• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 502
  • จำนวนผู้ชม : 892648
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2559
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 2105 , 15:42:11 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

            ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลทั่วโลกต่างผวากับข้อมูลจากอเมริกาที่พบ “คนไข้” ติดเชื้อโรคปริศนาชนิดแปลกใหม่ไม่มียาตัวไหนรักษาได้

ทีมแพทย์โหมกระหน่ำใส่ยาปฏิชีวนะทุกชนิดแม้กระทั่งยาออกฤทธิ์รุนแรงสุดยังใช้ไม่ได้ผล !?!...

 

 

            ย้อนไปวันที่ 26 เมษายน 2559 คนไข้หญิงรายนี้ไปรักษาตัวคลินิกแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียด้วยอาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection) อาการแบบนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 75-95 เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอีโคไล (E.coli) หมอจึงรักษาตามปกติ ด้วยการส่งเชื้อตรวจที่ห้องแล็บและให้ “ยาปฏิชีวนะ” หรือยาแก้อักเสบ คนไข้ทั่วไปอาการจะดีขึ้นหรือหายภายใน 2-3 วัน

แต่ปรากฏว่า อาการของรายนี้ไม่ดีขึ้นหมอเลย เปลี่ยนไปใช้ “ยาปฏิชีวนะกลุ่มโคลิสติน” ตัวออกฤทธิ์แรงที่สุด ผลปรากฏว่าเอาไม่อยู่ เชื้อยังไม่ลด ทำให้เกิดความสงสัยว่าคนไข้ติดเชื้ออะไรมาแน่ และประวัติของคนไข้ไม่ได้เดินทางออกนอกสหรัฐอเมริกาเลยในช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา

 

           

 

เมื่อผลตรวจจากห้องแล็บมาถึง คณะแพทย์ถึงกับตกตะลึง เพราะเป็นเชื้อ “ซูเปอร์บั๊ก” หรือโรคที่เกิดจาก “แบคทีเรียสายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิด” และไม่เคยมีรายงานในวงการแพทย์มาก่อน โดยพบยีนชื่อ “mcr-1” ทำให้เกิดอาการดื้อยา “โคลิสติน” ถือเป็นครั้งแรกที่พบเชื้ออีโคไลดื้อยาโคลิสตินในอเมริกา แต่หลายประเทศในยุโรปรวมถึงแคนาดาเคยพบมาบ้างแล้ว

            โชคดีที่คณะแพทย์ตัดสินใจใช้ยากลุ่มอื่น และใช้แบบผสมหลายชนิดทำให้คนไข้หญิงรายนี้รอดจากการเสียชีวิตไปได้ หากเป็นโรงพยาบาลทั่วไปที่ไม่ได้ส่งเชื้อตรวจและปรับยาให้ถูกวิธี คนไข้อาจเสี่ยงชีวิตได้...

            “ซูเปอร์บั๊ก” คือเชื้ออะไร ? คนไข้เสี่ยงเสียชีวิตแค่ไหน ?

            ซูเปอร์บั๊ก (Superbug) หมายถึง เชื้อโรคที่รุนแรงและแข็งแรง ปกติหมอจะเรียก “เชื้อโรค” สั้นๆ ว่า “บั๊ก” ดังนั้นถ้าคุณหมอเรียกว่า “ซูเปอร์บั๊ก” ก็หมายถึงเชื้อโรคซูเปอร์รุนแรงไม่สามารถใช้ยาปกติทั่วไปรักษาได้นั่นเอง

 

 

            ซูเปอร์บั๊กเป็น “เชื้อแบคทีเรียดื้อยา” ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาที่แพทย์ใช้รักษาหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั่วไปจัดการได้ ในอดีตเชื้อพวกนี้ไม่รุนแรงมากนักสามารถใช้ยาทั่วไปรักษาได้ผล แต่ในระยะหลังเชื้อแบคทีเรียมีการปรับตัวหรือปรับสายพันธุ์สร้างพันธุกรรมให้แข็งแรงหรือที่เรียกกันว่าเชื้อดื้อยา

            ซูเปอร์บั๊กตัวแรกที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการแพทย์ทั่วโลกนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 ชื่อ “นิวเดลฮี เมทัลโล บีตา แลคตาเมส” ตัวย่อคือ “เอ็นดีเอ็ม-วัน” (NDM-1 : New Delhi Metallo-beta-lactamase) เนื่องจากพบที่เมืองนิวเดลฮีของอินเดีย เชื้อตัวนี้เกี่ยวพันกับแบคทีเรีย อี.โคไล สาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ เมื่อนำมาศึกษาเพิ่มเติมจึงรู้พวกซูเปอร์บั๊กตัวหนึ่งสามารถแพร่ติดต่อไปยังเชื้ออีกตัวหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

            ปัจจุบันเชื้อโรคซูเปอร์บั๊กแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ด้วยกัน ได้แก่

            “เชื้ออีโคไล” ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ ท้องเสียรุนแรง

            “เชื้อเครบซีลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumonia)” ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ แพทย์เรียกโรคนิวโมเนีย หรือชาวบ้านเรียก โรคปอดบวม โรคปอดอักเสบ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเชื้อแบคทีเรียทุกชนิดสามารถกลายพันธุ์เป็นซูเปอร์บั๊กได้หมด และเชื้อดื้อยาแบคทีเรียทั้งสองชนิดสามารถลุกลามเข้าไปติดเชื้อในกระแสเลือดและกระจายติดเชื้อในอวัยวะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

            เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคการเดินทางแสนสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลกในพริบตานั้น ทำให้กลายเป็นพาหะนำโรคไปแพร่ระบาดได้รวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียสามารถติดต่อได้ทางปาก หรือผ่านการดื่มกินอาหารและน้ำ การหายใจ เช่น ไอ จาม

 

            ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสุด คือ การแพร่ระบาดทางการสัมผัสจากบาดแผล เชื้อซูเปอร์บั๊กมักแพร่กระจายในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือจากการผ่าตัด โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

            กรณีที่เกิดขึ้นทำให้วงการแพทย์ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงพิษร้ายของซูเปอร์บั๊ก และวิเคราะห์กันว่าอาจก่อให้เกิดยอดจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโรคดื้อยาและเสียชีวิตหลักสิบล้านคนขึ้นไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ amr-review.org รายงานตัวเลขว่า ปัจจุบัน คนไข้ในสหรัฐและอเมริกาเสียชีวิตจากดื้อยาเพิ่มถึง 5 หมื่นคนต่อปี หากเป็นตัวเลขทั่วโลกอาจมากถึง 7 แสนคนต่อปี

            และถ้าปล่อยให้การดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในปี ค.ศ.2050 จะมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านคนต่อปี หรือประมาณชั่วโมงละ 1 ,000 คน ชนะตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งที่เสียชีวิตปีละ 8 ล้านคน โรคเบาหวานปีละ 1.5 ล้านคน โรคท้องร่วงปีละ 1.4 ล้านคน อุบัติเหตุท้องถนนปีละ 1.2 ล้านคน

 

 

 

 

            ในทวีปเอเชียอาจมีผู้เสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊กไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ระบุว่า ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยากำลังเข้าขั้นวิกฤติ

เพราะคนไทยปัจจุบันติดเชื้อแบคทีเรียประมาณ 8.8 หมื่นคนต่อปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 3.8 หมื่นคนต่อปี

และเป็นตัวเลขจากการเก็บข้อมูลของโรงพยาบาลบางส่วนเท่านั้น หรือประเมินว่าเสียชีวิตวันละ 100 คน ซึ่งเชื่อกันว่าตัวเลขจริงอาจมีมากกว่านี้หลายเท่า เนื่องจากคนไทยยังไม่เข้าใจปัญหาการใช้กินยาต้านแบคทีเรียที่ถูกวิธี

            ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อธิบายว่า เชื้อที่พบในตัวผู้ป่วยชาวอเมริกา “mcr-1” นั้น เคยพบในไส้หมู แต่ไม่เคยมีรายงานพบในมนุษย์ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามาจากไหนกันแน่ ต้องใช้เวลาศึกษาอีกสักพัก

            “ปกติในร่างกายคนมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ตามอวัยวะต่างๆ แต่จะปรับสมดุลทำให้เราไม่ป่วยไข้ การกินยาปฏิชีวนะ หรือแอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) โดยไม่ถูกวิธีทำให้เชื้อแบคทีเรียบางตัวหายไปจากร่างกาย เชื้อใหม่ที่รุนแรงกว่าก็เข้ามาอาศัยอยู่แทนที่ตัวเดิม คนไทยซื้อยาปฏิชีวนะหรือที่เรียกกันว่ายาแก้อับเสบกินโดยไม่จำเป็น เท่ากับเปิดทางให้เชื้อโรคที่ไม่ดีเข้ามาในร่างกาย เช่น ถ้ากินน้อยไปก็ฆ่าเชื้อไม่หมดแบคทีเรียจะทำลายส่วนที่ไม่ดื้อยาและเหลือส่วนที่ดื้อยา เชื้อพวกนี้จะเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น หรืออาจเป็นกรณีที่เชื้อโรคเจอยาบ่อยๆ มันก็ปรับเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแรง ทำให้ยาตัวเดิมจะไม่สามารถกำจัดมันได้”

            แพทย์ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นให้ข้อมูลว่า การสั่งยาให้คนไข้ผิดวิธีหรือกรณีที่คนไข้ไปซื้อยาปฏิชีวนะกินเองจากร้านขายยานั้น เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย  หลายคนไม่รู้ว่า เป็นไข้หวัดเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องกินยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน เพราะเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ฆ่าไวรัส หรืออาการท้องเสียบางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นทั้งหมอและคนป่วยต้องช่วยกัน แก้ปัญหาไม่กินยาอย่างผิดวิธีและไม่กินโดยไม่จำเป็น

 

 

            สำหรับยาแก้อักเสบที่คุ้นชื่อกันนั้น ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) อ็อกเมนติน (augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (azithromycin) ฯลฯ พ่อแม่ผู้ปกครองมักซื้อยาเหล่านี้ตามร้านขายยาให้เด็กที่เป็นหวัดกิน ทั้งที่อาการ 8 ใน 10 ครั้งเกิดจากเชื้อไวรัสไม่เกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย

            เด็กที่กินยาต้านแบคทีเรียมากเกินไป ทำให้จุลินทรีย์หรือเชื้อโรคดีๆ ที่มีประโยชน์เสียสมดุลไป โดยเฉพาะเชื้อโรคชนิดดีที่เป็นด่านป้องกันในระบบทางเดินอาหาร หากสมดุลเหล่านี้เสียไปทำให้มีอาการภาวะภูมิแพ้ หอบหืดได้ง่าย และ เมื่อถึงเวลาเด็กป่วยติดเชื้อแบคทีเรียจริง ยาแก้อักเสบทั่วไปก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องใช้ยากลุ่มที่ราคาแพงขึ้นเพราะเชื้อโรคดื้อยาราคาถูกเสียแล้ว

 

 

            ทั้งนี้ ซูเปอร์บั๊กนอกจากแพร่ระบาดจากผู้ป่วยที่เป็นพาหะแล้ว ในเมืองไทยยังพบการติดจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลด้วย เช่น ซูเปอร์บั๊กที่ชื่อ อะซินีโตแบคเตอร์ บอมานีไอ (Acinetobacter baumannii) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเรียกกันว่า “เอ บอม” เชื้อร้ายตัวนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ พบบ่อยในห้องไอซียู เพราะเป็นแหล่งรวมของซูเปอร์บั๊ก ผ่านการติดต่อโดยสัมผัสหรือโดยเครื่องมือแพทย์ ที่สำคัญคือ หากคนไข้เสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊ก จะได้รับการรายงานเบื้องต้นตามอาการว่า

 

 
            “คนไข้เสียชีวิต จากปอดบวม ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด”

            โดยไม่ได้สืบค้นว่าเกิดจากเชื้อโรคตัวใด เพราะไม่อยากรายงานว่าซูเปอร์บั๊กระบาดในไทยแล้ว หรือเพราะไม่อยากเสียเวลาอธิบายกับญาติคนไข้ ?

            กลุ่มเครือข่ายต่อต้านการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ถูกต้อง พยายามเรียกร้องให้ทุกโรงพยาบาลในประเทศไทยตรวจสอบเจาะลึกและเปิดเผยข้อเท็จจริง “สาเหตุผู้ป่วยเสียชีวิต” หลังจากนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์แท้จริงว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร
  
            ที่สำคัญคือการท้าพิสูจน์ตัวเลขที่ประเมินว่า คนไทยเสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊กวันละ 100 คนนั้น จริงหรือไม่ ?

 

 

 ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

20 มิถุนายน 2559 

 

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน