*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2685
  • จำนวนผู้ชม : 5034555
  • จำนวนผู้โหวต : 4913
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4913 คน
coffee

coffee

View All
<< ตุลาคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม 2561
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 493 , 23:57:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน Chaoying , แม่หมี และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

พระอุโบสถ วัดโสมนัสวิหาร  

วัดโสมนัสวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

มีสิ่งที่น่าสนใจภายในวัด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นUnseen ที่หลายคน อาจไม่เคยรู้มาก่อน เช่น จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหาร เพราะนอกเหนือจากศิลปะสถาปัตยกรรม ที่เป็นงาน ของช่างฝีมือดี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว  ยังมีความงามและความแปลกใหม่ ของภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในพระวิหารของวัดนี้อีกด้วย  ที่ว่าความงามนั้น หมายถึงความงดงามทางด้านลายเส้น  ตลอดจนสีสัน ที่จิตรกรบรรจงวาด และลงสีด้วยความตั้งใจ  อันเป็นลักษณะของจิตรกรรมฝาผนัง ที่ได้พบในที่อื่น ๆ ด้วย  แต่ความแปลกของที่วัดนี้  คือเรื่องราวที่จิตรกรวาด ไม่ใช่พุทธประวัติ  หรือทศชาติชาดก ดังที่เคยเป็นมา  กลับเป็นภาพจากวรรณกรรมชิ้นเอก เรื่องหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๒  คือ  เรื่องอิเหนา  โดยจิตรกรได้สอดแทรกปริศนาธรรม กับคติสอนใจไว้ในทุกผนัง  นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของชีวิต ชาวบ้านชาวเมือง ในยุคนั้น  ด้วยการวาดอย่างระบบทัศนียวิทยา  มีการผลักระยะใกล้ไกล   อันเป็นรูปแบบจิตรกรรมไทยแบบใหม่ ที่รับอิทธิพลจากตะวันตก  

พุทธศิลป์และคติการสร้าง

วัดโสมนัสวิหาร เริ่มก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชอุทิศสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2396 ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวิสุงคามสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2396 (จ.ศ. 1215) ครั้นสิ่งก่อสร้างสำเร็จลงบ้าง พอเป็นที่อาศัยจำพรรษาของภิกษุสามเณรได้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาพระอริยมุนี (ทับ พุทฺธสิริ) จากวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร พร้อมด้วยพระสงฆ์ราว 40 รูปโดยขบวนแห่ทางเรือ เสด็จมาประทับที่กุฎี

ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งพระอริยมุนีเป็นพระพรหมมุนี ในปี 2415 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งพระพรหมมุนีเป็นพระพิมลธรรม ในปีเถาะ พ.ศ. 2422 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระพิมลธรรมเป็นสมเด็จพระวันรัต ต่อมาสมเด็จพระวันรัตได้ก่อสร้างสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จให้เสร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างและเชิญพระสัมพุทฺธสิริมาจากวัดราชาธิวาสคราวยกวัด เพื่อมาเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ และพระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร (พระประธานในวิหาร) และพระอัครสาวก เป็นของหลวงเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง

พระสัมพุทฺธสิริ พระประธานในพระอุโบสถ

 

ผลไม้ที่ทำน้ำอัฏฐบาน  ที่บ้านหน้าต่างด้านในทั้ง ๑๐ ช่อง  ของพระอุโบสถมีภาพผลไม้  ๘ ชนิด  ที่ใช้ทำน้ำอัฏฐบาน  พร้อมทั้งภาพต้นไม้เหล่านั้น ซึ่งเขียนแยกไว้ต่างหากที่ส่วนฝาผนังริมหน้าต่าง  โดยเขียนไว้ตรงกันกับผลไม้นั้น ๆ มีรูปตามลำดับ ดังนี้

          ที่บานหน้าต่างด้านซ้ายมือมีรูปผลไม้และรากบัวรวม  ๔ ชนิด  คือ ๑. กล้วยไม่มีเม็ด  ๒. มะม่วง  ๓. ลูกจันทร์  ๔. เง่าอุบล

          ที่บานหน้าต่างด้านขวามือมีรูปผลไม้  ๔  ชนิด  คือ  ๑. กล้วยมีเม็ด  ๒. ชมพู่กับลูกหว้า  (๒ ชนิดนี้ท่านจัดไว้ในประเภทเดียวกัน)  ๓. มะทราง  ๔. มะปรางและลิ้นจี่  (๒ ชนิดนี้ท่านจัดไว้ในประเภทเดียวกัน) 

         นอกจากจะเขียนไว้ที่หน้าต่างและฝาผนังแล้ว  ก็ยังมีรูปปั้นผลไม้เหล่านี้พร้อมทั้งเง่าอุบลใส่ภาชนะอันสวยงาม  ตั้งแสดงไว้บนโต๊ะสำหรับตั้งเครื่องประดับรอบ ๆ พระอุโบสถด้านในอีกด้วย  นับเป็นฝีมือเขียนและฝีมือปั้นที่เยี่ยมจริง ๆ ชื่อผลไม้เหล่านี้ มีกล่าวไว้ในพระบาลี  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสามเณร  ฉันน้ำที่คั้นจากผลไม้เหล่านี้  และจากรากเง่าอุบลได้ในเวลาวิกาล  ซึ่งมีชื่อทางพระวินัยว่า "ยามกาลิก"

 

ประตูด้านในของประตูหลังทั้งสองข้าง  มีภาพมหาผล  10  ชนิด  ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ใช้ทำน้ำอัฏฐบาน(ปานะ)  เพราเป็นมหาผล โดยบานประตูด้านซ้ายมีรูปมหาผล  5  ชนิด  1. มะพร้าว  2. ทุเรียน  3. ฟักเขียว  4. แตงโม  5. น้ำเต้า

ที่บานประตูด้านขวามีรูปมหาผล  5  ชนิด  คือ 1. ลูกตาล  2. ขนุน  3. ฟักทอง  4. แตงไทย  5. ข้าวสาลี

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ 8 ชนิด หรือที่เรียกว่า น้ำอัฏฐบาน ได้แก่ น้ำมะม่วง, น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า, น้ำกล้วยมีเมล็ด, น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด, น้ำมะซางต้องเจือด้วยน้ำจึงจะควร, น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น, น้ำเหง้าบัว และน้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ หากเทียบเคียงกับปัจจุบันก็น่าจะหมายถึง บรรดาน้ำผลไม้ทั่วไปนั่นเอง ผลของพืชเหล่านี้  หรือผลอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันนี้  ใช้ทำน้ำอัฏฐบานไม่ได้  เพราะเป็นมหาผลคือผลใหญ่ พระภิกษุสามเณรจะฉันได้ก็เฉพาะในกาลคือเวลาเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น

ที่บานประตูด้านใน ของประตูหน้าทั้ง ๒ ประตู มีภาพเขียนรูปคนและสัตว์ ที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติห้าม ไม่ให้พระภิกษุสามเณรฉัน. เนื้อของคน และสัตว์เหล่านี้ รวม ๑๐ ชนิด บานประตูละ ๕ ชนิด ดังนี้ สิงโต  คนคู่ ม้า   ช้าง แมว เสือเหลือง หมี เสือโคร่ง  สุนัข   งู

จากหนังสือ ของดีวัดโสมนัสวิหาร พระศรีวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

บานนอกทั้งที่ประตูและที่หน้าต่างทุกบาน เป็นภาพสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ทุกช่องและทุกบาน ซึ่งเรียงลำดับจากบนสุดลงมาด้านล่างตามลำดับ ดังนี้ 1. จักรแก้ว  2. ช้างแก้ว  3. ม้าแก้ว 4. แก้วมณี  5. นางแก้ว  6. ขุนคลังแก้ว  7. ขุนพลแก้ว

สีมาใหญ่ มหาสีมา 

มหาสีมาลักษณะพิเศษ เป็นวัดที่เป็นมหาสีมา คือมีสีมา 2 ชั้น ได้แก่ มหาสีมา อันเป็นสีมาใหญ่ และขัณฑสีมา อันเป็นสีมาเล็ก

 

ที่ฝาผนังด้านหน้า ตอนบนภายในพระอุโบสถ  มีภาพแปลนวัดโสมนัสวิหาร  เขียนไว้อย่างสวยงามยิ่ง  เต็มฝาผนังด้านนี้ทั้งหมด  ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้าง ที่มีมาแต่ดั้งเดิม  คือ มีพระเจดีย์  พระวิหาร  และพระอุโบสถ  พร้อมด้วยเสนาสนะ ที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์  ๖ คณะ  มีกำแพงวัดทั้งชั้นนอก และชั้นใน ไว้อย่างพร้อมสรรพ  มีศาลาราย  ๓  หลังด้านหน้าวัด  พร้อมทั้งมีถนนตัดตรง จากศาลาแต่ละหลัง  ไปศาลาท่าน้ำ  ๓  หลัง  ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม  อันมีน้ำใสสะอาด  น่าอาบ  น่าใช้  มีเรือสำปั้นจอดอยู่ริมท่าน้ำ.  ที่ริมคลองมีต้นไทรใหญ่ขึ้นอยู่เรียงราย  ปลูกไว้เป็นระยะ  ดูร่มรื่นน่านั่งเล่น  รอบๆ เขตวัดมีคูเป็นเครื่องกั้น แยกเขตวัดกับบ้าน ไว้อย่างเหมาะสม  ภายในวัดเล่า ก็มีต้นไม้ร่มรื่นอยู่ทั่วไป  นับเป็นแปลนวัดที่งดงาม  เหมาะสม  และถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่สุด  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างวัดนี้ขึ้นตามแปลน ที่พระองค์ทรงออกแบบไว้นี้  สมกับที่พระองค์ ทรงเป็นจอมกษัตริย์ นักปราชญ์ ทางพระพุทธศาสนาโดยแท้

ภาพอสุภกรรมฐาน  ที่ฝาผนังในระหว่างช่องหน้าต่างทั้ง ๑๐  และที่ฝาผนังมุมทั้ง ๘ ของพระอุโบสถ  มีภาพอสุภกรรมฐาน  ๑๐  ประการ  ตามที่ปรากฏในคัมภีร์พระสูตร ดังนี้  คือ ๑. ซากศพที่เน่าพองขึ้น  ๒. ซากศพที่มีสีเขียว  ๓. ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออก  ๔. ซากศพที่ขาดกลางตัว  ๕. ซากศพที่แร้งกาสุนัขเป็นต้นยื้อแย่งกัดกินแล้ว  ๖. ซากศพที่มือเท้าและศีรษะขาดไปอยู่คนละทาง  ๗. ซากศพที่ถูกสับบั่นเป็นท่อน ๆ ๘. ซากศพที่ถูกฟันด้วยศัตรามีโลหิตไหลอาบอยู่  ๙. ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำอยู่  ๑๐. ซากศพที่มีแต่ร่างกระดูก




 ภาพเหล่านี้แต่ละภาพ เขียนไว้ค่อนข้างใหญ่  พร้อมกับมีต้นไม้  โขดหินและธรรมชาติอย่างอื่นประกอบ  มองดูแล้ว  บางภาพน่ากลัว  แต่ทุกภาพย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แก่พระภิกษุผู้ที่ได้พิจารณา  โดยเฉพาะแก่ท่านผู้เจริญอสุภกรรมฐาน เพื่อมุ่งกำจัดราคะ   กล่าวกันว่า  สมเด็จพระวันรัต  (ทับ  พุทฺธสิริ ป.๙)  ชอบเจริญกรรมฐานเหล่านี้มาก  จึงสันนิษฐานว่า ภาพอสุภะทั้ง  ๑๐ อย่างนี้  เป็นภาพที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต องค์นี้ ให้เขียนไว้.  กล่าวกันว่า  รูปพระเถระ ที่นั่งหรือพิจารณาอสุภกรรมฐานทั้ง  ๑๐  ภาพนี้  เป็นรูปของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)  วัดระฆังโฆสิตาราม  และภาพของสมเด็จพระวันรัต (ทับ)  รวมอยู่ด้วย  ซึ่งรูปภาพดังกล่าว เป็นรูปเหมือน ของพระเถระกรรมฐาน ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นทั้งสิ้น (
จากหนังสือของดีวัดโสมนัสวิหาร พระศรีวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ))

 

    พระเจดีย์วัดโสมนัสวิหารมีอยู่ ๒ องค์ คือ

         ๑. พระเจดีย์องค์ใหญ่ อันเป็นพระเจดีย์ แบบลังกาวงศ์ ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุอยู่ภายใน

         ๒. พระเจดีย์องค์เล็ก ในเขตคณะ ๒ เป็นพระเจดีย์ แบบลอมฟาง มีลักษณะเช่นเดียวกับ ปรินิพพานสถูป ในประเทศอินเดีย อันเป็นลักษณะ ของพระเจดีย์ยุคแรก ในพระพุทธศาสนา แต่ทางวัดโสมนัสวิหาร เรียกพระเจดีย์องค์นี้ว่า “เจดีย์มอญ” ที่เรียกเช่นนี้ อาจจะเป็นได้ว่า เจดีย์ประเภทนี้ สร้างกันโดยมาก ในประเทศมอญ กล่าวกันว่า พระเจดีย์ประเภทนี้ มีอยู่ ๒ แห่ง เท่านั้น ในประเทศไทย คือ ที่วัดโสมนัสวิหารนี้องค์หนึ่ง และที่วัดกันมาตุยาราม ในกรุงเทพ ฯ อีกองค์หนึ่ง. ฉะนั้น พระเจดีย์ประเภทนี้ จึงชื่อว่าเป็นพระเจดีย์ ที่หาดูได้ยาก ในประเทศไทย เพราะมีอยู่ ๒ องค์เท่านั้น จึงควรรักษาไว้ ให้คงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป.

พระวิหาร เป็นอาคารทรงไทย ฐานสูง หลังคามุงกระเบื้อง ไม่มีช่อฟ้าใบระกา. หน้าบันเป็นปูนปั้น ประดับลวดลาย ด้วยกระเบื้องเคลือบสี และสีทอง เป็นพระราชลัญจกร ในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า โสมนัสวัฒนาวดี พระบรมราชเทวี. พระวิหารมีระเบียง ๓ ด้าน. พนักระเบียง กรุด้วยกระเบื้องเคลือบปรุสีเขียว สุดระเบียงเป็นประ ตูเข้าสู่ภายในพระวิหารคตทั้ง ๒ ข้าง

 

   ซุ้มประตูหน้าต่าง เป็นปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจก ลายดอกพุดตาน มีรูปพระมหามงกุฎ อยู่ตอนบน. บานประตูหน้าต่าง ภายนอกเขียนลายรดน้ำ ภายในเขียนสี. ผนังด้านในพระวิหาร มีภาพจิตรกรรมต่าง ๆ เช่น เรื่องอิเหนา. ที่ต้นเสา มีลวดลาย โดยลงสีพื้นต่างกัน เพื่อแสดงปริศนาธรรม และมีภาพปริศนาธรรมเล็ก ๆ ที่เสาทุกต้น. 

จิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ ๔  จิตรกรชอบเขียน ภาพม่านแหวก ให้เห็นเบื้องหลัง สีดำสนิท  มีโคมไฟ หรืออัจกลับ เป็นช่อชั้นอลังการ  ซึ่งเรา จะเห็นได้ทั่วไป ทุกแห่ง  รวมทั้งรูปที่บานประตู ในวิหาร แห่งนี้

           ที่หน้าต่างด้านในตอนบน ก็เป็นรูปภาพ รูปม่านแหวกหน้าต่าง สวยงามเช่นกัน  และมีพวงดอกไม้ห้อยลงมา สวยงามยิ่ง  มีศิลปะเช่นเดียวกับที่ประตู  แต่ที่หน้าต่างตอนล่างทุกบาน จัดเป็นโต๊ะหมู่บูชา กับพุ่มดอกไม้ สีสวยสดงดงาม น่าดูมาก  เหมือนจะเขียนไว้ ให้คนรุ่นหลังได้ดูเป็นตัวอย่าง  แห่งศิลปะ ในการจัดพุ่มดอกไม้ของไทย  แสดงให้เห็นถึง ศิลปะวัฒนธรรมของคนไทย แต่โบราณ

พระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร พระประธานในพระวิหาร

 

พระพุทธรูปฉลองพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

พระพุทธรูปฉลองพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้า โสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสีพระองค์แรกในรัชกาลที่4

ภาพที่ประตูและหน้าต่างนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน  คือ ด้านนอกและด้านใน  เฉพาะด้านนอก ทั้งที่ประตูและที่หน้าต่างทุกบาน เป็นภาพสมบัติ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ทุกช่องและทุกบาน  ซึ่งเรียงลำดับ จากบนสุดลงมาด้านล่างตามลำดับ ดังนี้ ๑. จักรแก้ว  ๒. ช้างแก้ว  ๓. ม้าแก้ว ๔. แก้วมณี  ๕. นางแก้ว  ๖. ขุนคลังแก้ว  ๗. ขุนพลแก้ว  แต่ภาพที่ประตูใหญ่กว่า ภาพที่หน้าต่าง  

พระพุทธรูปยืนโบราณ ในพระวิหารคต

กราบขอบพระคุณ 

พระเกริกเกียรติ์  กิตติวโร เอกพจน์ ที่ปรึกษา สำนักงาน ก.พ.(ด้านส่งเสริมวินัยและจริยธรรม)

อาจารย์.อภิวัฒน์ โควินทรานนท์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม 

ระพีพัฒน์  เกษโกศล เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม

อ้างอิง หนังสือ ของดีวัดโสมนัสวิหาร พระศรีวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

website วัดโสมนัสราขวรวิหาร



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 12/10/2018 เวลา : 20.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ขอบคุณ คุณ ยั้งติดเช่นกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 feng_shui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 12/10/2018 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ข้าพเจ้าเกิดในกรุงเทพฯ เติบโตในกรุงเทพ เมื่อเป็นเด็กนั้น หลายครั้งที่ญาติผู้ใหญ่พาไปฟังเทศตามวัดต่างๆในวันพระใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ทั่วถึงอย่างน่าเสียดาย จึงขอขอบคุณ Bg feng_shui ที่พาเข้าวัดสำคัญๆที่ข้าพเจ้าไม่เคยไป หรือเคยไปแต่ไม่ได้เข้าไปไหว้พระในโบสถ์ เช่น วัดโสมฯนี้ เป็นต้น ขอบคุณอีกครั้งครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน