ ตอนนี้กำลังวางแผนว่า
จะสร้างกุฎิหลังน้อย ๆ ไว้เป็นที่พัก
สำหรับผู้สนใจปฏิบัติธรรม...
แต่ก็ทำไปตามกำลังเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้
ทางวัดกำลังสร้างโบสถ์อยู่
จึงได้อาศัยบารมีโบสถ์เก็บรายละเอียดไปเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมความพร้อม

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
ting วันที่ : 27/12/2009 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

แวะมาทักทายเฉยๆ อากาศเป็นไงบ้างคะ
ก้อนหินยิ้มเริ่มทำอะไรบ้างคะ ว่าจะโทรไปคุยด้วยเหมือนกันเรื่องของอนาคตที่จะไปอยู่ด้วยกันก็แล้วแต่สภาพของทางนี้จะไปอย่างไรนะคะ
เมื่อเหตุพร้อมก็คงได้ไป



ความคิดเห็นที่ 27 (0)
Cat@ วันที่ : 26/12/2009 เวลา : 02.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha


.สุขสันต์วันคริสต์มาส และปีใหม่นะคะ

เชิญจ๊ะ

คริสมาส แบบ แม่แคท สิค่ะ

ตอน เสต็กปลาsalmon กับ Waffeln รสมะพร้าว ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ting วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 23.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

ไปบ้านแม่ช้างน้อยทั้งวันคะเพิ่งกลับเข้าบ้าน คะ

Merry Christmas & Happy New year !!

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เสดพีร์ วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ ในใจ._/|\_.

กราบขอบพระคุณพรที่ฝากไว้นะครับ

นมัสการครับ

~*~..._/!\_...~*~

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
sunsmile วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์

บทความอิงธรรมะต่อเนื่องทุกเรื่องเช่น เป็นเอกลักษณ์ดี
ที่บ้านผมบทความจิปาถะไปหมดเพราะเป็นเรื่องทั่วไป

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
Cat@ วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha


นมัสการ ค่ะ
มาส่งข่าว
ได้สั่งหนังสือ ให้แล้วนะค่ะ

รอเดือนมีนาไปจัดส่งด้วยตนเอง นะค่ะ
ไม่กล้ารบกวน เพือนบ่อยๆ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
chaiyassu วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


นั่นนะซิ...ทำได้งัย ?


ความคิดเห็นที่ 21 (0)
chaiyassu วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เท่าที่คุณณัฐรดาแจกแจงมา
เห็นว่าถูกต้องแล้ว

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
บ้านพระธรรม วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

ก้อนหินยิ้ม หาบ้านไม่เจอ

พระอาจารย์ยังไม่ได้ add บ้าน konhinsmile ไว้เลยหรือเจ้าค่ะ..น้อยใจจัง..แง..แง..

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 07.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

"สัญเจตนา เป็นคำกลาง ๆ มีความหมายถึงความจงใจ,ความแสวงหาอารมณ์,เจตนาที่แต่งกรรม,ความคิดอ่าน บางแห่งท่านจำแนกออกเป็น ๓ ประเภท คือ กายสัญเจตนา, วจีสัญเจตนา, และมโนสัญเจตนา"

ตรงนี้เองเจ้าค่ะที่เข้าใจผิด เข้าใจไปว่าสัญญเจตนา กับมโนสัญญเจตนาเป็นคนละตัวกัน

แต่ที่แท้เป็นตัวเดียวกัน เพียงแต่ไปออกทางไหน ทางกาย วาจา ใจ ก็เรียกชื่อไปตามทางนั้น

คราวนี้คงเข้าใจไม่คลาดเคลื่อนแล้วกระมังเจ้าคะ

กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าเจ้าค่ะที่ชี้แนะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการพระคุณเจ้า
กราบขอบพระคุณสำหรับคำอธิบายเจ้าค่ะ
และในปีใหม่ที่จะถึงนี้ หวังว่าพระคุณเจ้าจะมีสุขภาพดี เป็นกำลังในการเผยแพร่พระศาสนานะเจ้าคะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
chaiyassu วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขอเจริญพรเพิ่มเติมอย่างนี้
ประเด็นแรก
> เบื้องต้นขอให้กำหนดไว้ก่อนว่า สัญญา สัญญเจตนา มโนสัญเจตนา ต่างก็เป็นเจตสิก คือทำหน้าที่ปรุงแต่งจิต
> สัญญา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังขาร เพราะสัญญากับสังขารทำหน้าที่ต่างกัน และเป็นเจตสิกคนละตัวกัน สัญญาทำหน้าที่เพียงแค่จดจำ ขณะที่สังขารทำหน้าที่ปรุงแต่ง
> การปรุงแต่งของสังขาร ก็อาศัยสัญญาเก่า/ใหม่ นั่นเองมาปรุง เจตสิกทั้ง ๒ ตัวนี้จึงพึ่งพาอาศัยกันตลอดเวลา
> การคิด การปรุงแต่งแต่ละครั้ง เรื่องเดียวอาจใช้สัญญาหลายตัว เช่น กรณีเราวางแผนทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่เป็นข้อมูลให้เราตัดสินใจอาจมีได้มากกว่าหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะผสมผสานเข้าด้วยกันก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกอย่างไรสิ่งที่เลือกก็ถือว่าเป็นความจงใจ/ตั้งใจของเรา (มโนสัญเจตนา) ประเด็นนี้คุณณัฐรดาเข้าใจถูกแล้ว
ประเด็นที่สอง
> สัญเจตนา เป็นคำกลาง ๆ มีความหมายถึงความจงใจ,ความแสวงหาอารมณ์,เจตนาที่แต่งกรรม,ความคิดอ่าน บางแห่งท่านจำแนกออกเป็น ๓ ประเภท คือ กายสัญเจตนา, วจีสัญเจตนา, และมโนสัญเจตนา บางที่ท่านก็จำแนกออกเป็น ๖ ได้ รูปสัญเจตนา, สัททสัญเจตนา,คันธสัญเจตนา,รสสัญเจตนา,โผฏฐัพพสัญเจตนา และธัมมสัญเจตนา
> พิจารณาจากการจำแนกข้างต้น ทำให้เห็นว่า คุณณัฐรดาเข้าใจความหมายของคำนี้คลาดเคลื่อนไป เพราะสัญเจตนาที่อ้างถึงคุณณัฐรดาไม่ได้ระบุว่าเป็นสัญเจตนาประเภทไหน ดังนั้นจึงยากที่จะสรุปว่าอะไรเป็นอะไร แต่เท่าพิจารณาดูบริบทคำถามของคุณณัฐรดา สัญเจตนากับมโนสัญเจตนาน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปคิดคำใหม่ขึ้นมาให้สับสน (โดยเฉพาะคำว่า "ตั้งใจที่จะคิด" กับคำว่า "คิดไปตามที่ตั้งใจ")

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
Mothemon วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mothemon

อาหารสามอย่างหลังนี่เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ล้วนๆเลยเนาะ

กราบนมัสการค่ะ ^^

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการพระคุณเจ้า

ขอบพระคุณเจ้าค่ะสำหรับคำอธิบายทั้งสองประเด็น ในประเด็นที่สอง ที่สงสัยคือการทำงานด้วยเจ้าค่ะ

เข้าใจว่า ที่จุดเริ่มต้น คืออวิชชา ปัญญามาไม่ทันในขณะนั้น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร เราจะบอกได้ไหมเจ้าคะ ว่าสัญญา สัญญเจตนา มโนสัญญเจตนา เป็นส่วนหนึ่งของสังขาร

เข้าใจว่า สัญญเจตนา เป็นการจงใจจะคิดไปตามสัญญาเดิม และถ้าเรื่องเดียวกันอาจมีหลายสัญญา จึงเลือกสัญญาที่สอดคล้องกับปัญญาตนมาก่อการต่อ เกิดเป็นมโนสัญญเจตนาไปตามนั้น ไม่ทราบว่าถูกไหมเจ้าคะ

เช่น จำคนคนหนึ่งได้ว่าเคยถกเถียงกันใหญ่โตและเกิดความไม่พอใจกันขึ้น (1) และจำได้ว่าเมื่อมาหาเหตุผลภายหลังแล้วพบว่าต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ดี(2) พอมาเจอกันอีกโดยไม่ตั้งใจ สัญญเจตนาจะเลือกเอาสัญญาใดในหนึ่งหรือสองที่สอดคล้องกับปัญญาตนมาก่อให้เกิดมโนสัญญเจตนาต่อไป เช่นถ้าเลือกเอาสัญญาหนึ่งก็อาจคิดไปในทางลบ แต่ถ้าเลือกเอาสัญญาสองก็จะคิดไปในทางกลางๆหรือบวก

จุดนี้ไม่ทราบว่าเข้าใจผิดหรือเปล่าเจ้าคะ

เพราะคิดว่า สัญญเจตนาตั้งใจที่จะคิด กับมโนสัญญาเจตนาคิดไปตามที่ตั้งใจ น่าจะมีจุดที่แตกต่างกันเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ปักษา วันที่ : 21/12/2009 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paksa

สาธุ ขอเชิญอนุโมทนาบุญและรับของดีต้อนรับปีใหม่ที่บล๊อกครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ting วันที่ : 21/12/2009 เวลา : 04.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

แวะมาเติมอาหารทางใจคะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Cat@ วันที่ : 20/12/2009 เวลา : 02.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

นมัสการ ค่ะ

กินเพืออยู่
หรืออยู่เพือกิน

หรือ พวก อยู่เพือกิน บ้านกินเมืองกินแผ่นดิน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SriNapa วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 19.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

กราบนมัสการพระคุณเจ้าคะ

สาธุเจ้าคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


หวังว่า
อาหารคงไม่เป็นพิษนะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang





ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


อาหารของโลกวิจิตรพิสดารมากขึ้น
ขณะที่อาหารทางจิตเริ่มแย่ลง
มนุษย์บนโลกจึงเดือดร้อนเพราะอาหารเป็นพิษ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ประเด็นแรก
> เหตุ เพ่งไปถึงต้นตอ หรือสมุฏฐานของเรื่อง ขณะที่ปัจจัย เพิ่งไปถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่อง ยกตัวอย่างประกอบ
เหตุ : ใส่น้ำปลามากเกินไปทำให้อาหารมีรสเค็ม > น้ำปลาเป็น "เหตุ" (ต้นตอ/สมุฏฐาน) ให้อาหารมีรสเค็ม
ปัจจัย : นาจะได้ผลดีจะต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างน้อย ๕ ประการ คือ ดินดี พันธ์พืชดี ปุ๋ยดี น้ำดี เจ้าของนาเอาใจใส่ > องค์ประกอบ ๕ ประการ ถือว่าเป็น "ปัจจัย" ที่ทำให้นาได้ผลดี
>ในกรณีที่มุ่งแสดงทั้งในส่วนที่เป็นต้นตอ และองค์ประกอบต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน บางครั้งท่านก็รวบใช้ทั้ง ๒ คำ เป็น เหตุปัจจัย
> อย่างไรก็ตาม ทั้ง ๒ คำนี้ เป็นไวพจน์ (ใช้แทนกันได้) ผู้สนใจศึกษาคำนี้ให้ถ่องแท้ จึงควรศึกษาตัวอย่างของการใช้คำเหล่านี้ในคัมภีร์

ประเด็นที่สอง
> มโนสัญญเจตนา,มโนสัญญเจตนาหาร : ทั้งสองคำนี้ พยางค์หน้าเหมือนกันหมด มีความหมายอย่างเดียวกัน จะต่างกันตรงที่คำหลัง ท่านมุ่งแสดงนัยพิเศษว่า มโนสัญญเจตนานี้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตด้วย ท่านจึงเรียกว่า มโนสัญญเจตนาหาร
> สังขาร เท่าที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีความหมายอยู่ ๒ นัย
นัยแรก หมายถึงอัตภาพร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย
นัยที่สอง หมายถึงการปรุงแต่ง ซึ่งการปรุงแต่งนี้รวมเอาทั้งการปรุงแต่งทางร่างกาย (กายสังขาร) การปรุงแต่งทางวาจา (วจีสังขาร) การปรุงแต่งทางใจ (มโนสังขาร)

ปล.คร่าว ๆ พอเป็นข้อสังเกต หากมีประเด็นสงสัยอยู่ ก็ขอเจริญพรให้เพิ่มเติมเข้ามา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เสพอาหาร/อารมณ์ที่เป็นพิษ
ทำให้บางคน
อาจถึงกับคลั่งไปเลยก็มี
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราตระหนัก
และรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสติ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

ตั้งใจมากราบนมัสการขอรับ

อาหารรสชาดดีมากครับพระคุณเจ้า

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

มารับอาหารธรรมครับ
นมัสการ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ซันญ่า วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

วิญญาหาร

อาหารที่เป็นการรับรู้ทางจิต

จิตอิ่มเอม ในธรรม อิ่มเอิบในการวาง

จิตไว้นิ่งๆ ในรับรู้ และ กำหนด รู้

ทุก ทวารสัมผัส

.................สาธุ สาธุ สาธุ

กราบนมัสการ เจ้าค่ะ

.
.
.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 09.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการพระคุณเจ้า

ศึกษาเรื่อง อาหาร, เหตุ, ปัจจัย เจ้าค่ะ อ่านพบ " อาหารคือคำข้าว" ยังคิดไปไกลเกินเหตุ ว่าหมายถึงอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า มาได้ความกระจ่างที่เอนทรี่พระคุณเจ้านี้นี่เอง

รบกวนพระคุณเจ้าอธิบายเรื่อง "เหตุ" และ "ปัจจัย" ด้วยได้ไหมเจ้าคะ

อีกอย่างเจ้าค่ะ กำลังงงเรื่อง มโนสัญญเจตนา, มโนสัญญเจตนาหาร, สังขาร อยู่เจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ting วันที่ : 19/12/2009 เวลา : 08.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

ประเทืองปัญญาดีคะ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ใกล้ฅนดีก็จะได้เสพอาหารดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน