*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 3313 , 09:12:35 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          วันนี้ตั้งชื่อเรื่องเพื่อให้เกิดความชัดเจน หลังจากที่เอนทรี่แรกยังไม่ “ฟันธง” เหตุเพราะยังไม่ได้อ่านโดยละเอียด

          แต่วันนี้ ได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้

          จึงกล้าที่จะใช้คำนี้

          ก่อนอื่น ต้องนิยามความหมายของคำว่า มิจฉาทิฏฐิ กันเสียก่อน เพราะคำนี้ เวลาเรานำมาใช้ในภาษาไทย ความหมายก็อาจตีความไปได้หลายนัย

          ขณะที่ความหมายในคัมภีร์  ท่านหมายเอาแต่เพียงทรรศนะ หรือความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ทรรศนะแบบนี้ มีทั้งลัทธินอกศาสนา หรือแม้กระทั่งในพุทธศาสนาเอง บางครั้งก็มีทรรศนะเช่นนี้เกิดขึ้นกับพระสาวกของพระพุทธเจ้า ร่องรอยที่ปรากฏในคัมภีร์จึงทำให้เรามองเห็นว่า บางครั้ง พระพุทธเจ้าก็ทรงตำหนิพระสาวกของพระองค์กรณีเกิดทรรศนะเช่นนั้น

          ควาหมายอาจจะไม่รุนแรง แต่ว่ากล่าวโดยโทษแล้ว ถือว่ามีโทษรุนแรง เพราะถือเป็นรากฐานของผิดพลาดทั้งปวงที่จะตามมา

          อย่างไรก็ตาม มิจฉาทิฏฐิในความหมายที่ผู้เขียนประสงค์ใช้ในที่นี้ ขอใช้ในความหมายแค่ให้รู้ว่า คำสอน หรือทรรศนะเช่นนี้ ผิดกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือไม่ตรงกับพระพุทธพจน์

          จะขอหยิบมากล่าวเป็นประเด็น ๆ ไป เพื่อให้เกิดความชัดเจน

          มิจฉาทิฏฐิประการที่ ๑  เรื่องการอัญเชิญพระพุทธเจ้ามาเข้าประทับร่างเพื่อสนทนา (คล้ายเข้าทรง) ทำให้เกิดหนังสือ “สนทนากับองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า”

          เรื่องนี้เป็นความพยายามของ นพ.พงศ์ศักดิ์เองที่พยายามตีความว่า พระพุทธเจ้ายังทรงมีอยู่ โดยอ้างหลักวิทยาศาสตร์ว่า วิญญาณของมนุษย์เป็นพลังงาน จิตของพระพุทธเจ้าก็เป็นพลังงาน ดังนั้นแม้พระองค์จะปรินนิพานไปแล้ว แต่พลังงานของพระองค์ก็ยังทรงอยู่ เพราะฉะนั้นการอัญเชิญพลังงานที่ว่านั้นมาประทับร่าง แล้วสนทนาธรรมด้วยจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

          ความจริงทัศนะที่ผิดพลาดเช่นนี้ มันก็เกิดจากการที่ นพ.พงศ์ศักดิ์เองตีความเรื่องนิพพานผิดพลาดไป นั่นคือท่านก็ยังพยายามให้นิพพานเป็นภาวะอะไรบางอย่าง และเมื่อพระพุทธเจ้าบรรลุนิพพานแล้ว พระองค์ก็ดำรงอยู่ในภาวะอย่างนั้น ไม่มีวันสูญสลาย ในบทนำจึงมีข้อความของ นพ.พงศ์ศักดิ์ในเชิงตั้งข้อสงสัย และสังเกตเพื่อสนับสนุนความคิดของตนว่า

          “แปลกมั๊ย....

          ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความหมายว่าสูญไปในคำว่านิพพานเลย

          แต่เราก็ตีความกันว่าสูญ”

          คุณหมอพยายามโยงไปหลายเรื่อง เพื่อยืนยันทรรศนะของตน ขอให้พิจารณาข้อเขียนของคุณหมอต่อไปนี้

          “เราเชื่อว่าหลวงพ่อทวด หลวงพ่อโต หลวงพ่อปาน

          หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่มั่น

          และท่านอื่น ๆ ท่านเป็นพระศักดิ์สิทธิ์

          การที่เราเชื่อ และกล่าวว่า

          พระเกจิอาจารย์ของเราศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงอะไร

          หมายถึงว่า เหรียญ หรือรูปปั้นของพระเกจิทั้งหลาย

          มีพลังงานของท่านสถิตอยู่ จึงศักดิ์สิทธิ์...!

          พระเกจิ เราเชื่อว่าท่านศักดิ์สิทธิ์

          ถ้าเช่นนั้นแล้ว องค์พระสัมมาสัมพุทธะละ

          พระองค์ศักดิ์สิทธิ์ไหม?”

          นี่เป็นความพยายามของคุณหมอ ที่จะให้พระพุทธเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์ตามความหมายตามจุดประสงค์ที่ตนเองตั้งธงเอาไว้

          จึงกลายเป็นที่มาของการให้ผู้ช่วยวิทยากรตั้งจิตอธิษฐานเพื่ออัญเชิญพระพุทธเจ้าลงประทับร่าง และสนทนาทำหน้าที่สนทนากับคุณหมอ

          จริง ๆ ทรรศนะที่ผิดเช่นนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากเราย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีก่อน  วัดพระธรรมกาย ก็เคยมีทรรศนะเช่นนี้ คราวนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์ (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต) ถึงกับต้องลงทุนลงแรงเขียนหนังสือชี้แจง พร้อมหลักฐานอ้างอิงมากมาย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทรรศนะดังกล่าวไม่ถูกต้อง และขัดแย้งคำคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไร

          หากจะมีคำถามว่า ถ้าจะสนทนาในเชิงปุจฉาวิสัชนากับพระพุทธเจ้า เราสามารถทำได้หรือไม่

          โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าทำได้ แต่ไม่ใช่ในลักษณะอย่างนี้ ผู้เขียนจึงค่อนข้างจะเห็นด้วยกับความเห็นของบล็อกเกอร์หลังม่านสีฟ้า (บลู เลอสง่า) ที่ได้แสดงตัวอย่างของการสนทนากับพระพุทธเจ้า โดยเราเป็นผู้ถาม แล้วพระพุทธเจ้าเป็นผู้วิสัชนา

          ขออนุญาตคัดมาเป็นตัวอย่าง

ผม            :  ทำไมมนุษย์จึงต้องมีทุกข์ครับ?

พระศาสดา : ...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
                ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส

                อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน
                ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้

                ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้...

หรือ

ผม             : แล้วการมีทุกข์มาจากกรรมใช่ไหมครับ
พระศาสดา : อานนท์ !
                    ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า
                    เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น

                   (เรียกว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม)
                   ความทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า?
                   ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ

          ถ้าหยิบพระพุทธพจน์จริง ๆ มาตอบเช่นนี้ ประเด็นปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น แต่คุณหมอกลับใช้ความเห็นส่วนตัว แล้วกลับบอกว่าเป็นคำตอบจากพระพุทธเจ้า (ผ่านร่างประทับของผู้ช่วยวิทยากร)

          อาจต้องตั้งคำถามกับคุณหมอว่า มีความจำเป็นอะไรต้องทำอย่างนั้น ข้อความที่ปรากฏในงานเขียน ก็ไม่เกินสติปัญญาของคุณหมอที่จะเขียน เพราะไม่ใช่เรื่องลึกซึ้ง ลึกล้ำอะไรมากมาย ทำไมต้องอ้างร่างประทับของพระพุทธเจ้า

          มิจฉาทิฏฐิประการที่ ๒ การอธิบายเรื่องจิต หรือวิญญาณในลักษณะที่เป็นสิ่งอมตะ ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์

          เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือหน้าที่ ๙ และก็อยู่ในส่วนที่เป็นการวิสัชนา ซึ่งโดยนัยก็คือเป็นคำตอบจากพระพุทธเจ้า คำถามก็คือว่า ทรรศนะที่ผิดพลาดเช่นนี้ คุณหมอยัง “ยัดเยียด” ให้เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้า คุณหมอทำได้อย่างไร ? ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ

          ผู้เขียนขออนุญาตคัดข้อความสนทนาหน้า ๙ มาประกอบการพิจารณา

          หมอพงศ์ศักดิ์ : ดีครับ ! เพื่อความกระจ่างมากกว่าเดิม

                               ผมขอให้พระองค์อธิบายเรื่องจิตสังขาร

                               และจิตวิญญาณโดยละเอียดว่า คืออะไรครับ?

          องค์สัมมา      : ...(ผู้เขียนละไว้เนื่องจากเห็นว่ายังไม่ใช่ประเด็นปัญหา)...

                               จิตวิญญาณซึ่งเป็นพลังงานนี้

                               มีหน้าที่เก็บข้อมูลของมนุษย์

                               จิตวิญญาณไม่สูญหายไปไหน เพราะเป็นพลังงาน

                               มีหน้าที่สะสมข้อมูลของมนุษย์

                               ที่เวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน

                               และบันทึกการกระทำของมนุษย์ในชาตินั้น ๆ

                               รวมทั้งบุญและกรรม

                               เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนในปัจจุบัน

                               ก็เป็นผลมาจากการบันทึกของจิตวิญญาณนั่นเอง

                               สิ่งนี้แหละ...

                               ที่มากำหนดชะตาชีวิตมนุษย์แต่ละคนในชาตินี้

                               จิตวิญญาณของมนุษย์ไม่มีการตาย

                               เป็นสิ่งที่อมตะ อยู่ชั่วนิรันดร์

          ลองสังเกต ๒ ประโยคสุดท้ายให้ดี ประโยคนี้ถือว่า “บิดเบือน” พระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง เพราะทัศนะอย่างนี้พระองค์ทรงยืนยันว่า เป็นมิจฉาทิฐิ คือเป็นความเห็นผิด ไม่มีสิ่งที่เรียกจิตวิญญาณอมตะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ในคำสอนพระพุทธศาสนา  เปิดคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ล้วนได้ข้อมูลตรงกันว่า ทรงปฏิเสธเรื่องนี้  ทรรศนะดังกล่าวนี้จัดเป็น ๑ ใน ๖๒ ลัทธิที่เป็นมิจฉาทิฐิ เปิดพรหมชาลสูตรอ่านก็จะชัด

          มิจฉาทิฏฐิประการที่ ๓ ทรรศนะที่บอกว่ามนุษย์ถูกกำหนดมาแล้วจากกรรมเก่าในอดีต

(๒)     หมอพงศ์ศักดิ์ : ดังนั้นมนุษย์เราจะเป็นอย่างไรนั้น

                     ก็ถูกกำหนดมาจากการกระทำของตนเอง

                     ในชาติก่อน ๆ ไว้แล้วใช่หรือไม่ครับ?

องค์สัมมา ฯ   : ใช่ ตั้งแต่ปฏิสนธิ!

                      .......................

                      มนุษย์นั้นจะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่หน่วยแรกของชีวิตแล้ว

                      ถูกกำหนดตามกรรมที่เคยสร้างไว้ในอดีตของทุก ๆ ชาติ

                      เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

                      ช่วงอายุไหนจะเกิดอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร

                      ก็ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน (หน้า ๙-๑๐)

ทรรศนะที่บอกว่า ทุกอย่างในชีวิตของเราเป็นเพราะผลกรรมเก่าที่กระทำไว้แล้วในอดีต ในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็มีอ้างถึงทรรศนะแบบนี้  ซึ่งเรียกว่า ปุพเพกตเหตุวาท เป็นลัทธิ ๆ หนึ่งที่ถือว่า สุขทุกข์ทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมเก่า คือถูกกำหนดมาแล้วจากอดีต และทรรศนะแบบนี้ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธลัทธินี้

แต่ในบทสนทนานี้ คุณหมอพงศ์ศักดิ์ได้ “ยัดเยียด” ลัทธินี้ให้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไปโดยปริยาย

มิจฉาทิฏฐิประการที่ ๔ การตีความเรื่องทุกข์ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงของคำสอนทางพระพุทธศาสนา

          ขออนุญาตคัดมาให้อ่านเพื่อประกอบการพิจารณา

หมอพงศ์ศักดิ์ : ทำไมมนุษย์จึงต้องมีทุกข์ครับ?

องค์สัมมา ฯ   : คำว่า “ทุกข์” มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน 

  ไม่ว่าเกิดมาสูง ต่ำ ดำ ขาว

   รวย จน ทุกคนต้องมีทุกข์

   ไม่มีใครที่จะไม่มีทุกข์หรอกนะ

   ส่วนใหญ่การมีทุกข์มาจากกรรม

   อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการทดสอบของฟ้า

  “กรรม” ถ้าเกิดขึ้น เจ้ายอมรับ และยอมชดใช้

   กรรมนั้นก็จะหมดไป

   อย่าคิดหนีกรรม หนีไม่พ้นหรอก

   ถ้าไม่อยากชดใช้กรรมที่ตนเองได้ทำลงไป

   มนุษย์ก็ต้องหาอย่างอื่นมาชดใช้หนี้กรรมแทน

พิจารณาแค่ประโยคตัวอย่างที่หยิบยกมาก็จะเห็นว่า ขัดกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น  เช่น

          “ทุกข์มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน, ทุกคนต้องมีทุกข์, ทุกข์มาจากกรรม, (ทุกข์) เกิดจากการทดสอบของฟ้า 

          ในความเป็นจริง พระพุทธองค์เคยตรัสอย่างนี้ไหม ? เช่นคำว่า “ทุกคนต้องมีทุกข์”, ทุกข์เกิดจากกรรม และการทดสอบของฟ้า” 

          นี่เป็นการตีความพระพุทธพจน์ผิดพลาด  ผิดพลาดอย่างไรลองพิจารณาเป็นประเด็น ๆ ไป

          “ทุกคนต้องมีทุกข์”

          พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่า ทุกคนต้องมีทุกข์  ทรงตรัสแต่เพียงว่า ที่เราทุกข์เพราะเรายึดมั่นถือมั่น เรามีกิเลส เรามีโลภ มีโกรธ มีหลง มีตัณหา มีอุปาทาน โดยรวบยอด เราทุกข์เพราะเราโง่เอง  

ซึ่งมันจะต่างจากประโยคที่ว่า ทุกคนต้องมีทุกข์ อย่างสิ้นเชิง

          เพราะทุกข์เป็นเรื่องที่เรา (โง่) เลือกเอง ในทางกลับกันเราจะไม่เลือกทุกข์มาเป็นคุณสมบัติของเราก็ได้

          ประโยคที่ว่า “ทุกข์มาจากกรรม” ก็ผิดเพี้ยนจากพระพุทธพจน์ พระพุทธพจน์จริง ๆ ทรงบอกว่า ทุกข์มาจากอวิชชา (ความโง่ของเรา) มีอวิชชาเป็นรากฐาน และอวิชชาตัวนี้แหละทำให้เราทำกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

          มิจฉาทิฏฐิประการที่ ๕  เข้าใจพระวินัยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  ความเข้าใจคลาดเคลื่อนนี้ปรากฏอยู่ในหน้า ๖๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวินัยสงฆ์เรื่องการตัดต้นไม้ คุณหมอเขียนไว้อย่างนี้

 

หมอพงศ์ศักดิ์ :  ท่านครับ มีคนสงสัยว่า

                                พระองค์ห้ามพระสงฆ์ตัดต้นไม้หรือครับ

                                เพราะเห็นว่าที่วัดส่วนใหญ่มีต้นไม้สูงใหญ่เกือบทุกวัดเลย

          องค์สัมมา ฯ   :  ไม่มีข้อห้ามหรอก

                                เพียงแต่ภิกษุในสมัยพุทธกาลท่านมีจิตบริสุทธิ์

                                จึงรู้ถึงความบริสุทธิ์ของต้นไม้

                                ผู้บริสุทธิ์จึงไม่ทำลายผู้บริสุทธิ์ด้วยกัน

                                ท่านจึงไม่คิดที่จะตัดต้นไม้

                                ถ้ามนุษย์มีความบริสุทธิ์พอ

                                มนุษย์จะไม่ทำลายต้นไม้

                                มนุษย์ก็จะไม่ทำร้ายกันเองด้วย...!

          นี่ก็เป็นอีกทรรศนะหนึ่งที่ผิด ขัดกับหลักพระวินัย เพราะในบรรดาศีล ๒๒๗ ของพระสงฆ์ มีข้อห้ามในเรื่องนี้เป็นการชัดเจนแล้ว การบอกว่า “ไม่ห้าม” จึงเท่ากับเป็นการขัดแย้งกับสิกขาบทที่ทรงบัญญัติห้ามไว้

          ความจริงในสิกขาบทใช้คำละเอียดมากกว่านั้นมาก คือท่านใช้คำว่า “ภูตคาม-พีชคาม” คือรวมต้นไม้ ใบหญ้า พืชทุกชนิด ไปเด็ด ไปตัด ไปถาง ไปถอน ล้วนผิดศีลทั้งนั้น แต่คุณหมอก็เขียนไปได้ว่า “ไม่มีข้อห้ามหรอก”

         

          ขออนุญาตหยุดประเด็นทั้งหลายไว้แต่เพียงเท่านี้

          สุดท้าย ผู้เขียนต้องสารภาพว่า ยังอ่านหนังสือนี้ไม่จบ แต่อ่านได้ถึงหน้า ๖๐ กว่า ๆ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้วที่จะตัดสินใจได้ว่า ควรจะทำอย่างไรกับหนังสือเล่มนี้

สุดท้าย.....คุณหมอจะอธิบายว่าอย่างไร ?

          นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เขียนคำนิยมให้ ต้องร่วมรับผิดชอบไหม ?

          ถามเผื่อ ๆ ไปงั้นแหละ.....

         

         

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Ananda วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aplang

มีมากครับที่พวกสอนธรรมมักเอาสิ่งที่ิตนคิดเอาไปใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า แล้วอ้างว่านั่นเป็นคำสอนของพระองค์ โบราณจึงมักต้องยกบาลีมาประกอบในการสอน หรืออธิบายธรรม
แต่คนในปัจจุบันมักไม่ชอบถ้าอ้างบาลีมาก ๆ บอกว่าไม่รู้เรื่อง หลัง ๆ จึงมักอธิบายไปโดยไม่อ้างแหล่งที่มา ทำให้หลักคำสอนเพี้ยนไปมาก

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Toitoi วันที่ : 30/09/2010 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

นมัสการ..มารับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
musachiza วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 14.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านความเป็นไปของพระพุทธศาสนา
ที่คนทั้่วไปก็แอบอ้างได้ว่าคำพูดนี้ มาจาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยไม่ต้่องอ้างอิงหลักฐานสายสืบและการรายงานคำพูดจากประวัติศาสตร์ใดๆ
ของการถ่ายทอดผ่านยุคสมัย
ใดๆ แต่ก็กลายเป็นหนังสือที่ถูกพิมพ์เผยแพร่ได้
เพราะคนทำมีชื่อเสียงในสังคมปัจจุบัน
และคำว่านายแพทย์นักพูดที่ดูสูงส่งในด้านอาชีพโดยไม่ต้องคิดถึงข้อมูลหลักฐานใด
ในสิ่งที่ตนกล่าวอ้าง มีท่านนายก
ให้คำนิยมอีกต่างหาก
และมีกำหนดจากฟ้า ฟ้านี่มีปัญญาหรือเปล่าเอ่ย
หรือเป็นแค่นามสมมติ ในภาษาที่เรียก
สิ่งที่ครอบหัวมนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยชั้นบรรยากาศ ที่ถูกสมมติให้มีตัวตนมาลิขิตคน
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ni_gul วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อยากให้ส่งคำทักท้วงนี้ไปยังผู้เขียนโดยตรงจะก่ออานิสงส์อย่างสูง
มีกรณีตัวอย่างข้อวิพากษ์ที่ หนังสือดังอย่าง ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น มีจุดไม่ตรงในเรื่องกรรมฐานและหลายเรื่อง ซึ่ง ทพ.สม สุจีรา และ สนพ ในเครืออมรินทร์ ก็ปรับปรุงตาม และเลยมีพิมพ์ใหม่ๆ ตามมาอีก (ลองค้นหาเรื่องวิจารณ์นี้ในกูเกิ้ลก็จะเจอค่ะ)
ลองส่งคำทักท้วงไปให้ผู้เขียนดูก่อนสิคะ
ด้วยความเคารพค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 13.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

มองอย่างเดียว มันก็เห็นเพียงอย่างเดียว แต่การมองอย่างเดียวกับที่พระศาสดามอง มันผิดไปจากความเป็นจริงได้หรือครับ

การมองภายใต้มุมมองตนเอง ต่างหาก ที่ทำให้พลัดหลงไปสู่มิจฉาทิฏฐิได้

สาวกกับพระศาสดา กล่าวตรงกัน สาวกที่อ้างคำสอนของตนเอง ก็ย่อมมิใช่บุตรไม่ใช่โอรสที่เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ ๆ สาวกก็ตรัสไปอีกทาง

นิมนต์พระอาจารย์กลับไปตอบความเห็นอีกครั้งครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chaiyassu วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 12.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


มองอย่างเดียว
มันก็เห็นเพียงอย่างเดียว

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

นิมนต์พระอาจารย์ ติดตามคำชี้แจงความเห็นของพระอาจารย์ด้วยครับ

http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/08/16/entry-1

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

ภิกษุทั้งหลาย !
ฉันใดก็ฉันนั้น

ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย

สุตตันตะเหล่าใด ที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย !
ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓

นี่เป็นพุทธพยากรณ์ที่ยืนยันว่า ศาสนา หรือ คำสอน เสื่อมเพราะเราไปสนใจฟังคำสอนของสาวก

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะหนึ่งที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว ได้รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคว่า

นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอ
อย่าเพิ่งรับรอง
อย่าเพิ่งคัดค้าน

เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดี แล้ว...
นำไปสอบสวนในสูตร
นำไปเทียบเคียงในวินัย

ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า
นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน

ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด
พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ถ้าลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า
นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว

ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว
พวกเธอพึงรับเอาไว้...

มหาปรินิพพานสูตร
มหา. ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒

ด้วย 2 พระสูตรนี้ ยืนยันโดยชัดเจนว่า
อรรถกถา คือ สิ่งที่ต้องโยนทิ้งไปไกล ๆ ตา ไกล ๆ หู

อย่าไปสนใจเลย เพราะอรรถกถา
คือ คำสอนของสาวก
คือ คำกล่าวของสาวก ที่

ไม่ใช่ สัจจะ
ไม่ใช่ ความจริง

เหตุที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ ไม่มีสาวกคนไหน ในโลกธาตุนี้ กล้าคัดง้างคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการประกาศกร้าวว่า คำสอนของตนเองเป็นอกาลิโก

ขนาดพระสารบุตร เลิศทางปัญญา ยังมิกล้า ยังต้องอ้างคำสอนของพระองค์

แต่สาวก ในปัจจุบันนี้ กล้าหาญ อ้างคำสอนของตนเอง ตัด แต่ง เติม คำสอนของพระพุทธเจ้ากันเอิกเกริก

เราจึงเห็นหนังสือธรรม เกลื่อนตลาด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อพระศาสนาเลย รังแต่จะทำให้ศาสนาเสื่อม

สาวกทั้งหลายเจตนาดีทั้งนั้นครับ
แต่มันผิดพุทธประสงค์

แล้วชาวพุทธเราก็ไปสยบยอมแทบเท้าสาวกกัน

ตัวผมเองมิได้ดูถูกสาวก เคารพพระสงฆ์ ในฐานะเป็นสาวกของพระองค์

ผมก็เป็นสาวก แต่ผมเดินตามหลังพระองค์ ผมเองมิอาจหาญ ไปเดินขนานกับพระองค์อย่างที่สาวกทั่วไปทำตามกันอยู่ ในเรื่องนี้พระองค์ตรัสไว้ชัดว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ ให้มีคนรู้
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าว ให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

ตถาคต
เป็นมัคคัญญู(รู้มรรค)
เป็นมัคควิทู(รู้แจ้งมรรค)
เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค)

ภิกษุทั้งหลาย !
ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นมัคคานุคา(ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้แล
เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน
เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน
เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน

ระหว่าง
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับ
ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

ขนฺธ. ส°. ๑๗/๘๑/๑๒๕

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

มาอีกครั้งเจ้าค่ะ..
๑. จะไม่ห่วงเลย ถ้าไม่ใช่คุณหมอ ผู้ซึ่งมีลูกศิษย์มากมาย มีผู้เคารพนับถือ เมื่อพูดผิดเช่นนี้บุคคลเหล่านี้พร้อมที่เชื่อไปอย่างผิดๆ ด้วย

๒. เหตุครั้งนี้..เป็นข้อคิดให้ชาวพุทธ ต้องตระหนักถึงภัยอันใหญ่หลวง ที่ชาวพุทธเอง ลงมือบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าเอง

๓. เหตุครั้งนี้..องค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับพระศาสนาโดยตรง ต้องสร้างองค์กรของตัวเองให้เข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึงของชาวพุทธได้ และต้องมีบทบาทการปกป้องพระศาสนาให้มากกว่านี้

๔. ครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ชาวพุทธ..ผู้ไม่เรียนรู้ ไม่ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ต้องตกเป็นเหยื่อของ...พวก"มิจฉาทิฏฐิ" ได้โดยง่าย
แม้กระทั่งผู้เขียนคำนิยม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 07.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ฮือ...
ก้อนหินไม่เข้ามา ไม่กี่วันเอง..มีเรื่องราวมากมายเช่นนี้เลยหรือค่ะ

ความจริงเคยได้ฟังคุณหมอท่าน พูดเวทีใหญ่หลายครั้ง...
ครั้งนี้..คิดว่าคุณหมอ เป็น"มิจฉาทิฏฐิ"อย่างแรง
เป็นความเห็นผิดจากตามความเป็นจริง จากหลักธรรมคำสอนของพระองค์ ที่อภัยให้ไม่ได้เลยค่ะ

และกี่คนที่ได้หนังสือของท่านไปอ่าน ก็ได้รับสิ่งผิดๆ ไปด้วย

พวกเราชาวพุทธ จะทำเช่นไร? กะหนังสือเหล่านี้
ประการสำคัญ ความผิดที่บิดเบือนความจริงของคำสอนเช่นนี้ พุทธ..ไม่มีองค์กรที่เข้มแข็งตรวจสอบและทักท้วง เพื่อป้องกันพระศาสนาเลย นี้คือภัยที่ทำให้ของคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดไปจากคำสอนของพระองค์

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขอเก็บไว้เป็นตัวอย่าง
ในการแจกแจงเรื่องราว
ที่เป็นประเด็นปัญหาก่อน
ไม่งั้น
เดี๋ยวขาดหลักฐาน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เกือบลืมข้อทักท้วง
เรื่องโทษของมิจฉาทิฏฐิ
ทำให้อาตมาต้องกลับไปแก้สำนวนใหม่
เพราะสุ่มเสี่ยงเหมือนกัน

ปล.ขออนุโมทนาไว้
ณ โอกาสนี้


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
pierra วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

ส่วนใหญ่ลูกศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์จะเชื่อพระ
อยากให้ท่านแนะนำลูกศิษย์ไม่ให้ซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่าน
และอยากให้ท่านเผาหนังสือเล่มนี้ทิ้งเสีย
ก่อนที่เชื้อมหันต์ภัยร้ายนี้จะลุกลามไปยังผู้หลงอีกมากมาย

ช่วยกันต่อต้านภัยร้ายจากหนังสือพวกนี้กันครับ

กราบนมัสการพระคุณเจ้า...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เอนทรี่ก่อนก็ลงเรื่องนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว
แต่เห็นว่า
ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งเจอเรื่องผิดพลาด
ในหนังสือเล่มนี้
จึงต้องนำมากล่าวเพิ่มเติม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

สวัสดีพระคุณเจ้า chaiyassu

เปรียบเทียบกับการเป็นคนชั่วกับผู้มี"มิจฉาทิฏฐิ"
การเป็นคนชั่วโทษไม่ร้ายแรงเท่าคนมี"มิจฉาทิฏฐิ"
โทษของผู้มีมิจฉาทิฎฐิพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า...
[๑๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้

ข้อหนึ่ง ซึ่งจะมีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง.

ข้อความจาก อรรถกถา

................................ ส่วนนิยตมิจฉาทิฏฐิ

คือ ความเห็นผิดอันดิ่ง ไม่มีเขตกำหนด เพราะนิยตมิจฉาทิฏฐินั้นเป็นราก

เหง้าของวัฏฏะ. การออกไปจากภพ ย่อมไม่มีสำหรับคนผู้ประกอบด้วย

นิยตมิจฉาทิฏฐินั้น . ชนเหล่าใด เชื่อฟังถ้อยคำของตนผู้ประกอบด้วย

นิยตมิจฉาทิฏฐินั้น แม้ชนเหล่านั้นก็ย่อมปฏิบัติผิด. อนึ่ง ทั้งสวรรค์

ทั้งมรรค ย่อมไม่มีแก่คนผู้ประกอบด้วยนิยตมิจฉาทิฏฐินั้น ในคราวกัป

พินาศ เมื่อมหาชนพากันเกิดในพรหมโลก บุคคลผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ

ไม่เกิดในพรหมโลกนั้น (แต่กลับ) เกิดที่หลังจักรวาล. ถามว่า ก็หลัง

จักรวาลไฟไม่ไหม้หรือ. ตอบว่า ไหม้. บางอาจารย์กล่าวว่า ก็เมื่อหลัง

จักรวาลแม้ถูกไฟไหม้อยู่ คนผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐินี้ ก็ถูกไฟไหม้อยู่ใน

โอกาสแห่งหนึ่งในอากาศ. ..

(พระสุตตันตปิฏก เอกนิบาต-ทุกนิบาตเล่ม๑ ภาค๒-หน้าที่๑๙๒)

หนังสือเกียวกับพุทธศาสนาที่วางขายตามร้านส่วนใหญ่จะมีการบิดเบือนโดยการใส่ความเห็นของตัวเองลงไป ซึ่งผิดจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง
นี่คือเป็นที่มาของ"มิจฉาทิฏฐิ"คือมีความเห็นผิดจากตามความเป็นจริง จากหลักธรรมคำสอนของพระองค์
จะเป็นอันตรายแก่เราอย่างมากถ้าหลงไปซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน