*/
  • feng_shui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 2771
  • จำนวนผู้ชม : 5145791
  • จำนวนผู้โหวต : 4968
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4968 คน
coffee

coffee

View All
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด
การเมือง
46 คน
การเงิน
64 คน
การงาน
17 คน
ความรัก
6 คน
ลูกหลาน บริวาร
18 คน

  โหวต 151 คน
วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน 2562
Posted by feng_shui , ผู้อ่าน : 197 , 22:00:08 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

ศิริราชประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

 

เมื่อวันอังคารที่  4  มิถุนายน  2562  เวลา 10.00 น. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดแถลงข่าวเรื่อง “ศิริราชประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย” โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าวร่วมกับ รศ.พญ.งามแข  เรืองวรเวทย์  หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา  รศ.พญ.ภิญนิตา  ตันธุวนิตย์ หัวหน้าสาขากระจกตา ภาควิชาจักษุวิทยา และหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราช ทางคลินิก
รศ.ดร.ปัทมา  เอกโพธิ์ ฝ่ายวิจัย และหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางห้องปฏิบัติการ พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเต็มเซลล์ ณ ห้องจุฬาภรณ์ รพ.ศิริราช

 

กระจกตาปกติของคนเรามีความใสและผิวเรียบ ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน การที่กระจกตาสามารถคงความใสอยู่ได้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา

สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา

          ทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานคอยสร้างเซลล์ผิวกระจกตาขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไปตลอดเวลา ทำให้ผิวกระจกตาคงความใสและไม่เป็นแผล ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเขื่อนป้องกันไม่ให้เส้นเลือดจากเยื่อตารุกเข้ามาในกระจกตาได้ โดยสเต็มเซลล์อยู่ที่ตำแหน่งรอยต่อของกระจกตาและเยื่อตาที่เรียกว่า “ลิมบัส”

ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง

          สาเหตุภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง พบได้ในโรคหลายชนิด เช่น ตาที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีเข้าตา กลุ่มอาการสตีเวนจอห์นสัน การติดเชื้อที่กระจกตา การอักเสบที่กระจกตา ตาที่ได้รับการผ่าตัดหลายๆ ครั้ง โรคต้อเนื้อขั้นรุนแรง เป็นต้น เมื่อสเต็มเซลล์บกพร่องทำให้มีเส้นเลือดรุกเข้ามาในกระจกตา กระจกตาขุ่น เกิดแผลถลอกที่ผิวกระจกตา กระจกตาติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตามัวลง


การรักษาทำอย่างไรได้บ้าง

          ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง เป็นภาวะที่รักษาได้ยาก  ในผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องนั้น เปรียบเสมือนไม่มีโรงงานที่คอยสร้างเซลล์ และไม่มีเขื่อนที่คอยป้องกันเส้นเลือด ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตามวิธีมาตรฐานไม่สามารถรักษาภาวะสเต็มเซลล์บกพร่องได้ และเส้นเลือดยังสามารถรุกเข้ามาในกระจกตาจนบดบังการมองเห็น ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีสเต็มเซลล์บกพร่องอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องทำการรักษาโดยการปลูกถ่าย สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา


          วิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ปัจจุบันมี 3 วิธีที่นิยม คือ

1. การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส CLET (Cultivated Limbal Epithelial Transplantation) คือ การใช้ลิมบัสขนาดเล็ก 2x2 มิลลิเมตร ไปเพาะเลี้ยงบนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการจนเซลล์เจริญเติบโตแผ่ออกมาได้พื้นที่ขนาดประมาณ 3x3 เซนติเมตร แล้วจึงนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย โดยลิมบัสที่นำมาเพาะเลี้ยงได้จากตาที่ดีอีกข้างของผู้ป่วย หากผู้ป่วยเป็นโรคทั้งสองตา จะใช้ลิมบัสจากญาติสายตรง หรือตาบริจาคของผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหากเป็นลิมบัสจากผู้อื่น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิเพื่อลดการเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน

2. การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยการเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก COMET (Cultivated Oral Mucosal Epithelial Transplantation)  คือ การใช้เยื่อบุปากของผู้ป่วยขนาดเล็ก 5x5 มิลลิเมตร เพาะเลี้ยงบนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการ แล้วจึงนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย เนื่องจากเซลล์เยื่อบุปาก มีคุณลักษณะคล้ายเซลล์ผิวกระจกตา อีกทั้งเป็นเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ต้องได้รับยากดภูมิ

3. การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง SLET (Simple Limbal Epithelial Transplantation) คือ การตัดเนื้อเยื่อบริเวณลิมบัสมาขนาดประมาณ 2x2 มิลลิเมตร คล้ายวิธีที่ 1 แต่ไม่ต้องนำเนื้อเยื่อนั้นไปเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ สามารถนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นจำนวน 20 – 30 ชิ้น วางบนกระจกตาผู้ป่วยที่ลอกเอาพังผืดออกและวางเยื่อรกคลุมผิวกระจกตาไว้แล้ว หลังจากนั้นเซลล์สามารถเจริญเติบโตออกมาจากลิมบัสชิ้นเล็กๆ จนเต็มผิวกระจกตาได้ ดังนั้นวิธีนี้ใช้หลักการเลียนแบบการเพาะเลี้ยง แต่ปลูกถ่ายโดยตรงในตาผู้ป่วยโดยไม่ต้องอาศัยการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ


 

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาได้สำเร็จ โดยเริ่มทำการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส (CLET) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาทั้ง 3 วิธี ให้แก่ผู้ป่วยไปแล้วรวมทั้งสิ้นจำนวน 86 ตา 75 คน  โดยทำผ่าตัดวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส (CLET) รวมจำนวน 24 ตา ประสบความสำเร็จ 74%  ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 ได้เริ่มทำการผ่าตัดด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก (COMET) จำนวน 27 ตา ประสบความสำเร็จ 71%  และได้รายงานผลในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ  ทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่มีความปลอดภัย โดยพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ไม่มีส่วนผสมผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การเพาะเลี้ยงเซลล์ทำในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล (ISO 14644-1) และมีการควบคุมคุณภาพของกระบวนการผลิตอย่างครบถ้วน ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโดยมีปริมาณสเต็มเซลล์ชนิดที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ในการรักษาสูงมาก  

ในปี พ.ศ. 2557 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เริ่มนำการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาด้วยวิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง (SLET) มาใช้ผ่าตัดสำเร็จเป็นครั้งแรกและแห่งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันได้ทำผ่าตัดในผู้ป่วยไปแล้วทั้งสิ้น 35 ตา ประสบความสำเร็จ 83% โดยใช้ลิมบัสจากผู้ป่วยเองหรือจากญาติสายตรงมาปลูกถ่าย เพื่อลดโอกาสการเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และลิมบัสที่นำมาใช้ปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยมีขนาดเล็กมาก จึงไม่กระทบต่อสายตาหรือสุขภาพของดวงตาข้างดีของผู้ป่วยหรือผู้บริจาค

          ปัจจุบันโดยศิริราชเทคนิค พบว่าการผ่าตัดด้วยวิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยงนี้ สามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี มีความสำเร็จในการรักษาสูงทัดเทียมกับวิธีการเพาะเลี้ยง อีกทั้งมีความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษากว่าการเพาะเลี้ยง เนื่องจากไม่ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการ รวมทั้งสามารถเผยแพร่ให้แก่โรงพยาบาลอื่นๆ ที่ไม่มีห้องปฏิบัติการได้ ดังนั้นแนวทางการรักษาผู้ป่วยภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องของโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน จึงพิจารณาทำการผ่าตัดด้วยวิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง (SLET) หากผู้ป่วยไม่เหมาะสมที่จะทำการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ จะพิจารณาผ่าตัดด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก (COMET)

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรม ครบวงจร และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งในด้านการพัฒนาวิธีการรักษารวมถึงวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่สนับสนุนวิธีการรักษาดังกล่าว เพื่อสามารถนำไปใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เกิดระบบแบบแผนในกระบวนการวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา การติดตามผลการรักษา รวมทั้งเกิดระบบที่เป็นวิธีปฏิบัติมาตรฐานในการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่พร้อมให้บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีกับจักษุแพทย์ทั่วประเทศต่อไป



          โครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนี้ เป็นการศึกษาวิจัยร่วมกันของภาควิชาจักษุวิทยา ภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน  ภาควิชาพยาธิวิทยา และศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และปัจจุปันภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ยังมีขยายการศึกษาวิจัยร่วมกับแผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ นับเป็นความสำเร็จก้าวใหม่ของการรักษาภาวะบกพร่องของสเต็มเซลล์ผิวกระจกตา











 

 

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดลแถลงข่าวพร้อมทีมวิจัยเพื่อการรักษาภาวะสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาบกพร่อง

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้พัฒนาวิธีการรักษาด้านจักษุวิทยามาจนประสบความสำเร็จ จากงานวิจัยสู่การรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ทั้งแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ รวมทั้งยกระดับงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ  ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ทีมจักษุแพทย์ศิริราช ได้ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา  สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส CLET (Cultivated limbal epithelial transplantation)  ต่อมา พ.ศ. 2551  พัฒนาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก COMET (Cultivated oral mucosal epithelial transplantation)  จากนั้น พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ใช้วิธี
ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง
SLET (Simple limbal epithelial transplantation) มาใช้ สำเร็จเป็นครั้งแรกและแห่งแรกของประเทศไทย  ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษา  ซึ่งการพิจารณาเลือกการรักษาวิธีใดจาก 3 วิธีนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย     

 รศ.พญ. งามแข  เรืองวรเวทย์  หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา กล่าวถึง โรคตาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยว่า  กระจกตาปกติของคนเรามีความใสและผิวเรียบ ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน การที่กระจกตาสามารถคงความใสอยู่ได้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ทำหน้าที่เสมือนโรงงานคอยสร้างเซลล์ผิวกระจกตาขึ้นทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไปตลอดเวลา ทำให้ผิวกระจกตาคงความใสและไม่เป็นแผล ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเขื่อนป้องกันไม่ให้เส้นเลือดจากเยื่อตารุกเข้ามาในกระจกตาได้ โดยสเต็มเซลล์อยู่ที่ตำแหน่งรอยต่อของกระจกตาและเยื่อตาที่เรียกว่า “ลิมบัส”

          ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง พบได้ในหลายโรค เช่น ตาที่ได้รับอันตรายรุนแรงจากสารเคมีเข้าตา กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน การอักเสบหรือการติดเชื้อที่กระจกตา โรคสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องแต่กำเนิด โรคเนื้องอก หรือ ต้อเนื้อขั้นรุนแรง ตาที่ได้รับการผ่าตัดหลาย ๆ ครั้ง เป็นต้น  เมื่อสเต็มเซลล์บกพร่องทำให้มีเส้นเลือดรุกเข้ามาในกระจกตา กระจกตาขุ่น เกิดแผลถลอกที่ผิวกระจกตา กระจกตาติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตามัวลง

 

          ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง เป็นภาวะที่รักษายาก  ในผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องนั้น เสมือนไม่มีโรงงานที่คอยสร้างเซลล์ และไม่มีเขื่อนที่คอยป้องกันเส้นเลือด ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตามวิธีมาตรฐาน ไม่สามารถรักษาภาวะสเต็มเซลล์บกพร่องได้ และเส้นเลือดยังสามารถรุกเข้ามาในกระจกตาจนบดบังการมองเห็น ดังนั้นในผู้ป่วยที่สเต็มเซลล์บกพร่องมาก การรักษาจึงจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา

          รศ.พญ.ภิญนิตา   ตันธุวนิตย์  หัวหน้าสาขากระจกตา ภาควิชาจักษุวิทยา และหัวหน้าทีมปลูกถ่าย      สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราช ทางคลินิก กล่าวถึง ขั้นตอนการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา และผลการผ่าตัดว่า ผู้ป่วยที่มีสเต็มเซลล์บกพร่องอย่างรุนแรง จำเป็นต้องทำการรักษาโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ซึ่งวิธีการในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ  กลุ่มที่ 1 จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ             ซึ่งได้มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัสหรือเยื่อบุปาก และ กลุ่มที่ 2 การนำเนื้อเยื่อจากลิมบัสมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยโดยตรง  โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ             

          กลุ่มที่ 1  อาศัยการเพาะเลี้ยงเซลล์ สามารถทำได้ 2 วิธี

          วิธีที่ 1 การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส CLET (Cultivated limbal epithelial transplantation) คือ การใช้ลิมบัสขนาดเล็ก 2x2 ตารางมิลลิเมตร ไปเพาะเลี้ยงบนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการประมาณ 2 สัปดาห์ จนเซลล์เจริญเติบโตแผ่ออกมาได้พื้นที่ขนาดประมาณ 3x3 ตารางเซนติเมตร แล้วจึงนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย โดยลิมบัสที่นำมาเพาะเลี้ยงได้จากตาที่ดีอีกข้างหนึ่งของผู้ป่วย ในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคในตาข้างเดียว หากผู้ป่วยเป็นโรคทั้งสองตา จะใช้ลิมบัสจากญาติสายตรง หรือตาบริจาคของผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหากเป็นลิมบัสจากผู้อื่น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิเพื่อลดการเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน     

           วิธีที่ 2 การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยการเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก COMET (Cultivated oral mucosal epithelial transplantation) คือ การใช้เยื่อบุปากของผู้ป่วยขนาด 5x5 ตารางมิลลิเมตร เพาะเลี้ยงบนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการประมาณ 2 สัปดาห์ จนเซลล์เจริญเติบโตออกมาเช่นเดียวกัน แล้วจึงนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย สาเหตุที่เลือกใช้เซลล์เยื่อบุปากเนื่องจากมีคุณลักษณะคล้ายเซลล์ผิวกระจกตา อีกทั้งเป็นเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์วิธีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิ

           อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 วิธี ต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการ รศ.ดร.ปัทมา  เอกโพธิ์  ฝ่ายวิจัย และหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางห้องปฏิบัติการ กล่าวถึง ขั้นตอนการผลิตเซลล์ต้นกำเนิดว่า ทีมวิจัยจากภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน และฝ่ายวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้พัฒนากระบวนการผลิตเซลล์ โดย
ศิริราชเทคนิค  ซึ่งทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เซลล์ที่จะนำไปใช้ในการปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยนั้น มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง โดยอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยงเซลล์ไม่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์จากสัตว์หรือสารเคมีอันตรายใด ๆ  และการเพาะเลี้ยงเซลล์ทำในห้องปฏิบัติการสะอาด ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล (ISO 14644-1) ทั้งมีการควบคุมคุณภาพของกระบวนการการผลิตเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีศิริราชเทคนิคสามารถโตได้เพียงพอในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ตามเวลาที่กำหนด คือ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ และมีปริมาณสเต็มเซลล์สูงมากกว่าร้อยละ 80 จึงมั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

 

          สำหรับกลุ่มที่ 2 เป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง หรือที่เรียกย่อๆว่า SLET (Simple limbal epithelial transplantation)  เป็นวิธีล่าสุดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน รศ.พญ.ภิญนิตา   ตันธุวนิตย์ กล่าวว่า  วิธีนี้จะตัดเนื้อเยื่อที่มีสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาจากบริเวณลิมบัส ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ วางบนกระจกตาผู้ป่วย ที่มีเยื่อรกคลุมผิวกระจกตา จากนั้นจะปล่อยให้เซลล์เจริญเติบโต จนเต็มผิวกระจกตา ซึ่งหลักการคล้ายวิธี CLET ในกลุ่มเพาะเลี้ยงเซลล์ แต่ SLET ไม่ต้องอาศัยการเพาะเลี้ยง พบว่าการผ่าตัดด้วยวิธี SLET นี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทัดเทียมกับวิธีที่อาศัยการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ผิวกระจกตา  

เดิมทีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง  เริ่มผ่าตัดครั้งแรกในประเทศอินเดีย ปี 2555 และสำหรับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ใช้วิธีนี้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2557   นับเป็นนวัตกรรมที่สำคัญ มีความสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษามากกว่าวิธีที่อาศัยการเพาะเลี้ยง รวมทั้งสามารถส่งเสริมการผ่าตัดวิธีนี้ให้แพร่หลายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่มีห้องปฏิบัติการ  

          รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าวเสริมว่า  อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลศิริราชได้ทำการรักษาผู้ป่วยภาวะสเต็มเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาบกพร่องด้วยวิธีการทั้ง 3 วิธี  และได้พัฒนาเทคนิคเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้ป่วยไทยด้วยวิธี SLET เรียกว่า “ศิริราชเทคนิค”  และหากมีผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง โรงพยาบาลศิริราชจะเลือกใช้วิธี SLET โดยใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองหรือของญาติสายตรงมาปลูกถ่ายเป็นวิธีแรก แต่หากสภาวะของผู้ป่วยไม่เหมาะสมกับวิธี SLET จะพิจารณาทำการปลูกถ่ายด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทน  ปัจจุบันการรักษาภาวะสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาบกพร่อง ทั้ง 3 วิธีของโรงพยาบาลศิริราช ได้ทำการผ่าตัดไปทั้งสิ้น 86 ตา ในผู้ป่วย 75 ราย  จากวิธี CLET 24 ตา COMET 27 ตา ประสบผลสำเร็จประมาณร้อยละ 70 ในขณะวิธี SLET ผ่าตัดแล้ว  35 ตา ประสบผลสำเร็จถึง ร้อยละ 83

           นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยังได้ขยายการวิจัยร่วมกับภาควิชาจักษุวิทยาของโรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคคลากรทางการแพทย์   ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ รวมทั้งยกระดับงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติต่อไป      



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน