*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2673 , 19:26:27 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน กบจ้อย , chaiyassu และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ไปนั่งฟังบรรยายรายวิชา สัมมนาพระไตรปิฎก

          ถือเป็นชั่วโมงแรกของการเข้าคอร์สเรียนหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตของหลวงตา หลังจากหลบไป “ปั้นวัว ปั้นควาย” อยู่บ้านนอกสิบกว่าปี

          เป็นเพราะเจ้าก้อนหินแท้ ๆ เชียว ที่มายุยงส่งเสริม

          อาจเป็นกรรมของหลวงตาด้วยที่ก่อนหน้านั้น ก็ยุก้อนหินไปเรียนหลักสูตรเดียวกันนี้ กระทั่งจะกลายเป็นดอกเตอร์อยู่มะรอมมะร่อ

          เที่ยวนี้ก็เลยต้องแบกสังขารขึ้นลงขอนแก่นเป็นว่าเล่น

          วกกลับมาเรื่องบรรยากาศในห้องเรียนอีกครั้ง

          วันนั้นหลวงตานั่งเจียมเนื้อเจียมตัว นั่งฟังพระอาจารย์แนะนำรายละเอียดรายวิชา และที่มาที่ไปเกี่ยวกับพระไตรปิฎก  

          บางประเด็นบางตอนก็ลงลึกในรายละเอียด ทำให้รู้สึกสนุก และอยากร่วมวงกับพระอาจารย์ด้วย แต่ก็ยังหาจังหวะไม่ได้

          กระทั่งมาถึงตอนหนึ่ง พระอาจารย์ผู้บรรยายได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงดำหริที่จะแสดงธรรมโปรดสัตว์ แต่แล้ว....ก็

          “ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม  พรหมจึงมากราบทูลอาราธนา....”

          หลวงตารีบยกมือเพื่อขออนุญาตพระอาจารย์ เนื่องเพราะสดุดใจกับคำว่า “ทรงท้อพระทัย” ที่พระอาจารย์เพิ่งกล่าวจบไปเมื่อสักครู่

          “ครับ....มีอะไร...นิมนต์” พระอาจารย์ผู้บรรยายเปิดโอกาส

          “ขออนุญาตครับ...พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยจริง ๆ หรือว่า เราพูดกันเองว่า พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย?”

          “แล้วท่านคิดว่าอย่างไร?” พระอาจารย์ย้อนถาม

          “ผมไม่คิดว่าพระพุทธเจ้าจะทรงท้อพระทัยนะครับ....คำว่า ‘ท้อพระทัย’ เป็นคำที่เราพูดกันไปเอง คัมภีร์ไม่น่าจะใช้คำนี้ หรือไม่น่าจะมีคำนี้”

          “แล้วจะใช้คำไหนละ? ถ้าไม่ใช้คำนี้” พระอาจารย์ย้อนถามอีกครั้ง

          ยอมรับว่า เวลานั้น หลวงตาไม่ได้สำรวจพระไตรปิฎกในประเด็นนี้ จึงไม่กล้าเสนอคำที่ควรจะใช้แทนที่พระอาจารย์ได้กล่าวไปแล้ว เพราะเกรงจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคัมภีร์ จึงได้แต่ยกเหตุผลมาอธิบายประกอบแทน

          ถกกันเรื่องถ้อยคำสักพักหนึ่ง เราก็ผ่านประเด็นไป

          วันนี้ แม้จะออกจากห้องมาเกือบครบอาทิตย์แล้ว แต่คำถามของพระอาจารย์ก็ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ

          มีความรู้สึกตลอดเวลาว่า การบอกว่า ทรงท้อพระทัย กระทั่งพรหมมาอาราธนาให้แสดงธรรมนั้น เป็นการพูดง่ายเกินไป

          แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยิน

          แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกอยากแสวงหาคำตอบในเรื่องนี้ ว่าจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร?

          วันพรุ่งนี้จะไปพบพระอาจารย์ในรายวิชานี้อีกครั้ง วันนี้เลยต้องเปิดคัมภีร์ขึ้นมาดูอีกครั้งเพื่อความชัดเจน และปราศจากข้อสงสัย    

          คัมภีร์พรรณนาถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

“ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธิ แล้วเสด็จจากควงต้นราชายตนะไปยังต้นอชปาลนิโครธ ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงต้น อชปาลนิโครธนั้น ขณะเมื่อทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงเกิดความดำริขึ้นในพระทัยว่า   ‘ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ สำหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย  ฐานะอันนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือหลักอิทัปปัจจยตา หลักปฏิจจสมุปบาท ถึงแม้ฐานะอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะ พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา’

อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ที่ไม่เคยทรงสดับมาก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคว่า

‘บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรมที่เราได้บรรลุด้วยความลำบาก เพราะธรรมนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงำ จะรู้ได้ง่าย แต่เป็นสิ่งพาทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กำหนัดด้วยราคะ ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้’

เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อการขวนขวายน้อย มิได้น้อมไปเพื่อแสดงธรรม”

ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาค ด้วยใจของตน ได้มีความดำริว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยไปเพื่อการขวนขวายน้อย มิได้น้อมพระทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม” จึงหายไปจากพรหมโลกมาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เปรียบประหนึ่งบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนออก หรือคู้แขนเข้าฉะนั้น แล้วห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับพลางทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตเจ้าได้โปรดแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในตาน้อยมีอยู่  สัตว์เหล่านั้นย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้สดับธรรม เพราะจักมีผู้รู้ธรรม”

คัดมาบรรทัดต่อบรรทัดเพื่อค้นหาคำว่า “ทรงท้อพระทัย” ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

เข้าใจว่า ที่มาที่ไปของคำว่า “ทรงท้อพระทัย” น่าจะมาจากคำว่า “ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อการขวนขวายน้อย” + “ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะ พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา”

เป็นการสรุป และตีความไปเองเพื่อให้ฟังง่าย ๆ  และเข้าใจได้ทันที โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง

หลวงตาคิดว่า เราไม่ควรทำอย่างนั้น ยิ่งเรียนสูง เรายิ่งต้องระมัดระวัง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า พระพุทธเจ้า “ทรงท้อพระทัย” จริง ๆ

ข้อความคัดมาจากคัมภีร์ข้างต้น หากพิเคราะห์ดูบริบทอย่างละเอียด บวกกับคำว่า “ทรงน้อมพระทัยเพื่อขวนขวายน้อย” แล้ว จะได้ข้อเท็จจริงว่า พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นสภาพความเป็นจริงของสัตว์โลกที่ยังหลงไหลเพลิดเพลินในกามคุณ การนำสิ่งที่ตรงกันข้าม ทั้งยังมีความละเอียดลึกซึ้งไปสั่งสอน จะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า ทรงเกรงจะเป็นการเสียเวลาเปล่า ภาษาคัมภีร์ใช้คำว่า  “ทรงน้อมไปเพื่อการขวนขวายน้อย”  คือทรงคิดจะอยู่เฉย ๆ ไม่ทรงแสดงธรรม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น สถานะของพระพุทธเจ้าจะกลายเป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ทันที

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พรหมต้องรีบมาร้องขอ เพื่อให้ทรงทบทวนอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ชาวโลกต้องสูญเสียโอกาส ซึ่งไม่ทราบว่า จะอีกกี่ร้อยวันพันปีจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกครั้ง

อีกประการหนึ่ง อย่างน้อย “สัตว์ที่มีธุลีในนัยน์ตาน้อย” ก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็ทรงเห็นด้วยกับเหตุผลของพรหม ถัดจากนั้นจึงทรงพิจารณาเวไนยสัตว์ที่จะทรงโปรดเป็นรายแรก ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า มาเริ่มต้นกันที่พระปัญจวัคคีย์

เหตุการณ์ตอนนี้จึงไม่ควรใช้คำว่า “ทรงท้อพระทัย” ไม่ว่ากรณีใด ๆ 

เพราะคำว่า “ท้อ” เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง  ซึ่งถ้ายังมีอยู่ ก็ทรงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้  

หลวงตาจึงยืนยัน และจะขอทักท้วงทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้

         


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
chaiyassu วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 12.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ขอบคุณคุณกบจ้อย
ที่ให้ข้อชี้แนะเพิ่มเติมเรื่องการอ้างที่มา
เอาเป็นว่า
ท่านใดสนใจเรื่องนี้
หยิบพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔
อยู่หน้าต้น ๆ ก็จะเห็นรายละเอียด
ตอนที่ว่าด้วย
พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม



ความคิดเห็นที่ 15 (0)
กบจ้อย วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

เห็นด้วยกับท่านครับ
อ่านแล้วทำให้เห็นว่าหลักฐานในคัมภีร์ดั้งเดิมไม่กล่าวเช่นนี้ แต่ปัจจุบันพูดกันจนติดปาก ว่าทรงท้อพระทัย
ที่จริงถ้าท่านอ้างอิงคัมภีร์ให้ชัดเจนว่า พระไตรปิฎกเล่มบทหน้าไหน ก็จะยิ่งน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เผื่อผู้อ่านสนใจจะตามไปค้นพิสูจน์ดู

แต่ถึงคัมภีร์จะกล่าวว่าทรงแท้พระทัย ผมก็ไม่เชื่อครับ เหมือนดั่งเหตุผลที่ท่านแสดงมา
เพราะปัจจุบันคัมภีร์เพี้ยนไปเพราะกิเลสผู้รู้(ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์)ก็ไม่น้อยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
กบจ้อย วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

เห็นด้วยกับท่านครับ
อ่านแล้วทำให้เห็นว่าหลักฐานในคัมภีร์ดั้งเดิมไม่กล่าวเช่นนี้ แต่ปัจจุบันพูดกันจนติดปาก ว่าทรงท้อพระทัย
ที่จริงถ้าท่านอ้างอิงคัมภีร์ให้ชัดเจนว่า พระไตรปิฎกเล่มบทหน้าไหน ก็จะยิ่งน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เผื่อผู้อ่านสนใจจะตามไปค้นพิสูจน์ดู

แต่ถึงคัมภีร์จะกล่าวว่าทรงแท้พระทัย ผมก็ไม่เชื่อครับ เหมือนดั่งเหตุผลที่ท่านแสดงมา
เพราะปัจจุบันคัมภีร์เพี้ยนไปเพราะกิเลสผู้รู้(ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์)ก็ไม่น้อยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 21.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


สวัสดี หนูหอม
พรของหลวงตา...ไม่ค่อยรื่นหูนะ บางคนเบือนหน้าหนีก็มี
จริง ๆ ไม่ใช่ของหลวงตาหรอก เป็นของพระพุทธเจ้า ท่านสอนพวกเราไว้นานแล้วว่า ความขยันหมั่นเพียร จะทำให้เราประสบความสำเร็จ
หลวงตาขออวยพรให้หนูหอมมีความสุขกับการเล่าเรียน
หนูหอมเป็นคนฉลาด พ่อคงมองเห็นแววหนูหอมแล้วละ จึงวางแผนอย่างนั้น
สุดท้าย ฝากความคิดถึงคุณพ่อด้วย...
สุดท้ายจริง ๆ ขอให้หนูหอมประสบความสำเร็จในชีวิต



ความคิดเห็นที่ 12 (0)
หนูหอม วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 06.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nuhom

หนูหอมมากราบหลวงตาเจ้าค่ะ

วันนี้หนูหอมต้องกลับไปโรงเรียนประจำ ที่จังหวัดมุกดาหาร เลยมาขอพรจากหลวงตาค่ะ

หนูหอมอยู่ ม.2 ค่ะ เรียนหนักมากๆ ที่โรงเรียน
จุฬาภรณราชวิทยาลัย เขาเน้นคณิต-วิทย์ล้วนๆ หนูหอมเลยปวดหัว พ่อนะพ่อ...
อยากให้หนูหอมเรียนคณิต-วิทย์
เลยไม่ได้มากราบหลวงตาบ่อยๆ เลย
นี่หนูกำลังหาคนรับเคราะห์แทนค่ะ

กราบหลวงตาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 03/07/2011 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile


มองภาพในห้องเรียน...ท่าทางคงสนุกน่าดู...เอิ๊กๆๆๆ

บอกแล้วว่าแผ่นดิน..รองรับหลวงตาฯ ไม่ได้ สมควรเข้ามากรุงฯ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chaiyassu วันที่ : 03/07/2011 เวลา : 04.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร โยมติ่ง
อาตมาเองก็คล้าย ๆ กัน
บางครั้งมีภาระมาก
ก็ต้องปล่อยบล็อกร้างไปหลายวัน
บางคราวเป็นเดือนก็มี
หวังว่า โยมติ่งคงสบายดีนะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เป้สนาม วันที่ : 02/07/2011 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yakusaevil

ขอบพระคุณครับหลวงตา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ting วันที่ : 02/07/2011 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

กราบนมัสการคะ
นานๆ จะเข้าโอเควันนี้เลยตามหาท่านและมาเจอของใหม่พอดีคะ
เรื่องของอย่างนี้ต้องปล่อยให้ท่านเป็นผู้โต้แย้งเพราะในช่วงนี้มีฅนมากมายชอบสอนธรรมะกันและแย้งกันเสมอ
หวังในที่สุดว่าใครเป็นพระที่แท้นั่นแหละจะคงดำรงค์ธรรมะที่แท้ของพระพุทธองค์ได้
หลวงปู่ชาบอกไว้เสมอเจ้าคะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ยามครับ วันที่ : 02/07/2011 เวลา : 06.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณมากครับ ผมจำได้ว่า หนังสือเรียนพุทธศาสนาสมัยเรียน ก็บอกแค่ว่า ปัญจวัคคีทั้ง 5 เห็นธรรม แต่ไม่บอกว่า "คาถาบทไหน"

ผมว่าหนังสือเหล่านั้น ไม่ได้ ทิ้ง "ปริศนาธรรม" ไว้ให้คนได้ไปคิดต่อ .. เพราะคาถาที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์ บางครั้งแค่สั้นๆ แต่มันคือ "ทั้งหมดของชีวิต" มันคือ "ใบไม้กำมือเดียว" จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chaiyassu วันที่ : 02/07/2011 เวลา : 04.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


บาลีในตอนนี้ ท่านใช้คำว่า “ติห เม พฺรหฺเม ปฏิสญฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน ธมฺมเทสนายา”
คำว่า ขวนขวายน้อย มาจากคำบาลีว่า อปฺโปสฺสุกก...ภาษาไทยจะมีความหมายว่าอย่างไรก็ให้พิจารณาจากบริบท
พระไตรปิฎกมีเรื่องราวภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าทรงตักเตือน และห้ามหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย ก็ถูกพระที่ทะเลาะกันพูดสวนออกมาว่า “ขอพระองค์จงทรงเป็นผู้ขวนขวายน้อย ความทะเลาะเป็นเรื่องของข้าพระองค์”
ความหมายภาษาไทยก็คือ พระที่ทะเลาะกันบอกให้พระพุทธเจ้าอยู่เฉย ๆ อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้
เมื่อเห็นว่า สอนไม่ฟังกันแล้ว พระพุทธเจ้าจึงปลีกไปจำพรรษาในป่าแต่ลำพังพระองค์เดียว
เทียบเคียงกับเรื่องนี้ คำว่า ขวนขวายน้อย ก็คือ จะทรงอยู่เฉย ๆ ไม่แสดงธรรมโปรดสัตว์ ด้วยเหตุผลตามที่ทรงพิจารณาแล้วเบื้องต้น คือ ธรรมที่ทรงบรรลุเป็นธรรมลึกซึ้ง ขณะที่สัตว์โลกที่จะทรงโปรดนั้นก็เต็มไปด้วยราคะ โทสะ และโมหะ ไปกันคนละกระแส เกรงจะเป็นการเหนื่อยเปล่า
ความหมายก็ประมาณนี้...แต่ไม่ใช่ “ทรงท้อพระทัย”

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 02/07/2011 เวลา : 03.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขออนุญาตตอบคุณยาม ดังนี้

บาลีว่า “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ.” (วิ.มหา. ๔/๑๖) แปลว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง มีความดับไปเป็นธรรมดา”

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ยามครับ วันที่ : 01/07/2011 เวลา : 22.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

นมัสการครับ ผมเพิ่งอ่านบทที่ว่า พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดใครก่อน โดยที่พรหมมาอารธนา ท่านเทศน์ให้ปัญจวัคคีย์ก่อน และท่านอัญญาโกณทัญญะเห็นก่อน (ผมลืมว่า คาถาอะไร ขอถามหลวงตาด้วยครับ ว่าคาถาอะไรที่ทำให้ ท่านปัญญาโกณทัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม)

ส่วนประเด็น ว่าทรงท้อพระทัย ในวงสนทนาพูดกันได้ละเอียดดีนะครับ แต่นี่ก็เป็นประเด็นที่ควรจะพูดให้ชัดแจ้ง เพราะปัจจุบันนี้ เห็นพระหลายรูปที่ "คิด" ไปเอง ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เทศน์กันเป็นเรื่องเป็นราวก็มีครับ บางทีเลยกลายเป็นว่าฟังกันสนุกไป ทั้งที่โดยความเป็นจริง ท่านอยู่ในฐานะของผู้ที่ประเสริฐที่สุด ดังบท สรรเสริญพุทธคุณที่สวดกันนั่นเองครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Toitoi วันที่ : 01/07/2011 เวลา : 20.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เป้สนาม วันที่ : 01/07/2011 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yakusaevil

หลวงตาครับ "ขวนขวายน้อย" หมายถึงอะไรครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ธรรมพยนต์ วันที่ : 01/07/2011 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speechthai

เห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่งครับ.....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน