*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2551
  • จำนวนผู้ชม : 4857318
  • จำนวนผู้โหวต : 4775
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4775 คน
coffee

coffee

View All
<< สิงหาคม 2017 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม 2560
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 2385 , 15:09:21 น.  
หมวด : กล้อง/ถ่ายภาพ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สิงห์นอกระบบ , แม่หมี และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เสาชิงช้า หน้าวัดสุทัศน์ เดิมไม่ได้อยู่ที่ ณ ที่ปัจจุบัน

กิจกรรมการเดินท่อง ย่านประวัติศาสตร์ใน ชุมชนย่านเก่าๆของกรุงเทพฯ ของมูลนิธิ เล็ก ประไพ "พระนคร๑๐๑" ครั้งที่ ๕ ตอนที่แล้วเรา ได้สำรวจ แบบเข้าถึง อย่างแท้จริง กับวิทยากรวลัยลักษณ์ ทรงศิริและวิทยากรท้องถิ่น คุณสุมาลี พฤกษาขจี คลิกอ่านย้อนหลังไปชมบรรยากาศ   พระนครสมัยย่านถนนการค้าบำรุงเมือง-เฟื่องนคร ตอน ดีต่อใจ..บำรุงชาติ สาสนา ยาไทย  

 จากร้านหมอหวานไม่นาน เราก็ได้ มีโอกาส แวะเยือนและ เรียนรู้จากผู้ร่วมกิจกรรมในฐานะคนในพื้นที่ที่บริษัทใบชาอ๋องอิวกี่ จำกัด ร้านชาแห่งนี้ ข้าพเจ้าผ่านไปทีไร ต้องติดใจในลายปูนปั้นของร้าน อยากที่จะแวะเข้าไป มาวันนี้ ได้โอกาส เรียนรู้จากพี่บี๋ ทายาทห้างใบชาอ๋องอิวกี่ ตรามังกร และตราปั้น(กาน้ำชา) เป็นดีใจมากๆ

 คุณนพพร ภาสะพงศ์ หรือพี่บี๋ 

 

สี่กั๊ก เสาชิงช้า

 

ภาพจาก http://samranrat.metro.police.go.th/history.htm

ห้างใบชาอ๋องอิวกี่ ตรามังกร และตราปั้น(กาน้ำชา) ตั้งอยู่คู่กับแยกสี่กั๊กเสาชิงช้ามากว่า ๕๐ ปี สมัยก่อนจะมีวงเวียนทรงกลมซึ่งเป็นป้อมตำรวจตั้งอยู่ตรงกลาง ข้างๆ ป้อมมีเก้าอี้หินเรียงรายอยู่สามสี่ตัว กับกระถางต้นไม้ที่คุณตำรวจจะเดินรดน้ำทุกวัน เมื่อก่อนบริเวณนี้เป็นตึกเล็กๆ สองชั้นเรียงกัน ห้างใบชาอ๋องอิวกี่เป็นตึก ๓ ห้อง ประตูร้านลึกเข้าไปด้านหลัง มีช่องเพดานที่เปิดและใช้รอกดึงสำหรับส่งชา ใกล้กันอีกตึกจะเป็นร้านใบชาซุ้ยติ้น ตรานกอินทรีย์ 

ใบโฆษณาของร้าน จากfb เพจชาอ๋อง ของพี่บี๋

 

 

พี่บี๋ ทายาทห้างใบชาอ๋องอิวกี่ในรุ่นเจนเนอเรชั่นที่3 เล่าให้ฟังว่าก๋งเป็นคนจีนฮกเกี้ยน บรรพบุรุษของก๋งเป็นตระกูลที่ทำชามาแต่ดั้งเดิม ออกมาจากเมืองจีนตอนอายุ ๑๗-๑๘ ปี มาถึงเมืองไทยตอนแรกยังไม่ได้ทำใบชาขายสักพักท่านก็กลับที่เมืองจีนทำใบชามาจากอำเภออันเค่ยซึ่งเป็นสถานที่มีชื่อเสียงเรื่องของการทำใบชามาก และนำใบชากลับมาขายที่เมืองไทยโดยก๋งได้มาเช่าตึกนี้และต่อมาก็ได้ซื้อเป็นของตัวเอง ซึ่งย่านนี้เป็นย่านการค้าทั้งหมดคึกคักมาก รถรางสองเส้นก็มาเจอกันตรงแยกนี้ซึ่งถือเป็นจุดใหญ่ ตรงกลางจะมีวงเวียนรถก็ต้องมาวน เป็นย่านการค้าที่เป็นย่านคนจีนที่หลากหลาย มีทั้งร้านขายรองเท้า ของกินมากมาย ถือเป็นย่านจีนที่เกิดมาก่อนเยาวราช


ภาพจาก http://www.tcdc.or.th/articles/business-industrial/14991/#จาก-อ๋องอิวกี่-ถึง-Ong-Tea-สามรุ่นแห่งนาวาชาโพ้นทะเล

การนำเข้าสินค้าสมัยยุคก๋งจะนำชาเข้าจากเมืองจีนพอจีนปิดประเทศ ก็นำเข้าเข้าจากไต้หวัน เพราะไต้หวันทำชาเหมือนกันขายอยู่พักใหญ่จนจีนเปิดประเทศอีกครั้งเราจึงได้ชาจากเมืองจีนกลับเข้ามาขาย ซึ่งตอนเปิดประเทศใหม่ๆ ชาที่จีนราคาถูกมาก เราก็สั่งมาทั้ง ๒ ที่เลย ซึ่งชาสองประเทศนี้เป็นชาจีนเหมือนกันแต่รสชาติไม่เหมือนกัน เป็นรสชาติตามรสนิยมของแต่ละประเทศ พอมาถึงรุ่นคุณพ่อพี่บี๋ซึ่งก็เป็นนายกสมาคมใบชาก็ขึ้นไปดูไร่ชาที่เชียงใหม่ต้องขี่ลาเข้าไปในพื้นที่เพื่อเอาชาลงมาขายตั้งแต่ก่อนที่บ้านเราจะนิยมการปลูกชา และ ได้รับการช่วยเหลือจากคนไต้หวันที่ปลูกชาอูหลงมาช่วยสอนซึ่งคนไทยก็ทำได้ดีชามีคุณภาพและรสชาติที่ดีขึ้น

 

 

ชาที่นำเข้ามาในสมัยพ่อกับก๋งเขาจะมีสูตรชาที่นำเข้ามา คือ ชาที่นำเข้ามา ๕๐๐ ลัง ก็จะมีเบอร์ ๑ มา ๕๐ ลัง เบอร์ ๒ มา ๕๐ ลัง เบอร์ ๓ มา ๑๐๐ ลัง เบอร์ ๔ มา ๖๐ ลัง แต่ละเบอร์รสชาติจะไม่เหมือนกันเอามาเป็นสูตรผสมชาออกมาเป็น ๑ ตัว เมื่อได้สูตรชาบางตัวอาจจะให้มีรสชาตินำกินเข้าไปแล้วชุ่มคอกลิ่นตาม แต่บางตัวจะให้กลิ่นนำรสตาม แล้วแต่จะให้คนผสมที่เรียกว่า เถ่าชิ้วสมัยก่อนจะเก่งมากรู้ว่าชาแต่ละเบอร์ผสมออกมาจะได้รสชาติแบบใด ชาแต่ละร้านก็จะคิดสูตรของตนออกมา ซึ่งอันนี้คือสูตรที่ชาฝรั่งใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ในการผสมชาเอิร์ลเกรย์(Earl Grey Tea) ผสมชาดาร์จีริ่ง(Darjeeling Tea) ผสมชาอิงลิช เบรกฟาสต์ (English Breakfast) พวกนี้คือชาที่อาศัยสูตรเขาก็จะใช้วิธีซื้อชาจากศรีลังกาหรือจีน ซึ่งเป็นชาซึ่งเป็นแบลคที เอามาแต่ละตัวและนำมาผสมสูตรออกมา บางทีเขาก็เอาไปอบกับสมุนไพรต่างๆ เช่น เบอการ์มอทต์ เปลือกส้ม เพราะฉะนั้นชาฝรั่งจะมีกลิ่นและอะไรที่แตกต่างออกไปจากกลิ่นดั้งเดิมของชา แต่ชาจีนถึงแม้จะผสมไม่ได้ผสมกับสมุนไพร ความที่คนจีนกินชากันมาแต่ดั้งเดิมคนจีนจะกินชาเก่งมากไม่จำเป็นต้องอาศัยกลิ่นอะไรมาผสมกินเสร็จก็จะรู้เลยว่ารสเป็นอย่างไร กลิ่นเป็นอย่างไร ถึงจะผสมชาก็ผสมแต่เนื้อชากันเองล้วนๆ

 

รุ่นที่หนึ่ง ก่อร่างสร้างตัวใหม่กับการผูกใจลูกค้ารุ่นที่สอง ยุคบุกเบิกการค้าส่งทางเรือ รุ่นที่สาม สร้างฐานลูกค้าตลาดบน พร้อมเปิดมิติความรู้ในการดื่มชาจีน



สร้างฐานลูกค้าตลาดบน 

สำหรับห้างใบชาอ๋องอิวกี่ยุคที่เฟื่องฟูที่สุดก็คือยุคของก๋งวิธีการขายสมัยนั้นคือขายหน้าร้านอย่างเดียว สมัยพ่อพี่บี๋ ต้องมีหน่วยรถวิ่งต่างจังหวัดส่งไปท่าเตียนเพื่อกระจายสินค้าไปตามจังหวัดต่างๆ เมื่อเกิดบริษัทการค้าใหญ่ท่าเตียนก็เงียบไป ซึ่งร้านค้าใหญ่เครดิตเทอมยาวมากไม่คุ้ม เมื่อถึงรุ่นพี่บี๋เรียนจบกลับมาวิธีขายที่บ้านเราตามยี่ห้อของแต่ละร้านลูกค้าเก่าที่เคยกินชาอยู่แล้วแต่รุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้วจึงคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้เป็นที่รู้จัก ก็ไปเปิดขายตามเชลล์ของซุปเปอร์ที่ห้างเยาฮันก่อนเป็นห้างแรกและสยามพารากอนเป็นที่ต่อมา เราเปิดเป็นร้านชามีเคาน์เตอร์ชา จัดทำตู้และอุปกรณ์ชงชาสวยๆ เข้าไปตั้งขายและบอกเล่าเรื่องราวของชาแต่ละชนิดซึ่งจะมีตำนานของชาบอกไว้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากเด็กรุ่นใหม่ๆ เป็นอย่างดี. (อ้างอิง https://www.facebook.com/Vlekprapaifoundation/posts/1749098041829345)

 

ชา ในกรุงสยาม

ในเพจ ของพี่บี๋ ได้พูดถึง ชา ในกรุงสยาม โดย จากจดหมายเหตุลาลูแบร์ (ฝรั่งเศส: Du Royaume de Siam แปลตามตัวคือ "ว่าด้วยราชอาณาจักรสยาม") เป็นจดหมายเหตุพงศาวดารที่กล่าวถึงราชอาณาจักรสยามในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 โดยซีมง เดอ ลา ลูแบร์ อัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาทูลพระราชสาส์น ณ ประเทศสยาม ได้พรรณนาถึงกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าเขาจะอยู่เพียง 3 เดือน 6 วัน จึงต้องอาศัยความรู้จากหนังสือที่ชาวตะวันตกซึ่งมากรุงสยามแต่ก่อนแต่งไว้อย่างคลาดเคลื่อนบ้าง สอบถามจากคนที่ไม่มีความรู้บ้าง ฟังจากคำบอกเล่าซึ่งจริงบ้างไม่จริงบ้าง บางเรื่องก็คาดเดาเอาเอง


จดหมายเหตุลาลูแบร์

 

Plate from ''A New Historical Relation of the Kingdom of Siam''
(''Du Royaume de Siam'') by French writer Simon de La Loubère (1642-1729) |Source=http://www.humnet.ucla.edu/humnet/clarklib/Travel%20Large%20Pages/LaLoubere_Siame

 

จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับแปลในประเทศไทยมีอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์แปล โดยทรงแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับแปลของสันต์ ท.โกมลบุตร จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส

ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองแบร็สต์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2230 มาทอดสมอที่กรุงสยาม เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 เดินทางกลับเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2231 ขึ้นบกที่ท่าเรือแบร็สต์มื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2231

 

 พี่บี๋ เล่าว่า จากบันทึกนั้น มีในบทที่ว่าด้วยเรื่องชาในสยาม ลาลูแบร์แบ่งชาออกเป็นสามชนิด 

สำหรับ ชนิดที่เรียกชื่อว่า ฉ่าบ๋วย Tcha-boui แปลทับเสียงว่า ฉ่าบ๋วย น่าจะเป็นTcha- bou-i ออกเสียงตรงตัวว่า ชา บู-อี

ตรงกับชื่อบู่อี่ซัว ภูเขาแห่งชาจีน น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ชาบู๋อี๋เข้ามาในสยามตั้งแต่ก่อนค.ศ.๑๖๘๗ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ชาวสยามจึงดื่มกันเป็นเรื่องราวปกติในชีวิตประจำวัน และที่น่าสนใจคือ ชา ปรากฏอยู่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า

เดือนสามสำเภามา มีใบชาชาติจือหลาน

ถ้ำอยู่คู่เคียงกัน มองให้เห็นเป็นปริศนา...

"ชาที่ว่านี้ เป็นชาจือหลาน 

พี่บี๋บอกว่า ชานี้หอมได้ใจจริงๆเมื่อชาโดนน้ำร้อน กลิ่นหอมหวาน นวลละมุนฟุ้งขึ้นมาทันที "

ถึงเวลานี้ ทำให้นึกถึงปั้นชา สมััยต้นๆกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาทันที

 

ภาพจากหนังสือ กระเบื้องถ้วยกะลาแตก

 

 

ที่เก็บชาและเป็นที่โชว์สินค้าไปในตัวที่หน้าร้าน

เหนือไปกว่าประวัติศาสตร์ที่หาใครเลียนแบบได้ยากแล้ว การปรับตัวรับมือกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคต่างๆ คือกลยุทธ์สำคัญที่จะค้ำยันชีวิตของสินค้านั้นให้ยืดยาวสืบไป ร้านที่สี่กั๊กเสาชิงช้ายังคงเปิดขายชา และที่นี่ คือแลนด์มารฺคของวัฒนธรรมชา ในสยาม เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต ในย่านถิ่นประวัติศาสตร์แห่งนี้ ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ในขณะที่ร้านอ๋องที ที่สยามดิสคัฟเวอรี่และสยามพารากอน จะเป็นเหมือนต้นทางที่ดึงคนรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ามาสัมผัสกับชาจีน พร้อมทั้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์

 

รายงานจาก สี่กั๊กเสาชิงช้า

สุดท้ายนี้ อยากแนะนำให้ ลองเข้าไป ชิมชา จากการไปเดินหาแรงบันดาลใจ ที่เยาวราชของข้าพเจ้า.....  เยาวราชไม่สิ้นกลิ่นชา..วัฒนธรรมชาผ่านการท่องเที่ยว



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 17/08/2017 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณค่ะ ข้อมูลแน่นปึ้กเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน