*/
  • chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 318930
  • จำนวนผู้โหวต : 318
  • ส่ง msg :
  • โหวต 318 คน
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2239 , 14:39:46 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน sunsmile โหวตเรื่องนี้

ระวังศรัทธาปกปิดความจริง

 

          เมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับโจทย์ให้เขียนโครงร่างงานวิจัยในเชิงเปรียบเทียบเพื่อเสนอประกอบรายวิชาการศึกษอิสระในศาสนา และระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูง

          ความที่นึกอะไรไม่ออกเวลานั้น ก็เลยจับเรื่องอหิงสา เป็นการการศึกษาเปรียบเทียบหลักอหิงสาในศาสนาเชนและพระพุทธศาสนา

          ก็เขียนอารัมภบทเล่าประวัติความเป็นมาของปัญหาตามธรรมเนียม โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงประเด็น และเหตุผลที่เลือกศึกษาเรื่องนี้

          เนื้อหาที่อารัมภบทเริ่มต้นด้วยการพรรณนาว่า พระพุทธเจ้ากับศาสดามหาวีระเป็นบุคคลร่วมสมัย มีพระประวัติคล้าย ๆ กันหลายเรื่อง นับตั้งแต่ชื่อพระมารดา ประวัติก่อนประสูติพระมารดาสุบินนิมิตเห็นช้างเผือก การได้รับการทำนายลักษณะไว้ ๒ นัย คือถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นเจ้าจักรพรรดิ ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียร ๖ ปี ศาสดามหาวีระบำเพ็ญเพียร ๑๒ ปี จึงได้บรรลุ

          ตอนหนึ่งของข้อเขียน ได้กล่าวพาดพิงไปจนถึงว่า “พระพุทธเจ้าเคยบวชในลัทธิเชนมาก่อน”  โดยอ้างข้อมูลจากงานนิพนธ์ชื่อ ศาสนาต่าง ๆ (พระญาณวโรดม,๒๕๔๓:๓๑๑) ที่อ้างถึงคัมภีร์ทางศาสนาของเชนที่ระบุว่า พระพุทธเจ้าเคยบวชในลัทธินี้มาก่อน

          เป็นการอ้างต่อ ๆ กันมา โดยผู้เขียน (เวลานั้น) ก็ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล

          ผลจากการเขียนดังกล่าว ผู้เขียนได้รับการต่อว่าจากอาจารย์ผู้ทำหน้าที่ตรวจโครงร่าง

          พร้อมกับมีคอมเมนต์และเครื่องหมายคำถามตามมา ๒ ประเด็น

          ประเด็นแรก เรื่องการใช้คำว่า “บวช” ท่านตั้งข้อสังเกตว่า จะทำให้เกิดความสับสน ท่านบอกว่า คำนี้เป็น “คำพุทธ” ไปใช้อย่างนั้น เกรงจะทำให้มีคนเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดไป

          ประเด็นที่สอง ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าบวชในศาสนาเชน ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าประพฤติเปลือยตามจารีตของเชน เพราะนักบวชเชนต้องแก้ผ้าหมด แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอย่างนั้นสิ

          ผู้เขียนก็พยายามหาเหตุผลประกอบ โดยเฉพาะเรื่องคำว่า “บวช” คำนี้ ก็ไม่น่าจะเป็น “ศัพท์เฉพาะ” ที่ใช้ในวงการพระพุทธศาสนาเท่านั้น และพระพุทธเจ้าเอง ก่อนตรัสรู้ ก็มีประวัติว่าเคยไปศึกษาในลัทธิศาสนาอื่นมาก่อน อย่างน้อยก็อาฬารดาบส และอุทกดาบส

          สุดท้าย ท่านก็บอกให้ผู้เขียนไปแก้ไข หาคำอื่นมาใช้ให้เหมาะสม สรุปก็คือ ท่านไม่เห็นด้วยกับที่เขียนไป

          เบื้องต้น ผู้เขียนรับปากจะไปดูที่มาที่ไปของคำว่า “บวช” ในพระไตรปิฎกใช้อย่างไร เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนาหรือไม่ รากศัพท์บาลีใช้อย่างไร ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่คำเฉพาะที่ใช้แค่ในวงการพระพุทธศาสนาเท่านั้น

          เป็นอันว่า ได้หลักฐานเรื่องการบวชว่า คำนี้ใช้ทั่วไป พุทธก็ใช้ ศาสนาอื่นก็ใช้ ประเด็นปัญหาเรื่องการใช้คำจึงหมดไป

          อาจารย์ยอมในประเด็นเรื่องคำ แต่ท่านก็ยังแย้งเรื่อง “พระพุทธเจ้าเคยบวชในลัทธิเชน” ยังยืนยันว่า “คำนี้เสี่ยง” ให้ไปทบทวน หรือหาคำพูดใหม่

          ผู้เขียนก็ให้เหตุผลว่า ประเด็นนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเราไม่ได้พูดเอง แต่เป็นเรื่องที่คัมภีร์ฝ่ายเชนพูดเอง

          กระนั้น อาจารย์ท่านก็ยังไม่ยอม

          ผู้เขียนจึงหาทางออกด้วยการขอไปตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง แต่ยังยืนยันว่า จะยังไม่แก้ไขคำนี้

          ผู้เขียนใช้เวลาอาทิตย์หนึ่งจึงได้คำตอบ และเป็นคำตอบที่พลิกความคาดหมาย

          คราวนี้ชัดเจน ไม่ต้องอ้างคัมภีร์เชนอีกต่อไปแล้ว

          เพราะมีพระพุทธพจน์ระบุว่า พระองค์ทรงเคยบวชในลัทธิเชนมาก่อน หลักฐานในพระไตรปิฎกระบุดังนี้  “เราเคยเป็นอเจลก(ประพฤติเปลือยกาย) ไม่มีมารยาท  เลียมือ  เขาเชิญให้ไปรับอาหารก็ไม่ไป  เขาเชิญให้หยุดรับอาหารก็ไม่หยุด...” (ม.มู.๑๒/๑๕๕/๑๕๘)

          ฉบับบาลีว่า “อเจลโก โหมิ, มุตฺตาจาโร, หตฺถาวเลขโน, น เอหิภทฺทนฺติโก, น ติฏฺฐภทฺทนฺติโก นาภิหตํ...(ม.มู.๑๒/๑๕๕/๑๑๙)

          คราวนี้ ผู้เขียนมีหลักฐาน “ต่อรอง” กับอาจารย์ เป็นหลักฐานที่ “ยุติ” ไม่สามารถพูดเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากจะสรุปตามข้ออ้างข้างต้นว่า “พระพุทธเจ้าเคยบวชในลัทธิเชนมาก่อน”

          ไม่ต้องอ้างคัมภีร์เชน แต่อ้างพระพุทธพจน์ หลักฐานก็จากพระไตรปิฎกนี่แหละ

          เมื่อเห็นหลักฐานชัดเจนเช่นนั้น อาจารย์ก็ยอม เป็นอันว่า ไม่ต้องแก้ไขในประโยคดังกล่าวอีกต่อไป เรื่องยุติ

          หยิบยกประเด็นนี้มาพูดทำไม ?

          คำตอบอยู่ที่หัวเรื่องที่จั่วไว้ “ระวังศรัทธาจะปกปิดความจริง”

          ศรัทธา ทำให้เรามองพระพุทธเจ้า ประหนึ่งว่า พระองค์ล่องลอยมาจากสวรรค์อันบริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์จะต้องเลิศ ต้องประเสริฐ เพียบพร้อมไปหมด กระทั่งลืมไปว่า พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ กว่าจะได้ตรัสรู้ก็มีเงื่อนไขปัจจัยหลายประการประกอบ

          ผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การที่อาจารย์ท่านไม่ยอม เบื้องต้นก็น่าจะมาจากความรู้สึกดังกล่าว

          คือ ศรัทธาในพระพุทธเจ้า เมื่อศรัทธาแล้ว ข้อความใดที่ทำให้เป็นการลดพระเกียรติของพระองค์ ก็รับไม่ได้

          ขณะที่ผู้เขียนคิดอีกอย่าง ความจริงก็คือความจริง เราไม่มีสิทธิ์บิดเบือนความจริง เพราะถ้าทำเช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นผู้ “บิดเบือน” เสียเอง

          และในความเป็นจริง การพูดว่า พระพุทธเจ้าเคยบวชในลัทธิเชนมาก่อน ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธา หรือพระเกียรติของพระพุทธเจ้าลดลงไปแต่อย่างใด

          ตรงข้าม กลับทำให้รู้สึกศรัทธาเพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เห็นความจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าเอง พระองค์ก็ไม่เคยปกปิดประวัติของพระองค์

เคยเป็นศิษย์ ร่ำเรียนในสำนักของใครมา ก็ทรงบอกความจริงทั้งหมด ชัดเจน ตรงไปตรงมา

ตรงนี้สิ น่ายกย่อง ชมเชย และควรถือเอาเป็นแบบอย่าง

ในโลกนี้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับความจริง

เข้าถึงความจริง ยอมรับความจริง และอยู่กับความจริงให้ได้

เพียงแค่นี้ เราก็ไม่ต้อง “ปั้นหน้า” หรือ “สวมหน้ากาก” ใส่กัน.....

 

         

         

 

         


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/02/2012 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร คุณหมูสนาม
จากข้อที่ถามมาข้างต้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณา
๑. ตามที่เราทราบ พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชครั้งแรก ก็ทรงอธิษฐานเพศบรรพชิตเอง
ว่ากันว่า ครั้งนั้น ทรงนุ่งห่มผ้ากาสวะ มีเทวดานำมาถวายพร้อมทั้งบาตร พระเกศาก็ใช้ดาบตัดเอา จากนั้นก็ทรงแสวงหาทางแห่งความหลุดพ้น (ประวัติคร่าว ๆ ทราบแล้วไม่ขอเล่าเพิ่ม)
๒. บนเส้นทางของการแสวงหา ก็ทรงทดสอบหลายวิธี แม้แต่การบำเพ็ญทุกรกิริยา ก็มีหลายวิธีเช่นกัน
๓. การที่ทรงบอกว่า ทรงเคยเป็นอเจลก จะมีความหมายอย่างไร? ถือเพศเอง หรือว่าต้องเข้าไปมอบตน (ถือบวช) ในสำนักของพวกอเจลก
๔. การที่่พระพุทธเจ้ายอมเปลื้องผ้ากาสาวะออก แล้วถือเพศเปลือยเหมือนอเจลกะ อาตมาว่ามีนัยสำคัญ เพราะลัทธิเปลือยกายเขาก็มีธรรมเนียมการบวชของเขา
๕. เท่าที่ดูจากกรณีตัวอย่างหลายกรณี มักเป็นการยอมมอบตนเป็นศิษย์ก่อน จึงจะรับข้อวัตรหรือคำสอนในลัทธินั้น ๆ มาปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ใช้เกณฑ์นี้ในการรับศิษย์ เช่น นักบวชบางลัทธิ ไม่ได้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา แต่ต้องการเพียงเรียนมนต์จากพระพุทธเจ้า พระองค์ก็มักจะยื่นเงื่อนไขว่า ไม่ได้ ต้องถือเพศแบบพระองค์ก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ทรงบอกมนต์ โดยความก็คือไม่สอนมนต์ให้ สาวกบางองค์จึงไม่ได้บวชด้วยศรัทธา แต่บวชเพียงเพราะต้องการเรียนมนต์ และก็คิดว่า ถ้าเรียนจบแล้วก็จะสึก อย่างนี้ก็มี
๖. อาตมายังไม่มีเวลาตรวจสอบหลักฐานพอที่จะวินิจฉัยตามข้อคิดเห็นที่ว่า "ใครก็สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิเชน" จึงขอติดประเด็นนี้ไว้ และก็คิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
๗. ขออนุโมทนาในความพยายามในการสืบค้นข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
หมูสนาม วันที่ : 17/02/2012 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

นมัสการพระคุณเจ้า
ผมลองเข้าไปค้นเพิ่มเติมจากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาส
ท่านเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้เหมือนกันว่า ก่อนที่พระศาสดาจะตรัสรู้
ท่านได้ทรงประพฤติอัตตกิลมถานุโยค (วัตรของเดียรถีย์) ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ 4 ประกอบด้วย
ตปัสสีวัตร(วัตรเพื่อมีตะบะ) มีการเปลือยกายอยู่ในวัตรชนิดนี้
ลูขวัตร(วัตรในการเศร้าหมอง)
เชคุจฉิวัตร(วัตรในความเป็นผู้รังเกียจ)
ปวิวิตตวัตร(วัตรในความเป็นผู้สงัดทั่วแล้ว)
และท่านพุทธทาสหมายเหตุไว้ว่า วัตรเหล่านี้บาลีไม่แสดงไว้ชัดว่า ทรงทำก่อนหรือหลังการไปสำนัก 2 ดาบส หรือคราวเดียวกับทุกรกริยาอดอาหาร
ที่ผมยังไม่แน่ใจคือเรื่องการเปลือยกายทำตปัสสีวัตร
ทุกคนที่ทำตบะแบบนี้(เปลือยกาย)ต้องบวชในลัทธิเชนทุกคนหรือไม่
หรือว่าเป็นเรื่องที่ใครๆจะทำกันก็ได้โดยไม่เกี่ยวกับลัทธิเชน
ในพุทธประวัติพระศาสดาเคยไปเรียนที่สำนัก 2 ดาบส แต่ไม่ได้กล่าวถึงบวชในศาสนาเชน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
หมูสนาม วันที่ : 17/02/2012 เวลา : 01.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

นมัสการพระคุณเจ้า ผมอ่านละเอียดแล้ว พระพุทธองค์ตรัสกับพระสาลีบุตร ทรงเล่าเหตุการณ์ช่วงที่ทำ ทุกรกริยา ใช่ไหมครับ
ได้ความรู้มากครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/02/2012 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


อ้อ...ลืมประเด็น ข้อที่ควรเข้าใจเพิ่มเติม
๑. อเจลกเป็นชื่อนักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่ชื่ออาบัติ
๒. ในพระวินัยที่พูดถึงเจลกวรรคนั้น ไม่ใช่ชื่ออาบัติ แต่เป็นหมวดของอาบัติที่ว่าด้วยการปฏิบัติตนต่อพวกนักบวชเปลือย (อเจลก) เช่น ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักบวชเปลือยด้วยมือของตนต้องโทษคืออาบัติปาจิตตีย์


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/02/2012 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร คุณหมูสนาม
บริบทของเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าสนทนากับพระสารีบุตร คำว่า เรา เป็นสรรพนามที่พระพุทธเจ้าใช้แทนพระองค์เอง ไม่สามารถอธิบายเป็นอย่างอื่นได้



ความคิดเห็นที่ 10 (0)
หมูสนาม วันที่ : 16/02/2012 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

นมัสการพระคุณเจ้า ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ
ผมความรู้น้อย ไม่แน่ใจว่าสรรพนามที่ใช้ คำว่าเรา ในที่นี้ หมายถึงใคร หรือแค่เป็นคำกลางๆ (หมายถึงคนทั่วไป) อ่านย้อนขึ้นพบว่า มีการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ตถาคต คำนี้ผมคิดว่าน่าจะแทนตัวผู้กล่าวคือพระพุทธเจ้า แต่คำว่าเรา นี้หมายถึงใคร คงต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากครับพระคุณเจ้า (เคยพบคำอเจลกในพระวินัยเป็นอาบัติชนิดหนึ่งน่าจะเป็นปาจิตตีย์)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/02/2012 เวลา : 05.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร ตามอัธยาศัย



ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 16/02/2012 เวลา : 04.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นมัสการเจ้าค่ะ

ขออนุญาตแชร์เจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
chaiyassu วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang





ความคิดเห็นที่ 6 (0)
sunsmile วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
เมื่อได้อ่านเอ็นทรี่นี้จึงรู้ชัดถึงความวิริยะ อุตสาห์ ที่ต้องใช้ในการค้นหาความรู้
คงมีไม่น้อยที่แก้ตามอาจารย์บอก ความจริงหลายสิ่ง จึงไม่ปรากฏและเลือนหายไปกับความเป็นนักวิชาการ
"เข้าถึงความจริง ยอมรับความจริง และอยู่กับความจริงให้ได้"
ไม่ค่อยมีใครยอมรับข้อนี้ สังคมจึงน่าเบื่อหน่าย

แม้จะหายไปนาน ๆ แต่ความรู้สึกผูกพันกับวัดบ้านด่านยังคงมีอยู่เสมอครับ



ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 06.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เจริญพร คุณหมูสนาม อีกครั้ง
ถ้าอ้างจาก www.84000.org ขอให้
ดูตั้งแต่ข้อ ๑๗๗ เป็นต้นไป ลองตรวจ
สอบอีกครั้ง


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chaiyassu วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 06.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


เจริญพร คุณหมูสนาม
ขออภัย ถ้าไปเปิดอ้างจาก www.84000.org จะไม่พบแน่นอน
เพราะเลขข้อจะไม่ตรงกัน
หลักฐานที่อาตมาอ้างใช้ฉบับ
มหาจุฬา ฯ ทั้งภาษาไทย และบาลี
แล้วอาตมาจะลองตรวจสอบให้ว่า
ถ้าอ้าง www.84000.org จะตรงกับ
ข้อใด หน้าใด
พระไตรปิฎกแต่ละสำนวนที่ใช้
ในประเทศไทย ยังอ้างข้อไม่ตรงกัน
เช่น ฉบับของหลวงก็ไปอีกอย่าง
ฉบับของมหามกุฏก็ไปอีกอย่าง
ฉบับของมหาจุฬา ฯ ก็ไปอีกอย่าง
การอ้างอิงจึงนิยมระบุว่าเป็นฉบับไหน
จะได้เปิดตรงกัน
เลขข้อที่อาตมาอ้าง ถูกต้องแล้ว แต่
ต้องใช้ฉบับมหาจุฬา ฯ
จึงเจริญพรมาเพื่อทราบ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หมูสนาม วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 00.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

นมัสการพระคุณเจ้า
ผมลองค้นใน www.84000.org

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ 12/155/158
ไม่พบเรื่องที่พระคุณเจ้ายกมาเลย ข้อ 155 เป็นเรื่องทิฎฐิ 2 หรือว่าผมค้นผิดเล่ม ขอรบกวนพระคุณเจ้า ตรวจสอบเลข หรือบอกเลขใหม่ ผมอยากเข้าไปอ่านเรื่องนี้อย่างละเอียดครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

พระไตรปิฏกมีไม่เรียน หลักสูตรเก่ามี ไม่เรียน ไปเรียนกับพวกจบดอกเตอร์ เอาปริญญา เป็นนักวิชาการมากกว่าพระ
ถ้าเรียนพระธรรมจริง ๆ ก็ไม่ต้องเถียงกันเลยเสียเลวาเปล่า ลงมือปฏิบัติพิสูจน์ด้วยตัวเองกันเลยดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

อาจารย์ ก็มักหลงตัวเช่นนี้ หลายๆวิชา
ให้วิชาปลูกข้าวทำนา อาจารย์หน้าแหกแน่ๆ
เพราะไม่รู้ขั้นตอน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน