*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2797
  • จำนวนผู้ชม : 5192154
  • จำนวนผู้โหวต : 4971
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4971 คน
coffee

coffee

View All
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม 2561
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 1441 , 17:45:57 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน wullopp , Hudjung และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

จากหนังสือ กรุงศรีอยุธยา ในแผนที่ฝรั่ง ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช

             บทบาทของฟะรังคี ในยุคสมัยอยุธยา  การเข้ามาอยุธยาของชาวตะวันตก  มีจุดประสงค์มุ่งหมายเพื่อทำการค้าขาย และเผย แพร่ คริสต์ศาสนาเป็นสำคัญแต่บางครั้ง ก็กระทบกระเทือนต่ออธิปไตยของอยุธยาอยู่บ้าง พระมหากษัตริย์อยุธยาทรงระมัดระวัง ในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ พระองค์ทรง ผูกมิตรกับทุกชาติ ที่เข้ามาติดต่อ เพื่อให้มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน นอกจากผลดีด้านเศรษฐกิจแล้ว การติดต่อกับประเทศตะวันตก ทำให้อยุธยาได้เรียนรู้วิทยาการ และ เทคโนโลยี่สมัยใหม่ เป็นต้น

 ว่าการทหาร  การสร้างป้อมและกำแพงเมือง อย่างยุโรป การใช้ปืนในการทำสงคราม ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ การ ประปา และการจัดสวน เป็นต้น โดยชาวตะวันตกบางกลุ่มได้เข้ามารับราชการรับใช้ราชสำนัก เป็นทหารอาสาเป็นทหารรับจ้าง เป็นราชองครักษ์และเป็นวิศวกร พระมหากษัตริย์ทรง อนุญาตและมอบ ที่ดิน ให้ชาวต่างชาติ ตั้งหมู่บ้าน ตั้งสถานีการค้า และ สร้างศาสนสถาน เพื่อประกอบพิธีกรรมได้อย่างอิสระ  หมู่บ้านของชาวต่างชาติ ส่วนมาก ตั้งอยู่นอกตัวเมือง มีเฉพาะชาวจีน ชาวฮินดู และแขกเพียงบางกลุ่มซึ่งมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับราชสำนักมาแต่เดิมเท่านั้นที่ทรงอนุญาตให้สร้าง บ้านเรือน อยู่ ภายในเมือง

รายได้ของรัฐ สันนิฐานว่าในสมัยอยุธยาตอนต้น รัฐบาลคงมีรายได้ประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้จังกอบ คือ ค่าผ่านด่านขนอน ทางบกทางน้ำ เรียกเก็บจากสินค้าของราษฎร โดยเก็บชักส่วนสินค้าไว้ในอัตรา 1 ชัก 10หรือเก็บเป็นเงินตามอัตราขนาดยานพาหนะที่ขนสินค้าผ่านด่าน อากร คือ การเก็บชักส่วนผลประโยชน์ที่ราษฎรได้จากการประกอบอาชีพอื่นๆ

ที่มิใช่การค้าขายโดยตรง เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่ ผู้ที่ทำนาจะเสียหางข้าวให้แก่รัฐและจะต้องนำมาส่งเอง หรือเงินที่พ่อค้าเสียให้แก่รัฐบาลในการได้รับสิทธิต่าง ๆ เช่นอนุญาตให้เก็บของป่า จับปลาในน้ำ และต้มกลั่นสุรา เป็นต้น อัตราคงที่ประมาณ 1 ใน 10 ของผลประโยชน์ที่ราษฎรทำมาหาได้ ส่วย คือ เครื่องราชบรรณาการที่ได้จากประเทศราชฤชา คือ เงินค่าธรรมเนียมที่รัฐเรียกเก็บจากราษฎรเฉพาะรายในกิจการที่ทางราชการจัดให้เช่นการออกโฉนดตราสารหรือเงินปรับไหมที่ฝ่ายแพ้คดีจะต้องชดใช้ให้แก่ฝ่ายชนะ รัฐบาลจะเก็บให้ครึ่งหนึ่งเป็นค่าฤชา ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "เงินพินัยหลวง" 

รายได้จากการค้ากับต่างประเทศ ได้แก่ ผลกำไร ภาษีสินค้าขาเข้า และภาษี สินค้าขาออก การส่งของป่าเพื่อเป็นสินค้าออกในสมัยกรุงศรีอยุธยา  (หากเป็นยุคสมัยนี้ จักมิได้ส่งออกเป็นแน่ เหตุ มีเจ้สัวแลพรานบริวารเข้าป่าไปล่าของป่า มีตั้งแต่เสือดำ งาช้าง เป็นทั้งอาหารบำรุงตนและเป็นของประดับบารมี)

 

ขอบคุณภาพจากfb ท่านผู้ว่าฯอัศวิน

ได้ข่าวจากกาคาบข่าวมาว่า ออเจ้าแม่นายการะเกดจักสั่งให้ตีกระทะ เพื่อทำ หมูกระทะ  ตามรอยคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก ย่านบางกอกน้อย ในเพลานี้ จักขอให้ออเจ้า การะเกด ได้สละเวลาสัก5บาท เพื่อจะได้เลยไปสั่งทำกะทะทองเหลืองเพื่อนำมาปรุงข้าวเม่าหมี่ เพื่อจักได้ปรุงเป็นสเบียง ยามเมื่อออกพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

 

ออกพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) ได้เดินทางไปกับเรือฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้กระทำหน้าที่เป็นผู้แทนของราชสำนักกรุงศรีอยุธยาอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีการเข้าเฝ้า จนชาวฝรั่งเศสได้กล่าวยกย่องชื่นชมคณะทูตไทย ซึ่งถือว่าการไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเจริญสัมพันธไมตรีของพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) และคณะราชทูตในครั้งนั้นได้สร้างชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในทวีปยุโรป เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินทางด้านตะวันออกแต่งคณะราชทูตไปยังราชสำนักฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงจัดการรับรองคณะราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาอย่างสมเกียรติยศ และโปรดให้จัดทำเหรียญที่ระลึก และมีการเขียนรูปราชทูตไทยเข้าเฝ้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสเป็นที่ระลึกด้วย



ภาพพิมพ์คณะราชทูตสยามไปฝรั่งเศสโดยนิโกลาส์ เดอลาร์ เมสแซ็ง จิตรกรชาวฝรั่งเศส

แสดงภาพจากซ้ายไปขวา ออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูต ออกพระวิสูตรสุนทรราชทูต และออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูต

เมื่อคณะทูตอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2229

ภาพจาก หนังสือ กรุงศรีอยุธยา ในแผนที่ฝรั่ง ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช

อ้างอิง http://asi.aru.ac.th/?p=1303

ที่มาแต่กระทะนี้ ขุนเหว่าแห่งตรอกข้าวเม่าปรุงให้ข้าฯและพวกพ้อง ชมด้วยความชำนาญ เครื่องต่างๆ ผสมลงกระทะทองเหลือง ที่มิใช่กระทะร้อน เยี่ยงออเจ้าการะเกดจักให้คนตีกระทะที่ตลาดน้อยทำให้

น้ำตาลมะพร้าวต้องแท้ๆล่องมาแต่แม่กลอง ที่พ่อค้าล่องเรือขนสินค้ากลับ ผ่านคลองด่าน เพื่อขายในตลาด และด้วยให้รสหอมหวาน น้ำปลาก็มี ซื้อหาได้แต่ท่าน้ำที่ตลาด เยี่ยงกัน

หมายเหตุ :ขุนเหว่า คุณเหว่า อนุชา ประธานสภาวัฒนธรรมชุมชนตรอกข้าวเม่า และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นชุมชนตรอกข้าวเม่า

ข้าวเม่าหมี่ เป็นของกินเล่นของโบราณ รสชาติหวาน เผ็ด เค็ม กรอบ ในสี่แผ่นดิน พลอยเตรียมทำข้าวเม่าหมี่ กรอกใส่กรวย (จำไม่ได้ว่ากรวยใบตองหรือกระดาษ )เป็นเสบียงของว่างตอนนั่งเรือไปเที่ยวบางปะอิน คุณเปรมได้ชิมครั้งแรกถึงกับติดใจรสมือ ถามหาคนทำจ้าละหวั่น

 

 

เรา เคยไป เจาะเวลา หาอดีตร่วมกัน คลิกลิ้งค์

ณหมู่บ้านไทย-โปรตุเกส.. ยื่งกว่าทวิภพ..ลี้ลับกว่าอินเดียน่าโจนส์..500ปีสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส

 


ป้อมเพชร อยู่ฝั่งตรงข้าม วัดพนัญเชิง 

ประตูช่องกุด 1 ช่อง สมัยก่อนเรียกตลาดน้ำบางกะจะ เป็นบริเวณที่เม่น้ำเจ้าพระยา กับแม่น้ำป่าสักมาพบกันแล้วรวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงใต้ไปออกปากอ่าว จึงเป็นป้อมสำคัญในการป้องกันข้าศึกที่ล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา 

จากคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมพรรณนาว่า เป็น ป้อมปืนใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงมั่นคงแข็งแรง สูงสามวาสองศอก ป้อมนี้สูงกว่ากำแพงกรุง สองศอก มีชานชาลารอบป้อมกว้างสามวา มีกำแพงแก้วล้อมรอบชานป้อม มีประตูช่องกุฎข้างซ้ายป้อมประตูหนึ่ง ข้างขวาป้อมประตูหนึ่ง ประตูทั้งสองนั้นเดินออกตามชานรอบป้อมใหญ่ได้มีปืนแซกตามช่องแปดกระบอก ชั้นล่างปืนใหญ่รางเกวียนบันจุทุกช่อง 16กระบอก ป้อมใหญ่นี้ชื่อว่าป้อมเพชร ตั้งอยู่ตรงแม่น้ำตลาดบางกระจะ 

 

อาชีพหลักของชาวอยุธยาคือเกษตรกรรม โดยข้าวเป็นผลิตผลที่สำคัญของประชากรในประเทศ และ ยังเป็นสินค้าสำคัญ อย่างหนึ่งที่ชาวอยุธยาส่งออก ไปยัง ตลาดโลก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าขาย ที่สำคัญ ดังนั้น อยุธยาจึงมีรายได้ จากการค้า ทั้งจากการส่งสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ และ จากการเป็นพ่อค้าคนกลางโดยทางราชสำนัก ตั้งพระคลังสินค้าขึ้นมาผูกขาดสินค้าสำคัญบางประเภทซึ่งพ่อค้าต่างชาติ จะต้องซื้อขายกับราชสำนักเท่านั้น             การค้าขายต่างประเทศอยู่ภายใต้กรมพระคลัง มีออกยาศรีธรรมราชเป็นผู้ควบคุมดูแล ในระยะแรกนั้นมีการแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย  คือ๑.กรมท่าขวา   สังกัดออก พระจุฬาราชมนตรีขุนนางแขก ซึ่งจะดูแลการค้ากับโลกตะวันตก ๒.กรมท่ากรมท่าซ้าย สังกัด พระยาโชดึกราชเศรษฐีขุนนางจีนซึ่งจะดูแลการค้าขายฝ่ายตะวันออก  

ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลายเมื่อมีชาวยุโรป เข้ามา ติดต่อค้าขายมากขึ้นจึงเกิดมีกรมท่ากลางขึ้น มาอีกกรมหนึ่ง มีขุนนางฝรั่งดูแล พระมหากษัตริย์และขุนนางมีสำเภาค้าขายกับต่างประเทศโดยส่วนมาก มีนายจีนรับจ้างเป็นนายเรือและลูกเรือ  สินค้าส่งออกของอยุธยาคือผลิตผลทางการ เกษตร    เครื่องสังคโลก  และผลิตผลจากป่า เช่น งาช้าง หนังสัตว์ ไม้ เครื่องเทศ และ แร่ธาตุ เป็นต้น  รายได้หลักของราชสำนัก อีกส่วนหนึ่ง มาจากบรรณาการ ส่วย และ ภาษี อากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีที่ค้าขายกับ ต่างประเทศ ด้านการค้าภายในมีย่านการ ค้า และ ตลาดใหญ่น้อยตั้งอยู่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางแลกเปลี่ยน สินค้า

      

ตลาดในอยุธยามี ๒ ประเภท คือ

            ๑.ตลาดน้ำขนาดใหญ่มีอยู่ ๔ แห่ง

            ๒.ตลาดบก อีกราว ๗๒ แห่ง อยู่นอกเมือง ๓๒ แห่ง อยู่ในเมือง ๔๐ แห่ง

 
ย่านการค้าและตลาดแหล่งนี้ มีทั้งตลาดขาย ของสดเช้าเย็น ตลาดขายสิ่งจำเป็นสำหรับสำหรับการดำรงชีวิต(ของชำ) และสินค้าที่เป็น เอกลักษณ์ของย่านไม่เหมือนกับที่อื่น ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ อยุธยามีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างชาติ ทั้งประเทศเอเซียด้วยกันและประเทศตะวันตก  ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่พม่า มอญ  ลาว ญวน และมลายู ส่วนมาก เกี่ยวข้องกันทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจการค้า ในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง เครือญาติ หรือในฐานะเมืองประเทศราช ซึ่งบางครั้งก็ต้องทำสงคราม เพื่อแย่งชิงความ เป็นใหญ่เหนือแผ่นดิน ของกันและกัน

 นอกจากนี้ ก็ได้กล่าวถึง “ตลาดน้ำ” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ด้วยว่า “ในบริเวณใกล้ตำบลใหญ่ๆ จะมีตลาดลอยน้ำ มีเรือ ลำเล็กๆ กว่าร้อยลำ บรรทุกข้าวสาร ผลไม้ ปลาสด และปลาเจ่ามาขาย

  สำหรับเอกสารหอหลวง คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ก็ได้กล่าวถึงว่า ริมแม่น้ำทั้งสองฟากรอบกรุงพระนครศรีอยุธยา ราษฎร์ทำของต่างๆ มาขาย และประกอบการค้าขายต่างๆ กันเป็นหมู่เป็นย่าน เป็นตำบลมากมาย เป็นต้นว่า

 

                     ย่านสัมพนี ตีสกัดน้ำมันงา น้ำมันลูกกระเบา น้ำมันสำโรง น้ำมันถั่ว 

                     ย่านบ้านหม้อ ปั้นหม้อข้าวหม้อแกง กระทะ เตาขนมครก ขนมเบื้อง เตาไฟ บาร์ดิน 

                     ย่านบ้านริมวัดพร้าว ทำแป้งหอม น้ำมันหอม กระแจะน้ำอบ ธูปกระแจะ ธูปกระดาษ 

                     ย่านบ้านคนที ปั้นกระถางดิน กระโถนดิน ตะคันเชิงไฟ เตาไฟ ปั้นรูปช้าง รูปม้า ตุ๊กตา

ตลาดใหญ่ท้ายพระนคร แลตลาดน้อย

“ถนนย่านในไก่เชิงตภานประตูจีนไปถึงเชิงตะภานประตูในไก่ เปนตลาดใหญ่ มีตึกกว้าร้านจีนตั้งตึกทั้งสองฟากถนนหลวงจีนไทยนั่งร้านขายของสรรพสิ่งของ เครื่องสำเภา เครื่องทองเหลืองทองขาว กระเบื้องถ้วยโถชามแพรสีต่างอย่างจีนแลไหมศรีต่างๆ เครื่องมือเหล็กแลสรรพเครื่องมาแต่เมืองจีนครบ มีของรัปทานเปนอาหารแลผลไม้มาแต่เมืองจีน วาบรายในร้านขายที่ท้องตลาด มีของสดขายเช้าเย็นสุกรเปดไก่ ปลาทเลแลปลาน้ำจืดปูหอยต่างๆ หลายอย่างพัน เปนตลาดใหญ่ยวดยิ่งในกรุง ชื่อตลาดใหญ่ท้ายพระนคร อยู่ย่านในไก่ ๑”

 ตรงที่แม่น้ำล้อมรอบกรุงมีตลาดท้องน้ำเป็นตลาดใหญ่ ๔ ตลาด คือ ตลาดน้ำวนบางกะจะ หน้า วัดพนัญเชิง ตลาดปากคลองคูจาม ตลาดปากคลองคูไม้ร้อง ตลาดปากคลองวัดเดิม ส่วนบริเวณนอกกำแพงพระนคร ตามชานพระนครและชานกำแพงกรุง มีตลาดบนบกรวมทั้งสิ้น ๓๐ ตลาด เช่น ตลาดลาวเหนือวัดโคหาสวรรค์ ตลาดป่าปลาเชิงทำนบรอ ตลาดท่าเรือจ้างวัดนาชี หน้าบ้านโปรตุเกส ตลาดหลังตึกห้างวิลันดา ตลาดวัดสิงห์หน้าตึกญี่ปุ่น มีตลาดร้านชำ ๒๑ ตำบล ตลาดของสดเช้า ๔๐ ตำบล รวมทั้งสิ้นเป็นตลาดถึง ๖๑ ตำบล

 

ตลาดน้อย (ตั้งอยู่ตรง M 12 อยู่ในกรอบสีน้ำเงิน) “ถนนย่านสามม้าตั้งแต่เชิงตภานในไก่กระวันออกไป จดถึงหัวมุมพระนครที่ชื่อตำบลหัวสาระภานั้น  จีนตั้งโรงทำเครื่องจังอับแลขนมแห้งจีนต่างต่างหลายชนิดหลายอย่าง แลช่างจีนทำโต๊ะเตียงตู้เก้าอี้น้อยใหญ่ต่างต่างขายออกไป ช่างจีนทำถังไม้ใส่ปลอกไม้แลปลอกเหล็ก ถังใหญ่น้อยหลายชนิด ขายชาวพระนครรับซื้อไปใช้ต่างนางเลิ้ง แลทำสรรพเครื่องเหล็กต่างต่าง ขายแลรับจ้างตีเหล็กรูปพรรณ์ตามใจเชาเมืองมาจ้าง

แลมีตลาดขายของสดเช้าเย็น ในท้ายตลาดตั้งแต่หัวโรงเหล็กต่อไป จนถึงประตูช่องกุดท่าเรือจ้างข้ามไปวัดเจ้าพระนางเชิง ชื่อตลาดน้อยอยู่ในย่านบ้านสามม้า”

 

(จาก คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง พิมพ์อยู่ใน แถลงงาน ประวัติศาสตร์ เอกสาร โบราณคดี ปีที่ ๓ เล่มที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๒)

ภาพประกอบจาก แผนที่ภูมิสถานอยุธยา สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ โครงการประวัติศาสตร์ไทยสังเขป ฉบับมติชน 18 สิงหาคม 2553

  






           กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในทำแลอันเหมาะสม ระหว่างเส้นทางการค้าอินเดียกับจีน สามารถติดต่อกับเมืองท่าต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เช่น มลายู ชวา บอร์เนียว อัดแจ และฟิลิปปินส์ ได้โดยสะดวก นอกจากนี้ก็ยังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเมืองไทย ที่เรือสินค้าต่างชาติแวะไปมาอยู่เป็นประจำ เช่น ท่าเรือที่เมืองตะนาวศรี มะริด และภูเก็ต อันเป็นทะเลใกล้กับแหล่งค้าขายทางฝั่งโคโรเมนเดลของอินเดีย ส่วนทางด้านอ่าวไทยก็มีท่าเรือที่เมืองสงขลา นครศรีธรรมราช และเมืองบางกอก เป็นแหล่งที่รวมสินค้าอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับในช่วงศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ นี้ เป็นระยะเวลาที่เกิดมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ หลายประการ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการค้าของป่ากับต่างประเทศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นว่า การที่ชาวจีนและรัฐบาลจีน ได้เข้ามามีบทบาททั้งทางด้านการค้าและการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น และเป็นผลให้มีการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน และด้วยความเฟื่องฟูทางการค้า ความจำเป็นทางการเมือง และโครงสร้างของประชากรในประเทศจีนเองรัฐบาลจีนจึงได้ให้ความสำคัญแก่การเดินเรือทะเลมากยิ่งขึ้นผลก็คือ การพัฒนาเรือสำเภาเกินสมุทรซึ่งมีสมรรถนะดีกว่าเรือทุกชนิด ที่ใช้อยู่ในโลกตะวันออกขณะนั้น กล่าวคือแข็งแรง กินระวางบรรทุกสูง เปลืองค่าโสหุ้ยคือ ค่าจ้างลูกเรือน้อยกว่า ผลจากการพัฒนาสำเภาจีนนี้เอง ทำให้การค้าสินค้าประเภทราคาถูกแต่กินระวางบรรทุกสูง จำพวกสินค้าป่า เช่น ไม้ฝาง ครั่ง หรือ เครื่องถ้วยชามอย่างหยาบ สามารถทำได้ในระยะไกล ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคนิควิทยาการเดินเรือของจีน เช่น การใช้เข็มทิศ ก็เป็นผลให้แนวโน้มของการเสี่ยงอันตรายในการค้าทางทะเลลดน้อยลง ประกอบกับสภาพของการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในศตวรรษที่ ๑๔ ปรากฏว่าเกิดช่องวางทางอำนาจขึ้นในช่องแคบมะละกา เนื่องจากอาณาจักรมัชปาหิตซึ่งเคยขยายอิทธิพลเข้ามาในช่องแคบ กำลังเสื่อมอำนาจ เกิดโจรสลัดขึ้นชุกชุม แต่อย่างไรก็ตามพอมาถึงช่วงศตวรรษที่ ๑๕ สภาพความปั่นป่วนก็เริ่มยุติลง เพราะมีอำนาจใหม่เกิดขึ้นมา คือ มะละกา โดยได้อาศัยการค้านานาชาติสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง มะละกาจึงกลายเป็นตลาดศูนย์กลางการค้าขายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อค้าพาณิชยจากดินแดนต่างๆ มาชุมนุมซื้อขายกันหลายชาติหลายภาษา ไม่ว่าสินค้าอะไรทั่วโลกทั้งสินค้าของป่า และสินค้าสำเร็จรูป ต้องมีในเมืองมะละกาทั้งสิ้นมีสินค้าจากทางตะวันตกมาตะวันออกและจากตะวันออกไปตะวันตก มาซื้อขายถ่ายเทกันที่นี่ ทำให้มะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าและกรุงศรีอยุธยาเป็นทางผ่าน ดังปรากฏว่า สำเภาจีนจะไปมะละกาหรือกลับจากมะละกาก็มักมาแวะที่กรุงศรีอยุธยา ฉะนั้นถึงแม้มะละกาจะไม่ค่อยถูกกับคนไทย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความผูกพันต่อกันบางประการ ในลักษณะของการค้าระหว่างประเทศที่เอื้ออำนวยและส่งผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาศัยพ่อค้าชาวจีนและแขกมัวร์เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ในการติดต่อค้าขาย ซึ่งสินค้าที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดอย่างหนึ่งของมะละกา ก็คือ เครื่องเทศ และเครื่องยาสมุนไพร ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็ต้องได้มาจาก “ของป่า” ซึ่งเป็นสินค้าออกไปจากกรุงศรีอยุธยาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

           นอกจากนี้ การที่กรุงศรีอยุธยาสามารถดำรงบทบาทของเมืองท่า ที่เป็นศูนย์กลางการค้าของป่าที่สำคัญได้ ก็เพราะอยุธยามีข้อได้เปรียบหลายประการเหนือเมืองท่าอื่นๆ นอกจากปัจจัยในแง่ของที่ตั้ง หรือปัจจัยทางสภาพภูมิศาสตร์แล้ว ก็ยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญประการอื่นๆ อีก ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้คือ

 

          นอกจากการที่อยุธยาเป็นปากทางไปสู่แหล่งประชากรจำนวนมหึมา ในทางเหนือแล้ว อยุธยายังเป็นศูนย์กลางของข่ายเมืองท่าที่กว้างขวางมากในทางใต้อีกด้วย เป็นต้นว่า เมืองทวาย เมืองตะนาวศรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา และเมืองจันทบูรในขณะเดียวกัน เมืองในทางฝ่ายเหนือ ก็เป็นเส้นทางผ่านของการลำเลียง “ของป่า” จากพม่า มอญ เชียงใหม่ และอาจรวมหลวงพระบาง กับกัมพูชาไว้ด้วย ส่วนเมืองท่าทางใต้ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกของคาบสมุทรมลายู ซึ่งประกอบการค้าของตนเป็นอิสระอยู่แล้ว ก็ได้ ช่วยรวบรวมสินค้าจำพวกเครื่องเทศ และสินค้าจากอินเดีย จนถึงตะวันออกกลางมาป้อนอยุธยา ในขณะเดียวกันก็ช่วยทำหน้าที่ระบายสินค้าของป่าและสินค้าจากจีนในกรุงศรีอยุธยา ไปสู่ตลาดโลกอีกด้วย

ภาพแผนที่จาก อาจารย์วรณัย กรือบล็อกเกอร์ศุภศรุต

สำเภาสยาม กับเครื่องถ้วย

 ลางทีออเจ้าผู้อ่าน จักมีความเพลินเลินกับเรื่องราวอื่นๆ อันเกี่ยวข้องกับราชสำนักในสยามครั้งสมัยอยุธยา ขอให้คลิกอ่านเรื่องราวที่ข้าฯ เคยเขียนบทความไว้เกี่ยวกับเครื่องถ้วยสยาม เครื่องถ้วยจีนในสำเภาสยาม๑

 

เครื่องบูชาที่ใช้มักเป็นเครื่องลายคราม ลายสี ภายหลังมีเครื่องแก้วเจียรนัยหนามขนุนจากยุโรปด้วย ในอดีต ผู้ตั้งโต๊ะแต่ละคนต้องสะสมเครื่องลายครามเองทีละชิ้นในลายเดียวกันจนตั้งโต๊ะได้ 

 

เครื่องบูชาเครื่องกระเบื้องกังไส ราชวงศ์ชิง

ขอขอบคุณคุณหมอ มนัส เอื้อเฟื้อให้ถ่ายภาพชุดเครื่องถ้วย สะสมของคุณหมอ

การสะสมเครื่องกระเบื้องกังไสจากค่านิยมของชาวจีน  โดยเฉพาะเครื่องกระเบื้องที่เขียนลายงามๆ ฝีมือช่างหลวง ยุคที่นิยมสะสมในเมืองไทยคือเครื่องกระเบื้องกังไส ราชวงศ์หมิง ถือว่ามีราคาสูงมาก 


 

จงเก็บลายแทงแล สิ่งที่ข้าจาร ลงสมุดข่อยเหน้านี้(กระทู้นี้) หากมีความยุ่งยาก ก็เพียงออเจ้ามา หาซื้อได้ที่บ้านข้าวเม่า

ชุมชนตรอกข้าวเม่าหรือบ้านข้าวเม่า เป็นชุมชนดั้งเดิมตั้งรกรากมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมในอดีตเป็นพื้นที่สวนผลไม้ แต่พบว่ามีการทำข้าวเม่าประกอบการทำสวนกันเกือบทุกครัวเรือน  ซึ้งขัดกับสภาพพื้นที่ ที่ทำสวนผลไม้ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบเป็นข้าวเปลือก และหากทำกันทั่วไปเกือบทุกครัวเรือนก็ต้องใช้ข้าวเปลือกจำนวนมาก ขุนเหว่าจึงสรุปว่าเป็นไปได้ที่กลุ่มคนที่นี่อพยพตามกองทัพพระยาตากสิน มาอยู่ที่กรุงธนบุรีแล้วจากการที่มีความคุ้นเคยในการทำข้าวเม่า จึงรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพที่มีมาแต่เดิม

ข้าวเม่า เป็นเสบียงกองทัพ ด้วยมีบันทึกว่าเมืองกองทัพพระยาตากสินผ่านบ้านข้าวเม่า ปัจจุบันอยู่ที่อำเภออุทัย จ.พระนครศรีอยุธยาคนบ้านข้าวเม่าได้ช่วยกันตำข้าวเม่า มอบให้กองทัพเป็นเสบียง เพราะข้าวเม่าเมื่อพรมน้ำทิ้งไว้สักครู้ก็นิ่ม กินได้เหมือนข้าวสุก

 ขนมไทยบ้านข้าวเม่า ตั้งอยู่บริเวณถนนอิสรภาพ ติดกับทางรถไฟย่านพรานนก นอกจากนี้ยังมี “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นชุมชนตรอกข้าวเม่า” อยู่ภายในวัดสุทธาวาส ซึ่งภายในจัดแสดงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชน หากสนใจชมสาธิตการทำข้าวเม่าหมี่ สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่เบอร์โทรศัพท์ ๐๘๕ ๕๖๑ ๓๙๑๐ 

 # ข้าวเม่า มิวเซี่ยม ตรอกข้าวเม่า เขตบางกอกน้อย  

 

คลิปชมป้อมปราการย้อนยุค สมัยโยเดีย กับคณะของกรมศิลปากรและคณะสถานฑูต โปรตุเกส

วิทยากรบรรยายประวัติศาสตร์โบราณคดีและภูมิสถาน พระนครศรีอยุธยา

 

อ้างอิง :

กระเบื้องถ้วยกะลาแตก ผู้เขียน พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. ISBN 978-974-9601-37-2 พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2550

 

กรุงศรีอยุธยา ในแผนที่ฝรั่ง ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช

 

อยุธยา ยศยิ่งฟ้า สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน 

 

Ayuthaya Venice if the East Derick Garnier River Books 

 

Discovering Ayuthaya อยุธยา ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มูลนิธิ โตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

 

 http://www.ayutthayastudies.aru.ac.th/content/view/529/32/

 

 http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=61615

 

คลิกอ่านเรื่องราวและภาพฉบับเต็ม  จากหมอชิตแบกกล้องส่องป้อมปราการเมืองโบราณอยุธยาก่อนสิ้นอิสรภาพเพราะไส้ศึก

 

ออเจ้าผู้อ่านลางท่าน เคยตะลุยอยุธยากันมาแล้ว อ่านเรื่องราวหลากรสได้จากลิ้งค์ต่อไปนี้

ท่องอยุธยา..วัดสุวรรณดาราราม..วัดแห่งจักรีวงศ์..ชมภาพจิตรกรรมอันลือเลื่องของคุณตาอดีตนายกฯสมัคร 

 

 

อยุธยาครบเครื่องตำนานสมเด็จพระสุริโยไทและสมเด็จพระนเรศวรฯ..ณวัดใหญ่ชัยมงคล!!

 

วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้...

 

อยุธยา... สีชมพู ตอนที่๓ พระราชวังโบราณ.. ร่องรอยแห่งจักรพรรดิราชอโยธยา จนถึงพระเจ้าตากเสด็จวังแห่งนี้เพื่อกอบกู้เอกราช

 

 

ขบวนหัวรถจักรไอน้ำมุ่งอยุธยา..ตะลุยตลาดโก้งโค้งย้อนบรรยากาศครั้งกรุงเก่า..ไฉน!จึงชื่อโก้งโค้ง!!

 

 อยุธยา...ครบเครื่องจริงต้องแวะที่นี่เรยย..สำรวจยิบยิ่งกว่าทะลุกระจกทวิภพ...

 

 

 

A Day ฉบับเหวี่ยงเมืองเก่าอยุธยา!!..From HUMAN RIDE to HUMAN WRITE (2370/13)

 

 

 

 

หากชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิญชวนคลิก

 

ศิลปะจั่วของเกาะแกร์คือต้นแบบเขาพระวิหาร..หลังจากยุคเขมรแดงเหล่าอัปสราบ้างก็ถูกล่วงละเมิดบ้างก็รอการปลุกชีพ(18+)

หากรักศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่โยงเกี่ยวกับ ธรรมชาติ คลิก

 

 

HakkaTulouมรดกโลก..ภูมิปัญญาจากก้อนดินสู่มรดกทางวัฒนธรรมจากศาสตร์แห่งต้นไม้ใบหญ้าจากรุ่นสู่รุ่น

  

 

About this Blog..Just click ..the following pictorial links. 

 

 

Varity links

Activities

Lifestyle

PoliticsCurrentSituation

 

Outbound Tourism

Health&Cousine

Recreation

Inbound Tourism

 



 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
wullopp วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มรดกไทย มรดกโลก
บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญทีเดียว...

ข้าพเจ้า ก็เพิ่งไปทำบุญที่อ่างทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน
ได้แวะลงสถานีรถไฟอยุธยา
ก่อนต่อรถตุ๊กๆ ไป

ขอให้ ชาวอยุธยา ชาวไทย
ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ครับ...

ความคิดเห็นที่ 9 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Hudjung วันที่ : 09/03/2018 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hudjung

ออเจ้าช่างหาข้อมูลได้ละเอียดนัก

ความคิดเห็นที่ 8 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อริยทัศน์ วันที่ : 09/03/2018 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aryatasna

ขอบ..ชอบ ชอบ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
feng_shui วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ขอบคุณ ออเจ้ายั้งคิด ยังคงมีเรื่องราวเกร็ดมาให้อย่างเนืองๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ข้าพเจ้าว่า ประวัติศาสตร์ทุกตอน ที่ท่านสุ่ยนำมาเผยแพร่ สามารถใช้อ้างอิงได้เชียวนะ

ความคิดเห็นที่ 5 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 20.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณมากค่ะ ออเจ้า

ความคิดเห็นที่ 4 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ได้เห็นภาพของ ออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูต ด้วย ...
ต่อไปจะได้ออกเรือนกับออเจ้าการะเกด ... รอลุ้นคืนนี้เถอะ

ความคิดเห็นที่ 3 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ถูกใจสานี่กระไร ออเจ้าเฟิงสุ่ย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ปูเสื่อรอ ออเจ้าการะเกด อีก15บาท

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 08/03/2018 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน