*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 1325 , 09:55:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียน ทำให้ได้มีโอกาสเปิดตำรับตำราอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ปิดมาหลายเดือน

          พลิกไปพลิกมา พบข้อความน่าสนใจ

          เป็นครั้งแรกที่พบ และก็เป็นการพบโดยบังเอิญ

          ที่ว่าบังเอิญเพราะตั้งใจค้นคว้าเรื่องหนึ่ง แต่ไปพบเรื่องนี้เข้า

แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ต้องการค้นหา แต่ผู้เขียนก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกที่พบข้อความสำคัญ

เป็นข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา สุตตนิบาตแห่งสุตตันตปิฎก

ข้อความพรรณนาถึงอัธยาศัย ๖ ประการที่เป็นไปเพื่อโพธิญาณ

ในคัมภีร์ท่านใช้คำว่า โพธิญาณ ไม่ใช้ สัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ท่านคงหมายเอาถึงการหยั่งรู้ธรรมของเหล่าสาวกโดยทั่วไป ต่างจากสัมมาสัมโพธิญาณ อันเป็นลักษณะเฉพาะที่มีได้กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น

โพธิญาณศัพท์นี้จึงมีความหมายทั่วไป หมายความว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย

คล้าย ๆ กับความเชื่อพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ว่า “ทุกชีวิตมีหน่อเนื้อแห่งพุทธะอยู่ภายในเสมอ”

พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท แม้จะไม่ยืนยันความเชื่อเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นฐานความเชื่อในเรื่องความแตกต่างทางด้านบารมีที่แต่ละคนสั่งสมมาไม่เท่ากัน ได้รับการตอกย้ำมากกว่าก็อาจจะเป็นได้

ย้อนกลับมาที่ข้อความที่เป็นประเด็นสำคัญวันนี้อีกครั้ง

“อัธยาศัย ๖ ประการที่เป็นไปเพื่อโพธิญาณ”   ข้อความที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้น...

ที่รู้สึกตื่นเต้นเพราะ ได้เห็นแนวทางจากคัมภีร์ที่แสดงไว้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน

ประการต่อมา เพราะจะได้ตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองไปในตัวว่า ควรค่าแก่โพธิญาณหรือไม่อย่างไร

จะได้ปรับตัวถูกต้อง หากมุ่งที่จะเดินสู่แนวทางดังกล่าว

ประการสุดท้าย  นำมาแบ่งปันกับท่านทั้งหลาย เผื่อมีท่านใดกำลัง หรือคิดว่าจะดำเนินไปตามแนวทางนี้

แนวทางแห่งโพธิญาณ...แนวทางแห่งความรู้แจ้ง เห็นจริง กระทั่งสามารถดับทุกข์ทั้งปวงได้

ใครหวังแนวทางนี้ เบื้องต้นจึงต้องตรวจสอบคุณสมบัติของคน ตรวจสอบดูว่า อัธยาศัยใจคอของท่านเวลานี้มีแนวโน้มอย่างไร

คัมภีร์ท่านแสดงไว้ว่า ผู้หวังโพธิญาณ จะต้องมีคุณสมบัติ ๖ ประการต่อไปนี้

๑.     มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อเนกขัมมะ

๒.    มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อปวิเวก

๓.    มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่โลภ

๔.    มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่โกรธ

๕.    มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่หลง

๖.     มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อสลัดออก

          ภาษาคัมภีร์อ่านแล้วก็ยังก้ำกึ่ง ทำท่าจะเข้าใจ แต่ก็ยังมีอะไรคาใจ ไม่แจ่มชัด จึงขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ ดังนี้

          อัธยาศัยเพื่อเนกขัมมะ  ความหมายก็คือ ผู้หวังโพธิญาณ จะต้องมีอัธยารังเกียจความชั่วทั้งปวง พร้อมที่จะถอนตัวออกจากความชั่วที่จะทำให้ชีวิตเสื่อมเสีย ตกต่ำ นำไปสู่ความทุกข์ ความเร่าร้อนทั้งปวง

          อัธยาศัยเพื่อปวิเวก    ผู้หวังโพธิญาณจะต้องมีอัธยาศัยรักสงบ ใช้ชีวิตเรียบง่าย เย็นกายเย็นใจ ไม่ระเริงกับกระแสโลกจนเร่าร้อน

          อัธยาศัยเพื่อไม่โลภ  ไม่โกรธ ไม่หลัง  สามประการนี้ มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัว ขออนุญาตผ่านไป

          ประการสุดท้าย

          อัธยาศัยเพื่อสลัดออก ข้อนี้ท่านมุ่งหมายเอาการมองเห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสงสาร กระทั้งมีจิต หรืออัธยาศัยน้อมไปเพื่อการไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก เป็นอัธยาศัยที่น้อมไปเพื่อนำตนออกจากทุกข์ และพร้อมที่จะสลัดทุกสิ่งทุกอย่างอันนำตนไปสู่ความทุกข์ดังกล่าว

          มีพร้อมทั้ง ๖ ประการนี้ ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อโพธิญาณ

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

เฮ้ย!!!!!เฮ้ยผิดเจ้าค่ะ

"พระธรรมจะไม่เรียวลง" ต้องผิดแน่ๆประโยคเนี่ย?

ต้องเป็น "คนคิดเองเรียวลง....." เพราะพระธรรมท่านเป็นเช่นเอง

เราต่างหากที่...เรียวลง...ไปตามกาลเวลา

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

เข้ามาตอนนี้ เพราะกลับบ้านดึกไปนิดนะเจ้าค่ะ

ความคิดของก้อนหินยิ้ม ไม่คิดจะถามหาคำสอนมากเกินกำลังของตัวเอง นอกจากคิดว่าชาวพุทธควรจะตื่นตัวเพื่อสังคมบ้าง ไม่ใช่มุ่งหวังแต่พระนิพพานอย่างเดียว หรือเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการเกิดใหม่ในสังสารวัฎ หรือการเรียกร้องความยุติธรรมในทางที่ผิด

ชาวพุทธที่ก้อนหินยิ้มมองว่า บางครั้งยึดติดกับตัวอาจารย์มากเกินไป จนมองข้ามคำสอน และมองข้ามความรับผิดชอบของสังคม ไม่มองคนด้วยความเมตตากรุณา

การศึกษาพระธรรมคำสอน ไม่ควรจำกัดขอบเขตให้เหลือเพียงมิติทางจิตวิญญาณเท่านั้น เพราะการกระทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเราไปตีกรอบคำสอนของพระพุทธเจ้าเพียงตำราและเป็นเรื่องของทางโลกอย่างเดียว เพียงแค่นั่นเป็นอัตตา เป็นอนัตตา เป็นนิพพาน เป็นเคราะห์กรรมฯฯฯฯ

แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงมีคำสอนเป็นจำนวนมากมายที่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมายและเป็นประโยชน์กะสังคม เป็นประโนชย์ต่อการดำรงชีพ ความอยู่รอดปลอดภัย ต่อปรัชญาสังคม และประการสุดท้ายความรับผิดชอบต่อสังคม

ก็เมื่อสังคมอยู่ได้
ชาวพุทธอยู่ได้
เมื่อยังมีคนศึกษาพระธรรมอยู่ และปฏิบัติตามอยู่ มีสัมมาทิฏฐิ

พระธรรมจะไม่เรียวลง.....นะเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 08.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

...เป็นจริงเช่นนั้น..หรือค่ะ
เป็นเช่นนั้นหรือหนอ...

"และถึงที่สุด พระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ต้องโยนทิ้งด้วย คือ โยนทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นอรรถกถา...

อรรถกถาจารย์ทุกรุ่นทุกกาลสมัย สืบต่อกันมา...ศึกษาพระไตรปิฎกมาตลอดชีวิต ทั้งบาลี ทั้งภาษามครดั่งเดิม ทั้งภาษาสิงหล ทั้งภาษาฮินดี้เพื่อเทียบเคียงเป็นภาษาสันสฤต...แล้วร้อยกรองออกมาเป็นภาษาของอรรถกถา

อรรถกถาจารย์ไม่ใช่แค่คนสองคน..นะเจ้าค่ะ
อย่าโยนตำราทิ้งเลยเจ้าค่ะ...เสียดายจังเพราะเรียกว่าเรียวลง ราบลง เล็กลง จมลง..แง..แง..

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 07.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


หวังว่า
ท่านก็คงสบายดี
ตามอัตภาพ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 07.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ศิษย์กวงมักถ่อมตนเสมอ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 07.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


น่าจะเป็นเช่นนั้น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 07.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ห่างหาย
แต่ก็ยังระลึกถึง

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/06/2010 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ประเด็นต่าง ๆ ที่คุณพยายามหยิบยกมาจากคัมภีร์
ว่ากันตามความเป็นจริง
ก็มิได้เล็ดรอดจากสายตาของอาตมาเท่าใดนัก
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
และเป็นเหตุผลที่จะนำมายกเลิก/หรือตัดทอดคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่พระไตรปิฎก
เพราะการกระทำเช่นนั้น
ถือว่าเป็นการทำลายรากฐานการเรียนรู้ที่สำคัญ
ทั้งถือเป็นภัยคุกคามต่อพระพุทธศาสนา

ปัญหาของคุณน่าจะอยู่ตรงที่ไม่ได้ศึกษาคัมภีร์
ทางพระพุทธศาสนามาอย่างลึกซึ้ง
เหตุเพราะทิ้งหลักอรรถธิบายต่าง ๆ ที่อยู่ในคัมภีร์อื่น ๆ
ทำให้เข้าใจเรื่องคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อน
ดังจะเห็นจากตรรกง่าย ๆที่คุณอ้างว่า
คัมภร์สอนพระสาวก ไม่ใช่อกาลิโก เพราะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
ซึ่งฟังดูเหมือนจะมีเหตุผล
แต่นั่นเป็นเรื่องของเหตุผล ไม่ใช่ความจริง
เพราะความจริง คำสอนที่สาวกรุ่นหลังสืบทอด
แม้จะมีการเพิ่มเติม ขยายความออกไปบ้าง
แต่คำสอนเหล่านั้น ไม่เคยขัดแย้งต่อหลักคำสอนที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเลย
ที่สำคัญหลักคำสอนเหล่านั้นได้รับการตรวจสอบ ตรวจทานมานับพันปีแล้ว
ณ เวลานี้เราก็ยอมรับว่า ถูกต้อง ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนเดิมแต่อย่างใด

อาตมาเองศึกษาพระพุทธศาสนามาทั้งชีวิต
ก็ยังไม่เคยเห็นความขัดแย้งกันของคำสอนในคัมภีร์
หรือแม้จะมี ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้คำสอนเสียหาย (อย่างที่ได้เคยกล่าวแล้ว)

จะเห็นก็แต่พวกสาวกรุ่นหลัง
จริง ๆ ไม่ควรเรียกว่า สาวกด้วยซ้ำ
ที่บวชมาไม่กี่พรรษา
หรือฆราวาสที่เรียกตัวเองว่ามีการศึกษา
ศึกษาพระพุทธศาสนามา
หรือศึกษาคัมภีร์มาอย่างงู ๆ ปลา ๆ
อาศัยการปฏิบัติเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ
แล้วตั้งสำนักเป็นใหญ่ สอนธรรมอย่างผิด ๆ
ทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขว
พอมีหมู่มีคณะมาก เกิดอหังการ
นี่เป็นเพราะพวกนี้ได้ทิ้งครูอาจารย์

สำนักพวกนี้ หลับตาก็พอจะมองเห็นอยู่ว่า
อยู่มุมไหนของประเทศไทยบ้าง
สำนักเหล่านี้ต่างหากที่ต้องถูกตรวจสอบ
และจัดการ เพราะถือว่าเป็นภัยใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
และทำให้คำสอนผิดเพี้ยน

ส่วนคัมภีร์ทางศาสนา ได้รับการตรวจสอบ
ตรวจทานความผิดความถูกมาเป็นระยะพัน ๆ ปีแล้ว
ถ้ามีอะไรคลาดเคลื่อนไปจากหลักการของพระพุทธเจ้า..ท่านคงไม่ปล่อยไว้

ปล. มีข้อสังเกตเพิมเติมที่คุณอ้างถึง และถือเป็นความเข้าใจผิด ก็คือ เรื่องมหาเทส ว่าเป็นเครื่องตัดสินธรรมวินัย
จริง ๆ มหาเทศไม่ใช่เครื่องตัดสินธรรมวินัย มหาเทศเป็นเพียงหลักอ้างอิง และวินัจฉัยวินัยบางประการว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรควร อะไรไม่ควรเท่านั้น ไม่ใช่หลักตัดสินธรรมวินัย
หลักตัดสินธรรมวินัยจริง ๆ มีอยู่ชุดหนึ่ง และตัดก็เรียกชื่อตรงตัวว่า เกณฑ์ในการตัดสินพระธรรมวินัย

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
sunsmile วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
ไม่ได้เข้ามาอ่านบทความดีดีที่นี่เสียนาน จน"บทสนทนาระหว่างหลวงตากับไอ้จุก" ผ่านไปตั้งหลายตอน
ได้อ่านแล้ว ก็ยิ่งเป็นการดีในการปรับอัธยาศัยในตัวตนให้ใกล้เคียง "อัธยาศัยที่คู่ควร"

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

เข้ามาชี้แจงความเห็นที่ 13 พระอาจารย์คงไม่เบื่อนะครับ

ถ้าวิเคราะห์โดยพุทธวจนะแล้ว ผมเห็นว่า มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องศึกษาเฉพาะ พุทธวจนะ หรือคำสอนของพระศาสดา ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.เพื่อป้องกันมิให้คำสอนของพระศาสดา อันตรธานไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว
กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะเรียกว่า อานกะ มีอยู่
เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ
พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น
ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย
สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ..
จักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

ด้วยพุทธวจนะข้างต้นเห็นได้ชัดว่า ชาวพุทธ ณ วันนี้
ฟังด้วยดี
เงี่ยหูฟัง
ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ใน สุตตันตะ
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

ซึ่งนั้นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้
คำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา อันตรธานไปในระยะเวลาต่อจากนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร

ดังนั้น เมื่อคำสอนของพระศาสดา ถูกผลักไสออกไป เพราะความยาก – ง่าย โดยลืมประเด็น เรื่องความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล แล้วไปให้ความสำคัญกับคำกล่าวสาวก อะไรจะเกิดขึ้นกับคำสอนของพระองค์

แม้ตอนนี้คำสอนของพระศาสดา ยังไม่สูญหายไปทั้งหมด แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันกำลังทยอย ๆ หายไป ตราบเท่าที่ไม่มีใครรักษาไว้ด้วยการถ่ายทอด บอกสอน อย่างจริงจังเช่นครั้ง พุทธกาล

2.เพื่อป้องกันมิให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

นี่ มูลกรณีที่หนึ่ง

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)
ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป

นี่ มูลกรณีที่สาม

นี่เป็น 2 มูลเหตุที่ทำให้ศาสนาเสื่อม ซึ่งเกิดจากการไม่คงไว้ซึ่งบทพยัญชนะที่ถูกต้อง และผู้ที่มีหน้าที่ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอน จึงส่งผลต่อโครงสร้างของศาสนา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลเดียวกันกับเหตุข้อแรกที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเร็วขึ้น

และถ้ายิ่งใช้หลักมหาปเทส 4 ด้วยแล้ว เราก็จะสามารถแยกออกระหว่าง คำสอนของพระศาสดา และคำสอนของสาวกว่า อะไรเป็นอะไร ซึ่งในที่นี้พะองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
- อาวุโส ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
- สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า
-ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า
- ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า

นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอ...
อย่าเพิ่งรับรอง
อย่าเพิ่งคัดค้าน

เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้ว...
นำไปสอบสวนในสูตร
นำไปเทียบเคียงในวินัย
ถ้า...
ลงกันไม่ได้
เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า
นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ถ้า...
ลงกันได้
เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า
นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว
ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว พวกเธอพึงรับเอาไว้ นี่เป็นมหาปเทส 4

นั่นหมายความว่า คำกล่าวใดก็ตาม เมื่อนำมาตรวจสอบโดยหลักดังกล่าวแล้ว ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา เราก็มีสิทธิที่จะไม่สืบทอด ดังที่พระองค์ตรัสให้ ทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ในทำนองเดียวกันหาก...
หนังสือเรียนพระพุทธศาสนาที่เด็กเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง
หนังสือเรียนของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นบาลี นักธรรม ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง และ
ตำราทางพระพุทธศาสนา แนวทางปฏิบัติอะไรต่าง ๆ ที่เป็นคำสอนรุ่นหลัง ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง

ซึ่งการโยนทิ้งในที่นี้ มิได้หมายความตรงตัว หากแต่หมายความโดยนัยยะตามพุทธวจนะว่า เราจัก
ไม่ฟังด้วยดี
ไม่เงี่ยหูฟัง
ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
ไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ก็เท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ฟังก็สักแต่ว่าฟัง ฟังผ่าน ๆ

ส่วนพระสงฆ์ที่ท่านศึกษา และปฏิบัติมาดีแล้ว ผมเห็นโดยพุทธประสงค์ว่า ท่านควรปฏิรูปตัวเอง ก่อนด้วยการเล่าเรียนเฉพาะคำสอนของพระศาสดา แล้วค่อย ๆ ลืม ๆ คำสอนเดิมที่ถ่ายทอดกันมา ผมเห็นว่า การวางอิฐก้อนแรกยากเสมอ เพราะนั่นคือการเดินออกมาจากกรอบของตัวเองที่เคยคุ้นชิน

และไม่ใช่ว่า เพราะเหตุอย่างนี้ พระสงฆ์ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สอนอะไรชาวบ้านนั้น ก็เกินไปหน่อย ท่านก็ยังต้องทำหน้าที่ของท่านไปพร้อม ๆ ไปกับการปฏิรูปตัวเอง เชื่อเถิดครับว่า ชาวบ้านก็ต้องปฏิรูปตัวเองเช่นกัน

ดังนั้น ผมจึงมองไม่เห็นโทษของการปฏิรูปตัวเอง เพื่อทำให้พระศาสนา คือ คำสอนของพระองค์อยู่ได้นาน แต่อย่างใด

ส่วนพระไตรปิฎกที่เราอ้างกันว่า เป็นพระพุทธพจน์ ก็อาศัยสาวกสืบทอดกันมาเป็นรุ่น ๆ ทั้งนั้น ใช่ครับ โดยพุทธวจนะ ข้างต้นก็กล่าวไว้อย่างนั้น
หากแต่ว่าฟังมาแล้ว กลับไม่เอาใจใส่ ถ่ายทอด บอกสอนคำของพระองค์ ซึ่งนั่นแหละคือ ความขัดแย้งที่แต่ละสำนักสร้างขึ้น จนทำให้ ทุกวันนี้ เกิดสำนักต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อทำหน้าที่คงไว้ รักษาไว้ ซึ่งหลักคำสอนของตน ทั้ง ๆ ที่หาก ทุกสำนักสอนเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น

ความสามัคคี ความหลอมรวมเป็นหนึ่ง ความเป็นเอกภาพ ความไม่แตกเป็นนิกายนั้น นี้โน้น แล้วอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราสามารถทำได้แต่ ไม่พยายามทำกัน

และถึงที่สุด พระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ต้องโยนทิ้งด้วย คือ โยนทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นอรรถกถาครับ ส่วนที่เป็น พุทธวจนะ โยนทิ้งไม่ได้ เพราะนั้นคือ บ่อเกิดของศาสนา และแม้ว่าพระไตรปิฎกจะเป็นผลงานจากการฟังและจารึกของสาวกรุ่นหลัง ก็จริงอยู่

แต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอรหันต์เหล่านั้น ก็พยายาม คงคำสอนของพระองค์ไว้ไม่ใช่หรือ จนการสังคายนาครั้งหลัง ๆ นี่แหละที่เป็นตัวเพิ่มความเห็นเข้าไปโดยไม่จำเป็น เพราะธรรม นั้นพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว พร้อมทั้งอรรถพยัญชนะ ครบถ้วน บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

ส่วนที่กล่าวว่า จะเหลืออะไรให้เชื่อถือนั้น ก็พุทธวจนะ จากพระไตรปิฎกฉบับบาลีสยามรัฐ นี่แหละครับ ทั้งบาลี ทั้งแปลไทย ทีทุกสำนักรับรองว่าเก่าแก่ที่สุด น่าเชื่อถือที่สุดอยู่แล้ว แค่คำสอนของพระศาสดก็เยอะอยู่แล้ว ทำไมเราจะไปหาคำสอนของสาวกมาศึกษากันอีก

ผมเห็นว่า พุทธประสงค์ของพระองค์ นั้นเหมาะกับจริตของคนทุกคน ไม่ได้แบ่งแยกใครว่า ไม่ควรศึกษา หากแต่เข้าใจว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แล้วเมื่อไรคนจะเข้ามาศึกษาละครับ ปล่อยทิ้งไว้ให้คนที่สนใจเท่านั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ยากทั้งหมด มีทั้งที่ง่ายและยาก ซึ่งก็ต้องเรียนรู้กันไปที่ละนิด เริ่มจากพระโอษฐ์ 5 เล่มที่พระอาจารย์เงื่อม (ท่านพุทธทาสและคณะรวบรวมไว้) ซึ่งดีมาก ๆ การันตีครับ อ่านไป ทำไว้ในใจโดยแยบคาย สักพัก 1-2 ปี ต่อไปจะไม่อยากอ่านคำสอนของสาวกแล้ว

ส่วนการศึกษาพุทธวจนะ ก็ต้องอาศัยคนที่ผ่านมาก่อน ก็ต้องอาศัยพระอาจารย์ทั้งหลายนี่แหละครับ ผมเองไม่ได้รังเกียจธรรมที่ออกจากปากของสาวก มันง่ายก็จริงอยู่ แต่มันตอบโจทย์ไม่ได้ว่า

การศึกษาธรรมที่ออกจากปากของสาวก เป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้เสื่อมช้าที่สุด ได้จริง และตอบโจทย์เรื่องความไม่ขัดแย้งกันเองของคำสอนของสาวกไม่ได้ เพราะยังไงก็ต้องขัดกันอยู่ดี

ใช่ครับผมเอง "เคย" เรียน/ศึกษาจากพระอาจารย์ จนพอมีความรู้บ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง จนมีโอกาสได้เจอะคำสอนของพระศาสดาผ่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ จึงได้หันมาศึกษาด้วยตัวเอง พร้อม ๆไปกับการฟังการอรรถาธิบาย ด้วยการ อธิบาย พุทธวจนะ ด้วยพุทธวจนะ

แต่พระอาจารย์ที่จริงจังในเรื่องนี้ กลับมีน้อยมาก ๆ น้อยจนกระทั่ง มีความจำเป็นที่จะทุกคนจะต้องหันกลับมาศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ผมเองไม่คิดจะตั้งข้อรังเกียจพระสงฆ์ เพราะถือว่าโดยศีลแล้ว ท่านน่าเคารพ น่าเลื่อมมากกว่าฆราวาส ท่านเป็นถึงพระรัตนตรัย ที่พึ่งที่ระลึก

เพียงแต่ฝันว่า ท่านเหล่านั้น น่าจะเห็นความสำคัญตรงนี้ แล้วเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ปฏิรูปตนเองเริ่มสอนให้ชาวบ้านเปลี่ยน

โดยส่วนตัว ผมห่วงใย พระศาสนา ครับ และก็เคารพในความเห็นของพระอาจารย์

และพร้อมที่จะถูกวิจารณ์ เสมอ ๆ เพราะเชื่อครับว่า นี่คือ ความงดงามในการแสดงความเห็น แม้ว่า ความเห็นผมที่สอดแทรกอยู่อาจจะดุไปบ้างก็ต้องขออภัยพระอาจารย์นะครับ

ด้วยความปรารถนาดีต่อพระศาสนา เริ่มต้นสังคายนา 3 เสาหลักแห่งพระศาสนากันดีกว่าครับ

ปล.ถ้าทุกคนเล่าเรียน เฉพาะ พุทธวจนะ ต่อไปก็จะมีการตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่า สิ่งที่พระองค์พูดเป็นจริงหรือไม่ ไม่ขัดแย้งกันจริงหรือ ถ่ายทอดบอกสอนกันมาผิดหรือเปล่า

เครือข่ายพุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
JEERANUN วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jeeranun
กำลังใจคือพลังชีวิต ....

แวะมาฟังคำสอน
คะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
คงฤทธิ์ วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 12.12 น.

ชอบประโยคนี้ขอรับ "...ภาษาคัมภีร์อ่านแล้วก็ยังก้ำกึ่ง ทำท่าจะเข้าใจ แต่ก็ยังมีอะไรคาใจ ไม่แจ่มชัด" ทำให้นึกถึงตัวเองเวลาอ่าน บางครั้งก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
(ด้วยความเคารพอย่างสูงขอรับ)

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chaiyassu วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ก่อนอื่น
ต้องขอแสดงความชื่นชมในเหตุผล
และข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น
ซึ่งต้องยอมรับถูกเป็นส่วนมาก อาตมาเองก็เห็นเช่นนั้น
เห็นเช่นนั้น คือเห็นว่า เราควรศึกษา
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์กันจริง ๆ ด้วยตัวของเรา
แต่ก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องทำ
ถึงขนาดว่า โยนคำสอนสาวกรุ่นหลังทิ้งไปทั้งหมด
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการสุดโต่งเกินไป

คิดกันเล่น ๆ ถ้าเอาตามที่คุณว่ามา
หนังสือเรียนพระพุทธศาสนาที่เด็กเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องโยนทิ้ง
หนังสือเรียนของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นบาลี นักธรรม ก็ต้องโยนทิ้ง
ตำราทางพระพุทธศาสนา
แนวทางปฏิบัติอะไรต่าง ๆ ที่เป็นคำสอนรุ่นหลัง
ก็ต้องโยนทิ้ง
พระสงฆ์ที่ท่านศึกษา และปฏิบัติมาดีแล้ว
ก็ไม่ควรจะสอนอะไรชาวบ้านด้วย
เพราะคำสอนเหล่านั้นไม่ใช่ขององค์ศาสดา
ไม่ควรเชื่อถือ
ฯลฯ
มองอย่างไร ๆ ก็ยังเห็นโทษของการกระทำเช่นนั้น
อย่าลืมว่า
ตัวพระไตรปิฎกที่เราอ้างกันว่าเป็นพระพุทธพจน์
ก็อาศัยสาวกสืบทอดกันมาเป็นรุ่น ๆ ทั้งนั้น
ขึ้นต้นพระสูตรแต่ละพระสูตรก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ท่านขึ้นต้นว่า
...เอวัมเม สุตตัง...ข้าพเจ้าฟังมาอย่างนี้...
ซึ่งก็เท่ากับว่า ล้วนฟังกันมา สืบทอดกันทั้งสิ้น
ถ้าเราปฏิเสธคำสอนรุ่นหลัง จึงขัดแย้งในตัวเอง

ถ้าถือตามที่คุณว่ามาโดยเคร่งครัด พระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ต้องโยนทิ้งด้วย
เพราะพระไตรปิฎกก็เป็นผลงานจากการฟัง
และจารึกของสาวกรุ่นหลังทั้งสิ้น
คำถามคือ แล้วเราจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้อีก

แต่เพราะเรายอมรับสิ่งที่สืบทอดมา ฟังกันมา
เราจึงได้ประโยชน์ ในการพัฒนาสติปัญญา
ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ กระทั่งสามารถแยกได้ว่า
อะไรถูก อะไรผิด
อะไรคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และไม่ได้สอน

ความเห็นของคุณที่ว่ามา
อาตมามองเห็นว่าเป็นประโยชน์
แต่ก็เฉพาะผู้ที่มีปัญญาพอสมควรแล้วเท่านั้น
เอาเข้าจริง ๆ เวลาศึกษาพระพุทธศาสนา
ก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ทั้งสิ้น
เราจึงไม่ควรตั้งข้อรังเกียจครูอาจารย์เหล่านั้น
ตัวคุณเองก็บอกว่า "เคย" เรียน/ศึกษาจากครูอาจารย์จนพอมีความรู้พอสมควรแล้ว
จึงได้หันมาศึกษาพระพุทธพจน์ด้วยตัวเอง
และคุณก็เป็นบอกเช่นเดียวกันว่า
การศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจ
ก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์แตกฉานในคำสอน
ซึ่งก็เท่ากับเป็นยอมรับโดยกลาย ๆ ว่า
เราทิ้งครูบาอาจารย์ไม่ได้

ประเด็นค่อนข้างจะยาวไป
เอาเป็นว่า....
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย
หน้าที่เราเวลานี้คือ
ควรแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้มาก ๆ
โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหลักการ หรือแก่นแท้
ส่วนจะโดยวิธีไหน
ก็พิจารณาตามความเหมาะสมแก่อัธยาศัย
ให้เหมาะสมแก่วัย แก่วุฒิภาวะ เป็นขั้นเป็นตอนไป
ด้วยวิธีการเช่นนี้ เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนถูกต้องแล้ว
อาตมาเชื่อว่า เขาจะปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
สามารถเข้าถึงมรรถผลนิพพานได้เช่นเดียวกัน

โดยส่วนตัวจึงไม่ห่วงว่าเป็นคำสอนจากปากของใคร
ขอเพียงยืนยัน ตรวจสอบว่า ไม่ผิดเพี้ยนจากธรรมวินัย
อาตมาก็พร้อมจะฟัง และฟังด้วยความเคารพ




ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ภูมิรพี วันที่ : 16/06/2010 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/morningmoon

กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ...
ได้ความรู้และแง่คิดดีครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/06/2010 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

อ้างถึง ความเห็นที่ว่า

โดยทัศนะส่วนตัว
คำสอนในทางพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ในบาลี อรรถกถา
หรือแม้แต่ที่อาจารย์รุ่นหลังสืบทอดกันมา
ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน
สามารถตรวจสอบความผิดความถูกได้ไม่ยาก
เราจึงไม่ควรตั้งแง่ หรือตั้งข้อรังเกียจ
ในลักษณะแบบเหมาะรวมว่า
คำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา
สาวก หรืออาจารย์รุ่นหลังไม่ใช่อกาลิโก
ไม่ควรใส่ใจ หรือให้ความสำคัญ

อีกประการหนึ่ง
ปัญญาของคนก็มีหลายระดับ
บางคนอ่าน หรือศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยตรง
อาจมีปัญหาอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่เข้าใจ เพราะภูมิไม่ถึง
จำเป็นต้องอาศัยคำอธิบาย หรืองานเขียน
ของครูอาจารย์รุ่นหลังที่อธิบายเป็นภาษาง่าย ๆ

อาตมาคิดว่า
ถ้าเราจับหลักการของคำสอนที่ถูกต้องได้แล้ว
มีหลักชัดเจนอยู่ในใจแล้ว
ศึกษาจากไหน คัมภีร์อะไร อาจารย์องค์ไหน
ล้วนได้คำตอบเดียวกันหมด
แม้จะมีประเด็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ถ้าเราศึกษาให้ดี
ประเด็นที่ขัดแย้งกันนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ไม่ใช่หลักการใหญ่ของศาสนา
เช่นกรณีตัวอย่างที่พูดถึงในบทความนี้ (ดอกบัว ๓ เหล่า)
จริงอยู่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ๓ เหล่า
แต่ ๔ เหล่า ที่มีภายหลัง ก็เป็นการเทียบเคียง บุคคล ๔ จำพวก
ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นภายหลัง ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
และทุกอย่างก็มีคำอธิบาย

โดยส่วนตัวจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปฏิเสธคำสอนอื่นทั้งหมด
และรับเอาแต่เพียงส่วนที่เป็นพระพุทธพจน์เท่านั้น
และไม่เห็นกับการแบ่งพุทธกระแสหลัก พุทธทางเลือกที่เสนอมา

และขอชี้แจงด้วยความเห็นดังต่อไปนี้

ผมเห็นตรงกับพระอาจารย์ครับว่า คำสอนในทางพระพุทธศาสนา นั้นมาจากแหล่งเดียวกัน คือ พระไตรปิฎก

และพระไตรปิฎก ก็ประกอบด้วย อรรถกถา (คำสอนของสาวก) และ พุทธวจนะ (คำสอนของพระศาสดา)
และเห็นด้วยครับว่า เราสามารถตรวจสอบคำสอนของพระศาสดาด้วยหลักมหาปเทส 4 ดังที่กล่าวไว้ในงานเขียนข้างต้น

แต่ทว่า คำสอนของสาวก นั้น มิได้มาจากภูมิปัญญาของอรหันตสัมมาสัมพุทธะ สาวกเป็นเพียงมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง เท่านั้น

ขณะที่พระศาสดา เป็นถึง
มัคคัญญู (รู้มรรค)
มัคควิทู (รู้แจ้งมรรค)
มัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค)

ถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทำและมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ และทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้ เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมาย ที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

ด้วยเหตุตามพุทธวจะข้างต้น ทำให้ สาวกไม่มีสิทธิเพิ่มเติมหรือตัดตอนความเห็นของพระองค์ เพราะการทำดั่งนั้นคือ การสร้างมรรคขึ้นมาใหม่ นั่นไม่ใช่ พุทธประสงค์ของพระองค์ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

ส่วนที่กล่าวว่า คำสอนของสาวก ไม่ใช่อกาลิโก นั้นก็เพราะว่า พระองค์ไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น แต่ขณะเดียวกัน หากคำสอนของสาวก เป็นดังคำสอนของพระศาสดา หรือ พระศาสดาให้การรับรอง นั่นแหละจึงจะถือว่า คำสอนของสาวก(ที่อ้างคำสอนของพระศาสดา) เป็นอกาลิโก เช่นเดียวกับที่พระองค์ตรัสถึงธรรม ซึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว (จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบทพยัญชนะใด ๆในนามคำสอนของสาวกเพิ่มเติมขึ้นมาอีก)
ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล (อกาลิโก)
ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และ
ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ผมเห็นตรงกับพระอาจารย์ครับว่า ปัญญาของคนมีหลายระดับ

ผมเองก็เคยเล่าเรียนคำสอนของสาวกมาระยะหนึ่ง เพิ่งมาจริงจังกับคำสอนของพระศาสดา ประมาณหนึ่งปีนี้เอง ก็เริ่มศรัทธาในภูมิปัญญาของท่านขึ้นมาทีละนิด ๆ จากไม่เข้าใจเลย ก็มาเข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นต้องอาศัยพระอาจารย์ ที่คล่องแคล่วในหลักพุทธวจนะช่วยอรรถาธิบายด้วย พุทธวจนะด้วยกัน จึงจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปัญหาก็คือ ขาดแคลน ภิกษุผู้คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ เพราะภิกษุเหล่านั้นกลับไปสนใจในคำสอนของอาจารย์ตัวเอง สนใจในการสร้างคำสอนง่าย ๆ ขึ้นมาโดยไม่เข้าใจพุทธประสงค์ที่แท้จริง

และหลักการของคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ หลักพุทธวจนะเท่านั้น ไม่ใช่หลักอรรถกถาที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันมา หลังการสังคายนาครั้งหลัง ๆ

ลองคิดดูนะครับว่า หากมีคนสองคนนั่งอยู่ตรงหน้า คนหนึ่งคือ พระศาสดา อีกคนคือ สาวกผู้ชาญฉลาด เราจะเดินเข้าไปหาใคร ถึงแม้ว่าพระองค์จะปรินิพานไปแล้วก็ตาม ผมเชื่อว่า ใน 100 คน คงมีไม่ถึง 5 คน ที่เดินเข้าไปหาสาวก เพราะ 5 คนนั้น ไม่ศรัทธาในภูมิปัญญาของพระองค์ ไม่ศรัทธาในธรรมและวินัยที่พระองค์แสดงและบัญญัติไว้

ขณะเดียวกัน ด้วยระยะเวลา จะ 2600 ปีแล้ว ที่มีการถ่ายทอด บอกสอน หากเราพยายามผลักไสให้คำสอนของพระศาสดาเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในอนาคตกาลอันใกล้ เราก็จะไม่รู้จักคำสอนของพระองค์ท่าน เพราะต่างคนต่างก็ตั้งแง่กับคำสอนของพระองค์ว่า ยากเกินความเข้าใจ จึงตั้งกำแพงในการเล่าเรียนคำสอนของพระองค์ ด้วยเหตุผลเดียวคือ ยาก แทนเหตุผลคือ ความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล

เทียบได้กับการเล่นเกมกระซิบ คนแรกรับฟังมาจากคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระซิบไปเรื่อย ๆ จะ 2600 ปีอยู่แล้ว ถ้าเราทรงจำกันเฉพาะคำสอนของพระองค์ท่าน 2600 ปีมานี้ แน่นอนว่า มันก็อาจจะมีความผิดพลาดในการสื่อสารบ้าง แต่จะอย่างไร เราก็จะมั่นคงในคำสอนของพระศาสดา

แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น เรากำลังพูดดัง ๆ กันแต่เฉพาะคำสอนของสาวก โดยที่ลืมไปแล้วว่า การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา ไม่ใช่ได้มาด้วยการเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของสาวกเลย

และด้วยเหตุที่เรามั่นคงในคำสอนของสาวก นี่แหละ ทำให้เกิดประเด็นข้อถกเถียงในหลักคำสอนที่แตกต่างกันในแต่ละสำนัก ซึ่งไม่เป็นที่น่าปรารถนา เพราะมันขัดแย้งกันเอง จนหลาย ๆ ครั้ง เกิดมีผู้สงสัยว่า ทำไม่คำสอนของพระองค์จากปากสาวก ไม่เป็นสากลเลย

ซึ่งการขัดแย้งกันนั้น ทั้งหมดก็อยู่ในรายละเอียดที่แต่ละสำนัก กำลังตีความ ขยายความ โดยความเห็นตัวเอง ทั้ง ๆ ที่สามารถอรรถาธิบายได้ด้วย พุทธวจนะ ด้วยกัน

ในหลักการ ทุกสำนักเกือบจะพูดตรงกัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่พออรรถาธิบาย ก็เกิดความเห็นต่าง บ้างก็ว่านิพพานเป็นอัตตา เป็นอนัตตา ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เป็นหลักการใหญ่ของศาสนาเลยละ เอ๊ะ ! แล้วทำไมเราไม่หาทางออก ไม่คลายปมปัญหาด้วย พุทธวจนะ ไม่เข้าใจจริง ๆ

จึงยืนยันว่า โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการการปฏิเสธคำสอนอื่นของสาวกทั้งหมดและรับเอาแต่เพียงส่วนที่เป็นพุทธวจนะเท่านั้น

และเห็นด้วยเห็นกับการแบ่งพุทธทางเลือก ออกจากพุทธกระแสหลัก เพราะผู้ที่เล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ คือ ผู้ที่เลือกแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็เลือกที่จะเอาเฉพาะ คำสอนของพระศาสดา แทนคำสอนของสาวก

ปล.ขอบคุณความเห็นแย้งของพระอาจารย์มากครับ

เครือข่าย พุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ting วันที่ : 15/06/2010 เวลา : 01.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ

๑. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อเนกขัมมะ


๒. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อปวิเวก


๓. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่โลภ


๔. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่โกรธ


๕. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อไม่หลง


๖. มีอัธยาศัยน้อมไปเพื่อสลัดออก



ถ้าทุกฅนทำได้คงไม่มีเผาบ้านเผาเมืองนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 15/06/2010 เวลา : 00.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

อ่านดูแล้ว ท่าทางผมจะห่างชั้นมากเลยฮะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/06/2010 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile


ก้อนหินยิ้ม..ยังห่างไกลมากมายเลยเจ้าค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 10/06/2010 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

ห่างหายไปนาน มากราบนมัสการขอรับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chaiyassu วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เจริญพร คุณ musachiza

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ประเด็นที่กล่าวถึงนี้
มีข้อถกเถียงกันเยอะพอสมควร
โดยเฉพาะประเด็นการแบ่งพุทธกระแสหลัก
กับพุทธทางเลือก
แม้การปฏิเสธคำของอรรถกถา
หรือแม้คำสอนของสาวกรุ่นหลัง
เพียงแค่เหตุผลของการไม่ลงรอยในรายละเอียด
บางประเด็น บางประการที่มีมาภายหลัง
ก็ดูยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ
จริง ๆ ผิดถูกในหลักคำสอน
ไม่ว่าจากไหนก็ตาม รวมทั้งที่เราอ้างว่าเป็นพระพุทธพจน์
ล้วนสามารถตรวจสอบได้
ทางที่ปลอดภัยเราจึงควรทิ้งส่วนที่ผิด
เลือกเอาส่วนที่ถูก
ไม่ใช่เห็นส่วนผิดเพียงเล็กน้อย แล้วก็ทิ้งส่วนที่เหลือไปทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chaiyassu วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 21.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร คุณจิตราภรณ์



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 13.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

ขอพระอาจารย์พิจารณาด้วยครับ ความที่ว่า จริงหรือไม่อย่างไร และควรปรับปรุงตรงไหน ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

...ในโลกนี้ ศาสตร์ใดก็ตาม ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยมุมมอง (ศิลป์) หากมุมมองส่วนหนึ่งถูกเรียกว่า กระแสหลัก อีกส่วนหนึ่งจะถูกผลักเป็น มุมมอง กระแสรอง (ทางเลือก) โดยปริยาย

เรามักจะเห็น...
พรรคการเมืองกระแสหลัก & พรรคการเมืองทางเลือก
การแพทย์กระแสหลัก & การแพทย์ทางเลือก
สื่อกระแสหลัก & สื่อทางเลือก(กระแสรอง)

และอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไม่ต่างกัน พุทธทางเลือก ก็แปลกแยกออกไปจาก พุทธกระแสหลัก

หากพุทธกระแสหลัก คือ กลุ่มชาวพุทธที่มั่นคงในคำสอนของสาวก การจะสรุปว่า พุทธทางเลือก คือ กลุ่มชาวพุทธที่มั่นคงในคำสอนของพระศาสดา ก็คงไม่ผิดนัก

และขณะนี้ พุทธกระแสหลัก ได้หยั่งรากลึกลงไปครอบงำ คณะสงฆ์ไทย จนทำให้การเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ อรรถกถา เป็นเริ่องปกติในสังคมปัจจุบันไปเสียแล้ว

โดยลืมไปว่า นั่นไม่ใช่คำสอนของพระศาสดาโดยตรง เป็นเพียงอธิบายด้วยสาวกเท่านั้น
โดยอ้างเอาเองว่า คำสอนของพระศาสดายากเกินความเข้าใจ ทั้ง ๆ ที่ ความถูกต้อง ไม่ถูกต้อง จะต้องเป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้ก่อนความยากและความง่ายในการเล่าเรียน

อย่าปล่อยให้ อรรถกถาครอบงำสังคมไทยอีกต่อไป
อย่าปล่อยให้หัวใจเอียงไปหา คำสอนของสาวก ซึ่งไม่เป็นอกาลิโก

โปรดสะดุดแล้วหยุดคิด ในเมื่อสมาทาน พุทธศาสนา เป็นสรณะแล้ว

สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือ การเล่าเรียน ปฏิบัติตามและ เผยแผ่คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิใช่หรือ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะร่วมกันสังคายนา พุทธศาสนา ไม่ใช่สิ
หมดเวลาแล้วที่เราจะเถียงกันและกันด้วยคำสอนของสาวกเสียที

มาทางนี้...การสังคายนา พุทธศาสนา ครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว !

และคุณ กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น หากคุณเลือกด้วยตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งใครพึ่งตน พึ่งธรรมเท่านั้น

เริ่มต้นทำความเข้าใจได้ที่นี่ ปาฏิหาริย์แห่งพุทธวจนะ = สังคายนา 3 เสาหลักแห่งพระ (พุทธ) ศาสนา
http://www.oknation.net/blog/bluecurtain/2010/06/04/entry-1

เครือข่ายพุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
แรม 10 ค่ำ เดือน 7

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

นมัสการค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musachiza วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านคำสอนอันเป็นประโยชน์
โดยส่วนรวมของผู้ไฝ่ดี
และสงบในการอยู่ร่วมกัน
http://www.oknation.net/blog/dragonball

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน