• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 966906
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2557
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 1844 , 16:59:02 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

       เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 "คณะกรรมาธิการข่าวกรอง" วุฒิสภา สหรัฐ เปิดเผยรายงานสุดโหด 6,000 กว่าหน้า ที่ได้มาจาก "โครงการคุมขังและสอบปากคำของสำนักข่าวกรองกลาง" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "รายงานทรมานนักโทษของซีไอเอ" ถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์อื้อฉาวของหน่วยสืบราชการลับโด่งดังสุดของโลก โดยใช้เวลาสืบสวนเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2552

ที่สำคัญเนื้อหาในนั้นกระทบถึงไทยเต็มๆ เพราะแค่ฉบับคัดย่อ 528 หน้า ที่อนุญาตให้เปิดเผยนั้น มีการอ้างถึงไทยแลนด์ไม่ต่ำกว่า 10 หน้า...

 

       จุดเริ่มต้นมาจาก "ซีไอเอ" ต้องการไล่ล่าหาผู้สมคบคิดก่อวินาศกรรมโจมตีนิวยอร์กและเพนตากอน หรือที่เรียกว่า เหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน ทำให้ต้องไล่ล่าผู้ต้องสงสัยจากทั่วโลกไปรีดเค้นข้อมูล แต่กฎหมายอเมริกาเข้มงวดในการทรมานผู้ต้องหา จึงต้องหลีกเลี่ยงไปทำในประเทศอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรแทน

 

       รายงานฉบับนี้เปิดเผยการทรมานเหยื่อทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้บอกข้อมูลหรือความลับออกมา แต่ที่น่าสลดใจกว่านั้นคือ หลังจากทรมานไปกว่า 100 คน ซีไอเอกลับไม่ได้ข่าวกรองชิ้นสำคัญมาจากเหยื่อเหล่านี้เลย แถมให้ข้อมูลผิดๆ แก่รัฐบาลสหรัฐอมริกา

 

 

       ส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทยนั้น เป็นการปฏิบัติการเค้นข้อมูลผู้ต้องสงสัยใน "คุกลับนอกดินแดนสหรัฐ" หรือที่เรียกว่า "แบล็กไซต์" (balck sites) ยิ่งไปกว่านั้นมีการระบุว่า "ซีไอเอ" จ่ายเงินตอบแทนหลายล้านดอลลาร์แก่ประเทศเจ้าของคุกลับด้วย จุดพิกัดคุกลับเป็นความลับขั้นสูงสุด แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอาจไม่รู้ทั้งหมด มี 5 ประเทศที่ถูกพาดพิงว่ามีคุกลับดังกล่าว ได้แก่

1.โปแลนด์

2.ลิทัวเนีย

3.โรมาเนีย

4.อัฟกานิสถาน

และ 5.ไทยแลนด์ โดยใช้รหัส "สีเขียว" (Detention Site Green) แทนการเอ่ยชื่อประเทศไทย 

 

 

       "รหัสสีเขียว" คือหนึ่งในไฮไลท์ของรายงาน เพราะเป็นสถานที่ใช้ทรมานและทดลองวิธีสอบปากคำแบบโหดเหี้ยมว่าได้ผลหรือไม่ เหยื่อที่โดนคือ "อาบู ซูไบดา" สมาชิกคนสำคัญของอัล-ไกดา หลังจาก อาบู ซูไบดา ถูกจับเดือนมีนาคม 2545 พวกเขาตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งหนึ่งในไทย โดยไม่แจ้งหัวหน้าฐานซีไอเอในไทยและทำเนียบขาวให้รับทราบ 

 

 

       แต่เมื่อ อาบู ซูไบดา ถูกส่งมาถึงคุกลับ รัฐบาลไทยเริ่มเครียดและตั้งเงื่อนไขขอเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองสหรัฐ แต่ผ่านไปไม่นานเจ้าหน้าที่ไทยถูกเปลี่ยนตัวกะทันหัน ผู้มาใหม่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ และเรียกร้องให้ซีไอเอปิดสถานที่คุมขังภายใน 3 สัปดาห์

 

 

       ซีไอเอพยายามขอร้องให้ไทยยอมผ่อนปรน แต่เรื่องคุกลับในไทยเกิดรั่วไหลออกไปช่วงเดือนพฤศจิกายน 2545 สื่อมวลชนเริ่มระแคะระคายทำให้คุกลับแห่งนี้ถูกสั่งปิด

 

       ตั้งแต่รายงานชิ้นนี้เปิดเผยสู่สาธารณชน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยปฏิเสธเสียงแข็งว่า "ไม่เคยมี" "ไม่เคยอนุญาต" ฯลฯ แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายจะไม่เชื่อ เพราะถ้าไม่มีจริงข้อมูลเหล่านี้ไปพิมพ์อยู่ในรายงานข้างต้นได้อย่างไร ?!?

 

      "ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล" ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ต่อต้านการทรมานนักโทษมานานกว่า 30 ปี แสดงความเห็นว่า การที่เอกสารสำคัญระดับนี้เอ่ยอ้างถึงไทยแลนด์ แสดงว่าต้องมีข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน การจะช่วยให้ทั่วโลกหายสงสัยหรือหมดข้อกังขานั้น วิธีที่ดีสุดคือ การตั้งคณะกรรมการหลายฝ่าย มาช่วยกันสืบสวนหาข้อเท็จจริง

 

 

      "การระดมตัวแทนรัฐออกมาบอกว่า ไม่จริง ไม่เคยมีคุกลับ ไม่เคยทรมานใคร ฯลฯ ไม่ได้ช่วยให้คนยอมรับประเทศไทยมากขึ้น สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ ตั้งคณะกรรมการที่โปร่งใส ผู้ที่คนไทยและคนต่างชาติเชื่อถือไว้ใจได้ เข้ามาช่วยกันสอบสวนว่า ข้อมูลอ้างถึงประเทศไทยในรายงานซีไอเอมีต้นตอมาจากไหน อ้างเมื่อไร อย่างไร สืบหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อมาหักล้างการกล่าวอ้าง ตอบให้ชัดเจนเลยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเอาผู้ต้องสงสัย หรือเหยื่อของซีไอเอเข้ามาเมืองไทยเพื่อซ้อมทรมานหรือทำร้าย แต่หากพบว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจยุคนั้นทำผิดพลาด ไปร่วมมือกับซีไอเอทรมานเหยื่อจริง ก็ต้องยอมรับผิด ยอมชดใช้ตามขั้นตอนสากล"

 

       คำแนะนำข้างต้น ถือเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลไทย คนไทย เหยื่อ ฯลฯ การส่งตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาตอบแค่ว่าไม่มีคุกลับในไทย อย่างที่กำลังทำอยู่ในวันนี้ ไม่ได้ทำให้ประเด็นที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาจบลงอย่างสง่างาม.... 

 

 

สรุป 20 ประเด็น "จับผิดซีไอเอ"

1.การใช้เทคนิคสอบสวนแบบเข้มข้น ไม่ช่วยให้ได้ข่าวกรองที่ถูกต้อง 

2.ซีไอเออ้างประสิทธิภาพของวิธีสอบสวนแบบทรมานเกินจริง

3.การสอบปากคำโหดเหี้ยมและเลวร้ายกว่าที่ซีไอเอรายงาน

4.สถานที่กักตัวย่ำแย่กว่าที่ซีไอเอนำเสนอ

5.ซีไอเอให้ข้อมูลผิดซ้ำซากและขัดขวางการวิเคราะห์โครงการ

6.หลีกเลี่ยงการเข้าไปกำกับดูแลของรัฐสภา

7.ขัดขวางการกำกับควบคุมของทำเนียบขาว

8.ซีไอเอปฏิบัติงานสลับซับซ้อน ขัดขวางภารกิจหน่วยงานอื่นๆ

9.ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกันเองของซีไอเอ 

10.การประสานเอกสารชั้นความลับแก่สื่อ อ้างประสิทธิภาพผิดๆ ของเทคนิคสอบปากคำ

11.ไม่เตรียมพร้อม ทำงานล่าช้า 6 เดือนหลังได้รับอนุมัติอำนาจในการคุมขัง

12.ทำงานบกพร่องโดยเฉพาะช่วงปี 2545-2546

13.จิตแพทย์ 2 คน มีบทบาทสำคัญในการประเมินและบริหารโครงการ มีการจ้างคนนอกรับงานบางชิ้น

14.ผู้ถูกคุมขังหลายคนถูกสอบสวนด้วยวิธีที่ไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ซีไอเอ

15.ไม่มีบัญชีรายชื่อผู้ถูกคุมขังอย่างถูกต้อง 

16.ไม่ได้ประเมินเทคนิคสอบปากคำว่าได้ผลจริงหรือไม่

17.ไม่เคยตักเตือนหรือเอาผิดคนทำผิดกฎอย่างร้ายแรง

18.ไม่สนใจกระแสวิจารณ์และคัดค้านโครงการสอบปากคำและคุมขัง

19.โครงการยุติลงปี 2549 เนื่องจากการเปิดโปงของสื่อ

20.โครงการนี้ทำให้สถานะอเมริกาเสียหายในเวทีโลก รวมถึงความเสียหายที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน 

/////////////

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ทีมข่าวต่างประเทศ

 

14/12/57

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน