*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 316613
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2816 , 18:48:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน sunsmile โหวตเรื่องนี้

        แต่ก่อน เมื่อได้ยินคำว่า “ตาบอดคลำช้าง” ก็มักจะนึกถึงเรื่องราวในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเล่าเชิงอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ทำให้คนพูดเรื่องเดียวกัน ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมือนกัน กลายเป็นพูด “คนละเรื่องเดียวกัน”  ถือเป็นเรื่องเก่าแก่ ที่นิยมนำมาอ้างกรณีความเห็นของแต่ละฝ่ายไม่ลงรอยกัน และต่างก็ยืนยันทัศนะของตน

        ความจริงเรื่องตาบอดคลำช้าง ปรากฎอยู่ในปฐมนานาติตถิยสูตรแห่งขุททกนิกาย อุทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕  พระสูตรนี้พรรณนาถึงทัศนะต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในสมัยพุทธกาล ครั้นมีคนยกเรื่องนี้ขึ้นมาทูลถามพระพุทธเจ้า ก็ทรงเปรียบเทียบความเห็นต่างเหล่านั้นว่าเป็นเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” โดยความก็คือ พูดไปตามความเห็นความเข้าใจของตน

        ตัวอย่างเรื่องตาบอดคลำช้างนี้ ไม่ใช่พระพุทธองค์ทรงแต่งขึ้นเอง แท้จริงแล้วก็ “ทรงอ้าง” มาอีกทอดหนึ่ง สังเกตการใช้ถ้อยคำ พระองค์ทรงเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่ง....” จากนั้นก็ทรงเล่าว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงรับสั่งให้เรียกคนตาบอดในเมืองมาทั้งหมด แล้วให้คลำช้าง แล้วก็ตรัสถามทีละคนว่า ช้างเหมือนอะไร?

       คำตอบที่ได้ กลับทำให้พระราชาถึงกับทรงขำอยู่ในพระทัย เพราะคำตอบที่ได้ ดูไกลจากความเป็นช้างเหลือเกิน

       เช่นบอกว่า ช้างเหมือนหม้อ เหมือนตอไม้ เหมือนกระโด้ง เหมือนงอนไถ เหมือนยุ้งข้าว เหมือนเสา เหมือนครก เหมือนสากตำข้าว ฯลฯ

        สุดท้ายก็ทรงสรุปว่า เมื่อใดก็ตามที่คนเราต่างพูดความจริงจากมุมมองของตัวเอง โดยที่ไม่ดู หรือดูแต่ไม่ครบองค์ประกอบทั้งหมดของข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ย่อมก่อให้เกิดการถกเถียง ทะเลาะวิวาทกันในที่สุด

        นี่เป็นเรื่องเล่าที่เราทราบกันดี และมักนำมาอ้างอยู่เนือง ๆ และก็คิดว่ามีอยู่กันแค่นี้

        วันนี้ผู้เขียนมีโอกาสอ่านตำราเกี่ยวกับปรัชญาเชนจากหนังสือ “A Treatise On Jainism” ผู้เขียนคือ Shri Jayatilal S. Sanghvi ตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงทฤษฎีอเนกันตวาทะ ซึ่งถือเป็นทฤษฎีที่สำคัญของเชน  เป็นหลักที่ต้องการแสดงนัยตรงกันข้ามกับหลักเอกันตวาทที่ถือว่า ความจริงแท้มีเพียงอย่างเดียว

       ตามหลักคำสอนของเชนถือว่า ความจริงแท้ (Ultimate Reality) มีโครงสร้างที่ซับซ้อน (Complex) ดังนั้น ในการกล่าวถึงความจริงดังกล่าว จึงต้องพิจารณาแง่มุมที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน  และด้วยทัศนะดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะอ้างถึงความจริงแท้ด้วยแง่มุมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว  ในการกล่าวถึงความจริงดังกล่าว เชนจึงเสนอหลักการที่เรียกว่า สยาทวาทะ ซึ่งบนหลักการนี้ เชนพรรณนาความจริงแท้ในรูปสัมพัทธ์โดยยึดหลักสัปตภังคีนัย ๗ ประการ ซึ่งจะมีคำว่า  “บางที”หรือ “อาจจะ” ด้วยเสมอ

       ตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ ได้อ้างว่า การที่จะเข้าใจเรื่องอเนกันตวาทได้ชัดเจน หรือสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนั้น ท่านแนะนำให้ศึกษาอุปมาอุปมัย ๒ เรื่อง และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องตาบอดคลำช้าง

       เนื้อหาคล้ายในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แต่มีรายละเอียดน้อยกว่า คือกล่าวเพียงสั้น ๆ  พระราชาตรัสถามคนตาบอดทั้ง ๖ คนที่กำลังยืนคลำช้างว่า เหมือนอะไร คำตอบที่ได้ก็คล้าย ๆ กับที่กล่าวมาแล้ว สุดท้ายคนตาบอดทั้ง ๖ คนก็ทะเลาะกัน ต่างก็กล่าวหาผู้ที่กล่าวต่างจากตนว่าพูดคำเท็จ

        นี่เป็นเรื่องเก่าที่เล่ากันมานาน

       วันนี้หยิบเรื่องนี้มาเล่าซ้ำอีกครั้ง เนื่องเพราะมองเห็นว่า สังคมไทยของเราเวลานี้ หลายต่อหลายเรื่อง “ทำท่า” จะเหมือนนิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง

       ที่เห็นชัดเจนก็คือ หลายต่อหลายเรื่อง ต่างคนก็ต่าง “อ้าง” ทัศนะ หรือความเห็นของตนเป็นใหญ่ จนบางครั้งละเลยข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบโดยรวมของเรื่องนั้น ๆ

        ปัญหาที่ดูธรรมดา ๆ บางครั้งจึงบานปลาย กลายเป็นเรื่องใหญ่

       คำถามก็คือว่า แล้วเมื่อไหร่ ตาของเราจึงจะสว่าง มองเห็นความจริงได้ครบถ้วนกระบวนความกันเสียที

        แล้วพอจะเป็นไปได้ไหม?

       คำตอบดูจะมืดมน ถ้าต่างคนต่างยืนยันจากทัศนะของตนอยู่อย่างนี้

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 13/01/2012 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการเจ้าค่ะพระคุณเจ้า

ปีใหม่ผ่านไปแล้วหลายวัน เพิ่งนึกได้เจ้าค่ะ ว่ายังไม่ได้มากราบนมัสการพระคุณเจ้าเลย

หวังว่าพระคุณเจ้าจะมีสุขภาพดี เพื่อสามารถทำการในพระศาสนาอย่างเต็มกำลังนะเจ้าคะ

นมัสการลา

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 30/12/2011 เวลา : 13.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile


ด้วยเป็นสุข
และ สงบ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 23/12/2011 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

linkเดือนผิดเจ้าค่ะ
เดี๊ยวเดินทางไปไม่ถูก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/konhinsmile/2011/12/23

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 23/12/2011 เวลา : 11.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

Permalink : http://www.oknation.net/blog/konhinsmile/2011/11/23

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 09.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เจิญพร คุณซัน ฯ
ช่วงนี้ ต่างคนก็ต่างเงียบ คงจะมีภาระเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็เริ่มอิ่มตัวกับบล๊อก อาตมาเอง ทั้งสองอย่างผสมผสาน แต่ข้อแรกมีผลมากกว่า
ท่ามกลางสถานการณ์นำท่วม คุณซัน ฯ ยังดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เป็นทุกข์ ถือเป็นมงคลสำหรับชีวิต
ขออนุโมทนา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
sunsmile วันที่ : 25/11/2011 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
ช่วงนี้เงียบหายกันไปนาน ๆ วันจะมีโอกาสแวะมาศึกษาหาความรู้ให้ได้แนวคิดดีดีในการดำรงชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุข บางคนอ่านแล้วอาจไม่พบอะไร แต่ผมมักพบสิ่งดีดีที่นี่กลับไปเสมอ ต้องกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้
ในหลายเรื่ององค์ประกอบต่างไม่สามารถรับได้ครบถ้วนและถูกต้อง ซึ่งอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาด้านฝั่งตะวันตกคนละด้านกับบ้านผม ...ก็อยากรู้เรื่องการพังของประตูระบายน้ำบางโฉมศรีที่แท้จริง ว่าเหตุใดจึงนานวันขนาดนั้นในการรีบเข้าไปซ่อมแซม....
....ว่าเลยไปซะแล้ว..น้ำท่วมบ้านผมเดือนกว่า...แต่ก็สามารถใช้วิถีธรรมชาติ อยู่อย่างเป็นสุขได้ดีครับ
มองดูรูปคล้ายพระอุโบสถสร้างเสร็จแล้ว ถ้ามีงานรบกวนพระอาจารย์ส่งข่าวด้วยนะครับเพราะบางทีผมก็อาจจะหายไปครั้งละนานๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน