*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2791
  • จำนวนผู้ชม : 5188908
  • จำนวนผู้โหวต : 4969
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4969 คน
coffee

coffee

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน 2551
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 4090 , 09:00:36 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาพโคปุระ วารสารสยามสมาคม ค.ศ. 1956

คราวที่แล้วได้เกริ่นถึงเรื่องเขาพระวิหารกับการเสียดินแดนของไทยเรามาตั้งแต่รัชกาลที่5 รวมทั้งวาทกรรมชาตินิยมในสมัยช่วงที่รณรงค์คัดค้านคำตัดสินศาลโลก

ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

คราวนี้ลองมาดูข้อมูลโดยสรุปสักเล็กน้อย โปรดดูอ้างอิงแนยท้าย

คดีปราสาทเขาพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 ในการอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ

แผนที่ฝรั่งเศส ฉบับที่กัมพูชาส่งให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้พิจารณา

แผนที่ A มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย

ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502 

คดีนี้ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายไทย ซึ่งเห็นว่าศาลโลกตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรม เนื่องจากศาลโลกยึดติดอยู่บนแผนที่ฉบับเดียว โดยที่ศาลโลกมิได้มีการตรวจสอบสถานที่อย่างจริงจังตามข้อตกลงไทย-ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม การตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ในบริเวณดังกล่าวให้หมดไป และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

แผนที่ B มาตราส่วน 1:200,000 แสดงภาพรวมที่ตั้งปราสาทพระวิหารและแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน (Line 1) กับเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้าง (Line 2) โดยยึดสันปันน้ำตามหลักสากล ไทยยืนยันการกล่าวอ้างในเรื่องนี้ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา

ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502

คดีนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2447 ถึง พ.ศ. 2451 ประเทศฝรั่งเศสมีฐานะเป็นรัฐผู้อารักขากัมพูชา ได้ทำสัญญากับประเทศไทยอยู่หลายฉบับ แต่มีสัญญาอยู่ฉบับหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ คือ สัญญาซึ่งลงในวันที่ 13 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2447 มีความตกลงอยู่ว่า พรมแดนที่เป็นปัญหาให้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน และให้แต่งตั้งคณะกรรมการปักบันเขตแดน เพื่อได้ทำการสำรวจบริเวณพื้นที่แถบนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ทางการไทยได้ขอให้ทางฝรั่งเศสทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นเป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสลากเส้นเอาเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของประเทศไทย ไปอยู่ในฝั่งเขตแดนกัมพูชาของทางฝรั่งเศสด้วย โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ (แผนที่นี้ต่อมาเรียกว่า "แผนที่ผนวก 1" (Annex I map)

แม้กระนั้น ทางไทยกลับไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย แม้จะไม่ได้แสดงการยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ทำการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง ท่านเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ตรัสขอบใจราชทูตฝรั่งเศสผู้นำส่งแผนที่นั้น และผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ทำการทักท้วง

ต่อมา มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2452 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน กรมแผนที่เองได้ทำแผนที่ ใน พ.ศ. 2480 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาพระวิหารตั้งอยู่ในเขตกัมพูชา

ปี พ.ศ. 2468 มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส โดยมีการอ้างอิงถึงเขตแดนดังกล่าว และในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2473 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จไปเขาพระวิหาร โดยมีผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสรับเสด็จในฐานะทรงเยือนจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาว่า รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ยอมรับ (acquiese) ว่า ฝรั่งเศส มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นเวลายาวนานถึง 50 ปีมาแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)

ปี พ.ศ. 2501 หลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส จึงเริ่มมีข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนรอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา จนกระทั่ง เจ้านโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขณะนั้น นำเรื่องขึ้นเสนอสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2502 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 เป็นหลักฐานสำคัญ ซึ่งแม้เส้นเขตแดนบนแผนที่จะไม่ได้ใช้สันปันน้ำเป็นเกณฑ์ แต่แผนที่ฉบับนี้ไม่เคยถูกคัดค้านจากรัฐบาลไทยมาก่อน

หลังจากศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในเดือน มิ.ย.2505 ในเดือนถัดมาไทยก็ได้ยื่นบันทึกต่อศาลโลกพร้อมแผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำที่ไทยสงวนที่จะกล่าวอ้าง ภาพล่างซ้ายแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับให้พื้นที่แก่ปราสาทที่กว้างที่สุดเพียง 100 เมตรเท่านั้น อาณาบริเวณข้างนอกเส้นปรุเป็นพื้นที่เขตสันปันน้ำ

ดังนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาอีกราวยี่สิบกว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต

การสูญเสียดินแดนครั้งนี้นับว่าเป็นการสูญเสียดินแดนครั้งล่าสุดของราชอาณาจักรไทย หลังจากที่สูญเสียดินแดนจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 นักกฎหมายไทยหลายท่านได้ถือว่าการตัดสินครั้งนี้ของศาลโลกไม่ยุติธรรม ยึดติดอยู่บนแผนที่ฉบับเดียว ทั้งที่ศาลโลกก็มิได้มีการตรวจสอบสถานที่อย่างจริงจังตามข้อตกลงไทย-ฝรั่งเศส นับว่าเป็นข้อผิดพลาดครั้งสำคัญของศาลโลก

คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษา ดาวน์โหลดจาก

ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

Sarit Dhanarajata's statement on July 4, 1962

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคตด้วย

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ระหว่างการพิจารณาคดีเขาพระวิหาร 

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ระหว่างการพิจารณาคดีเขาพระวิหาร

ผู้พิพากษาที่ร่วมการพิจารณา

บี. วินิอาสกิ (Winiarski) : ชาวโปแลนด์ เป็นประธาน

อาลฟาโร (Alfaro) : ชาวปานามา เป็นรองประธาน

บาเดอวัง (Basdevant) : ชาวฝรั่งเศส

มาดาวี (Badawi) : ชาวอียิปต์

มอเรโน กินตานา (Moreno Quintana) : ชาวอาร์เจนตินา

เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) : ชาวจีน

เซอร์ เพอร์ซี เสปนเดอร์ (Sir Percy Spender) : ชาวออสเตรเลีย

เซอร์ เจรัลด์ พีทซ์มอริส (Sir Gerald Fitzmaurice) : ชาวอังกฤษ

คอเรตสกิ (Koretsky) : ชาวรัสเซีย

ทานากา (Tanaka) : ชาวญี่ปุ่น

บุสตามันเต อี ริเบโร (Bustamante y Rivero) : ชาวเปรู

มอเรลลิ (Morelli) : ชาวอิตาลี

กวนเยต์ กวนเยร์ (Garnier-Coignet) : นายทะเบียนศาล

คณะผู้แทนของประเทศกัมพูชา

ฯพณฯ ตรวง กัง (Truong Cang) : สมาชิกสภาองคมนตรี เป็นตัวแทน

ทนาย

ฯพณฯ อุค ชุม (Ouk Chhoim) : อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศส

ดีน แอจิสัน (Dean Acheson): เนติบัณฑิตประจำศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธาธิบดี ทรูแมน

โรเช่ ปินโต (Roger Pinto) : อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส

โปล เรอแตร์ (Paul Reuter) : อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส

ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

เบรซ์ เอม คลาเกตต์ (Brice M. Clagett) : เนติบัณฑิต ประจำศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐอเมริกา เขตโคลอมเบีย

ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

พันเอก งิน กาเรต (Ngin Karet) : อธิบดีกรมแผนที่ แห่งกองทัพกัมพูชา

เลขาธิการคณะผู้แทน

ชาญ ยูรัน (Chan Youran)

รองเลขาธิการคณะผู้แทน

เขม สงวน (Chem Snguon)

คณะผู้แทนของประเทศไทย

คณะผู้แทนฝ่ายไทย

คณะผู้แทนฝ่ายไทย ในคดีเขาพระวิหาร

หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร: เอกอัครราชทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวแทน

ทนาย

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช: เนติบัณฑิต

อังรี โรแลง (Henry Rolin) : ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยบรัสเซลส์ และทนายความประจำศาลอุทธรณ์ กรุงบรัสเซลส์

เซอร์ แฟรงก์ ซอสคีส (Sir Frank Soskice): อดีตแอททอร์นี เยเนราล ในคณะรัฐบาลอังกฤษ

เจมส์ เนวินส์ ไฮด์ (James Nevins Hyde) : เนติบัณฑิตแห่งรัฐนิวยอร์ก และทนายความประจำศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา

มาร์เซล สลูสนี (Marcel Slusny) : อาจารย์มหาวิทยาลัยบรัสเซลส์ และทนายความประจำศาลอุทธรณ์ กรุงบรัสเซลส์

เจ.จี. เลอ เคนส์ (J. G. Le Quesne) : เนติบัณฑิต

ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

พลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล: เจ้ากรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม

สุข เปรุนาวิน: รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

จินดา ณ สงขลา: รองเลขาธิการ ก.พ.

พันโท พูนพล อาสนจินดา: อาจารย์โรงเรียนแผนที่ กรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม

ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

จาพิกรณ์ เศรษฐบุตร: หัวหน้ากองกฎหมาย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ

เดวิด เอส ดาวนส์ (David S. Downs) : ทนายความประจำศาลสูง ประเทศอังกฤษ

แผนที่ จากเอกสารอาจารย์ชาญวิทย์

เราลองมาดูข้อมูลกลไกและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งน่าสนใจทีเดียวค่ะ

จากการได้ฟังคุณปองพลพูดในรายการทีวีหนึ่ง ขออภัยที่จำไม่ได้ และจากข้อมูลมติชนเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหม่ ซึ่งมีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธาน ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถนนพระราม 6 กรรมการมรดกโลกไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551มีมติ 3 ข้อ

การประชุมคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกชุดใหม่นัดแรก โดยมีนายปองพล อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีวาระสำคัญคือ การกำหนดท่าทีการเจรจาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่เมืองคิวเบก ประเทศแคนาดา

นายปองพลแถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมครั้งนี้มีมติร่วมกัน 3 ข้อ คือ

1.คณะกรรมการเห็นว่า ความสมบูรณ์ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก จะต้องพิจารณาสภาพทางสถาปัตยกรรมและทางภูมิศาสตร์ ประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม

2.คณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก และยูเนสโก ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสถานะมรดกโลกของปราสาทพระวิหารในอนาคต

3.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สผ.กต. ฯลฯ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานสถานภาพแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และแหล่งที่กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพื่อไปหารือในการร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 32 ที่ประเทศแคนาดา

จุดยืนของไทย

1) ในหลักการไทยไม่คัดค้านความประสงค์ของกัมพูชาที่จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตราบเท่าที่การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิด้านเขตแดนและอธิปไตยของไทย เนื่องจากไทยเองก็เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหาร และปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่พิพากษาว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

2) ที่ผ่านมาไทยได้ประท้วงการอ้างสิทธิของกัมพูชาในพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นดินแดนของไทย กล่าวคือ ประท้วงพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชากำหนดขอบเขตของปราสาทพระวิหาร และแผนที่แนบท้ายคำร้องขอขึ้นทะเบียนฯ (ฉบับแรกที่กัมพูชาเสนอต่อยูเนสโก) เพื่อรักษาสิทธิของไทยในพื้นที่สองฝ่ายอ้างสิทธิทับซ้อนกัน การประท้วงดังกล่าวเป็นการประท้วงที่ชอบธรรมและเป็นกระบวนการปกติในทางการเมืองระหว่างประเทศในการรักษาสิทธิทางดินแดน

3) เมื่อฝ่ายกัมพูชาได้ปรับท่าทีของตน โดยเปลี่ยนแปลงแผนผังแนบท้ายคำร้องฯใหม่นำเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ภายในเขตแดนกัมพูชาอย่างชัดเจนไปดำเนินการขอขึ้นทะเบียนฯ และฝ่ายไทย ได้ตรวจสอบยืนยันทางเทคนิคว่า ไม่มีส่วนใดล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยตามมติ ครม. พ.ศ.2505 แล้ว ไทยจึงสามารถสนับสนุนให้กัมพูชาดำเนินการต่อไปได้ และได้มีการลงนามคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชารวมทั้งแผนผังแนบท้าย การพิจารณาของไทยเกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมนี้ ได้กระทำโดยรอบคอบและถี่ถ้วน โดยหน่วยราชการไทยทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สภาความมั่นคงแห่งชาติกับทั้งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ โดยเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่า

ประการแรก แม้จะมีการลงนามคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว การตัดสินใจสุดท้ายว่ากัมพูชาจะประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารหรือไม่ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการมรดกโลกจะตัดสินใจ

ประการที่สอง คำแถลงการณ์ร่วมมีข้อความยืนยันชัดเจนว่า การดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสิทธิของแต่ละฝ่ายในเรื่อง เขตแดนและไม่มีข้อความใดๆ ในคำแถลงการณ์ร่วมที่จะตัดสิทธิที่ไทยจะนำโบราณสถานในฝั่งไทยไปขอขึ้นทะเบียนในภายหลัง

ประการที่สาม คำแถลงการณ์ร่วมระบุเจตนารมณ์ที่ไทยและกัมพูชาจะทำงานร่วมกันต่อไปอย่างสมานฉันท์ เพื่อวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เสนอต่อยูเนสโกภายใน 2 ปี ซึ่งไทยจะมีส่วนร่วมเข้าไปดูแลพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิอยู่ด้วย (ทั้งนี้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าไทยได้สละการคัดค้านคำพิพากษาศาลโลกและการสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องคืน หากกฎหมายในอนาคตเปิดโอกาสให้ ตามนัยหนังสือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยเมื่อปี 2505)

ประการที่สี่เรื่องที่มีความห่วงกังวลกันว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะทำให้ไทยเสียดินแดนนั้น การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใดก็ตาม จะไม่มีข้อผูกพันมาถึงการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะคณะกรรมการไม่มีอาณัติในการพิจารณาเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งก็มีการระบุชัดเจนในข้อบทของอนุสัญญามรดกโลก ข้อ 11 (3) ว่า การรวมเอาทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในดินแดนอธิปไตย หรือเขตอำนาจที่อ้างสิทธิโดยรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิของคู่พิพาทไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกก็ได้ยืนยันกับไทยถึงผลบังคับทางกฎหมายเช่นนั้น นอกจากนี้ไทยได้ดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของไทยมาอย่างเต็มที่ตลอดมา และจะดำเนินการต่อไป

ประการที่ห้า ประเด็นเรื่องที่ยังจะต้องหารือแก้ไขกันต่อไป มีอาทิ ความแตกต่างของความเห็นเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ที่ถูกต้องไทยและกัมพูชามีกลไกแก้ไขอยู่แล้ว ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission-JBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ หรือปัญหาการที่มีชุมชนชาวกัมพูชา รุกเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในดินแดนไทย ก็สามารถร่วมกันหารือเพื่อแก้ไขได้โดยยึดถือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา พ.ศ.2543 และการร่วมมือกันจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ให้มีการจัดระเบียบได้มาตรฐานสากลในการอนุรักษ์โบราณสถานที่เป็นมรดกโลก

ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกฯครั้งแรกวันนี้ ทุกคนมีแนวคิดร่วมกันว่า กรณีเขาพระวิหารนั้น ควรจะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชามีความปรองดองกันมากกว่าที่จะแตกแยก โดยคณะกรรมการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องนี้มาร่วมด้วย คือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กรมแผนที่ทหาร ทั้ง 2 หน่วยงานมายืนยันและให้ความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนให้ใครเป็นอันขาด และที่ประชุมครั้งนี้มีมติร่วมกัน 3 ข้อ คือ 

1.คณะกรรมการฯเห็นว่า ความสมบูรณ์ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก จะต้องพิจารณาสภาพทางสถาปัตยกรรมและทางภูมิศาสตร์ ประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม

2.คณะกรรมการฯสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก และยูเนสโก ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสถานะมรดกโลกของปราสาทพระวิหารในอนาคต

3.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กต. ฯลฯ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานสถานภาพแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และแหล่งที่กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพื่อไปหารือในการร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศแคนาดา (2-5 ก.ค. 2551)

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ภาพจากบางกอกโพสต์

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้ผ่านไปอย่างเป็นไปตามคาดหมาย ซีกรัฐบาลได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจอย่างท่วมท้น แม้ฝ่ายค้านจะอภิปราย แบบ น้ำไหล ไฟดับ ก็ไม่อาจจะชนะเสียงข้างมากได้ หากเรามาดูกรณีเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ไม่ไว้วางใจรมต.ต่างประเทศ แม้ นายกฯสมัคร จะโอนอ่อนปรับท่าทีต่อกรณี เขาพระวิหาร แต่ข้าพเจ้าว่า หากภาคประชาชนเรา ช่วยกันระดมสมองต่อกรณีเขาพระวิหาร แบบที่ใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ น่าจะทำให้กรณีศึกษาเขาพระวิหารเป็นการร่วมคิดร่วมกันแสดงความเห็นให้ได้สันติและ เขาพระวิหารจะได้เป็นมรดกโลก สำหรับชาวโลกได้รักษาและศึกษากันต่อไป ข้าพเจ้าชอบ คำของบล๊อกเกอร์สุภาวัลย์ .."เส้นสมมุติทางการเมือง "

เราท่านไม่อยากให้มีเส้นสมมุติทางการเมืองมาทำให้เส้นสมมุติเพื่อการเป็นมรดกโลกของเขาพระวิหารกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชาติ และข้อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ยังมีประเด็นอื่นๆที่น่าจับตามองและน่าลงดาบกันเสียที ยกตัวอย่างเช่น กรณีผลประโยชน์ในเรื่องการเปิดบ่อนคาสิโน ไม่ว่าจะเป็นที่เกาะกง ขอให้เขาพระวิหาร เป็นมรดกของมนุษยชาติเถิด

ถึงแม้ว่าขณะนี้ การไปเวิร์คชอบของโอเคเนชั่นอาจจะยังไปไม่ได้ เนื่องด้วยสถานการณ์ก็ขอให้อย่าได้เลิกล้มและหากกัมพูชาเปิดประตูเมื่อไร เราคงได้สัญจรกันทันที และเราคงไม่หยุดนิ่งที่จะเป็นบล๊อกเกอร์ภาคประชาชนในการร่วมระดมสมองแสดงความคิดเห็น

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร....ช่วยส่งความคิดเห็นกันมาจะได้เป็นความคิดเห็นของบล๊อกเกอร์ภาคประชาชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ปล.โปรดอย่าลืมประเด็นที่ข้าพเจ้าเสนอต่อโอเคเนชั่นไปแล้ว ในกระทู้ที่แล้วต่อกรณีเขาพระวิหารนะคะ

PreahVihearFor20June

PreahVihearFor20Ju...
Hosted by eSnips

คลิกเพื่อดาวน์โหลด เอกสาร

ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม บทความโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2505

โหมโรงจีนดอกไม้

เรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้

 ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

ตะลุยแก๊งค์ข้างทำเนียบ..สวนกระแสเขาพระวิหารด้วยฉบับภาคประชาชน..จะทำอย่างไรหากกัมพูชาปิดทางขึ้นเขาพระวิหาร!!!!ที่นี่อาจมีคำตอบ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
siampatriot วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ยาวเหยียด.. ขอพรินต์ไปอ่านคร๊าบบบ

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
wansuk วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

เก็บข้อมูลดีๆค่ะ
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
ลีโอนิกด์ วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 18.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/artpom

ข้อมูลแน่น..

เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน..
อยากให้หันหน้าเข้ากัน เพื่อพูดคุย ให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย..

เพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ของตนเองอยู่แล้ว..การพูดคุยกันเพื่อหาทางออกน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด..





ความคิดเห็นที่ 54 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 


print ก่อนโรยค่ะพี่ .. ม่ายหวาย เจ็บตาแล้ววว ..

... ... ...

รับ Postcard ก่อนนะคะ

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
spyone วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 12.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก


ความคิดเห็นที่ 52 (0)
เณรรูน วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/singslatan

เขาพระวิหาร ผมเคยไปแค่ตรั้งเดียว เมื่อปี 35 ไม่ค่อยรู้อะไรมาก ...
................ แต่ผมสงสัย no man land ที่ ชายแดนไทย-มาเลย์ ที่ ปาดัง สงขลา จัง ว่าหายไปไหนแล้วไม่รู้ ...

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
Hudjung วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hudjung

ต่างมีเหตุผล สนับสนุนความคิดเห็นคุณ Supawan น่าจะมีการเจรจากันดี ๆ ในปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคนไทยละเลย ทำให้ไทยต้องเสีย คงเปรับเปลี่ยนเป็นของเราทั้งหมดคงยาก ถ้าว่าตามกฎหมายเหมือนกรณีที่ดินมีที่งอกในน้ำเป็นของเจ้าของไป ทั้งที่อีกด้านหนึ่งถูกกัดเซาะ

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
komyos วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 08.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

สวัสดียามเช้าเจ้าคุณสุ่ย..

มีความสุขในวันทำงานเจ้า

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 03.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

เป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของ ศาลโลก
ที่ตัดสินยก "คางหมู" ให้กัมพูชา

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
ไตรชัยศิลป์ วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 02.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveyou21006nat

สวัสดีครับ
ไตรเองครับ
กราบขอบพระคุณมากๆเลยนะครับ
พอดี
มีรายงานน่ะครับ
ขอลอกไปทำรายงานเลยนะครับ
ขอบคุณมากๆเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
plains-wanderer วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 00.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blankpage
http://www.oknation.net/blog/plains-wanderer  (นกป่าสัปดาห์ละตัว)

เอาใจช่วยให้เรื่องนี้จบลงอย่างเป็นธรรมที่สุดครับ ไม่มีอะไรจะพูดจริงๆสำหรับรัฐบาลชุดนี้
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ครับ
+1

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
รุสสกี้ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 23.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/russky
รุ่งอรุณ.....ที่นี่เงียบสงบ

เท่าที่อ่านๆ และฟังๆดู หัวสมองอันน้อยนิดของผมบอกว่า ฝรั่งเศสมั่วมา เขมรมั่วตาม ศาลโลกก็มั่วไป

ไทยซวยลูกเดียว

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

เราเสียดินแดนอีกหรือนี่

บอกแล้วอย่าเอาคนตาเหล่ จอมเจ้าเหล่มา

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ข้อมูลเพียบค่ะ เจ้

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

ช่วงนี้ข่าวเขาพระวิหารกลบเรื่องปากท้องชาวบ้านไปเลย
นะคะ


ความคิดเห็นที่ 42 (0)
สเลเต วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mahahong


ขอบคุณค่ะ
ที่แวะไปทักทาย
ตอนที่คุณแวะไปนั้น
ยังแก้ไขเอนทรี่ไม่เรียบร้อยเลยค่ะ
อยากชวนให้ไปฟังเพลง
"อย่าเด็ดปีกผีเสื้อ"อีกครั้งค่ะ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

เมื่อทหาร
สมคบกับรัฐบาล
ยกดินแดนให้ต่างชาติ
สุดอนาถจริงแท้
พ่อแม่เอ๋ย

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
ภู่กันดอย วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anubarnmaetalu
สนับสนุน OK NATURE @ Save Nature Save Life   ....เสียงจากครูน้อย...บนดอยไกล....กับผมภู่กันดอย..สบเมย..แม่ฮ่องสอน..

แวะมาเยี่ยมครับ
ขอบคุณสำหรับความรู้
ว่าง ๆ มาเยี่ยมน้องอนุบาลนะครับ
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
watcha วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/learnlivelove
อย่าทำในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่มีค่าอย่ารอในสิ่งที่ไม่มีมา อย่าไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่มีจริง" วัชชา "

เป็นข้อมูลที่ดีค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
ปอจู วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Paojoo1974
มีไม่กี่ชาติบนโลกใบนี้ที่มี  "ภาษา (พูดและเขียน) เป็นของตัวเอง"และเราคือหนึ่งในนั้น...ภูมิใจมั้ยคะ...?? (ชมรมรักษ์ภาษาไทย)


สวัสดีค่ะ.....พี่สุ่ย..
ถ้ามันเป็นไปตามกติกา
ถ้าไม่มี "Hidden Agenda" ในกรณีสัมปทานที่เกาะกรูด
บางที..เราอาจจะแกล้งหลับตาข้างหนึ่ง
เพื่อที่จะให้กลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มนี้
ได้รับผลประโยชน์ไป..
น่าเสียดายนะคะ..
ที่เราไม่อาจข่มตาหลับได้...จิตสำนึกที่คอยกัดกินใจอยู่ทุกค่ำคืน
ไม่อาจตอบต่อบรรพบุรุษที่ป้องป้องรักษาชาติบ้านเมืองมาให้แก่เราได้ว่า..
วันนั้นเราอยู่ที่ไหน...ทำอะไรอยู่...เต็มสติปัญญาความสามารถรึยัง
ป.ล.. เดินชนกำแพงเหล็ก...ก็อยากจะทำค่ะ...
"ไทยนี้รักสงบ...แต่ถึงรบ...ไม่ขลาด"

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
theeratatt วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebier

ขอบคุรมากๆๆๆๆๆๆๆ
เลยครับสำหรับข้อมูล

มีความสุขวันหยุดนะครับ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
chedtha วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

สวัสดีครับ คุณ feng shui

ตอนนี้ ต้องขอ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก เรื่องการเมืองไทย
เบื่อ คนไทยทะเลาะกัน เรื่องไม่เป็นเรื่อง
อยากให้เลิกทะเลาะกันเสียทีครับ คนกลางรำคาญเหลือเกิน

ผมเป็นคนยอมรับมติ เราเป็นชาวพุทธ รักสงบครับ
ศาลโลกตัดสินแล้ว 9 ต่อ 3 เราจะไปเรียกร้องอะไรอีก
เคยได้ข่าวว่า ตัดสินรอบสอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ให้ทางขึ้นเขาพระวิหาร ตกเป็นของเขมรด้วย เคยอ่านข่าวผ่านๆ
แต่ไม่ได้สนใจ เพียงรับรู้่ว่า เขาพระวิหาร และ ทางขึ้นเขา เป็นของเขมร

รบกับเขมรแล้วจะได้อะไร
ชาวโลกมองว่า ไทยเกเร ไม่เคารพกติกา นี่หรือ เมืองพุทธ
เรากำลังแสดงความโลภ อยากได้ที่ดินตรงนั้นมาเป็นของเรา
ทั้งๆที่ ศาลโลกก็ตัดสินไปแล้ว
อยู่กันอย่างสงบ สันติ ดีกว่าครับ


-----------------------------
เชิญไปชม....
ภาพภายในพระราชวังแวร์ซายส์แห่งกษัตริย์ลุดวิกที่ 2
http://www.oknation.net/blog/chedtha/2008/06/29/entry-1

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
pjeabja วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pradit

ถ้าเป็นไปได้น่าจะหาทางทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักวิชาการของไทยและกัมพูชา แล้วขยายผลไปสู่ภาคประชาชนทั้งสองประเทศ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
paedophile วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น



ความคิดเห็นที่ 33 (0)
cancer วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ION

สวัสดีค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูล ที่หามาให้อ่าน
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ อย่าลืมออกกำลังกาย

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
อาโต้ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rtoto

ทรายเม็ดเดียวบนผืนแผ่นดินไทย..

บางทีก็มีค่ากว่าคนบางคนอีกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ไทยนิกร วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 07.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thainikorn

ข้อมูลค่อนข้างละเอียดและมีประโยชน์มากครับ ขอบคุณที่กรุณาค้นคว้ามาให้อ่านกัน

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
nilsamai วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nilsamai
.

อ่านจบก็เบลอแล้วค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
มารูโกะ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 22.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

ข้อมูลแน่น อ่านกันจนจำไม่ได้แล้วค่ะ hard disk มันเต็ม หุ หุ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
อธิฏฐาน วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 21.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ขอบคุณสำหรับรายละเอียดค่ะคุณเฟิงสุ่ย

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ปลิวลม วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 21.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pliewlom

กลัวอะไร กับเขมร

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

ระดมด้วยไม่ไหวอ่ะครับ ตอนนี้สมองระบม

นึกว่าเจ๊กำลังกินโพลี ที่แท้เป่านกหวีด

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเลย นับเป็ประเด็นที่อ่อนไหวน่ะค่ะ
ตอนนี้ศาลปกครองก็สั่งคุ้มครองการลงนามร่วมแล้ว
ใจดิฉันก็คิดว่า เขาพระวิหารควรจะเป็นมรดกโลก แต่จะทำอย่างไรให้กัมพูชายอมรับที่จะบริหารร่วมกันกับไทย เพราะคิดว่าเป็นทางเดียวของทางออกกรณีปราสาทพระวิหารและมรดกโลก
เรื่องการปักปันเขตแดนคงจะเป็นปัญหาไปอีกนาน แม้จะเป็นเพียงเส้นสมมุติ แต่ก็ทำให้หลายประเทศรบกันมามากมายแล้ว ตอนนี้น่าจะแก้ปัญหาที่การฑูต โดยการเจรจาใหม่น่ะค่ะ (ในกรณี บริหารร่วมปราสาทและโดยรอบปราสาท ) แต่ไม่ไว้วางใจ รมต.คนนี้แล้วสิ ขอเปลี่ยนคนได้รึเปล่าค่ะ ท่านสมัคร

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
MrTote วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MrTote
MrTote : OK Nature - Save Nature, Save Life! - นายโต๋เต๋


จำได้ว่า สมัยที่มีคดีเขาพระวิหารเมื่อปี ๒๕๐๕ เรียนอยู่ ป. ๕ ประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนามร่วมแรงร่วมใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เสียสละเงินคนละหนึ่งบาทเป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดี กับเขมรที่อ้างสิทธิว่าเป็นของเขมร

ผลปรากฎว่าเราแพ้ ปราสาทพระวิหารตกเป็นของเขมร

๔๖ ปีให้หลัง มาถึงปี ๒๕๕๑ เราต้องต่อสู้กับคนไทยด้วยกันเองเพื่อรักษาดินแดนของไทยรอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร

นี่มันอะไรกันนี่ ลูกหลานพระยาละแวกมาเกิดเป็นไทยหรืออย่างไร?

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 18.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

เราก็อ้างตามหลักฐานของเรา...เพราะเราอยากได้...

กัมพูชาก็อ้างตามหลักฐานของเขา...เพราะเขาอยากได้....

ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ...ต่างฝ่ายต่างปลุกกระแส...

จนรัฐบาลทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเจรจาความเมืองได้ตามครรลอง....

ถ้าไม่รีบยุติ....ใหวังได้ตีกันแน่....

ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครสามารถมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรอก...

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 18.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

ข้อมูลละเอียดดีจังค่ะ...พี่เฟิง

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
feng_shui วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 16.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ความคิดเห็นที่ 20 eggs


อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่า “หลักฐานที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับ หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร นำไปต่อสู้ในศาลโลกกับฝ่ายเขมรนั้น อ่อนเกินไป จึงสู้ฝ่ายเขมรที่ฝรั่งเศสให้การสนับสนุนไม่ได้” ...
หมายเหตุ ขอเสริมนิดหนึ่งว่า เพราะฝรั่งเศสเลือกปฏิบัติเพื่อโปรกัมพูชาด้วยหรือเปล่าก็ขอเดานะค่ะ

ส่วย...กรณีที่ ๑ ... ปัญหาอยู่ที่ว่า “รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เคยให้การยอมรับคำตัดสินของศาลโลก”ตามที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดตอบโต้คุณนพดลในสภา เป็นเรื่องจริงหรือไม่? ...
หมายเหตุ น่าจะจริง
“หากศาลโลกตัดสินไปแล้ว คดีความมีอายุไม่เกิน ๑๐ ปี จริงหรือไม่?” “ถ้าไม่จริง สามารถที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ให้ศาลโลกพิจารณาอีกครั้ง จะได้หรือไม่? โดยไม่ต้องสนใจว่า ชาวโลกกับชาวเขมรจะว่าไทยหน้าด้าน” ...สำหรับเรื่องการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างคุณนพดล ปัทมะ รมว.กต.ไทย กับ นายซก อาน รอง นรม.กัมพูชา ลุงหมักบอกแล้วว่า แก้ไขได้ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องสนับสนุนกัมพูชาให้นำปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก”ฝ่ายเดียว”ในยูเนสโกด้วยซ้ำไป หากไทยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และที่สำคัญคือ ยูเนสโกจะไม่พิจารณาสถานที่ใด หรือสิ่งใด ที่กำลังมีข้อพิพาทระหว่างประเทศอยู่ ขึ้นเป็นมรดกโลก...
หมายเหตุ -->ก็น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้คะ เพราะเห็นว่ามีการสงวนนการคัดค้านคำตัดสินศาลโลก

...กรณีที่ ๒ ...แต่ถ้าไทยยอมรับคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ ๑๕ มิ.ย.๐๕ ที่ว่า “ให้อธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้การดูแลของกัมพูชา”... การกระทำของคุณนพดล ปัทมะ กับฝ่ายเขมร ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย “เป็นสิ่งที่ไม่ผิด” ซึ่งกรณีที่ ๒ นี้ ไทยปฏิบัติมานาน.......กรณีคุณกบ......
หมายเหตุ กรณีคุณกบ ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นแต่เพียงว่าตอนนี้ กำลังจะมีการพิจารณามรดกโลก และการเมืองของกัมพูชาเองก็ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ เกรงว่าหากเราไปหลงประเด็นเอาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปปะปนกับการเมืองในประเทศเรา ที่อาจจะนำกระสปลุกความรักชาติที่เกินเหตุ จนไม่พิจารณาข้อมูลที่มีมาให้รอบคอบ อาจจะทำให้เราทำอะไรไม่ได้กับกรณีเขาพระวิหารค่ะ
หุ หุ พอดีเปิดคอมฯมา เห็นคุณeggsคอมม้นท์ได้น่าสนใจ....จึงอยากแลกเปลี่ยนความเห็นบ้างค่ะ

ขอบคุณค่ะทุกๆท่าน
เชิญเสวนาระดมสมองกันตามสบายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
eggs วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/psitirat
“All truths are easy to understand once they are discovered.” Galileo 

อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่า “หลักฐานที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับ หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร นำไปต่อสู้ในศาลโลกกับฝ่ายเขมรนั้น อ่อนเกินไป จึงสู้ฝ่ายเขมรที่ฝรั่งเศสให้การสนับสนุนไม่ได้” ...

...กรณีที่ ๑ ... ปัญหาอยู่ที่ว่า “รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เคยให้การยอมรับคำตัดสินของศาลโลก”ตามที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดตอบโต้คุณนพดลในสภา เป็นเรื่องจริงหรือไม่? ...“หากศาลโลกตัดสินไปแล้ว คดีความมีอายุไม่เกิน ๑๐ ปี จริงหรือไม่?” “ถ้าไม่จริง สามารถที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ให้ศาลโลกพิจารณาอีกครั้ง จะได้หรือไม่? โดยไม่ต้องสนใจว่า ชาวโลกกับชาวเขมรจะว่าไทยหน้าด้าน” ...สำหรับเรื่องการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างคุณนพดล ปัทมะ รมว.กต.ไทย กับ นายซก อาน รอง นรม.กัมพูชา ลุงหมักบอกแล้วว่า แก้ไขได้ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องสนับสนุนกัมพูชาให้นำปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก”ฝ่ายเดียว”ในยูเนสโกด้วยซ้ำไป หากไทยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และที่สำคัญคือ ยูเนสโกจะไม่พิจารณาสถานที่ใด หรือสิ่งใด ที่กำลังมีข้อพิพาทระหว่างประเทศอยู่ ขึ้นเป็นมรดกโลก...

...กรณีที่ ๒ ...แต่ถ้าไทยยอมรับคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ ๑๕ มิ.ย.๐๕ ที่ว่า “ให้อธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้การดูแลของกัมพูชา”... การกระทำของคุณนพดล ปัทมะ กับฝ่ายเขมร ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย “เป็นสิ่งที่ไม่ผิด” ซึ่งกรณีที่ ๒ นี้ ไทยปฏิบัติมานานถึง ๔๖ ปีแล้ว และไทยกับเขมรก็ยังไม่เคยเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกัน นอกจากกรณีชาวเขมรบุกเผาสถานเอกอัครราชทูตไทย/พนมเปญเมื่อ ๒๙ ม.ค.๔๖ เพียงแค่ชาวเขมรได้รับข่าวสารที่ผิด ๆ เกี่ยวกับคำพูดของน้องกบเท่านั้น...

...เรื่องน่าจะมีแค่นี้ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ว่าแต่ว่า ไทยจะเลือกปฏิบัติข้อ ๑ หรือ ข้อ ๒ ...

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
แค่คนอีกคน วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 14.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bigism
สับปะรด

ขอบคุณมากนะครับที่มาเม้นท์ ไว้พอจะคอยตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดกว่านี้ครับและผมขอขอบคุณมาสำหรับข้อมูลบางส่วนในบทความนี้และก็อ้างอิงเรียบร้อยแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
วาสนา วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassa

ละเอียดมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Augustman วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

แวะมาทักทาย และ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ครับผม


ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

อ่านจนเบลอ
.....


ไม่รู้จะเปิดประตูหรือเปล่า.....

แต่ถ้าไม่เปิดและปิดมันทั้งพรมแดน ก็คงดี

ปิดมันให้หมด

ไม่ใช่เลือกแต่ชายแดนเขาพระวิหาร

เมื่อเกิดความขัดแย้ง ก็เกิดสงคราม
ประเทศไทยจะได้มีชื่อเสียงก้องโลก

เหมือนความเห็น 7
"เสนอให้ทหารไทยไปยึดคืนมาก่อน"

ทำอย่างกับไม่มีทหารเขมรอยู่บนนั้น หรืออาจารย์ไม่รู้ว่ามีทหารเขมรอยู่บนนั้น กองทัพน้อยก็ตั้งอยู่เชิงเขา

ขึ้นไปยึดคงง่าย....คิดได้แค่นี้ ?


สงครามมันเกิดง่าย หากจำได้ นับแต่ปีพระยอดเมืองขวาง สยามหรือประเทศไทย เคยได้ดินแดนใดมาเพิ่มไหม

มีแต่เสีย โดยมีประเทศมหาอำนาจหนุนหลังทุกปัญหา

มีใครเข้าข้างประเทศไทย หากเราใช้สงครามเป็นตัวแก้ปัญหา

ดูกรณีปี 2484 สงครามมหาเอเชีบบูรพา อาจารย์ปรีดี ก็พูดชัด " ดินแดนที่ได้คืนมาจะต้องกัลคืนไป"

หลังจากนั้นเราจึงเสียเขาพระวิหาร

ใครคิดใช้กำลังทหาร ก็เป็นเพียงพวกชาตินิยมกลัดมัน ชาตินิยมปากดี

เอาการเมืองมาทับถมมรดกโลก
แล้วคิดว่ามันจะทำให้ได้รับชัยชนะ

ชัยชนะมาจากการเลือกตั้ง
วิธีคิดถูก
แต่วิธีการมันผิด

ผลมันเลยผิด ๆ ถูก ๆ อยู่ตลอดเวลา

ยิ่งชาตินิยมตามกระแส
ก็เปรียบได้แค่ งานอดิเรกของชีวิต เรียนร้องความสนใจให้กับตัวเอง

เอ้ารักชาติ เอาเขาพระวิหารคืนมา
แล้วกำจัดศัตรูทางการเมืองของพวกเรา

มันจะจบลงตรงความสามัคคีและสันติภาพได้ที่ตรงไหน

ปลุกไฟสงครามกันเข้าไปเถิด
พอมันลุกโชน

ก็แค่ ....สะใจ




ความคิดเห็นที่ 15 (0)
kunlek วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kunlek
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวเราเอง

ข้อมูล คุณfeng_shui เพียบจริงๆ

เป่า ปี้ดดด...ด้วยค่ะ

สวัสดีและขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
vincentoldbook วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

คดีหมายเลขดำที่…984…/2551

ศาลปกครองสูงสุด

วันที่ 24 เดือน มิถุนายน พุทธศักราช 2551

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ที่ 1, นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ 2, ผู้ฟ้องคดี
นายนคร ชมพูชาติ ที่ 3, นายสุริยะใส กตะศิลา ที่ 4,
นายคำนูณ สิทธิสมาน ที่ 5, นายคณิศร ฑปภูผา ที่ 6,
นายกิ่งแก้ว โยมเมือง ที่ 7, นายประภาส บุรีศรี ที่ 8
นางรัศมี ไวยเนตร ที่ 9

ระหว่าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (นายนพดล ปัทมะ) ที่ 1,
คณะรัฐมนตรี ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี

ข้าพเจ้า นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน (รายละเอียด ที่อยู่ ปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้ฟ้องคดีแนบท้ายคำฟ้องนี้)

ในการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 4 และ ที่ 5 ได้มอบอำนาจให้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ฟ้องคดีแทน รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 และ ผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 9 ได้มอบอำนาจให้นายนิติธร ล้ำเหลือ เป็นผู้ฟ้องคดีแทน รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2

มีความประสงค์จะขอฟ้อง

- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (นายนพดล ปัทมะ) ที่ 1 อยู่ที่ กระทรวงการต่างประเทศ เลขที่ 443 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

- คณะรัฐมนตรี ที่ 2 อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดเป็นประชาชนไทย สัญชาติไทย มีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายทั้งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของชาติโดยตรงอย่างแท้จริง เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวด 1 มาตรา 3 บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” วรรคสองบัญญัติว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” และหมวด 4 มาตรา 71 บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย”

นอกจากที่กล่าวมาแล้วผู้ฟ้องคดีที่ 4 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะเป็นพลเมืองท้องถิ่นคนในพื้นที่ใกล้ชายแดนกัมพูชาอันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกทางอารยธรรมล้ำค่า และจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงคนท้องถิ่นที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยซึ่งมีความผูกพันยึดมั่นในปราสาทพระวิหารทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นสมาชิกวุฒิสภา มีหน้าที่ตามหมวด 6 ส่วนที่ 4 มาตรา 122 บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นผู้ซึ่งเสียสิทธิในการใช้สิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จากการกระทำขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดี ที่ 5 ไม่สามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามอำนาจหน้าที่ที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ได้รับผลกระทบโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ใช้อำนาจหน้าที่และกระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ไม่ยึดถือปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ทั้งยังกระทำการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และไม่บริหารราชการแผ่นดินตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ไม่ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด ใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยและปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 1 มาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” มีผลกระทบต่อพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข และกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีและปวงชนชาวไทยทุกคนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังมีรายละเอียดของการกระทำ ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายดังนี้

ข้อ 1.ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยมอบหมายให้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ จากนั้นจึงเสนอกัมพูชาเพื่อรายงานต่อองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 ต่อไป

ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2551 นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชากรณีขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้ายแล้วนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระบวนการการดำเนินการดังกล่าวมิได้กระทำไปตามขั้นตอน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 9 คณะรัฐมนตรี มาตรา 190 ที่บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154(1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม”

ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชากรณีขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้ายแล้วนั้น ทั้งฉบับร่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และฉบับจริงที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือสัญญา ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยพิจารณาจากหลักดังนี้

1) กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร
2) สัญญาดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
3) คู่สัญญาเป็นรัฐหรือรัฐบาล
4) มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมอย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อนำหลักข้างต้นมาพิจารณาประกอบข้อตกลงตามคำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวแต่ละข้อจะเห็นได้ดังนี้

1) คำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร
2) คำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
3) คำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวลงนามโดยนายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับ นาย ซก อัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรกัมพูชา
4) ตามคำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว มีข้อตกลงดังนี้

(1) ราชอาณาจักรไทย สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ในบัญชีมรดกโลก ซึ่งเสนอโดยรัฐบาลกัมพูชา ตามที่จะได้มีขึ้นในการประชุมสมัยที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลก (ที่นครควิเบก ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม 2008) เขตรอบพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร ปรากฏตามที่ระบุไว้ ณ บริเวณ N.1 ในแผนที่ที่แนบท้ายที่จัดทำขึ้น โดยรัฐบาลกัมพูชา แผนที่ดังกล่าวให้รวมถึงพื้นที่กันชน (buffer zone) ในด้านทิศตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท ตามที่ระบุไว้ตามเครื่องหมาย N.2 ด้วย

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

ราชอาณาจักรไทยได้สละสิทธิในข้อสงวนที่ประเทศไทยจะเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาในอนาคต กรณีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) ยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร ที่ได้ยื่นหนังสือแถลงการณ์ต่อนายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) ดังปรากฏข้อความดังนี้

“ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505 รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (พ.ศ. 2447) และ ค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร

ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความในหนังสือฉบับนี้ ให้สมาชิกทั้งปวงขององค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย”

จากคำแถลงการณ์เป็นทางการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นว่ายังมีความประสงค์ที่จะเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา นอกจากคำแถลงการณ์ดังกล่าวแล้วคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นยังได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ซึ่งต้องถือว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีทุกชุดต้องยึดถือปฏิบัติตาม แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใดดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใดมีมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ดังนั้นการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ฯ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ ซึ่งนายนพดล ปัทมะในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 จึงมีผลเป็นการยกเลิกข้อสงวนในการติดตามเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา และมีผลเป็นการยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ถาวรตลอดไป นอกจากนี้การลงนามตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ข้อ 1 ยังเป็นการแสดงเจตนายืนยันอย่างชัดแจ้งถึงการยอมรับในแผนที่กำหนดแนวเขตที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชาของประเทศไทย ดังปรากฏข้อความในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ว่า “..เขตรอบพื้นที่ของปราสาทพระวิหารปรากฏตามที่ระบุไว้ ณ บริเวณ N.1 ในแผนที่ที่แนบท้ายที่จัดทำขึ้นโดยรัฐบาลกัมพูชา แผนที่ดังกล่าวให้รวมถึงพื้นที่กันชน (buffer zone) ในด้านทิศตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท ตามที่ระบุไว้ตามเครื่องหมาย N.2 ด้วย” ความตอนนี้เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่แนบท้ายแสดงให้เห็นว่าประเทศกัมพูชาได้แสดงยืนยันอย่างชัดแจ้งเป็นหลักฐานแล้วว่า พื้นที่กันชน (buffer zone) ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของตัวปราสาทเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเหนือคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ จึงมีผลเป็นการสละสิทธิข้อสงวนการติดตามกลับคืน เป็นการยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ถาวร และยังมีผลเป็นการยอมรับการแสดงสิทธิอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชานอกเหนือขอบเขตปราสาทพระวิหารด้วย กรณีนี้จึงต้องถือว่าข้อตกลงตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ มีผลเป็นการเปลี่ยนอาณาเขตไทยอย่างชัดเจน

(2) ในบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีและประนีประนอมต่อกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับให้ปราสาทพระวิหารถูกเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลก โดยขั้นตอนนี้ยังไม่ให้รวมถึงพื้นที่กันชน(buffer zone) ตามพื้นที่ด้านเหนือและตะวันตกของปราสาท

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

ตามเหตุผลดังกล่าวมาในผลข้อตกลงข้อที่ (1) แล้ว ในข้อ (2) ประเทศกัมพูชายังได้แสดงเจตนายืนยันแสดงสิทธิอำนาจอธิปไตยในพื้นที่นอกเหนือตัวปราสาทพระวิหารเหมือนเดิม เพียงแต่ในขั้นตอนเสนอปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลก ยังไม่ให้รวมถึงพื้นที่กันชน(buffer zone) ตามพื้นที่ด้านเหนือและตะวันตกของปราสาท การพิจารณาข้อตกลงในข้อ(2) ตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ จะต้องพิจารณาถ้อยคำว่า “ในบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีและประนีประนอมต่อกัน” และถ้อยคำว่า “โดยขั้นตอนนี้ยังไม่ให้รวมถึงพื้นที่กันชน(buffer zone) ตามพื้นที่ด้านเหนือและตะวันตกของปราสาท” โดยละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด เพราะมีความหมายเฉพาะในขั้นตอนเสนอปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลกเท่านั้น แต่มิได้เป็นการสละสิทธิการแสดงสิทธิอำนาจอธิปไตยในพื้นที่กันชน(buffer zone) ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัวปราสาท

(3) แผนที่แนบท้ายตามที่ระบุในย่อหน้าที่ 1 ข้างต้น ให้ใช้แทนแผนที่เดิมที่เกี่ยวกับ และรวมถึง “Schema Directeur pour la Zonage de Preah Vihear” และรวมถึงผังหรือแผนแบบอ้างอิงทั้งหมดที่ระบุถึงเขตพื้นที่สำคัญ (Core zone) และเขตอื่น ๆ (zonage) เขตพื้นที่อื่นของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏในคำร้องขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชา

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

การลงนามของประเทศไทยในข้อนี้ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักในคำยืนยันที่จะยอมรับในสิทธิอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชาตามที่กล่าวในข้อ (1) ข้อ (2) แล้ว ยังมีผลเป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิในบรรดาข้อโต้แย้ง ข้อคัดค้านต่างๆ ที่ประเทศไทยได้กระทำมาแล้วทั้งหมด และไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ประเทศไทยก็ต้องยึดถือแผนที่ตามที่ระบุในย่อหน้าที่ 1 แทน ตามถ้อยคำที่ปรากฏดังนี้ “แผนที่แนบท้ายตามที่ระบุในย่อหน้าที่ 1 ข้างต้น ให้ใช้แทนแผนที่เดิมที่เกี่ยวกับและรวมถึง “Schema Directeur pour la Zonage de Preah Vihear” และรวมถึงผังหรือแผนแบบอ้างอิงทั้งหมดที่ระบุถึงเขตพื้นที่สำคัญ (Core zone) และเขตอื่น ๆ (zonage) เขตพื้นที่อื่นของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏในคำร้องขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชา” อย่างมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป

(4) ในระหว่างรอผลปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วม (JBC) เพื่อกำหนดอาณาเขตเกี่ยวกับพื้นที่รอบปราสาทด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งระบุโดยเครื่องหมาย N. 3 ไว้ในแผนที่ที่กล่าวถึงในย่อหน้าที่ 1 ข้างต้น ให้มีการจัดเตรียมแผนการจัดการพื้นที่ดังกล่าวโดยวิธีการประสานกันระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ด้านการอนุรักษ์ เพื่อที่จะธำรงไว้ซึ่งคุณค่าที่โดดเด่นเป็นสากลของทรัพย์สินนี้ แผนการจัดการดังกล่าวจะถูกรวมเข้าไว้ในแผนจัดการสุดท้ายสำหรับองค์ปราสาทและพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทนั้น ซึ่งจะต้องนำเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลกก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 เพื่อนำเข้าพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 34ในปี 2010

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นที่ยอมรับร่วมกันของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาว่าขณะนี้ยังไม่มีกำหนดอาณาเขตเกี่ยวกับพื้นที่รอบปราสาทด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งระบุโดยเครื่องหมาย N.3 ในแผนที่ที่กล่าวถึงในย่อหน้าที่ 1 ข้างต้นนั้น มีข้อที่ต้องสังเกตอย่างพึงระวัง ดังนี้

- พื้นที่ N.3 ไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงมาเลยในข้อ 1

- พื้นที่ N.3 เป็นพื้นที่ที่ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาต่างยอมรับซึ่งกันและกันแล้วว่ามีสิทธิอำนาจอธิปไตยร่วมกัน เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าใครมีกรรมสิทธิ์ในส่วนใดเท่านั้นเอง กรณีดังกล่าวจึงต้องถือว่าประเทศไทยยอมรับการมีสิทธิอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ N.3 แล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับการขยายอาณาเขตของประเทศกัมพูชานอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

- มีผลให้เป็นการยุติการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วม (JBC) ตามพื้นที่ N.3 ในแผนที่ที่กล่าวถึงในย่อหน้าที่ 1 ไปโดยปริยายเพราะทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

- การกำหนดให้แผนการจัดการดังกล่าวรวมเข้าไว้ในแผนจัดการสุดท้ายสำหรับองค์ปราสาทและพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทนั้น ซึ่งจะต้องนำเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลกก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 เพื่อนำเข้าพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 34ในปี ค.ศ. 2010 นั้น มีนัยสำคัญยิ่งและมีผลเป็นการรับรองแผนการจัดการพื้นที่ดังกล่าวในอนาคต ซึ่งไม่ทราบว่าแผนการจัดการพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นอย่างไร แต่ที่ชัดเจนแน่นอนคือผลตามข้อ 4 มีผลเป็นการหักล้างข้อตกลงคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ในข้อ 2 ที่ปรากฏถ้อยคำว่า “โดยขั้นตอนนี้ยังไม่ให้รวมถึงพื้นที่กันชน(buffer zone) ตามพื้นที่ด้านเหนือและตะวันตกของปราสาท” ทั้งยังมีผลเป็นการแสดงเจตยืนยันการแสดงสิทธิอำนาจอธิปไตยตามพื้นที่ N.3 ของประเทศกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง โดยประการสำคัญในข้อความตอนท้าย ของข้อ 4 ที่กล่าวข้างต้นยังแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ให้การยืนยันยอมรับยินยอมให้ประเทศกัมพูชา ยื่นขอจดทะเบียนมรดกโลกได้ทั้งตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบ ๆ ตัวปราสาทด้วย กรณีนี้เมื่อประเทศไทยไม่ได้ยื่นร่วมในการขอจดทะเบียนมรดกโลก ก็จะมีผลเป็นว่าปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบ ๆ ตัวปราสาทเป็นมรดกโลกภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชาแต่ประเทศเดียว ดังนั้นการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกก็จะเป็นสิทธิอำนาจของประเทศกัมพูชาฝ่ายเดียว

(5) การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในบัญชีมรดกโลก จะเป็นไปโดยไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดเส้นเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการกำหนดเขตแดน (JBC) ของทั้งสองประเทศ

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

หากพิจารณาโดยไม่ละเอียดรอบคอบก็จะเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นหลักทั่วไป แต่หากพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบตามถ้อยคำที่ว่า “จะเป็นไปโดยไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิ..” ย่อมหมายถึงบรรดาสิทธิใด ๆ การสละสิทธิใด ๆ การแสดงเจตนาแสดงสิทธิใด ๆ การรับรอง การโต้แย้ง การคัดค้าน การประนีประนอม ทั้งที่มีอยู่ก่อนหรือเกิดขึ้นในขณะลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ หรือเกิดขึ้นภายหลังจากลงนาม ก็เป็นเรื่องของความผูกพันของทั้งสองประเทศไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการมรดกโลก และโดยประการสำคัญการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ก็จะเป็นข้อตกลงที่คณะกรรมการร่วมเพื่อการกำหนดเขตแดน (JBC) ของทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตาม

(6) ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ขอแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งของผู้อำนวยการ ยูเนสโก ฯพณฯ นายโคอิชิโร มัตซุอุระ สำหรับความช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกแก่กระบวนการในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ในบัญชีมรดกโลก

ข้อตกลงดังกล่าวมีผลดังนี้

การแสดงความขอบคุณเป็นมารยาทอันสำคัญที่ต้องแสดงให้ปรากฏอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันการระบุชื่อนายโคอิชิโร มัตซุอุระ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ก็ถือเสมือนการแสดงให้ปรากฏต่อคณะกรรมการมรดกโลกและประชาชนโลกด้วยว่ากระบวนการในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ในบัญชีมรดกโลก ตามความตกลงของคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ได้กระทำด้วยน้ำใจแห่งมิตรภาพและความร่วมมือต่อกัน ที่ต่างจะถือข้อกำหนดตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ เป็นข้อมูลผูกพันของทั้งสองประเทศอย่างมั่นคงต่อหน้าพยานที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ

ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามถ้อยคำ เนื้อหา สาระ ดังที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคำแถลงการณ์ร่วม ฯ มีลักษณะเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่ของอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การดำเนินการดังกล่าวจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 190 ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ถึงแม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะใช้คำว่า “คำแถลงการณ์ร่วมฯ” เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “หนังสือสัญญา” ก็ตาม

ข้อ 2. กระทรวงการต่างประเทศมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการต่างประเทศ และราชการอื่นตามที่ได้มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงเป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการและข้าราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ การที่นายนพดล ปัทมะ เป็นผู้ร่วมกำหนดข้อตกลงในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และเป็นผู้นำเสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 “เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและกัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามร่วม จากนั้นจึงเสนอกัมพูชาเพื่อรายงานต่อองค์การ ยูเนสโก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันที่ 5 กรกฎาคม ต่อไป” นั้น เป็นการกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 แต่เนื่องจากการกระทำดังกล่าวได้กระทำไปโดยปกปิด บิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง ความหมายแห่งถ้อยคำในสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ไม่แสดงสถานะของคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ที่แท้จริงอันจะมีผลต่อกระบวนการขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งไม่แสดงผลความผูกพัน ความเสียหาย อันจะเกิดแก่ประเทศไทยอย่างชัดแจ้ง โดยมุ่งหวังให้สมเจตนาแห่งตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายด้านอาณาเขตดินแดนและอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย โดยเจตนาไม่สุจริต จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ สร้างภาระให้เกิดแก่ประเทศชาติ แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าและปวงชนชาวไทยทุกคน

ข้อ 3. การที่คณะรัฐมนตรีมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 เห็นชอบ ฯ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นการมีมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่ตรวจสอบพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ ใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี อำนาจ หน้าที่แห่งตน มิได้ยึดถือว่าตนเองเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังเช่นรัฐบาลชุดก่อนที่ได้พยายามต่อสู้และตั้งข้อสงวนไว้ ไม่ถือปฏิบัติในอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 โดยไม่สุจริต กระทำการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ไม่ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการมีส่วนร่วม ไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีเจตนาส่งเสริมสนับสนุนรับรองการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายนพดล ปัทมะ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ต่อผู้ฟ้องคดีทั้งหมดและปวงชนชาวไทยทุกคนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4. เมื่อการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนาม ฯ จึงเป็นการเห็นชอบในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย ดังนั้นการใช้อำนาจของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 โดยความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีผลให้การลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันต่อประเทศไทย

อาศัยเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้อย่างชัดแจ้งถึงการร่วมกันกระทำการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่เจตนาจงใจใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 กระทำการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ยึดถือปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีผลเสียหายต่ออาณาเขตดินแดนของประเทศไทย กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าและปวงชนชาวไทยทุกคน ทั้งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้ามีเจตนาที่จะปกป้องอาณาเขตดินแดน อำนาจอธิปไตยของประเทศไทย ปกป้องพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยทุกคน ทั้งเป็นคดีที่ศาลปกครองสูงสุดสามารถออกคำบังคับได้ตามกฎหมาย จึงขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณามีคำสั่งรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

1) ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ

3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551

4) มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก


ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด


ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 2
(นายสุวัตร อภัยภักดิ์) (นายนิติธร ล้ำเหลือ)

ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 4
(นายนคร ชมพูชาติ) (นายสุริยะใส กตะศิลา)

ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 5 ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 6
(นายคำนูณ สิทธิสมาน) (นายคณิศร ฑปภูผา)

ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 7 ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 8
(นายกิ่งแก้ว โยมเมือง) (นายประภาส บุรีศรี)

ลงชื่อ ผู้ฟ้องคดีที่ 9
(นางรัศมี ไวยเนตร)



..................................................................

คำฟ้องของฝ่ายทนายของพันธมิตร เด็ดขาดครับ .. ประชาชนเดินหน้ามาถูกทางที่สุดแล้ว ศาลเท่านั้นที่จะเอาคนพวกนี้อยู่หมัด ประชาชนต้องเดินหน้า ลากตัวคนขายชาติขายแผ่นไปขึ้นศาลให้หมด ให้ศาลตัดสิน ประชาชนจะได้ไม่ต้องไปเหนื่อยปีนรั้วทำเนียบซ่องโจรเสี่ยงตายให้เมื่อย ฮา !!!



ปล. ขอฝากลิงค์บ้าน เอ็นทรีเรื่อง แผ่นดินของเราไว้ด้วยนะครับ

http://www.oknation.net/blog/vincentoldbook/2008/06/27/entry-1

ขอบคุณครับ !!



ความคิดเห็นที่ 13 (0)
vincentoldbook วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

ข่าว Upadate ...


ศาลปกครองกลางสั่งระงับแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมรจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ระบุไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วม ด้านทนายกู้ชาติเตรียมฟ้อง"นพเหล่"พ่วง ครม.ทั้งชุด-ขรก.ต่างประเทศ-สมช. พร้อมยื่น ป.ป.ช.ฟันซ้ำฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันนี้(28มิ.ย.) ศาลปกครองกลางได้ส่งโทรสารคำสั่งไปยังคู่ความในคดีที่ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองให้ระงับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชนที่สนับสนุนให้มีการจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยศาลฯ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาดังกล่าว ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คดีดังกล่าว ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำโดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และ คณะ รวม 9 คน ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ขอให้ขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณามีคำสั่งรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

1) ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ

3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551

4) มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก

ศาลปกครองกลางได้นัดไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และมีคำสั่งเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า คำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศลงนามร่วมกับนายสก อาน รัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ และผู้ฟ้องในคดีนี้ กล่าวภายหลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนทั่วประเทศ ที่ยังรักษาปราสาทเขาพระวิหารไว้ได้ ซึ่งหลังจากนี้ ตนเตรียมดำเนินคดีกับนายนพดลและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ อธิบดีกรมสนธิสัญญา และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในความผิดทำให้เสียดินแดน และทำให้รัฐต่างประเทศเป็นปฏิปักษ์กับรัฐไทย พร้อมกันนี้เตรียมร้องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ในความผิดเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย

เก็บข่าวจาก manager online

..................................

ถือว่าเป็นชัยชนะย่างก้าวสำคัญของพันธมิตรและคนไทยทั้งชาติ เพราะศาลระบุว่าการกระทำของเหล่ศักดิ์กับหอกหัก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องฟ้องร้องหนักแน่ เหล่เอ๊ยเหล่ หมักเอ๊ยหมัก ..

ตอนนี้ต้องไปว่ากันที่ศาลแล้วล่ะครับ โอกาส คุก คุก คุก ของ เหล่ศักดิ์กับหอกหัก กระดึ๊บ กระดึ๊บ เข้ามาทุกขณะ

สาธุ สาธุ !!


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สุรศักดิ์ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "5  พฤติกรรม ถ้าคุณทำเป็นนิสัย ชีวิตยืนยาวขึ้นแน่ !!" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลย 

ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับ ข้อมูลเพียบและ
ละเอียดยิบ อุตสาห์ค้นคว้ามาให้อ่านกัน
ขอบคุณมากครับ โหวตให้เลย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ป้ารุ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

ป้ารุเก็บหลักฐานจากบล็อกคุณสุ่ยเต็มเครื่องไปหมดแล้วนะคะนี่ ข้อมุลและรูปภาพเยี่ยมจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ครูทิพย์ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2
Every minute is precious if every minute I have you. ทุกนาทีจะมีค่า หากทุกเวลาฉันมีเธอ 


สวัสดีค่ะคุณสุ่ย...ครูมีกาแฟกับขนมเค้กจากร้าน coffee in love ที่ปายมาฝาก...จะได้มีพลังเป่านกหวีดต่อไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
buppha วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supermom

รุณหวัดค่ะพี่....

เป่าปิ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด ค่ะ

ด้วยความเคารพ. ไม่อยากให้การเมืองเข้ามาป่วนเรื่องนี้เลย .. แต่ .. สายเกินไปแล้วหรือเปล่าคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ting วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

Thanks for your information,

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สิงห์ดำ30 วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arnon

เสนอให้ทหารไทยไปยึดคืนมาก่อน แล้วให้เปิดการเจรจาใหม่เพื่อขอให้ศาลโลกพิจารณาใหม่ เพราะเทคโนโลยีแผนที่จากดาวเทียมดีขึ้นกว่าเมื่อ 46 ปีก่อน ขอรื้อฟื้นคดีใหม่ อ้างขอทบทวนแผนที่ใหม่ ใช้สันปันน้ำแบ่งเขตตามหลักสากล ประกอบภาพถ่ายดาวเทียมสมัยใหม่ หาจุดพิกัดสันปันน้ำ เพื่อปักปันพรมแดนใหม่ ตามเทคโนโลยีแผนที่ที่ดีขึ้น ศาลโลกคงฟัง ถ้าเกิดกรณีพิพาทไทยขเขมรใหม่อีกครั้ง คิดว่าสงครามคงไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการขอเจรจาก่อน แต่กองทัพไทยต้องลุยไปยึดก่อน แล้วเปิดเจรจา ขอขึ้นศาลใหม่

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Supawan วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

อย่าให้เส้นสมมุติทางการเมือง มาทำให้ปราสาทเขาพระวิหารต้องเสียภูมิทัศน์ เพราะมีทางขึ้นอันใหม่เป็นกระเช้าที่น่าเกลียด .. มาร่วมกันเป็นเจ้าของด้วยความสมานฉันท์กันดีกว่า และร่วมรักษาสภาพแวดล้อมเดิมๆเอาไว้

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
มะอึก วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เป่านกหวีดด้วยครับ คุณสุ่ย...
ปริ๊ด....ปรี๊....ปริ๊ด.....
.
.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

หุ หุ สวัสดีค่ะ เด็กหญิงฯ ชาย

ขออนุญาติไปทำงานก่อนเด้อค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ปี๊ดดดดดดดดดดด...
เอานครวัดคืนมา..เอ้ย...
เอาปราสาทพระวิหารคืนมา...

ซำบายดี...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ปี๊ดดดดดดดดดดด...
เอานครวัดคืนมา..เอ้ย...
เอาปราสาทพระวิหารคืนมา...

ซำบายดี...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

อรุณสวัสดิ์ทุกท่านค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน