*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 320804
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2693 , 09:18:13 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

         ว่ากันว่า “แรงอธิษฐาน” ถ้ากระทำด้วยจิตที่มั่นคง แน่วแน่ และตอกย้ำบ่อย ๆ กระทั่งเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ย่อมส่งผลให้แรงอธิษฐานนั้นเป็นจริง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

          การอธิษฐาน จึงเป็น ๑ ในบารมี ๑๐ ทัศ ที่พระพุทธเจ้าของเราก็เคยบำเพ็ญมาแล้ว

          โดยความก็คือเป็นการประมวลความดีงามที่ทำแต่ละครั้ง ๆ ให้เป็นแรงสนับสนุนเกิดผลบางอย่างในภายภาคหน้า เช่น ทรงอธิษฐานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ 

          โดยปกติ แรงอธิษฐาน มีทั้งที่เป็นไปฝ่ายดี และไม่ดี

          ฝ่ายดี ย่อมส่งผลดีงามต่อชีวิต ฝ่ายดีไม่ดีก็ส่งผลกับชีวิตในทางตรงกันข้าม

          ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีเรื่องราวเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย ขอหยิบมาเล่าพอเป็นตัวอย่างโดยสังเขป

          เริ่มจากฝ่ายไม่ดีก่อน

          ในอรรถกถาธรรมบท เล่าเรื่องราวความอิจฉาริษยาระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อยคู่หนึ่ง

          เริ่มเรื่องที่ฝ่ายเมียหลวงอิจฉาที่เมียน้อยตั้งครรภ์จะมีลูกกับสามีก่อน จึงวางแผนทำทีเป็นช่วยเหลือเกื้อกูล กระทั่งเมียน้อยเองก็ตายใจ ครั้นสบโอกาสก็เลยวางยาทำลายครรภ์ให้เมียน้อยแท้งลูก

          เมียน้อยแท้งลูกคนแรกก็ไม่ได้เอะใจ คิดว่าเป็นเรื่องความผิดปกติธรรมดา ๆ ทั่วไป ไม่ได้คิดว่าเป็นฝีมือของเมียหลวง

          ครรภ์แรกผ่านไป

          อยู่ต่อมาอีก เมียน้อยก็ตั้งครรภ์ที่สอง เมียหลวงสบโอกาสก็ได้วางยาแท้งลูกคนที่สอง

          ครั้งนี้มีเสียงกระซิบจากเพื่อนบ้านว่า แท้งลูกถึงสองครั้งแล้ว ไม่มีอะไรผิดสังเกตบ้างเลยหรือ บางทีอาจเป็นฝีมือเมียหลวงก็ได้นะ นางอาจอิจฉาที่ตนเองไม่อาจมีลูกกับสามีได้ จึงได้วางยาทำลายลูกในครรภ์

          เมียน้อยเริ่มคล้อยตาม พอตนเองตั้งครรภ์ลูกคนที่สามก็เริ่มระมัดระวังขึ้น เรียกว่าคอยจับตัวเมียหลวงอยู่เป็นระยะ ทำให้เมียหลวงเริ่มรู้ตัว แต่ก็ยังไม่ละความเพียรพยายามที่จะหาโอกาสวางยาทำลายลูกในครรภ์อีก

          วันหนึ่ง เมียหลวงสบโอกาส ก็ได้วางยาให้เมียน้อยกินอีกครั้ง แต่คราวนี้ ครรภ์แก่ใกล้คลอดแล้ว ทำให้เมียน้อยได้รับความทุกข์ทรมานอาการปางตาย สุดท้ายนางก็ตายท้องกลม

          แต่ก่อนตายนางผูกพยาบาทเมียหลวงเอาไว้ ตั้งจิตอาฆาตก่อนสิ้นลมหายใจว่า เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ได้มีโอกาส “เอาคืน” ให้สาสมกับกรรมที่นางทำกับตนบ้าง

          แรงอธิษฐานทำให้เมียน้อยได้กำเนิดใหม่เป็นแม่แมวในบ้านหลังนั้นเอง ขณะที่เมียหลวง เมื่อเรื่องแดงขึ้น ก็ถูกผัวทำร้ายกระทั่งเสียชีวิต  ตายแล้วก็ได้ไปบังเกิดเป็นแม่ไก่ในบ้านนั้นเช่นเดียวกัน

          และแล้วแรงอธิษฐานที่เกิดจากความพยาบาท ก็ส่งผลสนองกันและกันอีกครั้ง

          คราวนี้แม่แมวเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน กล่าวคือ ทุกครั้งที่แม่ไก่ฟักไข่ออกมา แมวก็จะย่องไปกินไข่ไก่ทุกครั้ง

          ครั้งสุดท้าย เข้าไปในขณะที่แม่ไก่กำลังวางไขพอดี ทำให้เกิดการต่อสู้กัน ฝ่ายหนึ่งต้องการกินไข่ ฝ่ายหนึ่งต้องการปกป้องไข่ไว้ 

          แม่ไก่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถูกแมวกัดเข้าอย่างจังอาการปางตาย และทำท่าไม่รอด สุดท้ายแม่ไก่ก็ตาย

          ก่อนตาย แม่ไก่ก็ผูกจิตอาฆาตจองเวรกับแมวอีกครั้งว่า “ไข่ของเราถูกแม่แมวตัวนี้กินหลายครั้ง ครั้งนี้มันถึงกับเอาชีวิตเรา เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ได้มีโอกาสสางแค้นกับแมวตัวนี้ให้จงได้”

          และก็เป็นไปตามแรงอาฆาต แม่ไก่ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเสือ ขณะที่แมวตายไปเกิดเป็นเนื้ออยู่ในป่า

          เสือได้กินลูกของเนื้อตัวนี้ถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา สุดท้ายก็ได้กินแม่เนื้อด้วย 

          ก่อนตาย  เนื้อก็ผูกอาฆาตขอให้ได้มีโอกาสทำลายชีวิตลูกเสือและแม่เสือตัวนี้ แรงอาฆาต พอตายไปก็ได้ไปเกิดเป็นนางยักษิณี ขณะที่เสือครั้นตายไปก็ได้ไปเกิดเป็นหญิงชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

          กระบวนการจองเวรกันจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

          หญิงชาวบ้านผู้นี้ คลอดลูก ๒ ครั้งแรก ก็ถูกยักษิณีจับกิน ครั้งที่ ๓ นางได้อุ้มลูกน้อยหนีการไล่ล่าของยักษิณีเข้าไปพึ่งบารมีพระพุทธเจ้า  พระธรรมเทศนาเรื่อง “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” จึงถูกนำแสดงโปรดนางทั้งสอง เรื่องจึงยุติลงด้วยดี

ไม่เช่นนั้น เรื่องนี้ก็คงต้องเล่ายาวกว่านี้

นี่สะท้อนให้เห็นว่า แรงอธิษฐานที่เกิดจากความอาฆาตพยาบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว ยาวถึงขนาดสามารถข้ามภพข้ามชาติได้

ในทางตรงกันข้าม แรงอธิษฐานที่เกิดความดีงามก็เช่นเดียวกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงบำเพ็ญพระบารมีหลายภาพหลายชาติ ท้ายที่สุดก็ทรงตั้งจิตอธิษฐานเพื่อโพธิญาณ พระชาติสุดท้ายที่ทรงเป็นพระเวสสันดร บำเพ็ญทานบารมี ก็ทรงปรารถนาสัมมาสัมโพธิญาณ

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ฟังธรรมเทศนาพร้อม ๆ กัน แต่ทำไมอัญญาโกณฑัญญะได้สำเร็จมรรคผลเพียงคนเดียว เหตุผลเพราะในอดีตชาติท่านเคยอธิษฐานขอให้ได้บรรลุธรรมก่อนใครทั้งหมด แรงอธิษฐานนี้ยังคงอยู่ ปัญจวัคคีย์ที่เหลือ ๔ ท่านจึงต้องบรรลุตามหลัง

ว่ากันว่า ตอนแต่งตั้งอัครสาวกเบื้องซ้าย-ขวา  มีเรื่องประท้วงการกระทำของพระพุทธเจ้าว่า “ข้ามลำดับอาวุโส” 

มีเสียงทักท้วงว่า น่าจะตั้งพระอัญญาโกณฑัญญะผู้อาวุโสสูงสุด   ถ้าไม่เช่นนั้นก็น่าจะตั้งพระยสะ ไม่ยสะก็น่าจะเป็นกลุ่มภัททวัคคีย์องค์ใดองค์หนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็น่าจะเป็นชฏิล ๓ พี่น้ององค์ใดองค์หนึ่ง

พระพุทธเจ้าจึงต้องใช้เวลาชี้แจงค่อนข้างยืดยาว สรุปแล้วก็เป็นเรื่องที่บารมีของแต่ละองค์ทำมาไม่เหมือนกัน และตั้งจิตปรารถนาไม่เหมือนกัน

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบำเพ็ญบารมีหลายภพหลายชาติ สองท่านหวังเป็นอัครสาวกซ้าย-ขวามาตั้งแต่ต้น การแต่งตั้งครั้งนี้ จึงแต่งตั้งตามแรงอธิษฐานบารมีที่แต่ละองค์ตั้งเอาไว้

การประท้วงเรื่องการแต่งตั้งอัครสาวกจึงยุติลง

พระอนุรุทธะ อดีตชาติทำบุญ เคยตั้งจิตอธิษฐานว่า เกิดในภพภูมิใด ขออย่าให้ได้ยินคำว่า “ไม่มี” 

ชาติสุดท้ายเกิดในศากยะตระกูลก็ได้รับอานิสงค์นี้

พระสีวลี ท่านเป็นพระเถระที่มีลาภสักการะมาก ขนาดพระพุทธเจ้าของเรายังทรง “พึ่ง” บารมีของพระสีวลีในเรื่องนี้

ถึงกับมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า คราวหนึ่งทรงพาเหล่าหมู่ภิกษุเสด็จไปยังหมู่กันดารห่างไกล ซึ่งจะทำให้ได้รับความลำบากเรื่องอาหารบิณฑบาต ก่อนออกทรงออกเดินทางก็รับสั่งให้พระสีวลีไปด้วย เพราะทรงเล็งเห็นพระสีวลีสามารถช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ด้วยบารมีของท่านที่ได้สั่งสมมา

ว่ากันว่า ในอดีตชาติท่านเคยอธิษฐานมาทางด้านลาภสักการะอย่าให้ได้น้อยหน้าใครในโลก

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี้ เป็นเพียงภาพคร่าว ๆ เบื้องต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “แรงอธิษฐาน” ที่ได้สะสั่งสมเอาไว้ว่ามีผลอย่างไรต่อชีวิต

ใครที่เคยประสบปัญหาความยุ่งยากในชีวิต หาทางออกหลาย ๆ ทางแล้วยังไม่ดีขึ้น ลองใช้วิธีนี้ดูสิ

หันหน้าเข้าวัดเข้าวา บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา แล้วก็อธิษฐานให้บุญกุศลช่วยหนุนนำ เรื่องยุ่ง ๆ  เรื่องร้าย ๆ ก็อาจคลี่คลายขึ้นก็เป็นได้

ที่ใช้คำว่า “อาจ” เพราะมีองค์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย เหตุเพราะเรื่องราวของชีวิตนั้น สลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยเงื่อนไขเฉพาะแบบใดแบบหนึ่งตายตัว ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่เงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อโดยสนิทใจว่า บุญบารมีที่เราสั่งสมมา หากบริบูรณ์ หรือเต็มเปี่ยมดีแล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดความดีงามในชีวิตอย่างแน่นอน

แรงอธิษฐานจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม

ผู้เขียนเชื่อว่า หลายท่านคงเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มา ไม่มากก็น้อย

         

         

         

         

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Toitoi วันที่ : 30/09/2010 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

นมัสการ..มารับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

อธิษฐานดี ให้ตนเองและคนอื่น
ก็ได้ดีต่อตัวเองด้วย
อธิษฐานชั่วให้คนอื่น
ก็ได้ชั่วแก่ตนเองเช่นกัน

กราบ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการเจ้าค่ะ
มาอ่านเรื่องราวในพุทธศาสนา
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
นมัสการลา

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
chaiyassu วันที่ : 07/09/2010 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang



ความคิดเห็นที่ 11 (0)
musachiza วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 00.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านคำตอบ
ขอบคุณครับ

http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ting วันที่ : 05/09/2010 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
นานๆจะเข้าบล๊อกช่วงนี้เหนื่อยจากการทำงานคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chaiyassu วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 09.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ประเด็นคือ
๑. การบอกว่าพ่อแม่ลงโทษเท่า ๆ กัน เป็นข้อสรุปของเราเอง ในความเป็นจริง "น้ำหนัก" ของการลงโทษ อาจไม่เท่ากันก็ได้ เพื่อความปลอดภัยเราจึงน่าจะสรุปแค่ว่า ท่านลงโทษตามสมควรแก่กรณี
๒.กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความลับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แม้กระทั่งเมียน้อย ความจริงมันถูกเปิดเผยทีหลัง และเป็นการเปิดเผยหลังจากทุกอย่างจบลงแล้ว (เมียน้อยตาย) ฝ่ายสามีก็ลุแก่โทสะทุบตีเมียหลวงกระทั่งตาย คือต่างคนก็ช่วยกันต่อวงจรกรรมให้ยาวออก ทำให้เรื่องไม่จบเพียงแค่นั้น
๓. ถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามสมควรแก่เหตุ ตามที่เสนอมา เรื่องก็น่าจะไม่บานปลาย ในความเป็นจริง ความไม่เป็นธรรมในสังคมที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะไม่ได้ใส่ใจที่ต้นเหตุ แล้วดำเนินการแก้ไข หรือจัดการให้ถูกต้องตามสมควรแก่เหตุต่างหาก
๔.ขออนุโมทนากับประเด็นอันแหลมคมที่หยิบมาพิจารณากรณีนี้ ทำให้อาตมามองเห็นมุมมองใหม่เพิ่มขึ้น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
musachiza วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 01.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

"เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพี่แย่งขนมน้องธรรมดา ๆ
แต่เป็นเรื่องที่พี่แย่งขนมน้อง แล้วน้องโกรธแค้น
ถึงกับลงไม้ลงมือกับพี่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าไประงับ
ให้หยุดกันทั้งสองฝ่าย
แม้พี่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้น สมควรถูกลงโทษเพียงคนเดียว"(ซึ่งเรื่องมาถึงตรงที่ว่าพ่อแม่กลับลงโทษทั้งสองฝ่าย เท่าๆกัน )
ประเด็นนี้ หากผู้เป็นพ่อแม่สอบสวนและลงโทษ
ตามความผิดของเหตุที่เกิด
ผลอาจจะเปลี่ยนไปตรงที่ น้องอาจจะเลิกผูกใจเจ็บกับพี่ก็ได้ ด้วยเห็นว่า ความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว

จึงขอรียนถามท่านอาจารย์อีกซักนิดครับ
ว่า หากเราให้ความยุติธรรมแก่เหตุเช่นนี้แล้ว
ผลจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ในเรื่องความยุติธรรม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
musachiza วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 01.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

"เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพี่แย่งขนมน้องธรรมดา ๆ
แต่เป็นเรื่องที่พี่แย่งขนมน้อง แล้วน้องโกรธแค้น
ถึงกับลงไม้ลงมือกับพี่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าไประงับ
ให้หยุดกันทั้งสองฝ่าย
แม้พี่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้น สมควรถูกลงโทษเพียงคนเดียว"(ซึ่งเรื่องมาถึงตรงที่ว่าพ่อแม่กลับลงโทษทั้งสองฝ่าย เท่าๆกัน )
ประเด็นนี้ หากผู้เป็นพ่อแม่สอบสวนและลงโทษ
ตามความผิดของเหตุที่เกิด
ผลอาจจะเปลี่ยนไปตรงที่ น้องอาจจะเลิกผูกใจเจ็บกับพี่ก็ได้ ด้วยเห็นว่า ความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว

จึงขอรียนถามท่านอาจารย์อีกซักนิดครับ
ว่า หากเราให้ความยุติธรรมแก่เหตุเช่นนี้แล้ว
ผลจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ในเรื่องความยุติธรรม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
musachiza วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 01.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

"เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพี่แย่งขนมน้องธรรมดา ๆ
แต่เป็นเรื่องที่พี่แย่งขนมน้อง แล้วน้องโกรธแค้น
ถึงกับลงไม้ลงมือกับพี่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าไประงับ
ให้หยุดกันทั้งสองฝ่าย
แม้พี่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้น สมควรถูกลงโทษเพียงคนเดียว"(ซึ่งเรื่องมาถึงตรงที่ว่าพ่อแม่กลับลงโทษทั้งสองฝ่าย เท่าๆกัน )
ประเด็นนี้ หากผู้เป็นพ่อแม่สอบสวนและลงโทษ
ตามความผิดของเหตุที่เกิด
ผลอาจจะเปลี่ยนไปตรงที่ น้องอาจจะเลิกผูกใจเจ็บกับพี่ก็ได้ ด้วยเห็นว่า ความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว

จึงขอรียนถามท่านอาจารย์อีกซักนิดครับ
ว่า หากเราให้ความยุติธรรมแก่เหตุเช่นนี้แล้ว
ผลจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ในเรื่องความยุติธรรม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
musachiza วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 01.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านคำตอบในวิถี
แห่งความยุติธรรมแบบพุทธะครับ
ขอบคุณมากครับผม
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chaiyassu วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ดีกับชั่ว
ยังต้องสู่กันอีก
หลายยก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ตอบ คห.๒
เรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมนั้น สำหรับพุทธศาสนาท่านพิจารณากันหลายชั้น
เบื้องต้นสุดก็เริ่มจากสภาพจิตของผู้กระทำ
ต่อมาก็พิจารณาองค์ประกอบภายนอกที่เกี่ยวข้อง

ขอเริ่มจากคำถามว่าทำไมเมียหลวงที่เริ่มต้นก่อนจึงไม่รับผิดชอบความผิดแต่เพียงผู้เดียว
จะว่าไปแล้ว นางก็ได้รับโทษที่เป็นความผิดที่นางได้ก่อขึ้น
นั่นคือถูกผัวทุบตีกระทั่งตายไปตามกัน
ส่วนผู้เป็นผัวจะถูกลงโทษ (ฐานฆ่าคนตาย) หรือไม่ ในเรื่องนี้ไม่ได้กล่าวถึง
จึงของดที่จะวิจารณ์ในที่นี้
ถ้าถือเอาเพียงแค่นี้ ประเด็นก็น่าจะยุติ
กล่าวคือ เมียหลวงก็ได้รับโทษเพียงลำพังตามความผิดที่นางก่อขึ้น
ตายไปแล้ว นางจะตกนรกได้รับโทษอย่างไรต่อ
ก็เป็นเรื่องของนางเพียงลำพัง
เมียน้อยก็จะไม่ต้องตกมาสู่วังวนของกรรมร่วมกัน

ผู้ถามได้ถามต่อไปว่า แล้วเมียน้อยผิดตรงไหน
การที่นางเจ็บแค้น ผูกอาฆาตพยาบาทก็เป็นเรื่องสมควรแก่เหตุ
เพราะนางถูกกระทำถึงปานนั้น ควรได้รับการเห็นใจ

จริง ๆ ถ้าเราพิจารณาเฉพาะความผิดความถูกเพียงแค่มิตินี้ (มิติทางสังคม) อย่างเดียว
ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น
แต่ประเด็นนี้มีความซับซ้อนไปกว่านั้น

ในทางพระพุทธศาสนา
จิตที่ผูกอาฆาตพยาบาท ถือว่าเป็นอกุศลจิต คือเป็นจิตฝ่ายชั่ว หรือฝ่ายบาป
เมื่อจิตดังกล่าวเกิดกับเมียน้อย ก็เท่ากับว่านางได้กระทำกรรมใหม่ขึ้น
กรรมใหม่ที่นางกระทำนี้จัดเป็นอกุศลกรรม
และด้วยกรรมนั้นเอง จึงส่งผลให้เกิดวิบากตามมา
นั่นคือนางได้ภพใหม่เป็นแมว ซึ่งอยู่ในฐานะที่เป็นคู่เวรกับแม่ไก่
ภพใหม่ดังกล่าวนี้ นางเป็นคนเลือกเอง
คือนางเลือกที่จะแก้แค้น ซึ่งตามเรื่องนางก็ได้แก้แค้นสมใจ

การแก้แค้นของเมียน้อย พิจารณาตามมิติของพระพุทธศาสนา
ถือว่าเป็นการเพิ่มแค้น หรือต่อแค้นให้ยาวออกไป
ไม่ได้ทำให้หายแค้นแต่ประการใด
ซึ่งจากเรื่องนี้เราก็เห็นชัดเจนว่าเป็นเช่นนั้น
คือต่างฝ่ายก็ผูกเจ็บ ผูกแค้นต่อกันไปมาหลายภพหลายชาติ

การที่พระพุทธเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเข้ามาพูดว่า ให้ทุกคนให้อภัยต่อกัน
แต่ทรงเข้ามาชี้ทางออกให้ว่า
ที่ทำกันอยู่นี้ ไม่มีทางจบ มีแต่แก้แค้นวนกันไป วนกันมา
ทางเลือกที่ดีกว่านี้มีอยู่ ทำไมไม่เลือก
ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบกับแนวทางที่พระพุทธองค์ชี้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพี่แย่งขนมน้องธรรมดา ๆ
แต่เป็นเรื่องที่พี่แย่งขนมน้อง แล้วน้องโกรธแค้น
ถึงกับลงไม้ลงมือกับพี่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าไประงับ
ให้หยุดกันทั้งสองฝ่าย
แม้พี่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้น สมควรถูกลงโทษเพียงคนเดียว
แต่ประเด็นคือ น้องก็มีส่วนผิดด้วย
เพราะน้องเองก็ไปก่อความผิดใหม่ขึ้นมาอีก
ซึ่งความผิดใหม่นี้ จะละเลย ไม่พิจารณาคงไม่ได้
บทสรุปที่ว่า “ใครเป็นคนเริ่ม ก็จัดการตรงนั้น”
จึงไม่น่าจะเพียงพอสำหรับประเด็นนี้


หากพิจารณาประเด็นนี้ โดยการยกเอาตัวบุคคลออก
ให้เหลือเฉพาะกระแสของกิเลส กรรม และวิบาก
จะเห็นชัดว่า ยุติธรรม และลงตัวดีแล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
musachiza วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านครับ
มีคำถามเรื่องแรงอธิษฐานที่ไม่ดีครับ
ทำไมเมียหลวงผู้เป็นคนก่อเหตุ
จึงไม่ต้องรับผิดชอบความผิดของนางแต่ผู้เดียว
เพราะนางเป็นคนเริ่มเรื่องโดยบที่ภรรยาน้อยมิได้ผิดตรงไหน(อันนี้พูดกันในบริบทที่ว่ามีภรรยามากกว่าหนึ่งคนเป็นเรื่องถูกต้องไม่ได้มีความผิดอันใดนะครับตามเนื้อเรื่องที่ยกมา)
ส่วนเมียน้อยนั้นอธิษฐาน เพราะความเจ็บแค้น
ที่นางถูกกระทำหลายครั้งจนถึงแก่ชีวิต
แต่เรื่องการสนองกรรมกลับกลายเป็นว่า
ต่างก็ได้รับผลกรรมพอๆกัน ต้องเวียนว่ายใช้กรรมกลายเป็นกงกรรมกงเกวียนเป็นคำอธิบายด้วยที่ผู้เริ่มสร้างกรรมและผู้ถูกกระทำอันได้รับเคราะห์กรรม ต่างก็ได้รับผลกรรมเท่ากัน
หากเป็นเช่นนี้ความยุติธรรมในช่วงของ
การมีชีวิตจะอยู่ทีี่่ตรงไหน?
เหมือนพี่ที่แย่งขนมน้องไปหลายครัง
และสุดท้ายก็ทำร้ายน้องด้วย
แต่พ่อ แม่ กลับเฆี่ยนตีทั้งสองคนเท่าๆกัน
แล้วบอกว่า อย่าโกรธกันให้อภัยกันซะ เพราะมันไม่ดี โดยไม่ได้สอบถามสาเหตุ
แล้วผู้เป็นน้องจะรู้สึกได้อย่างไรว่า
อะไรคือความยุติธรรม?
แน่นอนการให้อภัยนั้นเป็นเรื่องดีและดูใจกว้าง
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบังคับให้ผู้ถูกกระทำก่อนทุกคนต้องอภัยเสมอได้ไป มิเช่นนั้นแล้ว
คนที่เอาเปรียบก็ได้ใจ อาจถือว่าฆ่าก่อนได้เปรียบเพราะถ้าผู้ที่ถูกทำ ไม่ยอมให้อภัยตน แต่สาปแช่งเคียดแค้นก่อนตาย ยังไงซะก็ได้รับกรรมเท่าๆกันแหละ มันก็จะเกิดกงกรรมกงเกวียนทันที(ตามเนื้อเรื่อง)
แต่ความยุติธรรมต่างหากที่ทำให้เกิดสันติในการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นความยุติธรรมจึงน่าจะมาก่อนการให้อภัยด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยม (เพราะดูเหมือนว่าถ้าคนที่ถูกกระทำ ไม่พอใจคิดเล็กคิดน้อยไม่ให้อภัยต่อผู้ที่ฆ่าตนอย่างสงบและเต็มเปี่ยมแล้ว กงกรรมกงเกวียนก็เกิดอยู่ดีมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่แรงอธิษฐาน ในความรู้สึกของผู้ถูกกระทำก่อนตาย)
ประเด็นมันน่าจะอยู่ทีี่ใครเริ่ม ก็จัดการตรงนั้นไป
ในกรณีนี้นั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ไม่ใช่ว่า พอผลมันขยายออกไป
กลับมายกตัวอย่างความเจ็บปวดทั้งสองฝ่าย
ให้ดูเป็นอุทาหรณ์
แล้วบอกให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย
มิให้เจ็บแค้น เพราะว่าเป็นความผิดของทั้งคู่
ทั้งผู้ที่เริ่มและผู้ที่ถูกกระทำ

จึงขอเรียนถามท่านอาจารย์ถึงกรณีเช่นนี้ว่า
เราจะหาความยุติธรรมได้อย่างไร

ในเมื่อเรื่องนี้เรารู้เรื่องจุดเกิดแห่งกรรม
แล้วภรรยาน้อยไม่มีสิทธิ์เจ็บแค้นเลยหรือในฐานะที่นางเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ถูกกระทำมาขนาดนั้น ไม่ใช่นักบวช
แต่ความรู้สึกธรรมดาในความเป็นมนุษย์ของนาง กลับทำให้นางต้องได้รับกรรม
พอๆกับผู้ที่สร้างเวรกรรมแก่นาง กระนั้นหรือ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

อธิษฐาน
ขอให้คนคิดชั่วต่อบ้านเมืองคิดดีเถิด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน