*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2795
  • จำนวนผู้ชม : 5189953
  • จำนวนผู้โหวต : 4971
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4971 คน
coffee

coffee

View All
<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม 2557
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 2655 , 13:17:44 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ยื่นหลักฐานร้อง DSI สอบทุจริต ผอ.องค์การเภสัช และบอร์ด พร้อมเสนอซุปเปอร์บอร์ดปฏิรูป อภ.ให้เป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชน

 

2 2ก.ค.57

                สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมด้านสุขภาพเปิดเผยพฤติการณ์ เป็นผลให้บอร์ดองค์การเภสัชกรรมลาออก 10 คนมีผลวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 แต่ยังเหลืออีก 2 คน ที่ยังไม่ได้ลาออก ได้แก่ นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผอ.อภ. และนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

                นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท หลังจากใช้เวลารวบรวมหลักฐานเกือบ 2 สัปดาห์ ในวันนี้ เครือข่ายองค์กรสุขภาพทั้ง 8 องค์กรจะไปยื่นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้รับพิจารณากรณีคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดที่มีนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน และ นพ.สุวัช  เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการ อภ. มีพฤติกรรมส่อทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐเป็นคดีพิเศษ

                “มี 2 ประเด็นหลักที่เรามีหลักฐานพร้อมให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษคือ การก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตของ อภ.ที่ ผอ.และบอร์ดยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างและร่าง TOR ใหม่เอื้อแก่บริษัทที่เคยทิ้งงาน และไม่ขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ทิ้งงานทั้งที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทักท้วงมา ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า โรงงานยารังสิตไม่สามารถสร้างเสร็จทันกำหนด ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง แก่ อภ. คือ เครื่องจักร อุปกรณ์ ราคาแพงจำนวนมาก เสื่อมเพราะไม่ได้ใช้งาน และทยอยหมดอายุรับประกันตามสัญญา เช่น เครื่อง Chiller (เครื่องทำความเย็น) ราคานับร้อยล้านบาท หมดประกันไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2557, โรงงานของ อภ. ที่ถนนพระราม 6  จะต้องทยอยปิดปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด GMP ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถ้าโรงงานยารังสิตไม่แล้วเสร็จจะเกิดปัญหา ไม่มีโรงงานรองรับการผลิตยาได้เพียงพอ ทำให้ปัญหาไม่มียาจำหน่ายให้โรงพยาบาล กระทบต่อผู้ป่วยทั่วประเทศรุนแรงขึ้น และ ปัจจุบันโรงงานยาที่รังสิต ต้องเสียค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ เดือนละหลายแสนบาทโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโรงงานเลย”

                สำหรับอีกกรณีคือ  การก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งหลังจากบอร์ดปลดนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการ อภ. ในขณะนั้น ไปแล้วกลับไม่มีการเร่งรัดเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว ตรงกันข้ามกลับดำเนินการอย่างล่าช้า

                “มีทั้งความผิดที่โทษกันไปมาระหว่างบอร์ดและ นพ.สุวัชที่เป็น ผอ.จนทำให้บริษัทวัคซีนจากประเทศญี่ปุ่นถอนความช่วยเหลือไป และยังมีความบกพร่องของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีหน้าที่ทำเรื่องเพื่อเสนอรัฐมนตรี นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ก็มีการตั้งคำถามในลักษณะที่น่าจะเป็นการถ่วงเรื่อง จนในที่สุดก็ยังไม่มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่อย่างใด จากความล่าช้าโดยเหตุอันไม่สมควรอย่างยิ่งนี้ หากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่จะก่อความเสียหายร้ายแรงให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างประมาณมิได้”

        ทางด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์  เสริมว่า อังคารนี้ หลังจากยื่นหนังสือที่ DSI แล้ว ตัวแทนทั้ง 8 องค์กรจะไปยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้ง และซุปเปอร์บอร์ด

                “เราจะนำหลักฐานไปเพิ่มเติมเพื่อ ขอให้ คสช. พิจารณาปลดกรรมการที่เหลือทั้ง 2 คน คือ        นพ.ณรงค์  สหเมธาพัฒน์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สุวัช  เซียศิริวัฒนาผู้อำนวยการ อภ. โดยเร็ว เพราะทั้งสองมีส่วนร่วมรับผิดชอบโดยตรงต่อความเสียหายของ อภ. ตามที่ได้แจ้งในหนังสือฉบับก่อนแล้ว เรามีหลักฐานรายงานการประชุมที่ ผอ.อภ.ให้ลดการผลิตยาจำเป็นที่กำไรน้อยลงไป ชัดเจนว่า ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน และเราเสนอให้เร่งเลือกบอร์ดชุดใหม่ด้วยความโปร่งใสและพิจารณาบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกิจการส่วนตัวหรือคนใกล้ชิด   นอกจากนี้ จะต้องไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในกรรมการชุดปัจจุบันหรือที่ได้ลาออกไป”

                ทางด้านภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ตัวแทนชมรมเภสัชชนบทกล่าวว่า ปัญหาการก่อสร้างโรงงานยารังสิตที่ไม่มีคามคืบหน้า ขณะที่โรงงานผลิตยา ที่ถนนพระราม 6 จะต้องทยอยปิดปรับปรุงเพื่อให้พร้อมการตรวจรับรอง GMP ในเดือนมิถุนายน 2558 จะ กำลังการผลิตยาของ อภ.จะลดลงอย่างมาก

“ปัญหายาตัดจ่ายที่เป็นอยู่ในขณะนี้จะยิ่งลุกลามออกไปจนกระทบระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างรุนแรงและก่อให้เกิดความไม่มั่นคงของระบบยาของประเทศ โดยโรงพยาบาลจะเผชิญปัญหาการบริหารยา ประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

“ขณะนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งเผชิญปัญหาการขาดยารักษาโรคเรื้อรังที่จำเป็นหลายรายการ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งผัดผ่อนไปทีละเดือน ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถบริหารจัดการยาได้อย่างเหมาะและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเปลี่ยนบริษัทยา ซึ่งมีสีและรูปลักษณ์ของยาเปลี่ยนไปทำให้ผู้ป่วยใช้ยาซ้ำซ้อน เกินขนาด หรือเกิดความสับสนไม่กล้าใช้ยาดังกล่าว”

                และสำหรับหนังสือที่จะมีถึงซุปเปอร์บอร์ดนั้น จะเสนอให้จัดองค์การเภสัชกรรมเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชนต้องมุ่งเน้นบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในการตั้งราคาและคิดกำไรที่สมเหตุสมผล ไม่มุ่งแต่แสวงหากำไร

“มีบทบาทในการสร้างการเข้าถึงยาจำเป็นให้กับประเทศ เช่น ยากำพร้า ยาที่บริษัทเอกชนไม่สนใจผลิตเพราะได้กำไรน้อย ยาช่วยชีวิต เป็นต้น,ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนายา มากกว่าการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองด้านยาได้, การกระจายยา (โลจิสติก) ควรให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ และให้ความสำคัญกับการจัดส่งยาให้โรงพยาบาลที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล และควรมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงในการขาดผลิตยา” อดีตประธานชมรมเภสัชชนบทกล่าว

ทั้งนี้ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจน์นิรันดร์กิจ ผบช.สำนักคดีอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นางปานทิพย์ ศรีพิมล รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผู้รับหนังสือ

 

22 กรกฎาคม 2557

 

เรื่อง              ขอให้สอบสวนคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมและผู้เกี่ยวข้อง

 

เรียน              อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

สิ่งที่ส่งมาด้วย    เอกสารแนบ 7 รายการ

 

          ด้วยมีพฤติกรรมส่อทุจริตและทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ของคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดที่มีนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน ซึ่งเพิ่งลาออกไป 10 คน ยังเหลืออีก 2 คน  และผู้เกี่ยวข้องจึงขอแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการสอบสวน ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

 

1.       การก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต

โรงงานผลิตยารังสิตขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้ทำการก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2552  ยังไม่แล้วเสร็จ กลุ่มกิจการ ร่วมค้าแอสคอน ทากาซาโก ผู้รับสัญญาจ้างเลขที่ 910 / 52 มิได้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จถูกต้องตามแบบตามข้อกำหนดในสัญญาจ้าง ปรากฏว่าคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดที่มีนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน และ นพ.สุวัช  เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการ อภ. มีพฤติกรรมส่อทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ดังนี้

1.1     เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มกิจการร่วมค้าแอสคอน ทากาซาโก โดยพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่

(1)    ไม่ปรากฏว่ามีการปรับผู้รับจ้างตามสัญญาจ้าง โดย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มี

จดหมายบันทึกลงวันที่  5  กุมภาพันธ์  2557 ถึง ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ให้ อภ. ชี้แจง ไม่ปรากฏว่านพ.สุวัช  เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการ อภ. ได้ดำเนินการและชี้แจงแต่อย่างใด (เอกสารหมายเลข 1)

(2)    ไม่เร่งดำเนินการให้กลุ่มกิจการร่วมค้าแอสคอน ทากาซาโก เป็นผู้ทิ้งงาน ทำให้กลุ่ม

กิจการดังกล่าว ยังเข้าประมูลงานของ อภ. ได้อีก

(3)    อภ. ได้มีการดำเนินการหาผู้รับจ้างเพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ มีการกำหนด

TOR  และกำหนดราคากลางเป็นเงิน 48,846,260.59  บาท มีงบประมาณคงเหลือจากการยกเลิกสัญญา 45,846.200.00 บาท ปรากฏว่าบริษัทไทยทากาซาโก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ เสนอราคาในวงเงินใกล้เคียงกับงบประมาณมาก คือเสนอ 45,011,163.00 บาท

(4)       ในการหาผู้รับจ้าง มีบริษัท แอร์พลัส แอ๊พพลาย จำกัด เสนอราคาต่ำสุด 42,000,708.19 บาท โดยรายละเอียดคุณสมบัติถูกต้อง แต่คณะกรรมการ อภ. ที่มีนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2557 หาเหตุยกเลิกการประมูล โดยอ้างเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง   ให้เพิ่มTOR ให้บริษัทที่ประมูลได้ต้องรับประกันงานก่อสร้างเดิมเป็นระยะเวลา 2 ปีด้วย (เอกสารหมายเลข 2) มติของคณะกรรมการ อภ. ดังกล่าว น่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทในกลุ่มกิจการร่วมค้าแอสคอน   ทากาซาโก ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเดิมอย่างชัดแจ้ง

(5)    คณะกรรมการจัดจ้างได้ประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญระเบียบพัสดุ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม

2557 นายเชิดชัย มีคำ ผู้เชี่ยวชาญระเบียบพัสดุให้ความเห็น (ในข้อ 6) ว่า “หลังจากยกเลิกสัญญา องค์การเภสัชกรรมจะต้องดำเนินการเสนอให้ กิจการร่วมค้า แอสคอน ทากาซาโก เป็นผู้ทิ้งงานโดยเร็วที่สุด” และให้ความเห็นเรื่องกรณีจะคัดเลือกบริษัทไทยทากาซาโก จำกัด (ในข้อ 8) ว่า “องค์การเภสัชกรรมสามารถคัดเลือกบริษัทไทยทากาซาโก จำกัด เป็นผู้รับจ้างในสัญญาใหม่ได้แต่ต้องเตรียมข้อมูลเพื่อรองรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ว่าเหตุใดจึงเลือกบริษัทที่เป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าซึ่งเคยถูกยกเลิกสัญญา และอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอเป็นผู้ทิ้งงาน และถ้าบริษัทไทยทากาซาโก จำกัด ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จตามสัญญาก็จะเป็นผู้ทิ้งงานครั้งที่ 2 กรรมการจัดจ้างฯ โดยวิธีพิเศษจะต้องรับผิดชอบ”และได้ตอบข้อหารือในกรณี อภ. ทำสัญญากับบริษัทไทยทากาซาโก จำกัดอีก (ในข้อ 9) ว่า “องค์การเภสัชกรรมอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ….” (เอกสารหมายเลข 3)

                   1.2  การหน่วงเหนี่ยวโดยพฤติกรรมส่อทุจริตตามที่กล่าวในข้อ 1.1  ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อ อภ. เพราะทำให้โรงงานยารังสิตไม่สามารถสร้างเสร็จทันกำหนด ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง แก่ อภ. คือ

                   (1)  เครื่องจักร อุปกรณ์ ราคาแพงจำนวนมาก เสื่อมเพราะไม่ได้ใช้งาน และทยอยหมดอายุรับประกันตามสัญญา เช่น เครื่อง Chiller (เครื่องทำความเย็น) ราคานับร้อยล้านบาท หมดประกันไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2557

                   (2)  โรงงานของ อภ. ที่ถนนพระราม 6  จะต้องทะยอยปิดปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด GMP ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถ้าโรงงานยารังสิตไม่แล้วเสร็จจะเกิดปัญหา ไม่มีโรงงานรองรับการผลิตยาได้เพียงพอ ทำให้ปัญหาไม่มียาจำหน่ายให้โรงพยาบาล กระทบต่อผู้ป่วยทั่วประเทศรุนแรงขึ้น

                   (3)  ปัจจุบันโรงงานยาที่รังสิต ต้องเสียค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ เดือนละหลายแสนบาทโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโรงงานเลย

 

          2.  การก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่

          อภ. ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีสมัย พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ให้ก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อความมั่นคงของประเทศ เพราะหากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้มีผู้เจ็บป่วยล้มตายจำนวนมาก จะไม่สามารถหาซื้อวัคซีนจากประเทศใดได้ เพราะทุกประเทศย่อมต้องจำหน่ายวัคซีนเพื่อป้องกันประชาชนในประเทศของตน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้น เพื่อปกป้องประชาชนในกรณีระบาดใหญ่ทั่วโลก

          เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน บริษัททั่วโลกต่างรักษาความลับของตน ประเทศไทยได้ใช้ความพยายามอย่างมากจนสามารถได้รับความช่วยเหลือจาก 2 แหล่ง ได้แก่ 1) องค์การอนามัยโลกและประเทศรัสเซีย ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต  2) บริษัทคาเคทซุเกน ซึ่งเป็นบริษัทผลิตวัคซีนชั้นนำของญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโรงงานผลิต

          โดยที่เป็นเรื่องยาก ซับซ้อน และมีปัญหาแทรกซ้อนหลายประการทำให้การก่อสร้างโรงงานล่าช้า โดยสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเหตุสุดวิสัย แต่คณะกรรมการ อภ. ชุดที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน ร่วมกับ นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีขณะนั้น นำมาเป็นเหตุในการปลดนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการ อภ. ในขณะนั้น และ นพ.วิทิต ได้ฟ้อง อภ. บอร์ด อภ. รัฐมนตรีสาธารณสุข และคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองแล้ว

          การปลด นพ.วิทิต ดำเนินการตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการ อภ. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 หลังจากนั้น อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของคณะกรรมการ อภ. และรัฐมนตรี แต่การดำเนินการส่อความไม่สุจริตหลายประการ ได้แก่

                   2.1  ไม่มีการเร่งรัดเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว ตรงกันข้ามกลับดำเนินการอย่างล่าช้า โดยผู้รับผิดชอบทั้ง 4 ระดับ ได้แก่

                   (1)  นพ.สุวัช  เซียศิริวัฒนา ผอ.อภ. ขาดความรู้ความเข้าใจ เข้าไปสั่งการผิดๆ ในเรื่องสำคัญจนประธานกรรมการ (นพ.พิพัฒน์) ทำหนังสือตำหนิ (เอกสารหมายเลข 4)

                   (2)  คณะกรรมการ อภ. ไม่เร่งรัดตัดสินใจในการแก้ปัญหา การเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ดำเนินการอย่างล่าช้ามาก

                   (3)  เมื่อเสนอเรื่องถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเสนอรัฐมนตรี นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ก็มีการตั้งคำถามในลักษณะที่น่าจะเป็นการถ่วงเรื่อง จนในที่สุดก็ยังไม่มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่อย่างใด (เอกสารหมายเลข 5)

                   2.2  ผลจากข้อ 2.1  ทำให้เกิดความเสียหายแล้ว คือ

                   (1)  บริษัทก่อสร้างขอยกเลิกสัญญา (เอกสารหมายเลข 6)

                   (2) บริษัท คาเคซุเกน แจ้งยุติความช่วยเหลือ (เอกสารหมายเลข 7)

                   ความล่าช้าโดยเหตุอันไม่สมควรอย่างยิ่งนี้ หากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่จะก่อความเสียหายร้ายแรงให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างประมาณมิได้

                   2.3  หลังจากปลด นพ.วิทิต แล้ว ไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ระบุว่าเป็นผู้ต้องรับผิดชอบรายใดเลย ส่อเจตนามุ่งหาเรื่องเอาผิด นพ.วิทิต เพื่อปลด นพ.วิทิต โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง และไม่คำนึงถึงความเสียหายร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับ อภ. เลย

          จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการสอบสวนโดยด่วน ทั้งนี้ ดีเอสไอ เคยเข้าไปสอบสวนเรื่องโรงงานวัคซีนและเรื่องอื่นๆ ของ อภ. อย่างรวดเร็วมาก จึงมีข้อมูลอยู่ไม่น้อยแล้ว ย่อมสามารถเข้าไปดำเนินการสอบสวนได้โดยเร็ว

         

 

ขอแสดงความนับถือ

 

 

 

 

(นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท)                       (นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กลุ่มคนรักหลักประกัน)

 

 

(ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ชมรมเภสัชชนบท)                (รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิเภสัชชนบท)

 

 

(นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย)     (นางสาวบุญยืน ศิริธรรม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค)

 

 

(ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา)  (ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี ท.ชัยสัมฤทธิ์โชค กลุ่มศึกษาปัญหายา)

 

 

ผู้ประสานงาน ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี 081-398-9953 niyada.k1@gmail.com

 

------------------------------------------------------------------------------

22 กรกฎาคม 2557

 

เรื่อง              เสนอให้จัดองค์การเภสัชกรรมเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชน

 

เรียน              ประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

 

สิ่งที่ส่งมาด้วย   หนังสือของ 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพที่ยื่นต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

หนังสือของ 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพที่ยื่นต่อหัหน้าคณะรักษาคามสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

          ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นเอกภาพ สามารถแก้ไขปํญหาต่างๆ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าร่วมกองทุนในกิจการของรัฐ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ

          พวกเรา 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ประกอบด้วย ชมรมแพทย์ชนบท, ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา, กลุ่มคนรักหลักประกัน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา และมูลนิธิเภสัชชนบท ขอเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจพิจารณาจัดองค์การเภสัชกรรมเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชนที่ต้องมุ่งเน้นบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ เน้นบทบาทหลักในการสร้างการเข้าถึงยาจำเป็นให้กับประเทศ เช่น ยากำพร้า ยาที่บริษัทเอกชนไม่สนใจผลิตเพราะได้กำไรน้อย ยาช่วยชีวิต เป็นต้น และตั้งราคาและคิดกำไรที่สมเหตุสมผล ไม่มุ่งแต่แสวงหากำไร ดังนี้

1.  ควรดำเนินการไม่มุ่งแสวงหากำไร แต่ควรมุ่งบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในการตั้งราคาและคิดกำไรที่สมเหตุสมผล

2.  มีบทบาทในการสร้างการเข้าถึงยาจำเป็นให้กับประเทศ เช่น ยากำพร้า ยาที่บริษัทเอกชนไม่สนใจผลิตเพราะได้กำไรน้อย ยาช่วยชีวิต เป็นต้น

3.  การกระจายยา (โลจิสติก) ควรให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ และให้ความสำคัญกับการจัดส่งยาให้โรงพยาบาลที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล

4.    ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนายา มากกว่าการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองด้านยาได้

5.    ควรมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงในการขาดผลิตยา

5.1   เช่นแจ้งให้โรงพยาบาลทราบล่วงหน้า และมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน

5.2 ในการจัดหายาจากบริษัทอื่นมาทดแทน ควรคำนึงถึงคุณภาพยาและผลกระทบต่อผู้สั่งใช้ยาไม่ก่อให้เกิดปัญหา LASA (Look Alike Sound Alike = ชื่อพ้องมองคล้าย) รวมทั้งผู้ป่วยไม่เกิดการสับสนกับรูปลักษณ์ ทำให้เกิดการกินยาผิดจนเกิดอันตราย

5.3 ยาที่องค์การเภสัชฯ ต้องการเลิกผลิต โดยเฉพาะยาที่องค์การเภสัชฯ เป็นผู้ถือสัดส่วนการผลิตสูงในตลาดหรือไม่มีผู้ผลิตรายอื่น องค์การเภสัชฯ ควรประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมไว้ก่อนที่จะเลิกผลิต

5.4 ควรพัฒนาระบบ VMI ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล

 

 

          จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

 

ขอแสดงความนับถือ

 

 

 

(นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท)              (นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กลุ่มคนรักหลักประกัน)

 

 

(ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ชมรมเภสัชชนบท)    (รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิเภสัชชนบท)

 

 

(นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย)     (นางสาวบุญยืน ศิริธรรม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค)

 

 

(ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา)  (ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี ท.ชัยสัมฤทธิ์โชค กลุ่มศึกษาปัญหายา)

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน