*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 28 กันยายน 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 1662 , 12:51:11 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน หนึ่งมิตรชิดใกล้ , ก้อนหินยิ้ม โหวตเรื่องนี้

คดีพิพาท : มุมมองจากภิกขุณีวิภังค์ถึงสวนสันติธรรม

ความนำเบื้องต้น

 

           คดีความที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จำแนกประเภทได้ ๕ ลักษณะ ได้แก่

           ๑.คดีความที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่าง ภาษาพระวินัยเรียกว่า วิวาทะ (วิ=ต่าง+วาทะ=พูด หรือกล่าว=พูดต่าง, กล่าวต่าง) มูลเหตุที่ทำให้เกิดวิวาทะในลักษณะนี้ หลัก ๆ ก็มาจากเรื่องของการตีความ อธิบายความ หรือเข้าใจความของคำสอนไม่ตรงกัน เช่น การเข้าใจเรื่องนิพพานว่าเป็นนิจจัง (เที่ยง) สุขัง (เป็นสุข) และอัตตา (เป็นภาวะหรือดินแดนที่ดำรงอยู่อย่างนั้น)

           ความเห็นต่างลักษณะดังกล่าวนี้ หากย้อนกลับไปมองดูประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาก็จะเห็นว่า มีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนา “แตก” ออกเป็นนิกายต่าง ๆ เพราะเมื่อเกิดความเห็นต่างแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถร่วมทางกันได้อีกต่อไป

           ๒.คดีความที่เกิดขึ้นจากการกล่าวหาในเรื่องการกระทำผิดวินัยของพระสงฆ์ ซึ่งอาจมีทั้งหนักและเบาตามกรณีที่เกิดขึ้น ภาษาพระวินัยเรียกว่า อนุวาทะ (อนุ=ตาม+วาทะ=พูด หรือกล่าว= ตามพูด, ตามกล่าว (หาว่ากระทำความผิด)) คดีความในลักษณะนี้มีทั้งพระสงฆ์โจทก์กันเอง หรือฆราวาสโจทก์พระสงฆ์ก็ได้

           การตามพูด, ตามกล่าวหาว่ากระทำความผิดดังกล่าวนี้ แม้จะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ก็ถือว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระสงฆ์  ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามสมควรแก่กรณี

           ๓.คดีที่ไม่ถึงกับเป็นความใหญ่โต ไม่กระทบคดีหรืออาญาทางแผ่นดิน เป็นเรื่องการกระทำความผิดทางพระวินัยล้วน ๆ ซึ่งพระสงฆ์สามารถจัดการกันเองตามกระบวนการของพระวินัย เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์

           ๔.คดีที่ไม่เป็นความ แต่เป็นเรื่องราวที่พระสงฆ์จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ถูกต้องตามพระวินัยเมื่อมีกิจเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภาษาพระวินัยเรียกว่า กิจจาธิกรณ์ ซึ่งมีอยู่ ๔ ลักษณะ ได้แก่ (๑) เรื่องแจ้งเพื่อทราบ (๒) เรื่องประกาศเพื่อทราบ ไม่ต้องขอมติ (๓) ประกาศเพื่อทราบและขอมติที่ประชุมรับรอง ๑ ครั้ง (๔) ประกาศเพื่อทราบและขอมติที่ประชุมรับรอง ๓ ครั้ง

กรณีพิพาทจากภิกขุณีวิภังค์

           กรณีตัวอย่าง เป็นเรื่องราวของอุบาสกท่านหนึ่ง มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก่อนตายได้ถวายโรงเรือนแก่ภิกษุณีสงฆ์

           อุบาสกท่านนี้มีลูกชาย ๒ คน คนหนึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขณะที่อีกคนหนึ่งตรงกันข้าม

           เมื่อจัดงานศพของพ่อไปเรียบร้อยแล้ว ลูกทั้งสองก็มาตกลงแบ่งสมบัติกัน ทุกอย่างลงตัวหมด แต่ว่า ลูกที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ยกเรื่องโรงเรือนที่พ่อตั้งใจถวายแด่สงฆ์ว่า ควรจะนำมาแบ่งกันด้วย

           อีกฝ่ายจึงทักท้วงว่า โรงเรือนดังกล่าวพ่อถวายแด่สงฆ์แล้ว จะนำมาแบ่งได้อย่างไร

           ลูกอีกคนไม่ยอม พร้อมกับรบเร้ายืนยันจะแบ่งให้ได้ แม้จะถูกทักท้วงหลายครั้ง

           สุดท้ายก็มีการแบ่ง เพราะผู้รบเร้า ได้กล่าวรับรองว่า ถ้าตนเองเป็นฝ่ายได้ ก็จะยกให้สงฆ์เหมือนเดิม ไม่ได้เอาไปไหนเหมือนกัน

           เป็นอันว่า เมื่อแบ่งแล้ว โรงเรือนแห่งนั้นได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของบุตรผู้ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เรื่องราวคดีความจึงเกิดขึ้น

           เริ่มที่ฝ่ายผู้ครอบครอง (บุตรที่ไม่มีศรัทธา) ไม่ได้ปฏิบัติตามคำพูด ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้อ้างกรรมสิทธิ์ และได้ออกปากให้ภิกษุณีสงฆ์ขนย้ายของออกจากตัวอาคารโรงเรือน

           ฝ่ายภิกษุก็ทักท้วงว่า โรงเรือนแห่งนี้ผู้เป็นพ่อได้ถวายแด่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว

           อีกฝ่ายก็โต้ว่า ไม่ได้ถวาย หากถวายจริงก็นำหลักฐานมาแสดง

           เรื่องจึงถึงโรงถึงศาล

           มีการนำสืบพยานในชั้นศาล

           ภิกษุณีไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง แต่ก็ได้ทักท้วงในชั้นศาลว่า “พวกท่านเคยเห็น หรือได้ยินบ้างไหมว่า เมื่อจะถวายทานจะต้องมีพยานด้วย”

           ศาลพิเคราะห์คำพูดทั้งสองฝ่ายแล้ว สุดท้ายก็ตัดสินให้โรงเรือนแห่งนั้นตกเป็นของภิกษุณีสงฆ์ตามเจตนารมณ์เดิมของบิดา

           สร้างความไม่พอใจแก่บุตรที่ไม่มีศรัทธาเป็นอย่างมาก ถึงกับโพนทะนาด่าเหล่าภิกษุณีเสีย ๆ หาย ๆ ที่สำคัญคือกล่าวหาว่าสมคบกับผู้พิพากษาโกงทรัพย์สินของตน

           หัวหน้าภิกษุณีจึงไปแจ้งความอีกครั้ง

           คราวนี้ศาลสั่งปรับบุตรชายของอุบาสกคนดังกล่าว สร้างความไม่พอใจเพิ่มขึ้น เมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงให้สร้างวัดให้กับนักบวชศาสนาอื่นใกล้ ๆ กับที่อยู่ของนางภิกษุณีเหล่านั้น พร้อมทั้งสั่งให้นักบวชเหล่านั้นตะโกนใส่ทุกวัน ๆ ว่า “พวกหัวโล้น พวกขี้โกง”

           หัวหน้าภิกษุณีได้ไปแจ้งความอีกครั้ง

           คราวนี้ ศาลได้ตัดสินจำคุกบุตรชายของอุบาสกนั้น

           ชาวบ้านที่ทราบเรื่องราวการขึ้นโรงขึ้นศาลระหว่างภิกษุณีกับบุตรชายอุบาสกท่านนั้น ต่างก็โพนทะนา

           “ตอนแรกพวกภิกษุณีให้เจ้าหน้าที่ริบของ ครั้งที่สองปรับสินไหม ครั้งที่ ๓ ถึงกับให้จองจำ คราวต่อไปคงเอาชีวิตกระมัง?”

           ปากต่อปาก ความยิ่งยาว

           กระทั่งเรื่องราวดังไปถึงพระกัณฑ์

           พระพุทธเจ้าจึงสั่งให้ประชุมสงฆ์ ยกเรื่องราวดังกล่าวขึ้นเป็นมูลเหตุ และบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุณีก่อคดีพิพาทกับคหบดี บุตรคหบดี ทาส กรรมกร โดยที่สุดแม้กระทั่งกับสมณปริพาชก

          

ประเด็นวิเคราะห์

           จากกรณีตัวอย่างดังกล่าวนี้ มีข้อสังเกตที่ควรสนใจ และพิจารณาเพื่อเป็นข้อศึกษา และเทียบเคียงคดีลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

           ประเด็นแรก

           คดีความที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องคดีความตามนิยามความหมายทางพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นแต่เพียงข้อพิพาทในเรื่องทรัพย์สินของสงฆ์ซึ่งเกิดจากทายาทผู้ถวายเพียงฝ่ายเดียว กรณีดังกล่าวจึงไม่สามารถใช้กฎ เกณฑ์ใด ๆ ทางสงฆ์เพื่อบังคับอีกฝ่ายได้ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องพึ่งอำนาจศาลในฐานะคนกลางเป็นผู้ตัดสิน

           การที่ศาลตัดสินให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของสงฆ์ แม้จะมีไม่หลักฐานเอกสารใด ๆ รับรอง นอกจากข้อเท็จจริงซึ่งฟังได้ว่า ทรัพย์สินนี้ผู้เป็นบิดาได้ถวายสงฆ์แล้วก่อนถึงแก่กรรม ข้อนี้ทำให้นึกถึงกรณีคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาที่มีมติให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และให้ตกเป็นของสงฆ์ตามเดิม ข้อนี้ แสดงว่าท่านก็คงใช้เกณฑ์ที่ว่า อะไรที่ได้ถวายแก่สงฆ์แล้ว ก็ถือเป็นอันได้ถวายแล้ว คือของนั้นตกเป็นของสงฆ์ทันที่ ส่วนกระบวนการอื่น ๆ เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ เป็นต้น เป็นเรื่องภายหลัง

           ประเด็นถัดมา

           ทำให้เราได้เห็นท่าทีของพระพุทธศาสนา ซึ่งโดยที่สุดก็คือท่าทีของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ต้องการให้พระสงฆ์ไปกล่าวโทษฟ้องร้องชาวบ้าน พูดง่าย ๆ คือ ไม่ต้องการให้พระไปทะเลาะกับชาวบ้าน เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจเป็นภัยต่อพระสงฆ์เองภายในหลัง ยิ่งเป็นกรณีของภิกษุณีแล้วก็นับว่าอันตรายไม่น้อยเลย

           จากกรณีตัวอย่างนี้ หากเราพิจารณาในแง่ของคดีโลก การที่ภิกษุณีไปแจ้งความเอาผิดกับบุตรชายอุบาสกท่านนี้ก็น่าจะสมควรแก่เหตุ เป็นการกระทำที่ทำไปโดยชอบธรรม เป็นการปกป้องสิทธิ์ของตน

           ในทางคดีธรรมกลับตรงกันข้าม เรื่องนี้ถ้านางภิกษุณีไม่ต่อความยาวไปฟ้องร้องอีก เพลิงโกรธ เพลิงแค้นของบุตรชายอุบาสกท่านนี้ก็น่าจะไม่ประทุมากไปกว่านี้ เรื่องนี้พระองค์น่าจะทรงมองเห็นว่า เรื่องควรจบแล้วตั้งแต่ศาลตัดสิน ส่วนจบแล้วเขาจะไปโพนทะนา ด่าทออย่างไรก็เป็นเรื่องของผู้นั้นฝ่ายเดียว สาวกของพระองค์ควรจะมีขันติธรรม ไม่ควรโต้ตอบ หรือเติมไฟใส่เชื้อลงให้เรื่องบานปลายไปอีก พระองค์จึงทรงวางข้อบัญญัติห้ามก่อคดีพิพาทกับชาวบ้าน เพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสีย และไม่เป็นที่เลื่อมใสของเหล่าคนที่ไม่เลื่อมใสอยู่แล้ว ส่วนคนที่เคยเลื่อมใสอยู่แล้ว ก็อาจจะคลายความเลื่อมใสลงไปได้

           ประเด็นสุดท้าย

           เป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นกับพระสงฆ์ เราต้องแยกพิจารณากันให้ชัดเจน คดีไหนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ที่จะต้องจัดการกันเอง คดีไหนเกี่ยวข้องกับกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ก็โดยใช้หลักเกณฑ์ ๕ ประการข้างต้นเป็นข้อพิจารณา ที่สำคัญก็เพื่อให้เรื่องที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องแก่กรณี ไม่เช่นนั้นก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่พูดกันไป พูดกันมา แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

           เหมือนกรณีตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นกับเจ้าสำนักสวนสันติธรรมที่ชลบุรีเวลานี้ ประเด็นจริง ๆ เท่าที่ฟังมาก็มีเพียงไม่กี่ประเด็นที่ควรตรวจสอบ

           ๑.เรื่องอวดอุตรมนุสสธรรม

           ๒.เรื่องเบียดบัง ยักยอกทรัพย์

           ประเด็นแรก ควรจะเป็นเรื่องของฝ่ายสงฆ์ตรงที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณา ไม่ใช่ DSI ไม่ใช่สำนักพุทธ ฯ ไม่ใช่ผู้ว่า ฯ ไม่ใช่นายอำเภอ ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่จะเป็นผู้ตัดสิน ผู้ร้องจึงควรนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องพระเถระผู้เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านปราโมทย์โดยตรง ร้องที่อื่นไม่มีทางจบ

           ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับพระ เพราะถ้าอวดอ้างจริง และตัวเองก็ไม่ได้เป็นตามที่อวดอ้าง ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระกันเลย ถ้าเรารักความเป็นธรรมจริง เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน ส่งหลักฐานเท่าที่มีให้ต้นสังกัดของท่านเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

           ประเด็นที่สอง ก็เป็นเรื่องร้ายแรงพอ ๆ กับเรื่องแรก ค่าตัวของพระมีแค่บาทเดียว นี่มีตัวเลขเงินหลักล้านเข้าไปเกี่ยวข้อง ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวัง

           โดยส่วนตัวเห็นด้วย หากจะนำประเด็นนี้ไปพิจารณาในแง่ข้อกฎหมายบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะทิ้งกระบวนการทางด้านพระธรรมวินัยด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวนี้ เข้าข่ายอนุวาทาธิกรณ์ คือคาบเกี่ยวทั้งกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายคณะสงฆ์ และก็พระวินัยสงฆ์ ซึ่งดูตามข้อกล่าวหาแล้ว ไม่น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อน พิจารณาตามหลักฐานต่าง ๆ ที่อ้างอิงกันอยู่ก็น่าจะจบได้ไม่ยาก  ถ้าเป็นพระแท้ อุบาสิกาแท้

           ประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เรื่องใดไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่กำลังกล่าวหากันอยู่ จะต้องไม่นำมาสร้างกระแส ตีข่าวเอามันเข้าว่า อย่างวันนี้เห็นมติชนออนไลน์ขึ้นหัวข่าว “เปิดตัวเมียคนแรกพระปราโมทย์ ฯ”

           ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า หนังสือพิมพ์เอาประเด็นนี้มาเล่นทำไม นั่นอดีตของท่านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ เคยแต่งงาน และก็จดทะเบียนหย่ากันเรียบร้อย แล้วก็มาแต่งและจดทะเบียนสมรสกับคนปัจจุบัน เกิดขึ้นก่อนท่านบวช และมันก็เป็นเรื่องของเหตุผลส่วนบุคคลที่จะแต่ง จะหย่า เนื้อหาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีเลย แต่หนังสือพิมพ์ก็เอามาตีข่าวเหมือนเป็นเรื่องใหญ่

           ดูเหมือนกำลังมีความพยายามโยงไปหาประเด็นใหม่ นั่นคือเรื่องชู้สาว เราจึงได้เห็นภาพ (หนังสือพิมพ์บอกว่าเปิดภาพลับ) ดูจากภาพทั้งสามแล้ว ก็ไม่ลับอะไร เป็นแต่เพียงภาพที่เราไม่เคยเห็นเท่านั้น ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ภาพถ่ายก็เป็นภาพหมู่ ไม่ได้ส่อไปในทางชู้สาวแต่ประการใด  หรือแม้แต่เรื่องกุฏิที่หนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่าอยู่ห่างกันไม่กี่ช่วงต้นไม้ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงไม่ใช่ ระยะ ๕๐-๖๐ เมตร เป็นเรื่องปกติ เพราะพื้นที่วัดก็มีอยู่กันแค่นั้น

           สุดท้ายก็เหมือนกับเป็นข้อกล่าวหาลอย ๆ โดยพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ ให้ดูเหมือนร้ายแรง แต่ถามจริง ๆ เราได้อะไรจากการทำเช่นนี้

           โดยส่วนตัวเห็นด้วย ที่มีการตรวจสอบ หากเกิดกรณีสงสัยกับพระสงฆ์ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะนี่ก็เป็นพุทธประสงค์อยู่แล้ว

           ขอเพียงแต่ว่า เราต้องกระทำบนพื้นฐานของความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน ให้เป็นไปเพื่อความถูกต้อง ดีงาม มิเช่นนั้น จะกลายเป็นการห้ำหั่น สุดท้ายคนที่ตายก็คือพวกเราที่ได้ชื่อว่าชาวพุทธนั่นแหละ....

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
sunsmile วันที่ : 04/10/2010 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

หลักกฎหมายลอกมาจากหลักธรรม หรือนี่คือหลักธรรมชาติ ที่มีอยู่จริงที่ต้องตั้งเป็นกฎเกณฑ์

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chaiyassu วันที่ : 01/10/2010 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Toitoi วันที่ : 30/09/2010 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

นมัสการ .. มารับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 30/09/2010 เวลา : 00.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

เห็นด้วยครับ ต้องแยกแยะประเด็นกันพิจารณา
เรื่องนี้ทุกอย่างยังบริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมี
คำตัดสินเป็นที่สุด ถึงตอนนั้นแล้วค่อยว่ากันใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 06.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
musachiza วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 03.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หนึ่งมิตรชิดใกล้ วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/skylove
นิราศรักหน้าถ้ำ : ร่ายโคลงร่ำเมรัยอาลัยรัก / กลุ่มเขียนข้าว 

สมณสัญญาของพระ
ศีลธรรมของชาวบ้าน

ขาดแล้วยุ่ง


พระคุณเจ้าชี้แจงเป็นประโยน์มากครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

อุทาหรณ์..เรื่องทำนองนี้..ซ้ำรอยเดิมเรื่อยมา..
ทั้งพระดี ที่ถูกป้ายสี
ทั้งพระพฤติไม่งาม ก็มีให้เห็นๆ กันอยู๋

เพราะชาวพุทธ..ไม่เรียนพุทธธรรม..จึงพึ่งพระเทียมอยู่ร่ำไป...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ค่าตัวของพระมีแค่บาทเดียว.....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน