• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 979126
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันอังคาร ที่ 10 มกราคม 2560
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 1318 , 15:54:47 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นโยบายสำคัญของ “รัฐบาล คสช” ที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก คือ “การจัดระเบียบสังคมดิจิทัล” มีการปรับปรุงกระทรวงใหม่ขึ้นมาเฉพาะ และ เตรียมออกกฎหมายอีกกว่า 10 ฉบับ

เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 มีความทัดเทียมเรื่องเทคโนโลยีไม่น้อยหน้าต่างประเทศ และเพื่อควบคุมคดีทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ให้ลดน้อยลง


           เริ่มจาก ยุทธการที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2559 มี “พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2559” หรือกฎหมายเปลี่ยนโฉมกระทรวงไอซีที“กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร”เป็นกระทรวงใหม่ชื่อว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (Ministry of Digital Economy and Society) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กระทรวงดีอี”
ยุทธการที่ 1 ไม่ค่อยจะมีเสียงคัดค้านมากนัก เนื่องจากรัฐบาลใช้วิธีปรับปรุงกระทรวงไอซีทีให้ดูทันสมัยมีการเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการจัดระเบียบสำนักงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลมาร่วมทำงานแบบบูรณาการมากขึ้น


              ยุทธการที่ 2 สั่งปรับปรุงกฎหมายพิจารณาปรับปรุงแก้ไข “พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550” หรือชาวบ้านเรียกว่า “ก.ม.ปราบอาชญกรรมคอมพิวเตอร์” ซึ่งได้รับการโหวตผ่านจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่16ธ.ค. 2559 ท่ามกลางเสียงผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยผู้เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มต้องการจัดระเบียบข้อมูลการหลอกลวงและโจรออนไลน์ ขณะเดียวกันกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกลสาวกออนไลน์กว่า 3.6 แสนคนร่วมลงชื่อคัดค้าน เนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น


                   “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดแถลงข่าวชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า สนช.มีมติโหวตเห็นชอบ168 เสียง งดออกเสียง 5 โดยตนเองขอยืนยันว่าการโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีการพิจารณาอย่างดีแล้ว รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษารายละเอียด เปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจรัฐและเสรีภาพของประชาชน เน้นการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อป้องกันการคุกคามและมีมาตรการควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ไปล้วงข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าใครทำจะมีโทษหนักกว่าปกติ 


ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า ขั้นตอนจากนี้ไปคือการพิจารณา “ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”


หมายความว่า ยุทธการต่อไปที่วางไว้ตามนโยบาย“จัดระเบียบสังคมดิจิทัล” นั้น ยังมีกฎหมายใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วเตรียมประกาศบังคับใช้อีกหลายฉบับ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัยในโลกออกไลน์ เช่น
-ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์


จากน้ำเสียงการให้สัมภาษณ์ของประธาน สนช.ข้างต้น มีความเป็นไปได้สูงว่า“ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” จะเป็น

                ยุทธการที่ 3 อันหมายถึงกฎหมายฉบับต่อไปที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็วสุด เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาถูกร้องเรียนเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานรัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า ส่วนในมุมของผู้บริโภคนั้น ต้องการให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อปกป้องคุ้มครองหรือฟ้องร้องเรียกร้องค่าเยียวยาความเสียหายหลังถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัวได้สะดวกมากขึ้น
ในช่วงแรกมีการสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้อย่างมาก เพราะเชื่อกันว่าข้อดีของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเหมือนกับนานาอารยประเทศ เพราะบางครั้งภาคธุรกิจของไทยเจอกำแพงต่อต้านหรือปัญหาการกีดกันทางการค้าจากบางประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบยุโรป เพราะไทยไม่มีกฎหมายป้องกันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัย( High Risks) เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ข้อมูลด้านประกันภัย ข้อมูลด้านสุขภาพหรือด้านการแพทย์


            ยกตัวอย่าง กรณีข้อมูลผู้ถือบัตรเครดิต หรือ ผู้ทำประกันชีวิต ข้อมูลเหล่านี้ประเทศไทยไม่เคยมีการปกป้องมาก่อน ใครจะเอาข้อมูลลูกค้าไปขายให้ใครก็ได้ กลายเป็นปัญหาสร้างความรำคาญให้ผู้คนเป็นจำนวนมาก เช่น ธนาคารแห่งหนึ่งนำข้อมูลชื่อและเบอร์โทรศัพท์ผู้มาทำบัตรเครดิตไปให้บริษัทในเครือข่ายตัวเองที่ทำธุรกิจประกันภัย หรือบริษัทประกันภัยอื่นที่ธนาคารแห่งนี้เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย ทำให้รู้ว่าลูกค้าคนไหนมีการใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือนเป็นค่าอะไรบ้าง มีการจ่ายเงินบัตรเครดิตล่าช้าหรือไม่ มีวงเงินมากน้อยเท่าไร จากนั้นฝ่ายการตลาดของจะเลือกลูกค้าประวัติดีแล้วโทรศัพท์มาชักชวนให้ทำประกันภัย ทำบัตรเครดิต ชักชวนให้กู้เงิน ฯลฯ 


                   หลายฝ่ายจึงเสนอให้มีแผนสกัดการโจรกรรม “ข้อมูลส่วนตัว” ด้วยการออกเป็นกฎหมาย “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลโดยสอดแทรกอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 หรือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540


          ทั้งนี้ “ข้อมูลส่วนบุคคล”หมายถึง ข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 “ประวัติส่วนตัว” เช่น สถานที่เกิด โรงเรียน สถานศึกษา ประวัติรักษาพยาบาล ประวัติการทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงประวัติการทำงาน ฯลฯ ส่วนที่ 2 เป็น “ข้อมูลที่มีเฉพาะแต่ละบุคคล” เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสเอทีเอ็ม ลายพิมพ์นิ้วมือ รูปถ่าย ฯลฯ


ส่วนเนื้อหาในร่าง “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ฉบับที่กำลังปรับปรุงโดยคณะกรรมาธิการฯ มาตรา 5 ระบุไว้ว่า
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมการระบุเฉพาะ ชื่อ ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน หรือ ที่อยู่ทางธุรกิจ และข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ”
หมายความว่าไม่ได้คุ้มครองเฉพาะข้อมูลผู้มีชีวิตอยู่เท่านั้น ข้อมูลผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ได้รับการคุ้มครองด้วยเช่นกัน

 

ดร.ประพันธ์พงษ์ ขำอ่อน ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ และตัวแทนสถาบันวิชาการนโยบายกิจการสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล (APaR) ม.หอการค้าไทย อธิบายถึงข้อดีและข้อเสียของร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะประกาศใช้ของไทยว่า


ข้อดี คือ 1 คนไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว เป็นการรับรองว่า เจ้าของข้อมูลคือประชาชน ไม่ใช่ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐ เมื่อต้องการนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ต้องแจ้งลูกค้าและต้องได้คำยินยอมอย่างชัดเจนในแต่ละกรณี เช่น นาย ก. ไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อธนาคารอยากได้เชิญชวนทำบัตรเครดิต ฝ่ายที่เปิดบัญชีต้องทำหนังสือไปขออนุญาตกับนาย ก. ไม่ใช่ว่าจะโอนข้อมูล ชื่อนามสกุล ที่อยู่ ให้ไปได้เลยเหมือนในปัจจุบัน
2 หากผู้ประกอบการหรือหน่วยงานใดทำข้อมูลของลูกค้ารั่วไหล กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ต้องแจ้ง “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” และแจ้งเจ้าของข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง

 

 


“ที่ผ่านมาคนไทยไม่เคยเป็นเจ้าของข้อมูลตัวเอง มีกฎหมายแค่บางฉบับที่คุ้มครองบ้าง แต่อยู่กระจัดกระจาย ถ้ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ บริษัทหรือเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่ไปติดต่อด้วยจะขายข้อมูลเราไม่ได้อีกต่อไป ต้องมีการทำตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในการสมัครเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร เวบไซด์ขายของ ประกันภัย หรืออะไรก็ตามที่มีช่องให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่สำคัญคือการให้แจ้งเรารู้ตัวว่า มีใครมาขโมยข้อมูลหรือข้อมูลส่วนตัวของเรารั่วไหลออกไปแล้ว แต่ก่อนไม่มีกฎหมายบังคับให้แจ้งเจ้าตัว นับเป็นข้อดีในการทำธุรกิจด้วย เพราะธุรกิจบางอย่างของยุโรปไม่มาติดต่อกับไทยเพราะประเทศเรายังไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กลัวว่าข้อมูลลูกค้าของเขาจะรั่วไหลออกไป”


สำหรับข้อเสียนั้น ดร.ประพันธ์พงษ์ แสดงความเป็นห่วงในเรื่อง ความยุ่งยากในการเคลื่อนย้ายโดยเสรีของข้อมูล หมายความถึงหลักการที่ให้ธุรกิจในเครือ (Intra-Group Companies) ที่ประกอบธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ สามารถโอนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันได้โดยอิสระ แต่ข้อมูลต้องได้รับความคุ้มครอง เช่น ธนาคารในไทยไปเปิดสาขาที่ยุโรป หากลูกค้าต้องการโอนเงินข้ามประเทศ กฎหมายฉบับนี้บังคับให้ต้องทำเรื่องขออนุญาตโอนข้อมูลลูกค้าไปยุโรปเสียก่อน ทำให้ฝ่ายธนาคารมองว่าลูกค้าเป็นสิบล้านคน จะกลายเป็นภาระของธนาคารที่ต้องมาขออนุญาตทีละคน


“ตรงนี้ผมก็เสนอแนวทางแก้ไว้ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเฉพาะเรื่องนี้ ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าธุรกิจนั้นมีความจำเป็นก็อนุญาตให้โอนข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้เลย โดยเฉพาะธนาคารที่มีขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นธุรกิจย่อย ๆ ก็ต้องพิจารณเป็นรายไป ตามความเหมาะสม”


ส่วนข้อกังวลของผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้ผู้ประการธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐที่ต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าจำนวนมากมี “แผนประเมินความเสี่ยง” หรือการประเมินตนเองว่าธุรกิจของตนมีความเสี่ยงสูงต่อการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ และถ้าเกิดการละเมิดหรือข้อมูลรั่วไหลจะมีวิธีการจัดการหรือการเยียวยาความเสียหายอย่างไร โดยแผนประเมินความเสี่ยงนี้ควรถือเป็นภาระที่ต้องแจ้งให้ คณะกรรมการฯรับทราบโดยเฉพาะธุรกิจทีมีความเสี่ยงสูง (High Risks) ต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน ฯลฯ


เมื่อพิจารณาข้อดี-ข้อเสียของร่างกฎหมายฉบับนี้ ทำให้เริ่มมองเห็นถึง บทบาทสำคัญของ “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” จำนวนอย่างน้อย 12 คน ที่จะต้องตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ
คณะกรรมการข้างต้นประกอบด้วยใครบ้าง และ อยู่ภายใต้หน่วยงานใด?

 

… โปรดติดตาม ยุทธการป้องกัน ! “ข้อมูลส่วนบุคคล” ภาค 2

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

7/01/2560

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน