• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 974168
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2556
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 2060 , 16:57:17 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 


              เช้าตรู่วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เกิดอุบัติเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติโอมาน ระหว่างกำลังถ่ายน้ำมันดิบลงทุ่นกลางทะเล เพื่อส่งเข้าคลังน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (พีทีทีซีจี) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประมาณการเบื้องต้นระบุว่า มีน้ำมันกว่า 5 หมื่นลิตรรั่วไหลลงสู่ทะเล ยิ่งไปกว่านั้นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดคราบน้ำมันกระจายออกไปทั่วบริเวณอย่างน้อย 15 กิโลเมตรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคราบน้ำมันที่เคลื่อนตัวเข้าหมู่เกาะเสม็ด บริเวณชายหาดอ่าวพร้าวและหาดบ้านเพ ทำให้หาดทรายสีขาวสวยงามกลายเป็นหาดสีดำส่งกลิ่นเหม็นแสบจมูกในทันที

           

               ผ่านไป 2 วันภาพถ่ายจากดาวเทียม 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการสะสมคราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าวกินพื้นที่ยาวหลายกิโลเมตร เกาะเสม็ดถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางทะเล หน่วยงานหลายแห่งในพื้นที่ เช่น ทหารเรือ เจ้าหน้าที่ปตท. กระทรวงสาธารณสุข หน่วยบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัคร ฯลฯ กว่า 500 คน ระดมกำลังช่วยกันกำจัดคราบน้ำมัน

 

         ต่อมาในวันที่ 31 กรกฎาคม คราบน้ำมันที่มองเห็นเป็นฟิล์มหนาบนน้ำทะเลเริ่มเคลื่อนตัวออกไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่เกาะปลาตีน เกาะขาม และเกาะกุฎี

 

 

รัฐบาลสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เครือข่ายประชาชนเตรียมฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนปริมาณตัวเลขแท้จริงที่น้ำมันรั่วไหล เนื่องจากหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าคราบน้ำมันที่แผ่กว้างออกไปกว่า 15 กิโลเมตรนั้น จะเกิดจากจำนวนน้ำมันเพียงแค่ 5 หมื่นลิตร

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เครื่องบินจากสิงคโปร์มาพ่นสารเคมี ซิลิกอน เอ็นเอส (Slickgone NS) ลงทะเลเพื่อช่วยขจัดคราบน้ำมันกว่า หรือที่เรียกว่า สารกระจายคราบน้ำมัน (Dispersant) เพื่อกำจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลนั้น อาจสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมในทะเลได้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า กรมควบคุมมลพิษอนุมัติให้ใช้สารเคมีเพียง 5 พันลิตร เป็นไปตามมาตรฐานควรใช้แค่สัดส่วน 5-10 เท่านั้น แต่บริษัท พีทีทีซีจี แจ้งว่าใช้สารเคมีไปถึง 3.2 หมื่นลิตร มากกว่าที่ขออนุมัติไปถึง 6 เท่า การใช้สารเคมีเกินจำนวนโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงใจว่า อาจมีการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลหรือไม่

 

 


ทั้งนี้ บริษัท พีทีทีจีซี ได้แถลงการณ์แสดงความเสียใจและขอโทษทันที พร้อมสนับสนุนให้ฟื้นฟูเกาะเสม็ดอย่างเร็วที่สุด ประเมินค่าชดเชยเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ขณะเดียวกันชาวบ้านและเอ็นจีโอเริ่มให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับการพบสัตว์ทะเลเปื้อนคราบน้ำมันและเศษตะกอนน้ำมันตามชายหาด มีรายงานพบซากสัตว์ทะเลเกยตื้นตายเป็นระยะๆ เช่น ซากเต่าตนุขนาด 100 กิโลกรัม เกยตื้นที่หาดสวนสน อ.แกลง ซากโลมา 2 ตัว เกยตื้นที่บ้านเพ และซากปลาแป้นเกยหาดแม่รำพึงเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ฯลฯ

 


ย้อนสถิติไปตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลสู่ทะเลไทยไม่น้อยกว่า 226 ครั้ง โดยมี 9 ครั้ง ที่มีน้ำมันรั่วไหลปริมาณมากกว่า 2 หมื่นลิตร แต่ก็ยังไม่เคยสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้แม้แต่ครั้งเดียว เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายทวงถามถึงมาตรฐานการทำงานของกลุ่มบริษัทน้ำมัน

 


วันที่ 13 สิงหาคม กรมควบคุมมลพิษ แถลงผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเล ชายหาด และอ่าวต่างๆ รอบเกาะเสม็ด 12 หาด โดยใช้ตัวอย่างที่เก็บมาตั้งแต่ 3 สิงหาคม ปรากฏว่าผลตรวจวัดโลหะหนักส่วนใหญ่ มีค่าไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดไว้ 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตร ยกเว้นอ่าวทับทิม มีค่า 0.25 ไมโครกรัมต่อลิตร และอ่าวพร้าวมีค่า 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 29 เท่าจากค่ามาตรฐาน

 

 


ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า จากการสำรวจพบปะการังฟอกขาวใน 4 จุด คือ อ่าวพร้าวด้านใต้ร้อยละ 70 อ่าวพร้าวด้านเหนือร้อยละ 10 และอ่าวน้อยหน่าประมาณร้อยละ 5 ซึ่งต้องตรวจสอบต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 1 ปี เพื่อดูว่าปะการังที่ฟอกขาวเหล่านี้จะตายลงหรือไม่ ซึ่งการฟอกขาวครั้งนี้เกิดจากน้ำมันรั่ว แล้วปะการังเกิดภาวะเครียด และมีฟองน้ำบางส่วนตายด้วย

 


สำหรับตัวเลขผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น เบื้องต้นแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมง กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพ และกลุ่มอื่นๆ อาทิ อาชีพรับจ้าง ค้าขาย รถเช่า เรือเช่า นวดแผนไทย ฯลฯ
บริษัท พีทีทีจีซี เปิดเผยว่า มีผู้ยื่นขอรับการชดเชยประมาณ 1.6 หมื่นราย โดยจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือไปแล้วกว่า 6,000 ราย วงเงินประมาณ 400-500 ล้านบาท และพบว่ามีผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือบางส่วนได้ขอเพิ่มวงเงินชดเชย ขณะเดียวกันมีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจริง แต่มาแอบอ้างขอรับเงินช่วยเหลือด้วย ทำให้ต้องเสียเวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงทำให้เกิดความล่าช้า

 

 


เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายจตุรัส เอี่ยมวรนิรันดร์ นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ระยอง ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นที่รายละ 1,000 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทุกวันนี้ชาวประมงพื้นบ้านต้องออกเรือหาสัตว์น้ำไกลขึ้น เพราะสัตว์น้ำลดลงมาก จึงเสนอขอให้จ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติมรายละ 2,000 บาท นาน 3 เดือน พร้อมขอให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นตัวแทนฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อนำไปตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมยื่นหนังสือ "แผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่ว" ฉบับประชาชน ซึ่งได้มาจากการระดมสมองของชาวบ้าน

 


เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่บริเวณวัดปากน้ำ ต.ปากน้ำ เขตเทศบาลนครระยอง กลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็ก และกลุ่มร้านค้าหาดแม่รำพึงและกลุ่มแม่ค้าขายอาหารทะเล 400 คน มารอรับความช่วยเหลือจากสภาทนายความ เพื่อช่วยฟ้องร้องคดี

 


นายสุวิทย์ เชยอุบล คณะทำงานคดีสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ กล่าวว่า สภาทนายความยินดีรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากกลุ่มประมงพื้นบ้านและกลุ่มแม่ค้า โดยพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ ด้วยการฟ้องคดีด้านสิ่งแวดล้อม คณะทำงานโดยทนายความอาสากว่า 100 คน จึงมีความพร้อมสามารถช่วยเหลือได้

 


ส่วนทางด้าน “กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท. รั่วไหล” ที่ได้รวบรวมรายชื่อ 32,000 รายชื่อ ผ่านการรณรงค์จาก Change.org และยื่นให้นายกรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2556 เพื่อขอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระขึ้นมาค้นหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

 


ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ประกาศว่ากำลังรวบรวมหลักเกณฑ์ประเมินค่าเสียหายต่อบุคคล ทรัพย์สิน ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพื่อจะส่งให้ พีทีทีฯ แล้ว โดยครอบคลุมถึงผลเสียหายในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วยสะสมในระยะเวลา 3-4 ปี พร้อมสรุปเบื้องต้นว่า จนถึง 4 พฤศจิกายน มีผู้ยื่นคำร้อง 15,599 ราย รับการเยียวยาแล้ว 8,586 ราย คิดเป็นเงิน 416 ล้านบาท

 


ขณะที่ บริษัท พีทีทีจีซี เตรียมแผนให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อศึกษาผลกระทบปัญหาน้ำมันรั่วอย่างน้อย 14 ด้าน เช่น กระจายตัวของน้ำมันบนผิวน้ำ ผลกระทบน้ำมันตกค้างใต้ทะเล พิษของน้ำมันดิบ ผลกระทบธุรกิจ ฯลฯ รวมถึงแผนการรับมือหากเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลในอนาคต

 


- ทีมข่าวรายงานพิเศษ -

27 /12/2556

++++

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน