*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2756
  • จำนวนผู้ชม : 5125845
  • จำนวนผู้โหวต : 4963
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4963 คน
coffee

coffee

View All
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2562
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 521 , 00:38:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน แม่หมี , นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

 

Linda  Cheng  M.D.   River City Bangkok

นานๆจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องถ้วย ของไทยๆเพี่ยบพร้อมด้วยเรื่องราวที่น่าประทับใจเกิดขึ้น วันนี้ ข้าพเจ้าจึงขออาสา พาไปชม นิทรรศการ รวมถึงเจาะลึกการทำเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ด้วยการลงมือทำเวิร์คช็อบ และรวมทั้งฟังสัมมนา จากกูรู ทางด้านเบญจรงค์ และแล้วเมื่อวันเสาร์ที่19 มกราคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเดินทาง ลงเรือไปชมนิทรรศการเกี่ยวกับเบญจรงค์ เลยขอนำเรื่องราว  มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

นิทรรศการ เส้นทางเเครื่องเบญจรงค์ จากจีนสู่สยาม Bencharong Yourney from China to Siam ที่ River City


 

Bencharong Journey: From China to Siam นิทรรศการเครื่องเบญจรงค์โดยภัณฑารักษ์ ดอว์น เอฟ รูนีย์

ริเวอร์ บุ๊คส์ และริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จัดนิทรรศการ Bencharong Journey: From China to Siam
ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย (สยาม) นับตั้งแต่ปีพ.. 2520 ด้วยดีไซน์แบบประเทศสยามที่มีความล้ำสมัยในเวลานั้นและโทนสีที่สดใสของเครื่องลายครามที่ส่งออกจากจีน ทำให้มีเสน่ห์และเป็นที่ปรารถนา ซึ่งนับเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีจากจีนและความประณีตแบบสยาม เครื่องเบญจรงค์กว่า 150 ชิ้นและชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกันซึ่งเนรมิตขึ้นจากวัสดุประเภทอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อประเทศสยามช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 โดยเฉพาะ เป็นการรวบรวมมาจากคอลเลคชั่นส่วนตัวและแกลเลอรี่ต่างๆ เพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยมีภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้คือดอว์น เอฟ รูนีย์ (Dawn F. Rooney) นักประวัติศาสตร์ด้านงานเซรามิค


นิทรรศการเครื่องถ้วยเบญจรงค์ครั้งใหญ่ จาก 13 collectors มีถึง 25 มกราคม ของสวยของหายากโชว์ครั้งแรกที่นี่(ภาพจากPaisarn Piammattawat)

คำว่า “เบญจรงค์” มาจากภาษาบาลี คำว่า “เบญจ” และภาษาสันสกฤต คำว่า “รงค์” เมื่อนำมารวมกันก็จะแปลว่า “5 สี” โดยทั่วไปสีทั้งห้าจะได้แก่ สีแดง เหลือง เขียว น้ำเงิน และขาวหลายครั้งก็ถูกเพิ่มด้วยสีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล และทองคำบริสุทธื์ การออกแบบร่วมศตวรรษ้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ลายดอกกุหลาบ ดอกบัว และสัญลักษณ์ของราชวงค์จักรี และราชวงค์สุพรรณ โดยทั่วไป เบญจรงค์มีจุดเด่นที่ การเพ้นทที่เต็มไปด้วยลวดลายอัดแน่น และมีรายละเอียดชัดเจน ลวดลายถูกออกแบบให้เป็นเงาสวยงาม โดดเด่นวิจิตรด้วยทองคำ

 

เครื่องเบญจรงค์มีการผลิดครั้งแรกในประเทศจีน ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 20 สมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระจักรพรรดิซวนเต๊อะ มีการผลิตครั้งแรกในแคว้นกังไซ มณฑลเชียงซี และพัฒนาจนกลายเป็นที่นิยมในสมัยพระจักรพรรดิเฉิงฮั่ว โดยประวัติของเครื่องเบญจรงค์ จะขอกล่าวถึงจากด้านประวัติเครื่องเบญจรงค์ในไทย และเครื่องเบญจรงค์ในจีน

 

  เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่มีการลงสีที่พื้นและลวดลาย เป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภท เซรามิคส์  (Ceramics)  ใช้เนื้อดิน  ประเภทพอร์ซเลน  (Porcelain ware) โดยเป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา    หรือสีผสมเคลือบ  (Enamel) เป็นง านที่มีต้น   กำเนิดในประเทศจีน   ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่  20   ในรัชสมัยพระเจ้าซวนเต๊อะ   (พ.ศ. 1969-1978)  สมัยราชวงศ์หมิง   มีการผลิตครั้งแรก  ในแคว้นกังไซ    มณฑลเจียงซี  (หรือที่คนไทยเรียกว่า  กังไส)  และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยพระเจ้าเฉิงฮั่ว  (พ.ศ. 2008-2030)  การเขียนลายตามแบบของจีนจะใช้ตั้งแต่  3  สีขึ้นไป  มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆกัน  เช่น  อู๋ไฉ่  โต้วไฉ่  เฝินไฉ่  และฝาหลั่งไฉ่  ส่วนที่เป็นของไทยนั้น  จะนิยมลง  5  สีด้วยกัน  คือ  ขาว  เหลือง  ดำ  แดง  เขียว (คราม)  จึงเรียกว่า  เครื่องเบญจรงค์  หรือ  5  สี  โดยทั้ง  5  สีนี้จัดได้ว่าเป็นแม่สีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทย   และในบางครั้งอาจมีการใช้สีมากกว่า  5  สีด้วย เช่น  ชมพู  ม่วง  แสด  และน้ำตาล 

 ในประเทศไทยมีการใช้เครื่องเบญจรงค์ขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยราชสำนักไทย ได้สั่งซื้อเครื่องปั้นดินเผาสั่งทำพิเศษ ประเภทเครื่องถ้วยจากจีน ต่อมามีการสั่งทำ โดยมีข้อสันนิษฐานว่าช่างไทยได้ออกแบบให้ถูกจริตคนไทยแล้วส่งไปผลิตในประเทศจีน จึงนิยมเรียกเครื่องเบญจรงค์ในระยะนี้ว่า “เครื่องถ้วยจีน-ไทย (Sino-Thai wares)”

สำหรับเครื่องลายน้ำทองที่มีลักษณะการเขียนและการผลิตคล้ายเครื่องเบญจรงค์ มีการสั่งทำในประเทศจีน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นอกจากจะสั่งทำในประเทศจีนแล้ว ยังมีหลักฐานการสั่งทำเครื่องลายน้ำทองจากประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย  โดยในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพบว่า ในราชสำนักของญี่ปุ่นใช้เครื่องถ้วยจากประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องถ้วยดนบุริ” สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเครื่องเบญจรงค์ของไทย หรือไม่ก็เป็นเครื่องลายน้ำทองที่พระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานเป็นเครื่องบรรณาการ


 

เครื่องถมปัด ครบชุด

(ภาพจาก fb Paisarn Piammattawat)

การสั่งทำเครื่องเบญจรงค์ และเครื่องลายน้ำทองจากประเทศจีน มีมาอย่างต่อเนื่องในสมัยกรุงศรีอยุธยา การสั่งทำ จากประเทศจีนตามความคิดและลวดลายของไทย   การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปลักษณะที่เป็นแบบไทย  เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ยุคที่  3   ช่วงประมาณรัชสมัย  พระเจ้าปราสาททอง  (พ.ศ. 2173-2198) และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199-2231)  ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย  โดยเฉพาะใน สมัยพระเจ้าวั่นลี่  และต่อเนื่องจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง  การสั่งทำจากประเทศจีนในสมัยนั้นได้สั่งทำเป็นโถปริก  และโถฝาขนาดกลาง เขียน เป็นลายกนก  ลายพุ่มข้าวบิณฑ์  ลายเทพนม  ลายนรสิงห์  และยังมีที่เป็นลวดลายของจีน  เช่น  ลายเทพนมจีน  (เทวดาท้องพลุ้ย)  มีพื้นสี ต่างๆ  เช่น  เหลือง  ชมพู  ม่วงอ่อน  เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งสั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น  และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้ง  เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น  มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด  แกร่ง  และช่างมี ฝีมือดี  เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม  ส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง  จะเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่น เดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์  แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ  ในอดีตเริ่มต้นมาจากการสั่งทำจากประ เทศจีนเช่นเดียวกัน  โดยลายน้ำทองนี้  นิยมในประเทศจีน  ในสมัยราชวงศ์ชิง  ใน  รัชสมัยของพระเจ้า คังซี  (พ.ศ. 2205-2266)  และพระเจ้าหย่งเจิ้น  (พ.ศ. 2266-2279)  ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งในสมัยนี้มีการสั่งทำเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จากประเทศญี่ปุ่นด้วย  เครื่องถ้วยลายน้ำทองได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่  2  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

สมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์  มีการคิดปรับปรุงลายใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ และใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์เท่านั้น จวบจนสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการผลิตเครื่องเบญจรงค์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  โดยใช้เตาเผาของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เขียนลายโดยช่างในพระราชสำนัก บรรดานักสะสมเลยเรียกกันว่า “เครื่องถ้วยวังหน้า” แต่เพราะว่ามีรูปทรงที่เหมือนกระโถน เลยเรียกกันอีกชื่อว่า “กระโถนวังหน้า” นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงอนุญาตให้เบญจรงค์กลายเป็นสมบัติ ข้าวของ เครื่องใช้ ของสะสมของพ่อค้าที่มีฐานะชื่อเสียงเงินทองได้อีก ไม่ได้จำกัดแค่เชื้อพระวงศ์เท่านั้น  มาถึงสมัยรัชกาลที่ 9 กษัตริย์พระองค์ ได้ทรงอนุญาตให้เครื่องเบญจรงค์เป็นของใช้และของสะสมของคนได้ทุกชนชั้น(อ้างอิง:http://issyspmwnnj.blogspot.com/2013/02/blog-post.html)

  

ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยลายคราม ปลายศตวรรษที่ 17 ถึงปลายศตวรรษที่ 18 ขุดพบบริเวณ พระราชวังโบราณพระนครศรีอยุธยา สมบัติคุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร

 

ในบันทึกของจีนได้มีการบันทึกไว้ว่า ไทยสั่งทำเครื่องเบญจรงค์ตามแบบลวดลายไทยจากจีน ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งตรงกับสมัยราขวงศ์ชิงของประเทศจีน  ซึ่งเครื่องถ้วยในสมัยราชวงศ์ชิง ยังผลิตอยู่ที่เมืองจิงเต๋อจิ้น โดยมีการส่งคนไปควบคุมขั้นตอนการผลิตที่เตาหลวง

เครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ชิงมีเนื้อดินขาว น้ำเคลือบเรียบขึ้นกว่าในสมัยราชวงศ์หมิง โดยทั่วไปลวดลายแสดงให้เห็นถึงความสง่า และมักจะทำซ้ำๆ กัน ใช้สีพื้นสำหรับตกแต่งในลายช่องกระจก  เครื่องถ้วยลงยาที่สำคัญในสมัยนี้ได้แก่ พวกตระกูลเขียว หรือ แฟมิลล์แวร์ต (Famille Verte) สีบนเครื่องถ้วยของราชวงศ์ชิง มีสีใสกว่าของราชวงศ์หมิง นิยมใช้สีเขียวเข้มๆ กับสีแดงบางๆ เป็นสีเด่น และมีสีอื่นประกอบ  เครื่องเบญจรงค์แบบแฟมิลล์แวร์ตใช้การเคลือบภาชนะด้วยสีต่างๆ ที่นิยมมาก ได้แก่ สีขาว สีเหลือง และสีม่วงมะเขือ เขียนลายด้วยสีดำ นอกจากนี้ยังมีเครื่องเบญจรงค์ตระกูลสีดำ หรือ แฟมิลล์นัวร์ (Famille Noire) แต่ถ้ามีพื้นสีเหลืองจัดอยู่ในแฟมิลล์โชน (Famille Jaune) มักจะพบเป็นรูปแบบของแจกันที่มีการตกแต่งลงสีอย่างสวยงาม

การตกแต่งเขียนสีในสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 ส่วนมากให้ลักษณะสีตามแบบตะวันตก ลายที่นิยมได้แก้ ลายต้นไม้และดอกไม้สี่ฤดู ได้แก่ ดอกโบตั๋น ดอกบ๊วย ดอกบัว และดอกเบญขมาศ มีลายช่องกระจกที่มีขอบและพื้นเป็นลายทิวทัศน์ ลายรูปสัตว์ในเทพนิยาย และรูปคนที่เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์และเทพนิยาย ที่มีเรื่องราวในราชสำนัก เครื่องถ้วยสวยงามที่ส่งออกตามรสนิยมของราชสำนักราชวงศ์หมิง ได้แก่ ลายมังกร

ในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิหย่งเจิ้น ได้ผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่สวยงามของสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิซวงเต๋อในสมัยราชวงศ์หมิง คือเครื่องลายคราม กับเครื่องถ้วยแบบโต้วไฉ่ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเฉิงฉั้ว ในยุคนี้มีการยกเลิกการทำเครื่องเคลือบแบบแฟมิลล์แวร์ต (Famille Verte) ่และหันมาทำเครื่องเคลือบแบบแฟมิลล์โรส (Famille Rose) แทน  เครื่องถ้วยแบบแฟมิลล์โรสเป็นเครื่องถ้วยที่เขียนแบบสีชมพูกุหลาบ ซึ่งวิธีการเขียนแบบนี้ ถูกนำเข้ามาจากยุโรป มีการใช้สีขาวทึบผสมกับสีต่างๆ ตัวอย่างเครื่องเคลือบแฟมิลล์โรสที่มีออกมา ได้แก่ แจกันที่มีเครื่องหมายรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิหย่งเจิ้น มีการใช้สีชมพูอ่อน สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เขียนลายภาพนกและดอกไม้ ภาพภายในห้องที่มีสตรีในราชสำนักและเด็กเล่น รวมถึงการเขียนกลุ่มคนซึ่งพบลักษณะการเขียนเช่นนี้มากขึ้นในเครื่องถ้วยเขียนสีที่มรเครื่องหมายปีรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิเฉียนหลง (พ.ศ. 2279-2338 )

เนื่องจากมีการผลิตที่เพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดการเสื่อมคุณภาพของช่างฝีมือ การสิ้นสุดงานสร้างสรรค์ในเครื่องถ้วยของจีน จึงได้หยุดลงในรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิจงจิ้ง ในสมัยราชวงศ์เซ็ง (พ.ศ. 2339 – 2363) เป็นต้นมา

 

วิธีการทำเครื่องเบญจรงค์

     กรรมวิธีการผลิต  หรือการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เครื่องเบญจรงค์  มีความสำคัญอย่างยิ่ง  ผู้ผลิตต้องมี ความชำนาญ  มีความรู้ความสามารถ  เข้าใจในเทคนิคต่างๆ  อย่างเพียงพอ  ในการผลิตเครื่องเบญจรงค์ แต่ละชนิด  รวมไปถึงอุปกรณ์  และเครื่องมือต่างๆ  ที่ช่วยในการผลิต  กระบวนการผลิตจนได้เครื่องเบญจรงค์มีสองงขั้นตอนหลักๆคือการผลิตเซรามิคของขาว  หรือเครื่องขาว  และกระบวนการเขียนลายเครื่องเบญจรงค์

 

เครื่องขาว หรือของขาว ที่นำมาผลิตเป็นเครื่องเบญจรงค์     เครื่องขาว  หรือของขาว  จะเป็นภาชนะรูปทรงต่างๆ  มีสี ขาว  อาทิเช่น  โถประดับ  จาน  ชาม  แก้วน้ำ  หม้อ ข้าว  ขันข้าว  แจกัน  ชุดน้ำชา  และกาแฟ  เป็นต้น  ลักษณะการเคลือบของของขาวนั้นมี  2  ลักษณะ  คือ  เคลือบ เงา  และเคลือบด้าน  ซึ่งเมื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องเบญจรงค์แล้ว  จะให้ความสวยงามที่แตก ต่างกันไป  เครื่องขาว  หรือของขาวนี้  สามารถซื้อได้จากโรงงานในอำเภอกระทุ่มแบน  จังหวัดสมุทรสาคร  จังหวัดสระบุรี  ราคารับซื้อขึ้นอยู่กับแบบ  และขนาดของเครื่องขาวที่ใช้

 

วัตถุดิบ และเนื้อดินที่ใช้ในการผลิตเครื่องขาวเพื่อทำเครื่องเบญจรงค์ ; วัตถุดิบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิต  ในการตอบสนองให้งานที่ผลิตขึ้นเป็น ไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานและเป็นไปตามความต้องการของผู้ผลิต  รวมทั้งมีประสิทธิภาพสูง  ความเข้าใจอย่าง  ถ่องแท้ในเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาใช้งาน  ก่อให้ เกิดการพัฒนากรรมวิธีการผลิต  การออกแบบ  และการสร้างผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ขึ้นได้  วัตถุดิบที่นำมา ใช้ทำเครื่องเบญจรงค์  จะประกอบด้วยวัตถุดิบที่มีความเหนียว  วัตถุดิบที่ไม่มีความเหนียว  และวัตถุดิบอื่นๆ  มีดังนี้

         1.วัตถุดิบที่มีความเหนียว  วัตถุดิบประเภทนี้ได้แก่ดิน ชนิดต่างๆ   ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน   แต่ที่เหมาะแก่การนำมาผลิตเครื่องปั้นและเครื่องเบญจรงค์   ได้แก่

  

  ดินเกาลิน  (kaolin หรือ China Clay)  ดินชนิดนี้บางแห่ง  เรียกว่า  ดินขาว  เกิดจากจากการแปรสภาพของ หินแกรนิตเป็นหินฟันม้า  มีความบริสุทธิ์สูง  เนื้อดินหยาบ  สีขาวหม่น  มีความเหนียว น้อย  หดตัวน้อย  ทนความร้อนได้สูง  ระหว่าง  1,400-1,500  องศาเซลเซียส

 

      ดินเหนียว (Ball clay) ดินชนิดนี้บางแห่งเรียกว่า  ดินดำ  เป็นดินที่เกิดจากการ  ชะล้างดินเกาลิน โดยธรรมชาติ  มีแร่เหล็กปนอยู่ค่อนข้างสูง  กับมีสารอินทรีย์ปนอยู่บ้าง  เนื้อดินละเอียด  สีคล้ำ  มีควา ม เหนียว  จุดหลอมละลายระหว่าง  1,300-1,400  องศาเซลเซียส  เมื่อเผาสุกแล้วผลิตภัณฑ์จะมีสีขา วหม่นหรือสีเนื้อ  เหมาะแก่การทำเครื่องปั้นประเภทเนื้อดิน  และเนื้อแกร่ง  หรือใช้ผสมกับดินเกาลินใ ห้เนื้อดินแข็งและเหนียวขึ้น  เพื่อใช้ทำเครื่องปั้นประเภทเครื่องกระเบื้อง

 

      ดินขาวเหนียว   (Plastic clay)   เกิดจากการผุกร่อนของหิน  เนื้อดิน ละเอียด   สีเนื้อ   หรือสีเทา   มีความเหนียว  มักใช้ผสมกับดินชนิดอื่น  เพื่อให้ขึ้นรูปทรงได้ง่าย

     

  ดินแดง  (Red clay  หรือ  Surface  clay)  เป็นดินที่มีความเหนียวมาก  มีเหล็ก และแอลคาไล  (alkali)  ผสมอยู่ในเนื้อดินค่อนข้างสูง  เนื้อดินสีเทาแก่  สีน้ำตาลแก่  สีน้ำ ตาลอ่อน  มักนำไปทำกระเบื้อง  มุงหลังคา  โอ่ง  ไห  ครก  หม้อดิน  กระถางต้นไม้  เป็นต้น  เมื่อ นำไปทำผลิตภัณฑ์อาจต้องผสมทรายเพื่อป้องกันการแตกตัว

 

     ดินสีเทา  หรือดินสโตนแวร์  (Stoneware  clay)  เป็นดินที่มีความ เหนียว  เนื้อดินเป็นสีเทาอ่อน  สีเทาแก่  หรือสีน้ำตาลเข้ม  เมื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์  สามารถ ขึ้นรูปได้ดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นรูป  โดยใช้แป้นหมุน  ทนความร้อนสูง ระหว่าง  1,200-1,500  องศาเซลเซียส  ดินชนิดนี้ส่วนใหญ่ใช้ทำผลิตภัณฑ์ประเภทเคลือบไฟแรงสูง

 

     ดินทนไฟ  (Fire clay)  เป็นดินเนื้อค่อนข้างหยาบ   มีซิลิกา  และอะลูมินาผสมอยู่มาก ดินมีสีน้ำตาลอ่อน     สีเทา  หรือสีคล้ำ  มีความเหนียวมาก  ทนความร้อนสูงถึง   1,500  องศาเซลเซียส  โดยไม่เปลี่ยนสภาพ  ส่วนใหญ่จึงนำไปใช้ทำวัสดุทนไฟ   เช่น   ทุ่นทนไฟสำหรับวัดอุณหภูมิในเตาเผา  อิฐทนไฟ  ชิ้นส่วนของเตาเผา  เป็นต้น

 

     2.วัตถุดิบที่ไม่มีความเหนียว เป็นวัตถุที่นำมาใช้ผสมลงไปในเนื้อดินที่นำมาปั้นผลิตภัณฑ์ หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำเคลือบ ซึ่งได้แก่ หินประเภทต่างๆ หินที่นำมาใช้งานดังกล่าว ได้แก่

      หินฟันม้า (Flespar) เกิดจากการแปรสภาพของหินแกรนิต เป็นหินแข็ง ทึบแสง มีสีขาว สีชมพู มีความแตกต่างกันแยกได้หลายชนิด มักนำมาใช้ผสมในเนื้อดินเพื่อปั้นผลิตภัณฑ์ หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำเคลือบ

     หินเขี้ยวหนุมาน (Quartz) เป็นผลึกของซิลิกา มีความแข็งย่อยสลายมาก มีความบริสุทธิ์สูง เมื่อนำมาบดละเอียดหรือเผาใช้ผสมในเนื้อดินเพื่อปั้นผลิตภัณฑ์จะทำให้เนื้อดินลดการหดตัวทนไฟสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์โปร่งใส ทั้งยังใช้ผสมในน้ำเคลือบ ทำให้เคลือบเป็นมัน ทนการกัดกร่อนได้ดี

      หินไฟโรฟิลไลท์ (Pyrophylite) เป็นหินไม่แข็งมากนัก มีสีเทา สีเทาปนแดง เมื่อนำไปผสมในเนื้อดินปั้นผลิตภัณฑ์ทำให้มีความทนไฟสูง และลดการบิดเบี้ยวของตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี ทั้งยังใช้ผสมในน้ำเคลือบเพื่อเพิ่มความหนืด และความทนไฟด้วย ทราย (Sand) ทรายส่วนมากประกอบไปด้วยแร่ซิลิกา เมื่อนำไปผสมในเนื้อดินปั้นผลิตภัณฑ์ จะทำให้เพิ่มความแข็งแรงแก่ตัวผลิตภัณฑ์ยิ่งขึ้น

      3.วัตถุดิบอื่น ในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้น ยังได้ใช้วัตถุดิบอื่นผสมลงในเนื้อดินปั้นหรือน้ำเคลือบ เพื่อให้เหมาะสมกับหน้าที่ใช้งานของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด วัตถุดิบดังกล่าวมีดังนี้

      เถ้ากระดูก (Bone Ash) ได้จากการเผากระดูก มีส่วนผสมของแคลเซียมฟอสเฟต และแคลเซียมคาร์บอเนต นำไปผสมในเนื้อดินปั้นเป็นตัวช่วยในการหลอมละลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโปร่งแสง

      ทัลค์ (Talc) เมื่อนำไปผสมในเนื้อดินปั้นผลิตภัณฑ์ จะทำให้เนื้อดินลดความเหนียวลง มีผลให้ขึ้นรูปยาก แต่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ทนไฟสูง ทนต่อด่าง เพิ่มความต้านทานกระแสไฟฟ้าได้ดี จึงมักใช้ผสมในเนื้อดิน เพื่อทำลูกถ้วยไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ฉนวนไฟฟ้า กระเบื้องเคลือบห้องน้ำ เป็นต้น

      เซอร์คอน (Zircon) มีคุณสมบัติทนความร้อนได้สูงระหว่าง 1,500-1,800 องศาเซลเซียส จึงมักใช้ผสมในเนื้อดินเพื่อใช้ทำวัตถุทนไฟ ทำหรือผสมในน้ำเคลือบทำให้เป็นเคลือบสีขาวทึบแสง

      สารประกอบอะลูมินา (Alumina) หมายถึงสารที่มีส่วนประกอบของอะลูมินาสูง ได้แก่ คอรันดัม บอกไซท์ กิบไซท์ และไดอะทอไมท์ เป็นต้น อะลูมินาเป็นสารที่ทนความร้อนได้ถึงอุณหภูมิ 2,050 องศาเซลเซียส ดังนั้นในการผลิตวัตถุทนไฟ จึงมักนำเอาสารที่มีส่วนประกอบของอะลูมินามาผสมใช้ทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

 เวิร์คช็อปลงสีเบญจรงค์ 

เพื่อให้เข้าถึงเบญจรงค์โดยแท้ ข้าพเจ้าก็ไม่พลาด ลงมือลงสีเบญจรงค์ โดยข้าร่วมเวิร์คช็อปจะได้รับชุดน้ำชาพร้อมจานรองหรือแก้วน้ำชาพร้อมฝาปิด  เวิร์คช็อปโดยหมู่บ้านเบญจรงค์ ดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร สถานที่: RCB Auctions ชั้น

 

กระบวนการผลิตและเขียนลายเครื่องเบญจรงค์      ในการผลิตจะเริ่มเขียนวนทองเพื่อเป็นเส้นนำลาย ส่วนในลวดลายที่มีรายละเอียดสูง เช่นลายประเพณีไทย หรือลวดลายที่เป็นเรื่องราวในวรรณคดี ต้องมีการลอกลาย หรือร่างเส้นบนพื้นผิว ของขาว ก่อนจะลงลายน้ำทอง หรือตัดเส้นหลักก่อน แล้วเริ่มเขียนลายตามต้องการด้วยน้ำทอง

ทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้ว จะนำมาลงสีตามลายที่เขียนทองไว้จนครบ การลงสีต้องไม่หนาจนเกินไป เพราะจะทำให้สีหลุดง่าย และต้องไม่บางจนเกินไป เพราะจะทำให้สีจางได้ง่ายอความเร็วในการทำงาน การลงสีนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือหลายคน หากชิ้นงานมีรายละเอียดมากๆ ต้องมีการจัดแบ่งส่วนในการลงสีกัน ต่อมาจะทำการเก็บรายละเอียดต่างๆ และวนทองตามส่วนต่างๆ อีกครั้ง เช่น หูแก้ว ขอบโถ เป็นต้น

 โดยสรุป เราสามารถแบ่งขั้นตอนการผลิตหลักๆออกเป็น 2 ขั้นตอน


เครื่องขาว วนทองแล้ว

ได้แก่ 1 การผลิตเครื่องปั้นดินเผาสีขาว หรือเครื่องขาว


2 การเขียนสีเขียนลายเครื่องเบญจรงค์ และลายน้ำทอง  การผลิต ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลาง สมุทรสาครสมุทรสงคราม  สุพรรณบุรีพระนครศรีอยุธยานครปฐมและกรุงเทพฯส่วนในภูมิภาคอื่นก็มีปรากฏที่จังหวัดเพชรบุรีอุตรดิตถ์พิจิตรมหาสารคามขอนแก่นและชุมพรเป็นต้น

เขียนลายเสร็จก็เป็นขั้นตอนลงสี สีหลัก ในเครื่องเบญจรงค์ได้แก่ สี เหลืองสีแดง สีดำ สีชมพู สีเขียว อมคราม

 

สีเหล่านี้ เป็นสีฝุ่นจะเอามาบดให้ละเอียด โดยผสมน้ำและบด อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเพราะเมื่อน้ำแห้งสีจะแตกใช้ไม่ได้อีกต่อไป การลงสีต้องลงสีบริเวณที่ไกลมือเราก่อน สีฝุ่นเหล่านี้จะแห้งเร็วมากเวลาลงไม่ควรจะลงทับเส้นทอง แต่หากใช้สี ที่สีเยอะไป จะทำให้เวลาเผา  เป็นตุ่มสีจะ หลุดกระเทาะออกมา แต่หากใช้น้ำเยอะ เนื้อสีก็จะบาง


เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนำไปทำขั้นตอนการเผาให้รอจัดส่งชิ้นงานกลับให้ที่บ้าน

 

 

ยังพอมีเวลา แวะไปฟังสัมมนากัน

งานสัมมนา Bencharong in Perspective วันเสาร์ที่ 19 มกราคม เวลา 14.00 น.-16.00 น. ณ RCB Forum  ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

มีวิทยากรคือผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

Dawn F. Rooney ภัณฑารักษ์นิทรรศการ ร่วมด้วย Jeffery Sng, คุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร และ Paul Bromberg.

Dawn F. Rooney ภัณฑารักษ์นิทรรศการ Bencharong Journey: From China to Siam  กล่าวต้อนรับ(คนแรก จากขวา)

 

 

Jeffery Sngพูดในหัวข้อ Historical Perspective Migration of the Chinese to Siam

 

คุณพิมพ์ประไพ  พิศาลบุตร คนที่สองจากซ้าย พูดในหัวข้อ Blue and White for Siam

ต้นตระกูลของคุณพิมพ์ประไพ  พิศาลบุตร คือพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น)เป็นผู้นำเครื่องถ้วยเครื่องลายครามเข้ามาในกรุงสยาม และเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงสำเภา สมัยรัชกาลที่๔ มีสินค้า เครื่องกระเบื้องเก็บไว้เป็นโกดัง ยี่ห้อ ปอจูลี่กี่ เครื่องปั้นดินเผา เป็นสินค้าสำเภาจีนที่ล่องเรือเลียบฝั่ง ค้าขาย แลกเปลี่ยนกันตามเมืองในทะเลจีนใต้มาแต่โบราณ พบหลักฐานเครื่องปั้นดินเผาจีน สมัยราชวงศ์ถัง ตามบริเวณชุมชนทวาราวดี ศรีวิชัย และที่ปัตตานี สุราษฎร์ นคร สงขลา กระบี่ พังงาพัทลุง ราชบุรี สุพรรณบุรี ปราจีน ชลบุรี และบุรีรัมย์

ความเชื่อของคนในแถบเอเชียตะวันออก เครื่องปั้นฯถือเป็นของมีค่า ที่จะฝังร่วมไปเป็นสมบัติของผู้ตายในภพหน้า ผู้มีอันจะกินจึงนิยมซื้อเครื่องปั้นดินเผาโดยเฉพาะของจีน ด้วยมีคุณภาพดี  

Bencharong Journey: From China to Siam จัดแสดงระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม 2561จนถึงวันที่ 25 มกราคม 2562 ที่ชั้น 4 ห้อง RCB Auctions ตั้งแต่เวลา 10.00 . – 20.00 . ณ ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ศูนย์รวมงานศิลปะและวัตถุโบราณชั้นเยี่ยมของเอเชีย

อ้างอิง

http://issyspmwnnj.blogspot.com/2013/02/blog-post.html

siam-traders.com: History of Benjarong

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน