• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 502
  • จำนวนผู้ชม : 891874
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน 2559
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 976 , 16:35:30 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

            “ไวรัสซิกา” กลับมาเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้ง หลัง “ไต้หวัน” ส่งข่าวออกไปทั่วโลกว่าตรวจพบคนไทยติดไข้หวัดซิการะหว่างกำลังเดินทางเข้าประเทศ และเป็นผู้ที่มาจากพื้นที่อำเภอเดียวกับชายไทยที่สนามบินของไต้หวันเคยตรวจพบเมื่อเดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมาด้วย

             อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี  แหล่งที่อยู่อาศัยของคนไทยผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาทั้ง 2 ราย เมื่อรัฐบาลไต้หวันแจ้งมา กระทรวงสาธารณสุขจึงร่อนจดหมายไปยังหน่วยงานสาธารณสุขบริเวณนั้น ให้ช่วยกันเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วน!

 

 

 

 

               เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสที่ “องค์การอนามัยโลก” กำลังกุมขมับเพราะระบาดหนักในแถบละตินอเมริกาอย่างไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือ ในประเทศบราซิลพบเด็กหัวเล็กเกิดจากแม่ผู้เคยติดไวรัสซิกา และจากพื้นที่ระบาดเพียง 14 ประเทศในช่วงเดือนพฤษภาคม 2558 ผ่านไปเพียง 1 ปี ตอนนี้ระบาดไปถึง 64 ประเทศแล้ว

                         เพื่อควบคุมไปไม่ให้เชื้อนี้แพร่เข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง วันที่ 24 พ.ค.2559 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสร้างนางขาว อ.โพนพิสัย จ.หนองคายที่มีพื้นที่ติดกับ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ออกหนังสือแจ้งเตือนส่งไปยังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  (อสม.) ให้เฝ้าระวังสถานการณ์และช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในหมู่บ้าน  โดยสรุปเนื้อหาในประกาศแจ้งเตือนได้ว่า

 

 

             “ห้ามประชาชนในเขตรับผิดชอบไม่ให้เดินทางไปยังพื้นที่ อ.สร้างคอม โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เกิดโรคเป็นอันขาด เพราะถ้าได้รับเชื้อจะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้”

                  นอกจากนี้ สธ.ยังตรวจเลือดและปัสสาวะหญิงตั้งท้อง 103 คน ใน อ.สร้างคอม พบหญิงตั้งท้อง 2 คน ติดเชื้อไวรัสซิกา แต่จากตรวจทารกในครรภ์ไม่พบความผิดปกติ แต่ต้องเฝ้าระวังตรวจต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะคลอด 

                การขอความร่วมมือห้ามเดินทางไปยังพื้นที่พบผู้ป่วยไวรัสซิกา กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่า จะได้ผลควบคุมการแพร่กระจายไวรัสซิกา หรือเป็นการป้องกันเกินความจำเป็นหรือไม่ ?

 

 

 

          ทีมข่าว คมชัดลึก สอบถามความคิดเห็นไปยังแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสและด้านระบาดวิทยา ปรากฎว่ามีความเห็น แยกเป็น 2 ฝ่าย คือ

 

“ฝ่ายสนับสนุนการควบคุมพื้นที่”  เนื่องจากไวรัสซิกาตัวร้ายนี้ ตรวจพบได้ยาก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 75 ไม่มีอาการป่วย เป็นเพียงพาหะนำเชื้อ หากมียุงลายมากัดแล้วไปกัดผู้อื่นต่อ ผู้นั้นอาจป่วยโรคไข้ซิกาได้ถ้าสภาวะร่างกายอ่อนแอหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน การแพร่ระบาดครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วโดยนักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่า ทำไมมีผู้ป่วยจำนวนมากในหลายประเทศอย่างที่ไม่เคยมีบันทึกมาก่อน

 

    โดยเฉพาะที่บราซิล ต้นเดือนมกราคม- เมษายน 2559  พบผู้ป่วยโรคซิกาแล้วเกือบ 1 แสนราย ส่วนปีที่ 2558 เชื่อว่ามีผู้ติดเชื้อเกือบ 1 ล้านราย และยังพบรายงานจำนวนเด็กหัวเล็กหรือทารกแรกเกิดคลอดออกมาจากมารดาที่ป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงเกือบ 4 พันราย

 

 

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้บราซิลพบเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย จึงมีการเตือนไปทั่วโลกว่า ไวรัสซิกาอาจทำให้ทารกแรกเกิดเป็น “โรคศรีษะเล็กกว่าปกติ” หรือ “ไมโครเซฟาลี” (Microcephaly) อาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อเด็กอ่อนแรง การเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้ร่างกายแคระแกร็น พัฒนาช้าการทำงานของสมองผิดปกติ อย่างไรก็ตามมีรายงานยืนยันว่า ทารกในบราซิลศรีษะเล็กเพราะผลจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิกาจำนวน 1.3 พันราย ส่วนเด็กที่เหลืออีก 2 พันรายยังไม่ยืนยันว่าสาเหตุมาจากไวรัสซิกาหรือไม่

 

 

การเสนอให้ควบคุมพื้นที่พบเชื้อตัวนี้ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเมื่อ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา เครือข่ายนักวิชาการแพทย์และสาธารณสุขเกือบ 200 รายทั่วโลก เช่น อังกฤษ อเมริกา แคนาดา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น บราซิล ฯลฯ ร่วมลงนามส่งเป็นจดหมายเปิดผนึกถึง “มากาเร็ต ชาน” ผอ.องค์การอนามัยโลกขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศบราซิล ที่กำลังจะมีขึ้นช่วงต้นเดือนสิงหาคม – กันยายน 2559 เพราะมีความเสี่ยงสูงที่เชื้อไวรัสซิกาอาจแพร่ระบาดไปติดกับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจะมาร่วมไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน หากนักท่องเที่ยงเหล่านี้ได้รับไวรัสซิกาอาจนำกลับไปแพร่เชื้อที่ถิ่นฐานตัวเองได้

แต่กระทรวงสาธารณสุขบราซิลและฝ่ายจัดแข่งขัน โอลิมปิก ยังไม่ตอบรับเสียงเตือนเหล่านี้  พร้อมยืนยันเดินหน้าจัดต่อไปและกำลังดำเนินการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการควบคุมแหล่งกำเนิดของยุงลายอย่างเร่งด่วนแล้ว

 

ส่วน “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” มีความคิดเห็นว่า ประเทศในแถบเขตร้อนชื้นพบยุงลายอาศัยอยู่ทั่วไป ดังนั้น การควบคุมไม่ให้คนเดินทาง ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด  ส่วนพื้นที่ไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกาก็ไม่ได้หมายว่าไม่มีเชื้อตัวนี้ในท้องถิ่น เพียงแต่เชื้อจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกนำไปตรวจหรือตรวจแล้วอาจไม่เจอก็ได้ หรือเพราะระบบเฝ้าระวังไม่ดีพอ  ทั้งนี้ผู้เป็นพาหะนำโรคมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 4-7 วัน อาการผู้ป่วยมีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ ข้อบวม อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ วิธีการที่ดีสุดคือหญิงตั้งครรภ์ต้องพยายามไม่ให้ถูกยุงกัด ไม่ว่าอาศัยอยู่บริเวณใดก็ตามเพื่อความปลอดภัย

           จากข้อมูลประเทศไทยมีรายงานตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นระยะ เช่น มีนาคม 2555 พบที่ “ราชบุรี” ส่วนปี 2556 พบที่ กทม. ภูเก็ต ลำพูน ศรีษะเกษ และ กระบี่  ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขรายงานพบใน 9 จังหวัด โดย 7 จังหวัดควบคุมได้แล้ว คือ  นนทบุรี นครราชสีมา พิษณุโลก สุโขทัย กทม. อุตรดิตถ์ และกาญจนบุรี ส่วนอีก 2 จังหวัดคือ อุดรธานีและบึงกาฬ อยู่ในช่วงเฝ้าระวังอีกประมาณ 30 วัน

 

        ที่สำคัญคือประเทศไทยกำลังย่างเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ถือเป็นช่วงยุงลายระบาดหนักสุดในทุกพื้นที่โดยเฉพาะภาคใต้ ก.สาธารณสุขรายงานสถิติที่ผ่านมาว่าคนไทยติดเชื้อ      ”ไข้เลือดออก” จากยุงลายปีละประมาณ 5 หมื่นถึง 1 แสนคน  ปี  2530 เป็นปีระบาดหนักสุดพบผู้ป่วย 1.74 แสนคน เสียชีวิต 1,007 คน สำหรับสถิติ 2558 พบผู้ป่วย 1.02แสนคน เสียชีวิต 102 คน ส่วนปี 2559 คาดว่ามีผู้ป่วยประมาณ 1.5 แสนราย และช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคมเป็นช่วงเฝ้าระวัง เพราะทุกปีพบผู้ป่วยในช่วงหน้าฝนสูงกว่าช่วงฤดูอื่น

 

        นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ให้ข้อมูลว่าไวรัสซิกาแพร่เชื้อโดย “ยุงลาย” อีเดส อีจิปไต (Aedes aegypti) หากยุงลายไปกัดคนป่วยไข้ซิกาก็จะนำเชื้อไปส่งต่อให้คนอื่น การพบผู้ป่วยแล้วดูแลไม่ให้ถูกยุงกัดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะหยุดการเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า ทำไมที่บราซิลแพร่ระบาดหนัก และทารกเกิดมาหัวเล็ก ตามรายงานก็ยังเป็นยุงสายพันธ์เดิม ไม่ได้เป็นยุงกลายพันธ์หรือสายพันธ์ใหม่

 

               “ โรคไข้ซิกาไม่ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ เพราะพบมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่ใช่โรคระบาดด้วยเพราะพบผู้ป่วยไม่กี่คน ที่ผ่านมาพยายามลงพื้นที่สุ่มตรวจหลายพื้นที่ทั่วไทย แต่ก็ไม่เจอเชื้อซิกาในยุง วิธีการคือจับยุงหลายตัวมาบดแล้วเอาดีเอ็นเอไปตรวจ แต่ก็ไม่พบไวรัสซิกา ตอนนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน กำจัดแหล่งน้ำขัง เพื่อไม่ให้ยุงมาไข่ กองขยะเป็นจุดสำคัญต้องจัดเก็บทำความสะอาด ชุมชนต้องช่วยกันไม่ไห้มีแอ่งน้ำหรือภาชนะที่มีน้ำขัง และวิธีรดน้ำต้นไม้ที่ถูกต้องคือ รดที่พื้นดินตรงรากต้นไม้ ไม่ต้องรดที่ใบไม้ให้น้ำกระจายไปทั่วโดยไม่จำเป็น”  นพ.นิพนธ์กล่าวแนะนำ

              สำหรับมาตราการส่งตัวนักกีฬาไทย ไปโอลิมปิกนั้น นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุม ให้ข้อมูลสื่อมวลชนว่ามีทัพนักกีฬาไทยประมาณ 100 กว่าคนไปร่วมแข่งขันที่บราซิล ต้องจัดให้มีมาตรการในการดูแลตัวเอง ทายากันยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยวิธีการต่างๆ  เมื่อกลับเข้าไทยต้องติดตามตรวจอย่างต่อเนื่องอีกสักระยะ โดยเฉพาะนักกีฬาผู้หญิง

                 ล่าสุด วันที่ 1 มิ.ย. 2559 องค์การอนามัยโลกประกาศคำแนะนำใหม่ มุ่งเน้นการควบคุมการแพร่เชื้อจาก “เพศสัมพันธ์”  โดยแนะนำให้ผู้เดินทางกลับจากพื้นที่พบไวรัสซิกา ต้องรออย่างน้อย “2 เดือน”ก่อนจะตั้งครรภ์

 

 

          แต่ถ้า “ผู้ชาย” แสดงอาการป่วยโรคไข้ซิกา ต้องรอ “6 เดือน” จึงมีเพศสัมพันธ์ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงและทารกในท้องจะไม่ได้รับเชื้อไวรัสซิกาไปด้วย

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

6 มิ.ย. 2559

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน