*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2657
  • จำนวนผู้ชม : 4997362
  • จำนวนผู้โหวต : 4902
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4902 คน
coffee

coffee

View All
<< มิถุนายน 2018 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน 2561
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 3215 , 01:34:23 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน ดงละดอน , ณัฐรดา และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

แผนที่เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ แสดงอาณาบริเวณของวัดญวน สะพานขาว หรือวัดสมณานัมบริหารที่ยังเห็นแนวคูน้ำล้อมรอบวัดอย่างชัดเจน รวมทั้งแนวคลองลำปักที่เป็นคลองย่อยเชื่อมคลองมหานาคและคลองผดุงกรุงเกษม

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดงานสนทนาเรื่อง “วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ” ณ ศาลา ๑  วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว)

ในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในชุมชนย่านเมืองเก่า นับว่า มีนักวิชาการที่เป็นผู้บุกเบิกแรกๆ คือ รศ.ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ท่าน เป็น ผู้บุกเบิกการศึกษาและการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาในสังคมเมืองกรุงเทพมหานคร ณ ตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว

 รศ.ศรีศักร  วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้นำสนทนา  ร่วมด้วย คุณพณิฎา  สกุลธนโสภณ ชาวชุมชนวัดญวณสะพานขาว ผู้มีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมของชุมชน อีกทั้งเป็นเจ้าของสูตร ‘มะเหง่’ ขนมจีนเส้นญวนสูตรเก่า ร่วมพูดคุยถึงความเป็นไปชุมชน

คุณพลายแก้ว สุวรรณะ ประธานสภาองค์กรชุมชนเขตพระนคร

คุณพลายแก้ว สุวรรณะ ประธานสภาองค์กรชุมชนเขตพระนคร

คุณทำนุ   เหล็งขยัน : ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน

โดยมี คุณ วลัยลักษณ์  ทรงศิริ ดำเนินการสนทนา เป็นผู้ดำเนินรายการ

 รศ.ศรีศักร  วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ 

อาจารย์ศรีศักรเน้นว่า"ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน ต้องทำข้อมูล เพราะต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นหลักฐานสามารถต่อรองในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อบ้านนามเมืองต่างๆ เดิมเรียกกัน อย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ต้องร่วมกันสร้างเครือข่าย ทำให้เกิดชุมชนดูแลตัวเอง ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นทั้งหมด”

ชุมชนในชนบทของสังคมไทยมักมีศาสนสถาน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิดหรือกุโบร์เป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์จะกัลปนาที่ดิน มีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ดินธรณีสงฆ์นั้นไม่มีการถือกรรมสิทธิ์ แต่จะให้คนในชุมชนอยู่อาศัยและให้อยู่สืบชั่วลูกหลาน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก่อนจะมีกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน  แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาเรื่องวัดถือครองกรรมสิทธิ์ และไล่ที่ชาวบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจน

“ชุมชนย่านเมืองเก่านั้นถูกไล่รื้ออยู่ทุกวัน เห็นสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่เราอาจจะมองไม่ค่อยเห็นกัน สิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องของความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ทำให้ชุมชนอยู่รอดได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากในปัจจุบัน ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ  สร้างพันธมิตรมาช่วยกัน”

 

คุณพณิฎาเห็นว่า  “ชุมชนต้องมีความสามัคคี และเข้มแข็ง  ถ้ามีอะไรแทรกแซง ชุมชนก็อ่อนลง”

หลังไฟไหม้ใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ คุณพณิฎา สกุลธนโสภณ หรือพี่ใหญ่ของชาววัดญวน ผู้เป็นไวยาวัจกรและมีหน้าที่ดูแลหลาย กิจกรรมสารพัดอย่างที่วัดญวน สะพานขาว ซึ่งเป็นคนตรอกใต้แต่กำเนิดเล่าให้ฟังว่าตนเองและครอบครัวย้ายออกมาจากตรอกใต้ พ่อ ไปทาง แม่ไปทาง แม่พี่ใหญ่เป็นคนนครสวรรค์ที่มีเชื้อจีนผสมญวน แต่มาพบพ่อคนเมืองนนท์ที่ตรอกใต้ ยายกับแม่พี่ใหญ่มาโดยเรือค้าข้าว ที่นำข้าวเปลือกมาขายโรงสีในคลองผดุงฯ คนที่ตรอกใต้หลายคนมาด้วยวิธีนี้ บ้างก็มาจากเรือผลไม้ พวกแตงโม มาที่ตลาดมหานาคเป็นพื้น ถ้าขึ้นบกได้ก็มักจะอยู่กันแถบวัดญวนนี้ แต่แฟนพี่ใหญ่เป็นคนจีน ไหหลำหน้าวัดญวน พอแต่งงานกัน พี่ใหญ่ก็ย้ายกลับมาอีก แต่คราวนี้อยู่ข้างวัดที่ปลูกเป็นบ้านหลังๆ ติดกับแนวคลองลำปักที่เป็นทางน้ำไปออกคลองผดุงกรุงเกษม

หลังจากตรอกใต้ ไฟไหม้ คนก็เข้าไปจับจองพื้นที่ทันทีเหมือนกัน หลังจากนั้นอีกราวเป็นสิบปี จึงทำข้อตกลงกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อจะระบุแนวเขตที่ดิน แต่ภายหลังเห็นว่าตกลงกันได้บริเวณตรอกใต้จึงปลูกเป็นตึกแถวเป็นแนวไป ด้านหน้าที่เป็นตึกของสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ให้คนที่ตรอกใต้เซ้งก่อน แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเซ้งได้ ก็เลยมาปลูกบ้านอยู่หลังตึกที่สร้างนั่นเอง แต่อยู่บนแนวลำคลองที่เคยเป็นคูนำ้ใหญ่ล้อมรอบวัด ต่อมาบางครอบครัวที่พอเซ้งได้หรือโชคดีที่มีคนทิ้งไว้ให้ก็ออกมาอยู่ที่ตึก   

 "ทุกวันนี้ยังมีคนทำมังกรจุ่มสี ทำตุ๊กตายืดหด ป๋องแป๋งเด็กเล่น ยังมีคนทำอยู่บางบ้าน"

สำหรับชุมชนญวน ตรอกใต้ สะพานขาวนี้ มีที่มา ตอนที่ หลังเสียกรุงศรีอยุธยา การสร้างบ้านเมืองในช่วงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ถือว่าการรวบรวมประชากรทั้งผู้คนจากกรุงเก่า จากเหล่านานาชาติ กลุ่มผู้มีฝีมือทางงานช่างสารพัดเข้ามาอยู่ในพระนครและปริมณฑลถือเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการสร้างพระราชวัง ศาสนสถาน ย่านการค้า ฯลฯ ในคราวที่บ้านเมืองร้างไร้ผู้คนอันมีผลมาจากสงครามครั้งใหญ่ 

หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญที่สืบเนื่องมาจากการสงครามครั้งรวบรวมพระราชอาณาเขตเข้าเป็นหนึ่งเดียวครั้งใหม่นี้คือ เหล่าชาวญวนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่แถบบ้านญวนและวัดญวนใกล้กับทางตะวันออกของวัดโพธิ์ที่ตั้งถิ่นฐานกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี อันสืบเนื่อง จากเหตุการณ์ไตเซินซึ่งเป็นการลุกฮือของผู้นำกลุ่มชาวนาต่อสู้กับเจ้านายทั้งฝ่ายทางเหนือและทางใต้ ทำให้บ้านเมืองญวนแตกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ความไม่สงบเกิดขึ้นมากพอๆ กับบ้านเมืองในสยามยุคเดียวกันนั้น

องเซียงซุน(อาขององเชียงสือ)พาคนญวนกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีฯ เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๒๐ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนญวนรุ่นนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน และสร้างวัดขึ้น 2 แห่ง คือ “วัดกามโล่ ตื่อ” หรือ “วัดทิพยวารีวิหาร” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดแบบจีนแล้ว และ  “วัดโห่ยคั้นตื่อ” หรือ “วัดมงคลสมาคม” ซึ่งเดิมตั้งอยู่หลังวังบูรพา ภิรมย์ แต่เมื่อตัดถนนพาหุรัดพาดผ่านจึงแลกที่ดินไปตั้งอยู่แถบถนนแปลงนามย่านเยาวราช

วัดญวน สะพานขาว


พระอุโบสถวัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวน สะพานขาว สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ขึ้นครองราชย์ปีเดียวกันนั้นองเชียงสือนำชาวญวนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไตเซินในแถบภาคกลางและอยู่อาศัยที่กรุงเทพฯ อยู่นานถึง ๒๐ กว่าปีก่อนจะกลับไปกู้บ้านเมืองและ ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ยาลอง ในช่วงระหว่างนี้ชุมชนชาวญวนสร้างวัดญวนขึ้นสองแห่งคือ “วัดกั๋นเพื๊อกตื่อ” หรือวัดญวนบางโพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไกลจากพระนครขึ้นไปทางเหนือ และวัดญวนตลาดน้อยหรือที่เรียกกันแต่เดิมว่า “วัดคั้นเยิงตื่อ”  ริมแม่นำ้เจ้าพระยาอีกเช่นกันชื่อเป็นทางการภายหลังคือ  “วัดอุภัยราชบำรุง”

 

ชุมชนที่ “วัดญวน สะพานขาว” เกิดขึ้นสืบเนื่องจากราว พ.ศ. ๒๓๗๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ในศึกญวนเจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพได้ครัวญวนที่ถือพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนพวกญวนที่ถือศาสนาคริสตังให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สามเสน ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกญวนบางกลุ่มที่เมืองกาญจนบุรีขอกลับคืนมายังกรุงเทพฯ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีชุมชนวัดญวนที่กาญจนบุรีอยู่ จึงพระราชทานที่ดินพร้อมให้สร้างวัดกั๋นเพื๊อกตื่อในบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๘ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า วัดสมณานัมบริหาร ส่วนชาวบ้านเรียกกันทั่วไปจนถึงปัจจุบันว่า “วัดญวน สะพานขาว”

 

บริเวณที่ตั้งของชุมชนคนญวนนี้อยู่ใกล้กับสี่แยกมหานาค ซึ่งมีชาวมลายูมุสลิมและคนจามมุสลิมตั้งชุมชนอยู่ริมคลองมหานาคไม่ ไกลจากชุมชนวัดญวนนัก ย่านนี้ทั้งคนจาม คนมลายู และคนญวนในช่วงเวลานั้นล้วนอยู่ในกำกับของเจ้าคุณกลาโหมหรือเจ้าคุณทหารหรือ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้เป็นหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งทุกกลุ่มชาติพันธุ์น่าจะเป็นแรงงานในการช่วยขุดคลองคูเมืองรอบนอกคือคลองผดุงกรุงเกษม และคลองเปรมประชากร ที่นอกเหนือไปจากจ้างแรงงานชาวจีนขุดแล้ว โดยมีกลุ่มตระกูลบุนนาคและขุนนางที่ได้รับการสนับสนุนและต่อมาได้เป็นเจ้ากรมคลอง เช่น พระยาชลธารวินิจจัย (ฉุน ชลานุเคราะห์) ผู้ได้รับการศึกษาจากกองเรืออังกฤษคนแรกๆ ในช่วงเวลาราว พ.ศ. ๒๓๙๔ และช่วง พ.ศ. ๒๔๑๓ ซึ่งที่โบสถ์ของวัดสมณานัมบริหารยังคง มีภาพ “กัปตันฉุน” อยู่ภายในด้วย       

 

ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทด้านบน ส่วนโดยรอบบริเวณฐานทางขึ้นเป็นที่บรรจุอัฐิของคนในชุมชนวัดญวน สะพานขาว ทั้งที่เป็นคนเชื้อสายญวน จีน และไทย ซึ่งคนเชื้อสายญวนเท่าที่ปรากฎวันเดือนปีเกิดและแหล่งที่มา ส่วนใหญ่เป็นคนที่อพยพเข้ามาในยุคสงครามเย็นและโดยมากมาจากทางจังหวัดในภาคกลางของประเทศเวียดนาม

 


 

หลวงพ่อบ๋าวเอิง

 

คณะสงฆ์ชาวญวนนั้นได้นำวัตรปฏิบัติแบบพุทธศาสนา มหายาน โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะทรงผนวชอยู่ได้สนพระทัยและสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับ “องฮึง” เจ้าอาวาสวัดญวนตลาดน้อยจนเป็นที่พอพระทัย เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็สนับสนุนให้ปฏิสังขรณ์วัดญวน ตลาดน้อย หรือวัดอุภัยราชบำรุงต่อมา และโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าถวายพระพรในช่วงวันเฉลิม พระชนมพรรษา และเป็นพระสงฆ์อีกฝ่ายในพิธีสงฆ์ของหลวงเรื่อยมา และได้รับเกียรติให้ประกอบพิธีกงเต๊กแบบญวนถวายเป็นครั้งแรก โดยกระทำครั้งแรกในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพระราชพิธีพระบรมศพ และพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ซึ่งงานช่างฝีมือกงเต๊กหลวงยังสามารถสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับพิธีกงเต๊กหลวงเผาเครื่องกระดาษแบบอนัมนิกาย แม้ช่างผู้ทำจะไม่ได้มีเชื้อสายญวนแล้ว แต่ก็เป็นคนจีนและไทยผสมที่มีถิ่นฐานอยู่ในละแวกวัดญวน สะพานขาว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดทำชุดกงเต๊กถวาย พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเร็วๆ นี้ด้วย

เกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. ๒๔๔๑ ติดกันถึงสองครั้งจึงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ พระราชธิดาซึ่งประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชริน ทราบรมราชินีนาถ และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษา ๑๐ ปี ตัดถนนสายใหม่จาก “บ้านลาว” ไปจนถึง “สะพานหัน” เรียกว่า “ถนนพาหุรัด”

 

วิถีชีวิต และการพัฒนาชุมชนย่านเก่ากรุงเทพฯ

 

คุณพลายแก้ว เสริมประเด็นสนทนาในฐานะคนย่านเก่ากรุงเทพฯ ตัวจริงเสียงจริง โดยคุณพลายแก้วเริ่มต้นว่า “ความยากจนของคนเป็นวัฒนธรรมจริงๆ ด้วย เพราะเดี๋ยวนี้คนที่ตายถ้ามีเงินหมื่นนึงจัดงานไม่ได้ แถวตรอกศิลป์กลายเป็นโฮสเทล มาซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิมคือมีขยะมาก มีฝุ่นจากการก่อสร้าง ขณะเดียวกันหน้าศาลาว่าการ กทม. เป็นชุมชนแออัดเสื่อมโทรม 

คุณทำนุ   เหล็งขยัน : ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน เสริมต่อว่าด้วยข้อมูลชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว กล่าวคือ “ตึกดินเดิมคนเรียกว่าตรอกแขกเป็นชุมชนของคนมุสลิมที่อยู่ร่วมกับคนพุทธชุมชนบวรรังสี หลังวัดบวรฯ จากเดิมเคยมีบ้านแลเป็นที่ประกอบศาสนกิจ ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จากนั้นจึงมีความร่วมมือกันของชาวชุมชนในการค่อยๆ สร้างบ้าน และมัสยิดหลังใหม่  แม้บางส่วนจะมีการขายที่ดิน และย้ายออกไป แต่ในภาพรวมของความเป็นชุมชนก็ยังมีความกลมเกลียว ความสามัคคีในเรื่องของความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ผู้ร่วมเสวนา ร่วมแสดงความคิดเห็น ว่า ชุมชนวัดไทร บางโคล่ เป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นความร่วมมือ ความเข้มแข็ง 

"มะเหง่" ของดีชุมชนที่อยู่มาช้านาน วัฒนธรรมการกินของชาวเวียดนามในพื้นที่วัดญวนสะพานขาวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เป็นอาหารที่ประยุกต์ระหว่างอาหารไทยกับเวียดนาม มีจุดเด่นคือน้ำจิ้มมะม่วงดิบซอยสามรสอันเป็นเอกลักษณ์

 

หากอยากลองชิม "มะเหง่" สามารถไปได้ที่ "ร้านมะเหง่ ป้าใหญ่วัดญวนสะพานขาว" ในวันอังคาร วันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น.หรือติดต่อป้าใหญ่ที่เบอร์โทร.(062)517-4765

 

ขนมหวาน บ๊กเกี้ย

ซุ้มประตูทางเข้าวัด

วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ

อ้างอิง

ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๐)

http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5290

บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5356

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ดงละดอน วันที่ : 25/06/2018 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

สวัสดีมีสุขครับน้องสุ่ย

ความคิดเห็นที่ 5 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Hudjung วันที่ : 12/06/2018 เวลา : 14.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hudjung

สวัสดีค่ะ ข้อมูลละเอียดเหมือนเดิม ได้ความรู้มากเลยค่ะ ที่บรรจุอัฐิแปลกดี แต่ตอนนี้คงไม่มีเพิ่มแล้วกระมังคะ

ความคิดเห็นที่ 4 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
วรรณสุข วันที่ : 07/06/2018 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

วัฒนธรรมย่อยในวัฒนธรรมใหญ่ มีอะไรน่าศึกษาและน่าเพลิดเพลินมากเลยนะคะ อยากกินมะเหง่จังเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 05/06/2018 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ชอบที่เขาเอากระเบื้องเคลือบมาตกแต่งจัง สวยงามมาก

ความคิดเห็นที่ 2 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 05/06/2018 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ในบล็อกของทุกคน คงจะมีคลิปโฆษณา'เงินติดล้อ' โผล่ขึ้นมาทั่วกันนะครับ ลบไปแล้วก็ขึ้นมาอีก ทำไมวิสาสะได้อย่างนี้

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 05/06/2018 เวลา : 05.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

หวัดดีเฟิงสุ่ย
ข้อมูลเพียบ ความรู้เยอะเลย ชอบมังกรยืดจัง
สีสดจัดจ้านสไตล์ญวนเป็นเอกลักษณ์ น่าไปเที่ยวกิน "มะเหง่" สักทีน่าอร่อย
คิดถึงนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน