*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 4038 , 05:51:11 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเมืองตามมุมมองของพระพุทธศาสนา : สันติภาพที่เป็นไปได้

 

          การเมืองคืออะไร ? พระพุทธศาสนามองการเมืองอย่างไร ? และการเมืองเชื่อมโยงไปถึงสันติภาพได้อย่างไร ?

          เป็นประเด็นที่เราจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันวันนี้

 

          การเมืองคืออะไร ?

          คำถามนี้ มีหลายคำตอบตามมุมมอง  ถ้าอยากได้คำตอบแบบสำเร็จรูป วิธีการง่าย ๆ คือการอ้างแนวคิดของบรรดานักปรัชญาการเมือง หรือนักรัฐศาสตร์ที่เป็นที่รู้จัก หรือยอมรับ จากนั้นก็นำแนวคิดนั้นมาขยายต่อเพื่อให้เป็นภาพชัดเจนขึ้น

          ขออนุญาตนำมากล่าวพอเป็นตัวอย่างสักเล็กน้อย

          Pennock and Smith : ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอำนาจ สถาบันและองค์กรในสังคมที่ได้รับการยอมรับว่ามีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมสังคมนั้น ในการสถาปนาและทำนุบำรุงรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม มีอำนาจในการทำให้จุดประสงค์ร่วมกันของสมาชิกในสังคมได้บังเกิดผลขึ้นมา และมีอำนาจ ในการประนีประนอมความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในสังคม

          David Easton : การเมืองเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรรแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆให้แก่สังคมอย่างชอบธรรม

          Harold D. Lasswell : การเมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร

          ชัยอนันต์ สมุทวณิช : การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขันกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งปันคุณค่าที่ให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

          บทนิยามทั้งหมดนี้ ทำให้เรามองเห็นแนวคิดของนักรัฐศาสตร์ที่มองการเมืองในมุมมองกว้างบ้าง แคบบ้าง

          โดยเฉพาะมุมมองสุดท้าย

          เป็นมุมมองที่สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของการเมือง และนักการเมือง ที่อ่านแล้วค่อนข้างจะรู้สึกขยะแขยง

          ที่น่าขยะแขยงก็เพราะว่า มองการเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการจัดการผลประโยชน์เพื่อตัวและพวกพ้อง

          การเมืองในลักษณะเช่นนี้ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดสันติภาพแล้ว ยังจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่สงครามได้ด้วย

          การเมืองในลักษณะเช่นนี้ จึงไม่ใช่การเมืองในมุมมองของพระพุทธศาสนา

          แล้วการเมืองในมุมของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร ?

          ไม่มีบทนิยามสำเร็จรูปเหมือนอย่างที่ได้ยกตัวอย่างมากล่าวข้างต้น เหตุนั้นจึงต้องเข้าไปพิจารณารายละเอียด หรือสาระที่เกี่ยวข้องที่พอจะสรุปเป็นบทนิยามได้

          ณ เวลานี้ นึกถึงแต่เพียงอัคคัญญสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑

          ถือเป็นพระสูตรเดียวที่พรรณนาถึงการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และรูปแบบการปกครองในยุคแรกเริ่ม

          จึงขอใช้พระสูตรนี้เป็นหลักเพื่อนำไปสู่การศึกษาและวิเคราะห์ต่อไป

          ขอตัดตอนเอาหลังจากที่เมื่อมีมนุษย์อุบัติขึ้นมา และเริ่มมีจำนวนมากพอสมควรแล้ว ก็เกิดปัญหาในเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต เริ่มตั้งแต่มีการแย่งข้าวสาลีที่เกิดโดยธรรมชาติ จากนั้นก็มีการโต้เถียง ทะเลาะ และอื่น ๆ ตามมา

          เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ทำให้คนเริ่มคิดหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งวิธีแรกที่คิดได้ก็คือ ต้องหา “ตัวแทน” หรือ “คนกลาง” มาทำหน้าที่ในการจัดสรร หรือแบ่งปันผลประโยชน์ โดยการมอบอำนาจให้มีสิทธิ์ว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษ เนรเทศตามสมควรแก่ความผิด ขณะเดียวกัน เพื่อให้ผู้แทน หรือคนกลางนี้ได้ทำหน้าที่โดยไม่บกพร่อง ก็พร้อมใจกันมอบ “สินน้ำใจ” เป็นค่าตอบแทน

          ข้อความในพระสูตรปรากฏดังนี้

“สัตว์ทั้งหลายจึงประชุมปรับทุกข์กันว่า ท่านผู้เจริญ บาปธรรมปรากฏในหมู่สัตว์แล้ว คือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้จักปรากฏ การครหาจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ การถือเอาฑัณฑาวุธจักปรากฏ ทางที่ดี พวกเราควรสมมตสัตว์ผู้หนึ่ง ซึ่งจะเป็นผู้กล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ พวกเราควรแบ่งปันข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น” 

          “วาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุที่สัตว์นั้นอันมหาชนสมมติ ฉะนั้นคำแรกว่า มหาสมมต มหาสมมต จึงเกิดขึ้น เพราะเหตุที่สัตว์นั้นเป็นใหญ่แห่งนาทั้งหลาย ฉะนั้นคำว่า กษัตริย์ กษัตริย์ จึงเกิดขึ้น เพราะเหตุที่สัตว์นั้นให้ชนเหล่าอื่นยินดีโดยชอบธรรม ฉะนั้น คำที่ ๓ ว่า ราชา ราชา จึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้จึงมีแวดวง”

          วิเคราะห์จากพระสูตรนี้จะได้คำตอบว่า

          การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์สาธารณะ  และ ภายใต้บทนิยามดังกล่าวนี้ จะมีประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองการปกครองที่สำคัญ ๓ เรื่อง ได้แก่

๑.     ผู้ทำหน้าที่จัดสรร ได้แก่ผู้ปกครอง

๒.    ผู้ได้รับการจัดสรร ได้แก่ประชาชน และ

๓.    กติกาในการจัดสรร ได้แก่ระบอบการปกครอง ซึ่งรวมไปถึงกฎหมาย ระเบียบ กติกา รวมถึงกติกาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเป็นที่ตกลงร่วมกัน

อนึ่ง ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า หัวใจของการจัดสรรผลประโยชน์สาธารณะตามนัยที่ปรากฏที่ปรากฏในพระสูตรนี้ก็คือ “ให้ชนเหล่าอื่นยินดีโดยชอบธรรม” 

ผู้เขียนถือว่า คำนี้เป็นหัวใจของการเมืองการปกครองตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

คือ ทุกอย่างต้อง “ยุติธรรม” และจะยุติธรรมได้ก็ต้อง “โดยชอบธรรม”

คำว่า “ทุกอย่าง” ถ้าจะพิจาณาจากประเด็นที่เกี่ยวข้องหลักทั้ง ๓ ประการดังกล่าวข้างต้นก็จะได้บทสรุปเป็นข้อ ๆ อย่างนี้

๑.     กระบวนการในการเลือก หรือคัดสรร เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ตัวแทน” จะต้องได้มาโดยชอบธรรม มีความเป็นธรรม

๒.    “ตัวแทน” ที่ได้รับการเลือกมาเองก็จะต้องมีจิตวิญญาณในอันที่จะดำรงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม ทั้งในตัวเอง และในการจัดสรรผลประโยชน์สาธารณะ

๓.    ตัวประชาชนก็ต้องช่วยกันธำรงรักษาความยุติธรรม มีความยุติธรรมอยู่ในหัวใจ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่ประเภทถ้าตนได้ก็ยุติธรรม ถ้าตนไม่ได้ก็ไม่ยุติธรรม

๔.    ประการสุดท้าย ตัวกติกาที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นกติกาในการเลือกสรรผู้ที่เข้ามาเป็น “ตัวแทน” หรือตัวกติกาที่ใช้สำหรับการ “จัดสรร” ผลประโยชน์ ก็ต้องมีความเป็นธรรม ยุติธรรม หรือโดยชอบธรรม

          เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว หลักคำสอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองการปกครองในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นไปที่คุณธรรม เพราะเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้การจัดสรรผลประโยชน์เป็นที่ยอมรับ

          ปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศ หรือรวมทั้งของโลก ณ เวลานี้ที่มันยังเร่า ๆ ร้อน ๆ  เกิดความขัดแย้งกันไปทั่วทุกแห่งหน จึงต้องกลับมาตรวจสอบดูความเป็นธรรมว่ามีมากน้อยเพียงใด

          เพราะความเป็นธรรม เป็น “กุญแจ” เพียงดอกเดียวเท่านั้นที่จะไขไปสู่สันติภาพ หากไม่มีความเป็นธรรมเสียแล้ว ต่อให้อยู่กันในครอบครัวไม่กี่คน ก็สามารถทะเลาะ และห้ำหั่นกันได้ไม่เลือกพี่เลือกน้อง

          ประสาอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่พี่ ไม่ใช่น้อง ไม่ใช่ญาติ

          ดังนั้น

          ถ้าอยากเห็นสันติภาพ

          ก็จงถามถึง “ความเป็นธรรม” ในหัวใจของท่าน

 

ปล. บทความนี้ ผู้เขียนแก้ไขปรับปรุงจากคำบรรยายที่เรียบเรียงเอาไว้ในคราวได้รับนิมนต์ไปบรรยายพิเศษเรื่อง พระพุทธศาสนากับการเมืองและสันติภาพ ที่โรงเรียนละหานทรายรัชดาภิเษก อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

         


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
chaiyassu วันที่ : 02/03/2010 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ปล. ดูจากหลักฐานของพระแต่ละพระสูตร
แก้ไขเป็น
ดูจากหลักฐานของพระสูตรแต่ละพระสูตร


ความคิดเห็นที่ 21 (0)
chaiyassu วันที่ : 02/03/2010 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขออนุญาตเพิ่มเติมดังนี้
(๑) ระบบการถ่ายทอดคำสอนในครั้งแรกเริ่มนั้น ใช้วิธี "มุขปาฐะ" คือท่องจำให้ขึ้นใจอย่างที่กล่าวแล้ว วิธีการคือ แบ่งพระออกเป็นกลุ่ม ๆ จากนั้นก็ให้ท่องให้ขึ้นใจ และมีการตรวจสอบโดยการนำมาสวดรวมกัน คล้าย ๆ กับการสวดมนต์ของพระสงฆ์ในปัจจุบัน โดยวิธีการอย่างนี้ ใครผิดใครถูกแม้เพียงสระเดียว พยางค์เดียวก็สามารถรู้ได้ทันที ระบบการถ่ายทอดด้วยวิธีการดังกล่าวจึงแม่นยำสูงมาก อาจกล่าวได้ว่า ๑๐๐ % ทีเดียว เพราะเวลาสวดเข้าเสียงกัน วรรคตอน สระ พยัญชนะจะลงรอยกันหมด เหมือนกับเราท่องบทอาขยาน หรือสูตรอะไรสักอย่างที่เหมือน ๆ กัน เวลาท่องรวมกัน ใครท่องผิดก็จะทราบทันที
(๒) ดูจากหลักฐานของพระแต่ละพระสูตร ไม่น่าจะเป็นการท่องจำไว้เฉพาะเนื้อหาสำคัญ หรือทำนองพระสาวกสรุปใจความสำคัญเอาเองแล้วท่องจำไว้ เพราะเนื้อหาของพระสูตรบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นการทรงจำในลักษณะคำต่อคำ ยกเว้นกรณีการเดินเรื่องพระสูตร จะเห็นร่องร่อยของการสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
(๓) การจารึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อจารึก ก็จารึกจากถ้อยคำที่ทรงจำมาไว้ดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง ถ้อยคำที่จารึก กับถ้อยคำที่ท่องจำด้วยวิธี "มุขปาฐะ" จึงไม่ได้มีความแตกต่างกันไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานสักเพียงใด ที่สำคัญ แม้ปัจจุบันจะมีพระไตรปิฎกหลายภาษา หลายสำนวน แต่ก็ยังยึดต้นฉบับที่เป็นภาษาเดิมไม่ผิดเพียน

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
musachiza วันที่ : 28/02/2010 เวลา : 04.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

นมัสการครับ
ขอบคุณครับกับคำตอบโดยชัดเจนพร้อมข้อมูลหลักฐาน
ผมมีคำถามอีกนิดครับ
ในช่วงเวลา 234 ปีนั้น
มีการถ่ายทอดกันอย่างไรมิให้คลาดเคลื่อน
ในทุกคำที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้
หรือเอาเพียงความหมายไว้

พระอานนท์นั้นอยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธองค์
แต่ถัดมาอีก 234 ปีนั้น ใช้วิธีสืบทอดเช่นไร
และในการบันทึกนั้น ใช้การตรวจสอบอย่างไรว่า ตรงกับต้นฉบับที่เป็นความทรงจำเดียวกับพระอานนท์ถ่ายทอดโดยไม่ผิดเพี้ยน เพื่อลงบันทึก
ขอบพระคุณครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
chaiyassu วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ประเด็นปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวพระพุทธพจน์
แต่อยู่ที่การนำพระพุทธพจน์มาจับตัวบุคคล
อาตมาอ่านหัวข้อเอ็นทรี่นี้หลายเที่ยว
ก็ยังรู้สึกขัด ๆ
โดยเฉพาะประโยคว่า
"พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ"
หมิ่นเหม่มาก

ปล. ประเด็นเรื่องสุดโต่ง หรือไม่สุดโต่ง ไม่ใช่ประเด็นปัญหา
และอาตมาก็ไม่ได้ใส่ใจพิจารณา
บทความโดยรวมก็ไม่มีนัยของความสุดโต่ง
เพียงแต่ หัวข้อเอนทรี่ดูหวือหวาไปหน่อย
และชวนให้ตีความเกินเลยกว่านัยแห่งพระพุทธพจน์


ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

เข้ามาชี้แจงครับพระอาจารย์

อ้างถึง...ความคิดเห็นพระอาจารย์

พระพุทธพจน์ที่อ้างถึง
พระพุทธเจ้าตรัสในลักษณะทั่วไป ไม่ใช่เป็นการเฉพาะ

แต่ทันที่ที่เราหยิบมาใช้เป็นการเฉพาะ
ซ้ำระบุชื่อ (ทักษิณ) ลงไปด้วยจะเกิดปัญหาตามมาทันที

จริง ๆ พิจารณาดูแล้วคงไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก

การนำพระพุทธพจน์มาอ้างในบทความนี้
จึงค่อนข้างจะล่อแหลม และเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น

ยิ่งเราเพิ่มขื่อคนที่ควรถูกกำจัดมากขึ้นเท่าใด
ความขัดแย้งก็จะยิ่งขยายวงกว้าง

ดังนั้น เมื่อพระพุทธพจน์ไม่ได้ระบุถึงใครเป็นการเฉพาะ

เราก็ไม่ควรทำเกินเลยกว่าที่พระพุทธเจ้าทรงทำ
จากงานเขียน http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1 อ่านต่อ เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ

ตอบคำชี้แจง...บลู เลอสง่า
โดยสภาพ เนื่องด้วยมิอาจเขียนรายละเอียดให้ครอบคลุมทุกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้ทั้งหมด การวางหลักการไว้ในลักษณะเป็นการทั่วไปจึงสามารถแก้ปัญหาตรงนี้

และอะไรก็ตามที่เป็นหลักการ นั่นย่อมใช้อธิบายและปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและตรงกับหลักการนั้น ๆ ได้เสมอ ถ้าหลักการนั้น ถูกต้อง ตรงจริงและไม่จำกัดกาล อย่าง พุทธวจนะ

จึงขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่ ที่จะต้องตีความ ปรับหลักการนั้น ๆ ให้เข้ากับข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ด้วยความบริสุทธิ์ เป็นธรรมและปราศจากอคติ

นั่นจึงจะเป็นการทำความจริงให้ปรากฏแก่ผู้คนในสังคมได้

ประเด็นที่ 1 ....................เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่ พุทธวจนะ จะปรากฏ ชื่อ ใครคนใด คนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรามิอาจตีความใด ๆ ได้เลย ในเมื่อข้อเท็จจริงก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ตำตาว่า คนคนนั้น

มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด
ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ซึ่งพระองค์ ก็ตรัสชัดว่า ให้กำจัด...

แต่ทว่าการตีความ พุทธวจนะ นั้นต้องอยู่ภายใต้ พุทธวจนะ ด้วยกัน จะยกคำกล่าวสาวกใด ๆ มาตีความไม่ได้

เพราะฉะนั้น ผมจึงมิได้ตีความ พุทธวจนะ ใด ๆ ทั้งสิ้น

และแม้ผมจะมิได้เขียนงานชิ้นนี้ขึ้น ความจริงที่ถูกต้องตรงจริง ไม่จำกัดกาลอย่าง พุทธวจนะนั้น ๆ ก็มีอยู่แล้ว และคนคนนั้น ณ ขณะนี้ ก็มีลักษณะนั้น ๆ อยู่แล้วเช่นกัน

เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นการเผยแผ่ พุทธวจนะ ตามความเป็นจริงครับ

ประเด็นที่ 2 ..............................ทว่า เราอยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้คน ซึ่งเป็นผู้สร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท (มี 6 อย่างและสอดรับกับลักษณะของคนคนนี้) ทำหน้าที่โพล่ง ๆ ออกมาสร้างความเกลียดชังทุก ๆ วัน นั่นเท่ากับเรายอมรับให้เกิดความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทมากขึ้นมิใช่หรือ

และการกำจัดคนคนนั้น ก็มิได้หมายความว่าเราต้องทำลายล้างเขา มิใช่

แต่ทุกคนพึงทำอย่างไรก็ได้ด้วยวิธีการอันใดก็ได้ที่สามารถทำให้เขามิอาจใช้ ประเทศเป็นที่สร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทนั้น ๆ อีกต่อไป จึงจะสมดังที่พระองค์ตรัสว่า

...พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย

ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม
...พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

ผมเข้าใจความรู้สึกของพระอาจารย์ครับ และมิได้มีเจตนาอันใดที่จะทำความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น!

ขอบพระคุณในความปรารถนาดีของพระอาจารย์อย่างจริงใจครับ

แตกต่างแต่ไม่แตกแยกนะครับ

ปล.นี่ผมสุดโต่งไปไหมครับ อยากฟังคำชี้แจงอย่างชัด ๆ ครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 06.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

สาธุค่ะ หลวงตา

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
chaiyassu วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพรด้วยความยินดี
ว่าง ๆ เดี๋ยวจะแวะตามไปที่บ้าน

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
chaiyassu วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขออนุญาตติด Tag โยมติ่งไว้ก่อน
คงไม่ว่ากันนะ
ช่วงนี้ หาจังหวะจะเขียนอะไร
เป็นชิ้นเป็นอันยากจัง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


ปรารถนา + ยินดีรับฟัง ธรรมจากพระโอษฐ์อีก ครับ

ขอพระอาจารย์ วิเคราะห์การเมืองโดย พุทธวจนะ มากกว่าวิเคราะห์โดยคำกล่าสาวกครับ

ฝากพระอาจารย์พิจารณา งานเขียนดังนี้ด้วยขอครับ

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด
เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...................................................ทำอย่างไร

ไปดูกันชัด ๆ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1

เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ

ปล.สิ่งที่ต้องอ่านก่อน คือ เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่...วงจรอุบาทว์ "ความรุนแรง" ที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ting วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 02.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

http://www.oknation.net/blog/Germany/2010/02/21/entry-1

กราบนมัสการคะ

นิมนต์ตอบ Tag Album's The King of Thailand... คะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการเจ้าค่ะ

หวังว่าเราจะพบความสงบในเร็ววัน

วันนี้ลงเรื่องปฏิจจสมุปบาทแห่งการรบราฆ่าฟันเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
มือทอง วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pasakorn

นมัสการ

น่าจะนำนิยามการเมืองตามแนวพุทธไปใช้บ้างนะครับ...จะไม่วุ่นวาย เพราะปัจจุบันการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ของคนไม่กี่ร้อยคน ที่อาส
าเข้ามากอบโดย

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


พอจะเรียกว่า
เป็น "ผลงาน" ได้ ?


ขออนุโมทนา
ที่แวะมาเยี่ยมเยียนด้วยดี
และเรื่อยมา

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 19.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขอเจริญพรตอบเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ อัคคัญญสูตรมีความเป็นมาอย่างไร ?
> ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรระบุว่า พระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าตรัสขณะที่ประทับอยู่ที่วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถี ลักษณะของพระสูตรเป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้า กับสามเณร ๒ รูป ซึ่งมาจากตระกูลพราหมณ์ เนื้อหาของการสนทนาเริ่มต้นจากพระพุทธเจ้าทรงสอบถามว่า เธอทั้งสองเดิมเป็นพราหมณ์ เมื่อออกบวช ไม่ถูกพวกพราหมณ์ด่าบ้างหรือ ? เมื่อได้รับคำตอบจากสามเณรว่า ถูกพวกพราหมณ์ด่าอยู่เหมือนกัน เพราะพวกพราหมณ์ถือว่าตนเป็นวรรณะสูงกว่าวรรณะใด ๆ เพราะกำเนิดมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหม เป็นผู้ที่พระพรหมสร้าง ...เพื่อต้องการแก้ความเห็นผิดเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงที่มาที่ไปของกำเนิดมนุษย์ตั้งแต่ต้น กระทั่งถึงวิวัฒนาการมาเป็นสังคมอย่างที่ได้อ้างถึงในบทความ
ประเด็นที่ ๒ ถามว่า ทุกถ้อยคำบันทึกจากพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือไม่ ?
> พิจารณาจากรูปแบบ พระสูตรนี้เป็นพระพุทธพจน์ คือเป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ต้นจนจบพระสูตร
> สมัยก่อน (ยุคพระพุทธเจ้า) ยังไม่มีการบันทึกคำสอน/พระพุทธพจน์เป็นลายลักษณ์อักษร วิธีการเก็บหลักฐานคำสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ จึงอาศัยมุขปาฐะ (ท่องจำให้ขึ้นใจ) โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบท่องจำเป็นหมู่เป็นคณะ จากนั้นก็นำมาตรวจสอบ หรือเทียบเคียงกัน
> อัคคัญญสูตร หรือพระสูตรอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์จึงมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า "ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้" คือเป็นการฟังมาจากพระพุทธเจ้า แล้วก็ท่องจำเพื่อเก็บรักษาพระพุทธพจน์นั้นไว้ไม่ให้สูญหาย ซึ่งคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ก็ได้รับการถ่ายทอด และทรงจำมาด้วยวิธีการอย่างนี้
>พระสูตรนี้ ผู้ที่ทำหน้าทรงจำพระสูตรนี้ ได้แก่พระอานนท์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้านั่นเอง
> การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒๓๔ ปี เป็นการบันทึกจากถ้อยคำที่พระอรหันตสาวกท่านได้ท่องจำเอาไว้ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

ประเด็นหลัง ๆ ตอบรวม ๆ อยู่ในประเด็นที่ ๒

ปล. หากยังไม่ชัดแจ้งประการใด สอบถามเพิ่มเติมได้ ยินดีขยายความต่อ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
musachiza วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 03.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

นมัสการครับ
เข้ามาอ่านมุมมองการเมืองในแบบพระพุทธศาสนา
ที่ท่านเล่านี้ สืบเนื่องมาจากการกำเนิดมนุษย์ที่ว่าด้วยหลังจากโลกถูกเผาได้ไฟแล้ว แผ่นดินเย็นลง เทวดาลงมาหลงกลิ่นง่วนดิน พอกินเข้าไป ต่อมาก็มีเรื่องบัวหรืออะไรซักอย่าง
ต่อมาก็กินข้าวสาลี หลังจากที่ได้แยกเป็นเพศชายหญิงแล้ว(ไม่แน่ใจว่าเรื่องเดิมแบบนี้หรือเปล่าจำศัพท์ที่ใช้เรียกเทพหรือคำนามเฉพาะไม่ได้แล้ว)
ขอรบกวนอีกคำถามครับคือ
"อัคคัญญสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ "
มีความเป็นมาอย่างไรครับ
ทุกถ้อยคำบันทึกจากพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือไม่ครับ
หรือสาวกของท่านเป็นผู้เขียนขึ้น หากใช้ใครเป็นผู้บันทึก และผู้บันทึกนั้นอยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธองค์หรือไม่
หากไม่ ผู้บันทึกคัมภีร์นี้อยู่หลังการปรินิพานของพระพุทธองค์กี่ปีโดยประมาณ ท่านสืบข้อมูลมาจากแหล่งใดอ้างอิงในการบันทึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ครับ
ต้องขอความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์จากท่านด้วยครับ
ด้วยความเคารพและขอบพระคุณอย่างสูงครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ting วันที่ : 18/02/2010 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
แวะมาเยี่ยม ผลงานของพระที่มีการปฏิบัติดี
ที่น่าส่งเสริมต้องติดตามไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีพระให้กราบไหว้

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คงฤทธิ์ วันที่ : 18/02/2010 เวลา : 17.54 น.

ถวายความเคารพขอรับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
sunsmile วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 13.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
การมีธรรมในใจ ย่อมกล่อมเกลามนุษย์ทั้งหลายให้รู้สึกละอายในบาป ความดีจึงบังเกิด แต่บางครั้ง(หลายบาง) คนที่มีอำนาจก็ยุ่งอยู่กับการสานประโยชน์เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจนาน ๆ จนลืมธรรมของพระพุทธองค์เสียสนิท นึกได้อีกครั้งก็ตอนไม่มีอำนาจที่จะทำการใดให้สำเร็จได้อีกแล้ว.....นึกแล้วถ้าปล่อยวางไม่ได้ มันก็กลุ้มครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

นมัสการยามเช้าครับ
พระอาจารย์

ตื่นขึ้นมา
หาเวลาใส่บาตรยาก
วัดก็ไม่มี

ที่พัทยานะครับ

เวลามีศรัทธา ก็ไม่นาบุญ
เวลามีนาบุญ ก็ไม่มีศรัทธา

ทำบุญนี่ทำยากนะครับอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สอนสุพรรณ วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 06.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen


นมัสการพระคุณเจ้าครับ

ผมเห็นนักการเมืองเข้าวัดเวลามีงาน คนเยอะ ๆ เขาไม่ได้ไปฟังธรรม เลยไม่มีดวงตาเห็นธรรม เห็นแต่คะแนนเสียงอย่างเดียวครับ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 06.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เจริญพร โยมติ่ง
วันนี้ขอพูดเรื่องการเมืองบ้าง
ควันหลง
ที่สำคัญ ยังไม่ได้เขียนเรื่องอื่นไว้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ting วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 06.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน