*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318928
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 3674 , 06:01:50 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน กบจ้อย , ซันตะวันยิ้ม และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ปรัชญาชีวิตจากเพลงดาวลูกไก่

๑.บทนำ

          หลายวันก่อน ได้ยินเสียงเพลงจากหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน บทเพลงที่เปิดวันนั้น เป็นเพลงเก่า ขับร้องโดยศิลปิน พร ภิรมย์ ซึ่งท่านได้สละชีวิตมาครองผ้าเหลืองมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๔ กระทั่งมรณภาพในผ้าเหลืองเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ด้วยวัย ๘๒ ปี พรรษา ๓๐  ว่ากันโดยพระวินัย ก็ต้องถือว่า ท่านเป็น “พระมหาเถระ” รูปหนึ่ง

พร ภิรมย์ถือเป็นศิลปินผู้หนึ่งที่มีใจฝักใฝ่ และเลื่อมใสไม่คลอนแคลนในพระพุทธศาสนา บทเพลงในอดีตของท่าน เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี เมื่อท่านลาชีวิตทางโลกเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา อุปัชฌาย์จึงตั้งฉายาให้ท่านว่า ปุญฺญวํโส ซึ่งมีความหมายว่า “เชื้อสายบุญ” หรือ “ตระกูลผู้มีบุญ”

          หลวงพ่อพร ภิรมย์ หรือชื่อจริงของท่าน บุญสม มีสมวงษ์ เป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด อดีตของท่านเป็นทั้งนักแต่งเพลง และนักร้อง มีผลงานเพลงไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เพลง ซึ่งส่วนใหญ่ท่านแต่งเอง และร้องเองด้วยเทคนิคการแหล่ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ได้อรรถรสกับเนื้อหาของเพลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนิทานชาดกแฝงคติธรรม

          บทเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมากที่สุด ได้แก่บทเพลงชื่อ บัวตูมบัวบาน, ดาวลูกไก่,ดาวจระเข้, วังแม่ลูกอ่อน, และกลับเถิดลูกไทย โดยในปี ๒๕๐๙ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จากเพลง บัวตูมบัวบาน และดาวลูกไก่ ปี ๒๕๑๔ จากเพลง กลับเถิดลูกไทย  และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทยในปี ๒๕๓๒ จากเพลง บัวตูมบัวบาน และในปี ๒๕๓๔ จากเพลงดาวลูกไก่  ล่าสุด ในปี ๒๕๕๓ ท่านยังได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลพระคเณศ กรมศิลปากร จากผลงานเพลงดาวลูกไก่ เนื่องในโครงการเพชรในเพลง วันภาษาไทยแห่งชาติอีกด้วย

          วันนี้ได้ยินเสียงเพลงดาวลูกไก่อีกครั้ง  ทำให้นึกถึงอะไรต่อมิอะไรมากมาย โดยเฉพาะศิลปะของการถ่ายทอดวิถีชีวิต วิถีคิดของผู้คนในสังคมออกมาในรูปแบบของบทเพลงที่ฟังแล้วชวนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ขณะเดียวกันก็สะท้อนใจอยู่ลึก ๆ เป็นเหมือนมนต์สะกดให้เงี่ยโสตฟังอย่างตั้งใจ และด้วยการฟังอย่างตั้งใจนี้เอง ทำให้ผู้เขียนมองผ่านไปถึงปรัชญาแนวคิดที่เรียกว่าโลกทัศน์ และชีวทัศน์ซึ่งแฝงอยู่ในบทเพลง อันเป็นที่มาของบทความนี้

๒. การวิเคราะห์เชิงปรัชญา

          จากผลงานรางวัลต่าง ๆ  ที่ได้เกรินนำไปตั้งแต่ตอนต้น ทำให้ผู้เขียนนึกสนใจบทเพลงดาวลูกไก่ สิ่งแรกที่ลงมือทำก่อนก็คือ ค้นหาเนื้อเพลงจากอินเตอร์เน็ตเพื่อนำมาพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้ง และก็เป็นความโชคดี ที่ได้ทั้งเนื้อเพลง และบทเพลงที่เป็นเสียงขับร้องประกอบดนตรี จึงได้เปิดฟังอีกครั้งหลายรอบ จุดมุ่งหมายเพื่อซึมซับสุนทรียะและอรรถรสของบทเพลงโดยละเอียด

          เบื้องต้นใช้กรอบเนื้อหาทางปรัชญาทั้ง ๔ กรอบ คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์มาเป็นเทียบเคียง เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของเพลงโดยละเอียดว่า เนื้อหาเพลงส่วนใดสะท้อนหลักปรัชญาใดบ้าง ซึ่งจะได้พิจารณาตามลำดับ

          ๒.๑ อภิปรัชญา

          อภิปรัชญา เป็นสาขาวิชาที่ว่าด้วยความจริงเกี่ยวโลก ชีวิต จิต วิญญาณ จักรวาล พระเจ้า ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ ปัญหาเหล่านนี้สามารถกระจายในรายละเอียดปลีกย่อยได้อีกหลายปัญหา เช่น โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แก่นความจริงแท้เกี่ยวกับโลกเป็นอย่างไร โลกนี้เป็นจริง หรือเป็นเพียงมายา โลกหน้า หรือโลกอื่นนอกจากนี้มีหรือไม่ ถ้ามีเป็นอย่างไร ธรรมชาติของโลกเป็นอย่างไร โลกมีกฎเกณฑ์ตายตัวหรือไม่ กฎเกณฑ์เหล่านั้นทำงานอย่างไร ชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร ชีวิตกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ครั้งแรกเมื่อไร และอย่างไร ใครเป็นผู้กำหนดชีวิต หรือชะตาชีวิตบนโลกนี้ ชีวิตสิ้นสุดที่ความตายหรือไม่ หรือว่าเรายังจำต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก เป็นต้น

          เพลงดาวลูกไก่ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต พื้นฐานของการตั้งคำถามดังกล่าวก็มาจากประสบการณ์ของการพิจารณาดูความเป็นมา และความเป็นไปเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์โลกทั้งปวง ทำให้เกิดการเปรียบชีวิตแต่ละชีวิต ซึ่งยิ่งพิจารณาโดยละเอียดลึกซึ้ง ก็ยิ่งทำให้เห็นความซับซ้อน ความลึกล้ำ เสมือนมีอะไรอยู่เบื้องหลังชีวิตนี้ คำตอบเพียงแค่ว่า ชีวิตนี้กำเนิดมาจากครรภ์มารดาจึงไม่เพียงพอ เบื้องต้นจึงได้ยกเอาคติความเชื่อเรื่องสวรรค์ หรือพรหมลิขิต ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความ “ยาก” ในการที่จะอธิบายด้วยคำพูดสามัญทั่วไป เนื้อหาบทเพลงจึงอ้างถึงประกาศิตของพระศิวะ และพระพรหมตามคติความเชื่อของพราหมณ์ ฮินดูโบราณ ซึ่งต้องยอมรับว่า คติความเชื่อดังกล่าว มีอิทธิพลต่อคติความเชื่อของคนไทยไม่น้อย

          บทเพลงเริ่มต้นดังนี้

“โอ้ชีวิตคิดไฉน ว่าใครหนอใครลิขิต
ประกาศิตของศิวะ หรือของพระพรหมเจ้า
ว่าต่างกำเนิดเกิดมา พอลืมตามองโลก
บ้างมีโชคบ้างอับโชค มีสุขโศกปนเศร้า....”

          แม้จะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต และในส่วนลึก ๆ ของบทเพลงจะทำให้เห็นข้อสงสัยในโชคชะตาของชีวิตอยู่บ้าง แต่ประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้แต่งบทเพลงก็ได้ยกเอาหลักพุทธปรัชญาเข้ามาตอบคำถามอย่างไม่ลังเล

การยกเอาเรื่องหลักกรรมเข้ามาอธิบายในที่นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้แต่งเพลงมีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งพอสมควร เพราะด้วยหลักการดังกล่าวนี้เองที่พระพุทธศาสนาถือว่ามีส่วนสำคัญในการจำแนกชีวิตสัตว์โลกให้เป็นไปต่าง ๆ กัน ดังนัยแห่งพระพุทธพจน์ที่ว่า “กรรมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีตต่างกัน” เนื้อหาของบทเพลงจึงสะท้อนหลักการนี้อย่างชัดเจน

“.....จอมนราพิสุทธ์ ท่านสอนพุทธบริษัท
เป็นธรรมะปรมัตถ์ อ้างถึงอำนาจกรรมเก่า
ว่ากุสะลาธรรมา มนุษย์เกิดมามีสุข
อกุสะลาพาให้ทุกข์ ดังไฟที่ลุกรุมเร้า
บ้างกึ่งดีกึ่งชั่ว เพราะตัวของตัวมัววุ่น
สร้างทั้งบุญทั้งบาป เหมือนดำที่ฉาบด้วยขาว....”

          เป็นการอธิบายหลักกรรมด้วยภาษาง่าย ๆ ว่า สุขทุกข์ในชีวิต เป็นเรื่องของกรรมลิขิต ซึ่งมีทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว  ทำกรรมดีย่อมได้รับผลเป็นสุข ทำชั่วย่อมให้ผลเป็นความทุกข์  ที่สำคัญท่านเปรียบความทุกข์นี้ว่าเป็นเหมือนไฟร้อนที่สามารถแผดเผาผู้กระทำได้ทุกเมื่อ

          เนื้อหาของบทเพลงในตอนนี้ จึงเท่ากับเป็นการตอบคำถามชีวิตด้วยการใช้หลักกรรมเป็นแกนกลางในอธิบาย ทั้งในแง่ของความเป็นมา (อดีตา ธมฺมา) ความเป็นอยู่ (ปจฺจุปนฺนา ธมฺมา) และความเป็นไป (อนาคตา ธมฺมา)ของชีวิตทั้งหมด

          ประเด็นทางอภิปรัชญาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในบทเพลงนี้ก็คือ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  ซึ่งถือเป็นความเชื่อพื้นฐานรองรับเรื่องผลของกรรม ทำกรรมดีย่อมนำสู่สุคติภูมิ แต่หากทำกรรมชั่วก็ย่อมเข้าถึงทุคติภูมิ  ตอนสุดท้ายของบทเพลง ได้พรรณนาถึงอานิสงค์ของแม่ไก่และลูกไก่ทั้ง ๗ ที่ได้สละเลือดเนื้อของตนตอบแทนคุณของตายายทั้งสองโดยได้ไปเกิดเป็นดาว และเราเรียกกลุ่มดาวดังกล่าวนี้ว่า ดาวลูกไก่

“....น่าสงสารแม่ไก่ น้ำตาไหลสอนลูก
เช้าก็ถูกตาเชือด ต้องหลั่งเลือดนองเล้า
ส่วนลูกไก่ทั้งเจ็ด เหมือนถูกเด็ดดวงใจ
ต่างพากันโดดเข้ากองไฟ ตายตามแม่ไก่ดังกล่าว
ด้วยอานิสงส์อันประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว ฯ”

          ข้อความในตอนท้ายดังกล่าวนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองทางด้านจักรวาลวิทยา แม้จะเป็นการอธิบายในเชิงเทวนิยมอยู่บ้าง แต่พื้นฐานของคำอธิบายดังกล่าว ก็ยังแฝงนัยทางจริยธรรม

          ๒.๒ ญาณวิทยา

          ญาณวิทยา เป็นสาขาปรัชญาที่ว่าด้วยความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ความหมายของความรู้ ที่มาของความรู้ ความสมเหตุสมผลของความรู้ ความแตกต่างระหว่างความรู้กับความจริง เหตุผลกับความรู้ เหตุผลกับความจริง ข้อพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของความรู้ เป็นต้น

          ในบทเพลงดาวลูกไก่ ไม่ปรากฏข้อถกเถียงกันในเรื่องปัญหาของความรู้ดังกล่าว จึงขอข้ามประเด็นนี้ไป

          ๒.๓ จริยศาสตร์

          จริยศาสตร์ เป็นสาขาปรัชญาที่ว่าด้วยปัญหาเรื่องความประพฤติในแง่มุมต่าง ๆ เช่น อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว ความดีความชั่วเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแล้ว หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือกำหนดขึ้นภายหลัง อะไรคือเกณฑ์ตัดสินความดีความชั่ว อุดมคติของชีวิตคืออะไร

          บทเพลงดาวลูกไก่ ได้สะท้อนคติของชีวิตไว้หลายประเด็นน่าสนใจ ถือเป็นแบบฉบับที่สำคัญโดยทั่วไปของปรัชญาตะวันออกที่เน้นปรัชญาชีวิต หรือเป็นปรัชญาเพื่อชีวิตเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพลงดาวลูกไก่ได้สะท้อนคติชีวิต ทั้งสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน และพระสงฆ์ผู้สละโลกิยสุขแสวงหาความหลุดพ้นตามอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา  ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านว่าต้องพึ่งพาอาศัยกัน

          ขอเริ่มด้วยจริยศาสตร์สำหรับผู้สละโลกิยะแสงหาทางหลุดพ้น

          ในบทเพลงใช้  “พระ” เป็นตัวอย่างของชีวิตที่สละโลกิยสุข และใช้ “ธุดงค์” เป็นรูปแบบของการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้เข้าถึงบรมธรรม สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตของนักบวช เมื่อสละบ้านเรือนแล้ว ก็ควรออกแสวงหาทางหลุดพ้นตามวิถีทางที่พระพุทธเจ้าได้วางเอาไว้แล้ว

          บทเพลง ทำให้เราได้มองเห็นวิถีชีวิตของพระสงฆ์ผู้มุ่งแสวงหาความหลุดพ้น อีกทั้งยังได้เห็นความเรียบง่ายของวิถีชีวิตสมณะ

“...ยังมีภิกษุหนึ่งองค์ เดินออกจากตรงชายเขา
ธุดงค์เดี่ยวด้นดั้น เห็นสายัณห์สมัย
หยุดกางกรดพลางทันใด หลังบ้านตายายผู้เฒ่า....”

“...พระธุดงค์ลงกลด ตะวันก็หมดแสงส่อง
อาศัยโคมทองจันทรา ที่ลอยขึ้นมายอดเขา...”

          ไม่เพียงแต่พระธุดงค์เท่านั้นที่เลือกทำเลในการปักกลดใกล้บ้าน  วัดพระพุทธาสนาโดยทั่วไปก็ยึดหลักการนี้  ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิตในแต่ละวัน เพราะชีวิตของพระภิกษุนั้นเกี่ยวเนื่องกับชาวบ้าน

          ในส่วนของจริยศาสตร์สำหรับผู้ครองเรือน ต้องถือว่า บทเพลงดาวลูกไก่ ได้สะท้อนหลักการสำคัญสำหรับชีวิตฆราวาส  ซึ่งหากใครสามารถดำเนินชีวิตตามหลักการดังกล่าว ผู้นั้นย่อมถือว่าดำเนินชีวิตตามแบบฉบับของชาวพุทธโดยแท้

          ผู้เขียนถอดหลักจริยศาสตร์ในบทเพลงดาวลูกไก่ ได้แนวทางปฏิบัติดังนี้

๑.     หลักศรัทธา

          ศรัทธาถือเป็นหลักการเบื้องต้นของศาสนาทุกศาสนา พระพุทธศาสนาเองเมื่อวัดความเป็นชาวพุทธ เบื้องต้นท่านก็ใช้ศรัทธา ๔ ประการเป็นเกณฑ์ ได้แก่

๑.๑ กัมมสัทธา เชื่อกรรม

๑.๒ วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม

๑.๓ กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าเรามีกรรมเป็นของตนเอง, และ

๑.๔ ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

          บทเพลงดาวลูกไก่สะท้อนหลักศรัทธาตามแนวทางของพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะศรัทธาในหลักกรรม ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แม้ศรัทธาดังกล่าวจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ในแง่ที่ว่าสองตายายยังทำบาปด้วยการฆ่าแม่ไก่ แต่พฤติกรรมดังกล่าวก็ต้องถือว่าสะท้อนวิถีชีวิตจริงของชาวพุทธโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี

          บทเพลงท่อนนี้ ฟังแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกหลายอย่างพร้อม ๆ กัน  อย่างแรกเห็นศรัทธาความมุ่งมั่นของสองตายายที่มีต่อพระพุทธศาสนา แม้ตนเองจะมีฐานะยากจน แต่ความยากจนดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้ปิดหนทางของบุญกุศล   ประการต่อมารู้สึกเวทนาในความทุกข์ของสองตายายที่ต้องเผชิญกับความยากจนข้นแค้น  สุดท้ายเห็นใจในชะตากรรมของแม่ไก่ที่ต้องเผชิญกับความตายอันน่ารันทด

          บทเพลงพรรณนาไว้ดังนี้

“...พระธุดงค์ลงกลด ตะวันก็หมดแสงส่อง
อาศัยโคมทองจันทรา ที่ลอยขึ้นมายอดเขา
ฝ่ายว่าสองยายตา จึงเกิดศรัทธาสงสาร
พระผู้ภิกขาจาร ต้องขาดอาหารมื้อเช้า
ดงกันดารป่านนี้ หรือก็ไม่มีบ้านอื่น
ข้าวจะกล้ำน้ำจะกลืน จะมีใครยื่นให้เล่า
พวกฟักแฟงแตงกวา ของเราก็มาตายหมด
นึกสงสารพระจะอด ทั้งสองกำสรดโศกเศร้า
สักครู่หนึ่งตาจึงเอ่ย นี่แน่ะยายเอ๋ยตอนแจ้ง
ต้องเชือดแม่ไก่แล้วแกง ฝ่ายยายไม่แย้งตาเฒ่า
ฝ่ายแม่ไก่ได้ยิน น้ำตารินหลั่งไหล
ครั้นจะรีบหนีไป ก็คงต้องตายเปล่าเปล่า....”

๒.    หลักกตัญญูกตเวที

          หลักพระพุทธศาสนาถือว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี  หลักการดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก การถูกตราหน้าว่า “เนรคุณ” จึงถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสังคมไทย

          บทเพลงดาวลูกไก่ สะท้อนหลักความกตัญญูกตเวทีได้ชัดเจนมาก เพราะผู้เขียนบทเพลงได้จงใจใช้ “ชีวิต” เป็นเครื่องเดิมพัน ทั้งยังทำให้เรามองเห็นว่า ความกตัญญูกตเวทีตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น มิใช่เพียงแค่การสำนึกรู้เท่านั้น หากแต่ยังต้องสามารถกระทำตอบแทนให้เป็นรูปธรรมลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามสมควรแก่การกระทำที่ตนเคยได้รับจากผู้มีอุปการะ

 “....สักครู่หนึ่งตาจึงเอ่ย นี่แน่ะยายเอ๋ยตอนแจ้ง
ต้องเชือดแม่ไก่แล้วแกง ฝ่ายยายไม่แย้งตาเฒ่า
ฝ่ายแม่ไก่ได้ยิน น้ำตารินหลั่งไหล
ครั้นจะรีบหนีไป ก็คงต้องตายเปล่าเปล่า
อนิจจาแม่ไก่ ยังมีน้ำใจรู้คุณ....”

          สำนึกของแม่ไก่ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสูงส่ง  ผู้เขียนเข้าใจว่า การที่บทเพลงจงใจใช้ชีวิตเป็นเครื่องทดแทนคุณครั้งนี้ สามารถมองได้หลายประเด็น  แรกสุดคือต้องการให้เห็นความสำคัญของความกตัญญูกตเวทีว่าอยู่เหนือสิ่งอื่นใดของชีวิต  ประการต่อมาสะท้อนให้เห็นว่า ความกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานที่ทุกคนควรยึดไว้เป็นแกนกลางสำหรับชีวิต กระทั่งไม่ควรมีข้ออ้างใด ๆ เพื่อเป็นการปัดจิตสำนึกในการตอบแทนคุณนี้ออกไปจากตัว ต่อให้เป็นเรื่องที่ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที

๓.    หลักการครองเรือน

          หลักการครองเรือนตามแนวทางพระพุทธศาสนา ท่านได้วางแนวทางไว้ตั้งแต่เริ่มแรกของการใช้ชีวิตคู่ กล่าวคือ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใครเป็นคู่ชีวิต ท่านให้ศึกษาอุปนิสัยของกันและกันให้ดีเสียก่อน อย่างน้อยที่สุด เบื้องต้นก็ขอให้เข้ากันให้ได้ใน ๔ เรื่องต่อไปนี้

          ๓.๑ สมสัทธา  เข้ากันได้ในเรื่องของทัศนคติต่าง ๆ  

          ๓.๒ สมสีลา เข้ากันได้ในเรื่องของข้อวัตรปฏิบัติ

          ๓.๓ สมจาคา เข้ากันได้ในเรื่องของอุปนิสัย หรือน้ำใจ

          ๓.๔ สมปัญญา เข้ากันได้ในเรื่องของระดับสติปัญญา ความคิด ความอ่าน

          เข้ากันได้ใน ๔ เรื่องนี้แล้ว ก็หายุติเพียงเท่านี้ไม่ เพราะการครองชีวิตร่วมกันนั้น ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคตามมา ไม่มากก็น้อย ดังนั้นในระหว่างการครองรักครองเรือน พระพุทธศาสนาจึงสอนให้รู้จักถนอมน้ำใจกันด้วยการ เช่น ฝ่ายชายก็ต้องรู้จักยกย่องให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่นอกใจภรรยา มอบความเป็นใหญ่ให้ ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ต้องรู้จักจัดแจงหน้าที่การงานภายในบ้าน ไม่ดูหมิ่นสามี ขยันขวนขวายในหน้าที่ของตน รู้จักสงเคราะห์ญาติฝ่ายสามี รู้จักรักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ เป็นต้น

          บทเพลงดาวลูกไก่ สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคู่สามีภรรยาที่แต่งงานอยู่ครองรักกันกระทั่ง “ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร” สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นในบทเพลงก็คือการร่วมทุกข์ร่วมสุข มีอะไรที่ต้องตัดสินใจร่วมกันก็ปรึกษาหารือกัน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ การได้พูด ได้คุยกันเพื่อถามความเห็นอีกฝ่าย ถือเป็นหลักการสำคัญในการครองเรือน อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ทราบความประสงค์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

          บทเพลงพรรณนาถึงหลักการนี้สั้น ๆ ดังนี้

“....สักครู่หนึ่งตาจึงเอ่ย นี่แน่ะยายเอ๋ยตอนแจ้ง
ต้องเชือดแม่ไก่แล้วแกง ฝ่ายยายไม่แย้งตาเฒ่า
....”

          นอกจากหลักการครองเรือนดังกล่าว บทเพลงดาวลูกไก่ยังสะท้อนบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก และหน้าที่ของลูก ๆ ที่ต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่โดยมีพื้นฐานคือความรัก ความปรารถนาดีต่อกันเป็นแกนกลาง

          ในส่วนของผู้ที่เป็นพ่อแม่ หน้าที่ประการแรกคือการปกป้องดูแลรักษาลูกปลอดภัย รู้จักให้กำลังใจ คอยประคับประคองให้เขาเติมโตด้วยความเข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้แก่ลูก

“....แกเลี้ยงแม่ไก่อู มีลูกอยู่เจ็ดตัว
เช้าก็ออกริมรั้ว จิกกินเม็ดถั่วเม็ดข้าว
เวลามีเหยี่ยวเฉี่ยวโฉบ นังแม่ก็โอบปีกอุ้ม
กางสองปีกออกคลุม พาลูกทั้งกลุ่มเข้าเล้า
แม่ไก่จะปลอบขวัญลูก เสียงกุ๊กกุ๊กปลุกขวัญ
ลูกตอบเจี๊ยบเจี๊ยบดังลั่น ทั้งทั้งที่ขวัญเขย่า
แล้วเขี่ยข้าวออกเผื่อ ต่างคุ้ยเหยื่อออกให้
ลูกไก่แม่ไก่ไร้ทุกข์ ซิไม่มีสุขใดเท่า....”

          ประการต่อมา พ่อแม่ต้องคอยอบรมสั่งสอน คอยตักเตือนด้วยความเอาใจใส่ โดยเฉพาะเมื่อมีลูกหลายคน พ่อแม่จะต้องรักลูกด้วยความเท่าเทียมกัน การรักลูกอย่างเท่าเทียมกัน จะทำให้ลูกรักและเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ที่สำคัญ ลูก ๆ ก็จะรักและเคารพพ่อแม่ด้วยความแนบสนิทใจ

“.....อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าขัดแย้งเหยียดหยัน
เจ้าจงรู้จักรักกัน อย่าผลุนผลันสะเพร่า
เจ้าตัวใหญ่สายสวาท อย่าเกรี้ยวกราดน้องน้อง
จงปกครองดูแล ให้เหมือนดังแม่เลี้ยงเจ้า...”

          ในส่วนของผู้เป็นลูก แม้บทเพลงจะไม่ได้เสนอเนื้อหาไว้ แต่จากการพิจารณาข้อความระหว่างบรรทัด ก็ทำให้เห็นความเคารพเชื่อฟังที่ลูกไก่มีต่อแม่ไก่ เห็นความกตัญญูรู้คุณ เห็นความทุกข์ของแม่เป็นความทุกข์ของตนเองด้วย ในบทเพลงแทนค่าสิ่งนี้ด้วยการที่ลูกไก่ทั้งหมดสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กระโดดเข้ากองไฟตามผู้เป็นแม่

          เพื่อบูชาความดีดังกล่าว บทเพลงจึงจบลง

“....ด้วยอานิสงส์อันประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว...”

          “ดาว” ในบริบทนี้ ถ้าเราไม่มองในแง่เป็นรูปธรรม เราก็จะเห็นนัยพิเศษที่แฝงอยู่ นั่นคือชีวิตที่ประเสริฐ หรือความสูงส่งภายภาคหน้าลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งถือเป็นผลจากคุณงามความดีที่ได้บำเพ็ญมาอย่างดีแล้วนั่นเอง

          ๒.๔ สุนทรียศาสตร์

          สุนทรียศาสตร์ เป็นศาสตร์เกี่ยวกับความงาม อาจจะเป็นความงามที่เกิดจากธรรมชาติ หรืออาจจะเกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ก็ได้  กล่าวโดยรวมยอดก็จะมาลงที่คำถามว่า ความงามคืออะไร เวลาเราบอกว่าอะไรสักอย่างงาม มีความหมายว่าอย่างไร ความงามเป็นวัตถุวิสัย หรือเป็นจิตวิสัย

          มีคำถามว่า บทเพลงดาวลูกไก่สะท้อนความงามอะไรบ้าง ? 

          ตอบตามสามัญสำนึก เบื้องต้นเมื่อได้ยินเสียงเพลง สิ่งที่สัมผัสได้เป็นก็คือความงามทางด้านศิลปะ ซึ่งศิลปินได้ถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงเพลง ท่วงทำนอง ดนตรี ภาษาที่ไพเราะ  เนื้อหาของบทเพลงก็สะท้อนให้เห็นภาพวิถีชีวิตแบบชนบทซึ่งมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา  

          ที่สำคัญยิ่งก็คือ ความสามารถในการใช้บทเพลงสะท้อนให้เห็นหลักธรรมคำสั่งสอนที่ดีงามทางพระพุทธศาสนา สะท้อนให้เห็นอุดมคติของชีวิต แบบอย่างที่ดีงามของชีวิต ทั้งในส่วนของพระสงฆ์ และฆราวาสญาติโยม

          ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีเรื่องราวพระสาวกบางรูป ได้บรรลุธรรมเพราะได้ฟังเสียเพลง ซึ่งข้อนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า บทเพลงนั้น ถ้าเรารู้จักพินิจพิจารณาเนื้อหาสาระอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็สามารถเป็นสื่อให้เข้าถึงธรรมได้เช่นเดียวกัน

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chaiyassu วันที่ : 27/12/2010 เวลา : 07.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เพลงเก่า ๆ
ฟังแล้วได้อรรถรส
เป็นอรรถรสที่
แตกต่างจากเพลงสมัยใหม่ ๆ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
chaiyassu วันที่ : 27/12/2010 เวลา : 07.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang





ความคิดเห็นที่ 11 (0)
กบจ้อย วันที่ : 25/12/2010 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

วิเคราะห์ได้ดีครับ
อ่านแล้วได้ประโยชน์

นมัสการครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 21/12/2010 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/santawan

กราบนมัสการพระอาจารย์

เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องโปรดที่อ่านแล้วค้นพบหลายสิ่งที่ไม่เคยคิดถึง
อ่านแล้วรู้สึกมีความสุขดี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/12/2010 เวลา : 06.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ถูกกินเสียเป็นส่วนใหญ่
ได้กินเป็นส่วนน้อย

นี่คือกฎของหวย (ว่าเอง)


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/12/2010 เวลา : 06.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เห็นด้วยนะว่า
ฟังเพลงนี้แล้วมองเห็น
ภาพของแม่

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ting วันที่ : 17/12/2010 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
เดี๋ยวจะตามไปฟังเพลงดาวลูกไก่ไม่ได้ฟังมานานแล้วคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chaiyassu วันที่ : 17/12/2010 เวลา : 05.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ลิงค์เพลงดาวลูกไก่
ตอนที่ ๑
http://www.naronk.org/uboard/listen.php?&id=T3062
ตอนที่ ๒
http://www.naronk.org/uboard/listen.php?&id=T3063
ใครอยากฟังเพื่อเพิ่มอรรถรส


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

เพลงไพเราะ
นมัสการ ผมไม่เชื่อพระคุณเจ้าซื้อหวยรัฐบาลไป เกื่อบพันกินเรียบวุธ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ting วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
ซาบซึ้งในบทเพลงมากคะ
ขอร่วมไว้อาลัยคะเคยฟังมาตั้งแต่เด็กฟังไม่มีเบื่อฟังแล้วน้ำคิดถึงแม่

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ting วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
ซาบซึ้งในบทเพลงมากคะ
ขอร่วมไว้อาลัยคะเคยฟังมาตั้งแต่เด็กฟังไม่มีเบื่อฟังแล้วน้ำคิดถึงแม่

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Ae^ วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 07.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

สมัยเด็กเลยน่ะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/12/2010 เวลา : 06.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

รำลึกและร่วมไว้อาลัย
ในการจากไป
ของหลวงพ่อพร ภิรมย์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน