*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 1859 , 14:35:53 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ , กบจ้อย และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

          วันนี้ได้นั่งทบทวนคัมภีร์มหาวิภังค์ ตอนว่าด้วยพระสารีบุตรทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท เพื่อให้พระธรรมวินัยเกิดความมั่นคง และดำรงอยู่ได้นาน

          ฉากเริ่มต้นด้วยการที่พระสารีบุตรทูลถามถึงเหตุผลว่า ทำไมศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงดำรงอยู่ได้นานแตกต่างกัน เช่น ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี และพระพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภูดำรงอยู่ไม่นาน ขณะที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ, โกนาคมนะ และกัสสปะ กลับดำรงอยู่ได้นาน

          เหตุผลที่ทรงยกขึ้นแสดงแก่พระสารีบุตรสรุปความได้ว่า การที่พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้นานหรือไม่นานนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ศาสดาว่า

          ๑. จะทรงสนพระทัยในการแจกแจง แสดงธรรมให้เกิดความแจ่มแจ้งแก่เหล่าพระสาวกทั้งในส่วนของสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละหรือไม่เพียงใด

          ๒. จะทรงสนพระทัยในการบัญญัติสิกขาบท เพื่อเป็นแบบแผนให้สาวกชั้นหลัง ๆ ซึ่งต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างวรรณะ ต่างตระกูลได้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นแนวทางอันเดียวกัน จนเกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ดีงามหรือไม่เพียงใด

          พระสารีบุตรได้ยินเหตุผลเช่นนั้น จึงได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท เพราะเวลานั้น พระธรรมที่ทรงแสดงถือว่าได้แผ่ขยาย และทรงแจกแจงไว้ดีแล้ว ยังคงเหลือแต่ในส่วนของพระวินัยเท่านั้น ที่ยังไม่มีการบัญญัติ

          ครานั้น พระพุทธเจ้าทรงทัดทานพระสารีบุตรไว้ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ยังไม่ถึงเวลา” 

          แม้พระสารีบุตรจะไม่ได้ทูลถามเงื่อนไขของเวลาที่ทรงระบุถึง แต่ก็ทรงแจกแจงให้พระสารีบุตรได้รับทราบ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

          ก. เงื่อนไขหลัก

          เงื่อนไขที่ ๑ หมู่สงฆ์ยังจำนวนน้อย

          เงื่อนไขที่ ๒ ปัญหาที่เป็นความไม่ดี ไม่งาม ยังไม่เกิดขึ้น

          เงื่อนไขทั้งสองประการนี้ เมื่อพิจารณาให้ดี ๆ จะเห็นว่า มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง

          อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า หมู่คณะ ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไร ปัญหาก็จะเพิ่มขึ้นตามตัว ยิ่งมีหมู่มาก และแต่ละหมู่แต่ละคณะก็อยู่กระจัดกระจายต่างถิ่น ต่างท้องที่ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อน

          ข.เงื่อนไขตาม

          เงื่อนไขที่ ๑ ลาภสักการะ

          เงื่อนไขที่ ๒ ความเป็นพหูสูต

          เดิมทีเดียว พระสงฆ์ที่บวชเข้ามา ส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาทางหลุดพ้นเป็นหลัก เจตนารมณ์ของการบวชจึงมีเพียงแค่ “เพื่อออกจากทุกข์ทั้งปวง และเพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน” เท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากนี้

          หลักการดังกล่าวแม้จะได้รับการยืนยันมาถึงปัจจุบัน แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ก็ยัง “ตึง” มี “หย่อน” ให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป

          และนี่คือที่มาของปัญหาของคณะสงฆ์

          ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ  ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ดีไม่งามในวงการสงฆ์ที่ตรัสไว้ในที่นี้ทรงระบุถึง ลาภสักการะ และความเป็นพหูสูต

ข้อนี้มีประเด็นที่ควรพิจารณา

ประเด็นแรก คงไม่ต้องแจกแจงให้มากนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า ลาภสักการะมีส่วนสำคัญให้เกิด “ปัญหา” ในวงการสงฆ์ อย่างน้อยประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

ครานั้น พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวช “เพื่อออกจากทุกข์ทั้งปวง และเพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน” หากแต่บวชเพื่อ “ลาภและสักการะ” ทั้งนี้เพราะพระเจ้าอโศกเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์เป็นอย่างดี จึงทำให้พวก “หัวใส” แสวงหาทางเลี้ยงชีวิตด้วยการบวช ยุคนั้นจึงมีคนปลอมบวชเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการ “สังคายนา”  และจับพระสึกกันเป็นจำนวนนับหมื่นกันทีเดียว

พวกที่บวชเข้ามาเพื่ออาศัยลาภสักการะ จึงนับเป็นภัยอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา เพราะผู้เข้ามาบวชเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าว ย่อมไม่สนใจ หรือไยดีกับพระธรรมวินัย สามารถก่อเรื่องเสียหายให้กลายเป็นที่เสื่อมศรัทธาได้เนือง ๆ

ประเด็นที่สอง อันนี้น่าวิเคราะห์ เพราะเท่าที่เราทราบ ในมงคลสูตร ทรงยกย่องความเป็นพหูสูตว่าเป็นมงคลสูงสุด แต่ในบาลีบทนี้ กลับตรัสตรงกันข้ามว่า ความเป็นพหูสูตนั้นเป็น “ตัวบั่นทอน” ให้พระธรรมวินัยของพระองค์นั้นดำรงอยู่ไม่นาน

          จะเป็นไปได้อย่างไร ?

          ในอดีต มีตัวอย่างประเภท ต่างคนก็ต่างเก่ง และอ้างว่าตนได้ฟังมาจากพระศาสดาอย่างไรก็จะถืออย่างนั้น ทำให้เกิดการแตกนิกายในพระพุทธศาสนาหลายนิกาย บางนิกายก็มีปราชญ์ที่จัดอยู่ในประเภท “พหูสูต” ได้อรรถาธิบายพระธรรมวินัยตามใจของตน ทำให้พระพุทธศาสนาสูญเสียสารัตถะเดิมแท้ไป กลายเป็นอื่นไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็มี

          ยิ่งปัจจุบัน เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า “ศาสตร์แห่งการตีความ” ฟังดูชื่อแล้วชวนให้ชื่นชมยินดี พวกเหล่าปราชญ์ทั้งหลายก็มักใช้เครื่องมือนี้ในการชำแหละคำสอน ศรัทธา หรือจารีตทางศาสนากันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา สุดท้ายก็เดินจากไปพร้อม ๆ กับรอยแผลเป็นที่ฝากฝังเอาไว้เป็นอนุสรณ์

          ขออนุญาตยกตัวอย่าง

          เมื่อต้นเดือนก่อน ที่วิทยาลัยได้มีการปฐมนิเทศนิสิตปฏิบัติศาสนกิจ ช่วงระยะเวลา ๓ วันที่ทำกิจกรรม ได้มีการนิมนต์/เชิญวิทยากรมาให้แนวทางในการปฏิบัติศาสนกิจ และการบริการสังคมแด่พระนิสิตทั้งที่เป็นพระภิกษุ และคฤหัสถ์

          ผู้เขียนได้นั่งฟังวิทยากรรับเชิญท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และมีประสบการณ์ในการทำงานบริการสังคมเป็นที่ยอมรับ

          วันนั้นท่านกำลังแจกแจงงานเชิงปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับทฤษฎี เหมือนกำลังต้องการจะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนเจตนาดี แต่สิ่งที่กระทำลงไป กลับกลายเป็นการ “บิดเบือน” คำสอนโดยไม่รู้ตัว

          ประเด็นคือท่านพยายามอธิบายเรื่องการบริการสาธารณะเทียบเคียงกับหลักไตรสิกขา แล้วไปอธิบาย สมาธิว่า หมายถึง ความมีจิตอาสา หรือมีจิตสาธารณะ

          เห็นเพาเวอร์พ้อยท์ขึ้นจอ ประกอบคำอธิบายของวิทยากรคนดังกล่าวแล้ว เพื่อนอาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันคงจะอดไม่ไหว เลยเขียนโน้ตสั้น ๆ เชิงเป็นคำถามส่งมาให้ผู้เขียนเพื่อขอความเห็น

          ขณะที่ผู้เขียนกำลังหันไปสนทนาเรื่องนี้กับอาจารย์เจ้าของโน้ต อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่นั่งถัดไป ก็เปรยมาทางผู้เขียนทำนอง “นี่มัน....สัทธธรรมปฏิรูป” 

          เป็นอันว่า ประเด็นนี้เราเห็นตรงกันว่า การอธิบายลักษณะเช่นนี้ “สุ่มเสียง” มาก และไม่อาจปล่อยเลยตามเลยได้

          สมมติว่า คำอธิบายตามมตินี้ได้รับการยอมรับ และอ้างอิงไปเรื่อย ๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สมาธิ” ที่ปรากฏในคำสอนเรื่องไตรสิกขา

          นี่เป็นปัญหาสำหรับความเป็น “พหูสูต” 

          เป็นปัญหาที่เกิดจากการได้ศึกษาเรียนรู้มาก ๆ ได้ฟังมามาก แล้วก็ตีความ เชื่อมโยงหลักโน้นหลักนี้กันจนเพลิน บางครั้งลืมกลับไปดูรากฐานเดิม ตรงนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาทำให้เกิดความเสียหาย และถือเป็นตัว “บั่นทอน” พระศาสนาได้เช่นเดียวกัน

          หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อสังเกตไว้เพื่อพิจารณา เพราะโดยปกติเวลาพูดถึงความเสื่อมของพระศาสนา เราก็มักจะพูดถึงเฉพาะประเด็นอื่น ๆ  วันนี้เพิ่มเติมอีกสักประเด็น คงไม่เป็นไรกระมัง?


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Cat@ วันที่ : 30/05/2011 เวลา : 22.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ขอโมทนาบุญ

อ่านมาก
ฟังอ่าน
ทบทวน

แต่ ปัญญาของ คนต่างกัน
มองในความคิดต่างกันอีก

..............
..............................
เชิญนะค่ะ
แม่แคท มาเรือง ใหม่
วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2554
มาทำอาหารเยอรมันกันค่ะ เมนูLabskausสูตรโบราณแท้ ดูคนทำสิ โอม่าอาร์เลอร์
Posted by Cat@

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 30/05/2011 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

กราบนมัสการตอนเช้าครับพระคุณเจ้าชัยยัสสุ
อ่านได้เพียงครึ่งหนึ่งก่อน ได้รับความรู้ดีมากครับ หลังจากกลับจากงานตอนเย็น อ่านต่ออย่างแน่นอนครับพระอาจารย์...นมัสการครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chaiyassu วันที่ : 29/05/2011 เวลา : 18.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขออนุญาตมาเพิ่มเติมประเด็น
เมื่อสักครู่ ได้เข้าไปตรวจสอบศัพท์บาลี
ที่ปรากฎในคัมภีร์ที่อ้างถึง
ข้อสังเกตคือ ในมหาวิภังค์
ใช้คำว่า พาหุสจฺจ...
“น ตาว สาริปุตฺต อิเธกจฺเจ อาสวทิฏฺฐานียา ธมฺมา สงฺเฆ ปาตุภวนฺติ ยาว น สงฺโฆ พาหุสจฺจมหตฺตํ ปตฺโต โหติ. ยโต จ โข สาริปุตฺต สงฺโฆ พาหุสจฺจมหตฺตํ ปตฺโต โหติ อถ อิเธกจฺเจ อาสวทิฏฺฐานียา ธมฺมา สงฺเฆ ปาตุภวนฺติ อถ สตฺถา สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญเปติ อุทฺทิสติ ปาติโมกฺขํ เตสํเยว อาสวทิฏฺฐานียานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย”

ประเด็นคือ บาลีท่านใช้ศัพท์เดียวกัน
เมื่อได้ข้อเท็จจริงเช่นนี้แล้ว
เราคงต้องพิจารณาประเด็นอื่นเพิ่มเติม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
chaiyassu วันที่ : 29/05/2011 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขอบคุณสำหรับประเด็นวิเคราะห์
ที่น่าสนใจ
ระหว่างคำว่า พหูสูต กับ พาหุสัจจะ
ขออนุญาตใช้เวลาตรวจสอบเล็กน้อย
ว่า นิยามจากคัมภีร์ต่าง ๆ
ความหมายจะอันเดียวกันหรือว่าต่างกัน


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กบจ้อย วันที่ : 29/05/2011 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

ประเด็นที่สอง อันนี้น่าวิเคราะห์ เพราะเท่าที่เราทราบ ในมงคลสูตร ทรงยกย่องความเป็นพหูสูตว่าเป็นมงคลสูงสุด แต่ในบาลีบทนี้ กลับตรัสตรงกันข้ามว่า ความเป็นพหูสูตนั้นเป็น “ตัวบั่นทอน” ให้พระธรรมวินัยของพระองค์นั้นดำรงอยู่ไม่นาน


จะเป็นไปได้อย่างไร ?

ด้วยความเคารพ ขออนุญาตความเห็นครับ.....

สังเกตว่า ท่านใช้คำว่า "สัจจะ"

พาหุสัจจัญจะ(๗) เอตัมมังคะละมุตตะมัง

อริยทรัพย์ มี ๗ คือ
๑. สัทธา ๒. สีล ๓. หิริ ๔. โอตตัปปะ
๕. พาหุสัจจะ ๖. จาคะ ๗. ปัญญา


ผมสงสัยว่า คำว่า "พหูสูต" จะคนละความหมายกับ "พาหุสัจจะ" ที่พระพุทธองค์ตรัสครับ

พหูสูต = ผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน
มีองค์ 5 คือ ฟังมาก-จำได้-คล่องปาก -เพ่งขึ้นใจ-ขบได้ด้วยทฤษฎี (ป.อ. ปยุตฺโต)

สัจ, สัจ, สัจจะ [สัด, สัดจะ] น. ความจริง, ความจริงใจ
(พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน )

ผมว่า"สัจจะ" กับ "สูต" คนละความหมายกันนะครับ
นี่ก็เป็นอีก1 ของสัทธรรมปฏิรูป หรือการตีความที่เพี้ยน หรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ

คนเป็นพหูสูต อาจไม่ได้มีสัจจะธรรมจริงในตัว
คนมีสัจจธรรมจริงในตัว เช่น พระอรหันต์ อาจไม่ใช่พหูสูต

ถ้าคนละความหมายกัน เช่นนั้นที่พระพุทธองค์ตรัส ก็ไม่ขัดกันเองครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กบจ้อย วันที่ : 29/05/2011 เวลา : 17.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

ประเด็นที่สอง อันนี้น่าวิเคราะห์ เพราะเท่าที่เราทราบ ในมงคลสูตร ทรงยกย่องความเป็นพหูสูตว่าเป็นมงคลสูงสุด แต่ในบาลีบทนี้ กลับตรัสตรงกันข้ามว่า ความเป็นพหูสูตนั้นเป็น “ตัวบั่นทอน” ให้พระธรรมวินัยของพระองค์นั้นดำรงอยู่ไม่นาน


จะเป็นไปได้อย่างไร ?

ด้วยความเคารพ ขออนุญาตความเห็นครับ.....

สังเกตว่า ท่านใช้คำว่า "สัจจะ"

พาหุสัจจัญจะ(๗) เอตัมมังคะละมุตตะมัง

อริยทรัพย์ มี ๗ คือ
๑. สัทธา ๒. สีล ๓. หิริ ๔. โอตตัปปะ
๕. พาหุสัจจะ ๖. จาคะ ๗. ปัญญา


ผมสงสัยว่า คำว่า "พหูสูต" จะคนละความหมายกับ "พาหุสัจจะ" ที่พระพุทธองค์ตรัสครับ

พหูสูต = ผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน
มีองค์ 5 คือ ฟังมาก-จำได้-คล่องปาก -เพ่งขึ้นใจ-ขบได้ด้วยทฤษฎี (ป.อ. ปยุตฺโต)

สัจ, สัจ, สัจจะ [สัด, สัดจะ] น. ความจริง, ความจริงใจ
(พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน )

ผมว่า"สัจจะ" กับ "สูต" คนละความหมายกันนะครับ
นี่ก็เป็นอีก1 ของสัทธรรมปฏิรูป หรือการตีความที่เพี้ยน หรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ

คนเป็นพหูสูต อาจไม่ได้มีสัจจะธรรมจริงในตัว
คนมีสัจจธรรมจริงในตัว เช่น พระอรหันต์ อาจไม่ใช่พหูสูต

ถ้าคนละความหมายกัน เช่นนั้นที่พระพุทธองค์ตรัส ก็ไม่ขัดกันเองครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chaiyassu วันที่ : 21/05/2011 เวลา : 16.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


อนุโมทนาขอบคุณ
ที่มาช่วยเพิ่มเติม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 21/05/2011 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


คำสอนทางศาสนา
ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอสมควร
เห็นด้วยว่า
เราไม่สามารถนึกเอาเองตามความชอบใจได้
การตีความ หรือการอธิบายความใด ๆ
จึงต้องอิงข้อมูล และหลักฐาน
ให้ครบถ้วนกระบวนความ
มิเช่นนั้น อาจจะกลายเป็นปัญหาได้เช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Ananda วันที่ : 21/05/2011 เวลา : 13.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aplang

ขออนุญาตนำเอาความหมายของสมาธิที่กล่าวไว้ในมรรคมีองค์ 8 มาลงไว้เพื่อป้องกันสัทธรรมปฏิรูป ดังนี้ครับ

ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑.สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน ซึ่งมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
๒.บรรลุทุติยฌาน ซึ่งมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน มีภาวะที่ใจเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารระงับไป มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
๓.เพราะปีติจากไป เธอจึงมีอุเบกขาอยู่ มีสติและสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า “เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
๔.เพราะละสุขละทุกข์ และเพราะโสมนัสโทมนัสดับหายไปก่อน บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musachiza วันที่ : 20/05/2011 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ขอบคุณกับหลักฐานข้อมูล
และตัวอย่างอันละเอียดอ่อน
ทำให้เห็นว่า ความเจตนาดี
และความถูกต้องตามหลักการใด
หลักการหนึ่งนั้น มิจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน
เจตนาดี อาจทำให้ความถูกต้อง บิดเบือนออกไป
ในแง่ของผมนั้นถือว่า
เรื่องสังคมนั้นมนุษย์คิดประดิษฐ์ต่อเติม
ตามยุคตามเวลาที่เหมาะสมได้
แต่เรื่องศาสนานั้น ไม่ใช่เรื่องคิดเอาเองได้
แต่ต้องทำตามแบบอย่าง และหลักฐาน
ที่ศาสนากำหนด

ขอบคุณกับความรู้ที่เรียบเรียงไว้ครับ

http://www.oknation.net/blog/umbasbook

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน