• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 479
  • จำนวนผู้ชม : 791347
  • ส่ง msg :
  • โหวต 60 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2560
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 147 , 16:51:52 น.  
หมวด : เกษตรกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ฟาร์มหมูปลอดสาร..สกัดมหันตภัย “ยีนดื้อยา”

 ฟาร์มหมูปลอดสาร..สกัดมหันตภัย “ยีนดื้อยา”

 

          ปัญหาการลักลอบซื้อขายและใช้ยา “โคลิสติน” (colistin) ในฟาร์มหมูของประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองของทั่วโลก หลังจากพบยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ “เอ็มซีอาร์-1” (MCR-1) ที่เกิดจากการใช้ยาโคลิสตินอย่างผิดวิธี เฉพาะผลสำรวจพื้นที่เลี้ยงหมูสำคัญ 3 จังหวัดของไทย ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี และชลบุรี โดยสุ่มตรวจข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 2 ปี พบเชื้อดื้อยาโคลิสตินในฟาร์มหมู 40-100 เปอร์เซ็นต์ และยีนเอ็นซีอาร์-1 20-66 เปอร์เซ็นต์

 

          ยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานวิจัยยืนยันพบยีนกลายพันธุ์ตัวนี้ในคนไทยอย่างน้อย 3 คนแล้ว!

 
 

          สิ่งที่แพทย์กังวล คือ ยีนดื้อยา "เอ็มซีอาร์-1” กำลังแพร่กระจายข้ามจากฟาร์มสัตว์มาสู่คนและจากคนไปสัตว์รวมถึงสัตว์เลี้ยง และยีนตัวนี้ยังมีฤทธิ์เดชในการถ่ายทอดไปยังเชื้อโรคตัวอื่นในร่างกายมนุษย์ได้อีกด้วย แถมงานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบแมลงวันเป็นหนึ่งในพาหะของตัวแพร่เชื้อดื้อยาโคลิสตินไปสู่คน

          เนื่องจากแมลงวันที่บินไปเกาะมูลหรือขี้ของไก่หรือหมูในฟาร์ม หรือเกาะตามเนื้อแล่สดๆ แล้วบินไปเกาะอาหารในจานที่คนกินเข้าไป หรือแมลงวันไปเกาะตามที่ต่างๆ แล้วคนไปสัมผัสและเอามือที่สัมผัสมาแคะจมูกหรือจับอาหารเข้าปาก เชื้อดื้อยาจะเข้าสู่ร่างกาย แม้ว่าจำนวนเชื้อโรคไม่เยอะ แต่เชื้อโรคอาจเข้าไปเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณในร่างกายได้อย่าง

 

 

 

          “ยาโคลิสติน” เป็นยาปฏิชีวนะตัวสำคัญ ใช้รักษาเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงในโรงพยาบาล หากคนไทยดื้อยาโคลิสติน หมายถึงอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นข้อมูล “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560–2564” คาดการณ์ว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนคน ส่วนประเทศไทยพบสถิติเสียชีวิตประมาณปีละ 3.8-4.5 หมื่นราย

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อธิบดีกรมปศุสัตว์ออกหนังสือคำสั่งให้สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรต้องควบคุมการใช้ยาโคลิสตินอย่างเคร่งครัด หากมีหลักฐานว่าคนไหนไม่ทำตามจะโดนลงโทษด้วย อาจใช้วิธีพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์

 

 

 

 

          ทำให้เกิดคำถามว่า “ยาปฏิชีวนะโคลิสติน” ถูกใช้ผสมอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มหมูและไก่ของประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี เสมือนเป็นยาวิเศษ เพื่อป้องกันโรคท้องร่วงและโรคในระบบลำใส้ รวมถึงโรคอื่นๆ

          คำสั่งให้ยกเลิกการใช้ยาตัวนี้ หรือใช้เฉพาะที่สัตว์ป่วยจริงๆ ไม่ใช้ผสมอาหารกินเป็นประจำ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่?

          เจ้าของฟาร์มหมูแห่งหนึ่งในราชบุรี ที่เลี้ยงหมูประมาณ 1,500 ตัวด้วยระบบปิด เล่าว่า ก่อนเริ่มทำฟาร์มนั้น เคยเป็นเซลส์ขายยาให้แก่ฟาร์มสุกรแถวนครปฐม เมื่อ 20 ปีที่แล้วเริ่มหาซื้อที่ดินไร่ละ 3-5 หมื่นบาท แถวราชบุรี เพราะที่ดินแถวนครปฐมราคาแพงเกินไป นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นทำฟาร์มหมูอย่างจริงจัง

 

ฟาร์มหมูปลอดสาร..สกัดมหันตภัย “ยีนดื้อยา”

 

          “ที่ผ่านมาก็ใช้ยาปฏิชีวนะหลายอย่าง มีโคลิสตินด้วย แบบผสมในอาหารและแบบฉีด เพราะยาตัวนี้ออกฤทธิ์ดีใช้มานานหลายสิบปีไม่มีปัญหาอะไร แต่ก่อนผสมยากับอาหารเอง แต่ลูกน้องผสมสัดส่วนไม่แน่นอนเลยหันไปจ้างบริษัทข้างนอกผสมอาหารตามสูตรที่เราต้องการ หมูเกิดใหม่จะให้กินอาหารผสมยาโคลิสตินกับอะม็อกซีประมาณ 1-2 อาทิตย์ แล้วก็หยุด สักพักก็เริ่มให้วิตามินเสริมกับอาหารผสมยาเป็นระยะตามน้ำหนักตัวหมู”

 

เจ้าของฟาร์มข้างต้นยอมรับว่า มีแนวคิดอยากเปลี่ยนวิธีเลี้ยงหมูแบบปลอดสารพิษ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เนื่องจากราชบุรีมีการแบ่งโซนให้เลี้ยงหมูได้ในหมู่ 11 และหมู่ 9 เมื่อฟาร์มอื่นมีหมูติดโรคก็จะแพร่เชื้อมาถึงฟาร์มของตน หากไม่ใช้ยาก็อยู่ไม่ได้ คนที่อยากเลี้ยงแบบปลอดสารพิษต้องเป็นฟาร์มขนาดเล็กร้อยกว่าตัว ย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ ฟาร์มใหญ่ เพราะถ้าฟาร์มใหญ่มีรถขนหมูตายผ่านไปมาทุกวัน เชื้อโรคปนเปื้อนฟุ้งกระจายในสิ่งแวดล้อมแล้วผ่านทางอากาศเข้ามาถึงฟาร์มหมูใกล้เคียง ทำให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันไม่ให้หมูติดโรคตาย

 

          สำหรับเรื่องการปนเปื้อนของยาหรือสารเคมีต่างๆ ในเนื้อหมูที่จะขายให้ผู้บริโภคนั้น เจ้าของฟาร์มอธิบายว่า ส่วนใหญ่จะหยุดให้ยาสักพักก่อนที่จะนำไปส่งให้โรงเชือด ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยสุ่มตรวจว่ามีสารเร่งเนื้อแดงหรือสารตัวใดตกค้างอยู่ในเนื้อหมูหรือเปล่า ถือเป็นระบบตรวจสอบที่ดีอยู่แล้ว

 

“ถ้ามีประกาศห้ามใช้โคลิสตินจริง ฟาร์มหมูทั่วประเทศไทยเดือดร้อนแน่เพราะยังไม่มียาตัวใหม่ใช้แทนได้ ใช้โคลิสตินกันมานานหลายสิบปี จะให้เลิกใช้ทันทีคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มียาตัวอื่นมาทดแทนให้ นโยบายส่งเสริมให้เลี้ยงหมูปลอดสารพิษเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐบาลต้องประกันราคา เพราะใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเยอะ ต้นทุนบางอย่างสูงกว่า คนเลี้ยงหมูไม่เหมือนชาวนาปลูกข้าว หรือทำสวนยาง ที่มีการประกันราคาขั้นต่ำให้ เมื่อคนเลี้ยงไม่มั่นใจก็ต้องใช้ยาหรือใช้วัคซีน เพื่อให้แน่ใจว่าหมูจะไม่ป่วยตายจนทำให้ขาดทุน”

 

          เจ้าของฟาร์มข้างต้นกล่าวแนะนำว่า หากรัฐบาลสั่งห้ามใช้โคลิสตินที่เป็นยาสำคัญประจำฟาร์ม ก็ควรมีทางออกให้ด้วย เช่น วิจัยพัฒนาสายพันธุ์หมูให้แข็งแรงกว่าเดิม หรือส่งเสริมให้ผลิตสมุนไพรที่มีคุณสมบัติรักษาโรคในหมูได้แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ

          ในอดีตเมืองหลวงของคนเลี้ยงหมู คือ นครปฐม แต่เมื่อที่ดินราคาแพงหลายคนจึงหันไปหาจังหวัดใกล้เคียง นั่นคือ ราชบุรี สถิติ "ทะเบียนฟาร์มมาตรฐานสุกร” วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ของกรมปศุสัตว์ระบุว่า นครปฐมมีฟาร์มลงทะเบียนทั้งสิ้น 74 แห่ง กำลังการผลิต 7.4 แสนตัวต่อปี ขณะที่ราชบุรีมีจำนวน 94 แห่ง ผลิตได้ 2.1 ล้านตัวต่อปี

 

ฟาร์มหมูปลอดสาร..สกัดมหันตภัย “ยีนดื้อยา”

 

          “สุพจน์ สิงห์โตศรี” กษตรกรเลี้ยงหมูใน ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ผู้หันหลังให้ยาทุกชนิด ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า หลังเรียนจบก็ยึดอาชีพ “สัตวบาล” ทำงานในบริษัทผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีหน้าที่ให้คำปรึกษาฟาร์มหมูต่างๆ หรือช่วยฉีดยาเวลาหมูลูกค้าป่วย

 

จากนั้นผันตัวมาทำธุรกิจฟาร์มหมูเป็นของตนเองช่วงปี 2545 เริ่มลงทุนเลี้ยงประมาณร้อยตัว โดยผสมอาหารกับยาให้หมูกินเอง ลอกเลียนแบบบริษัทที่ตนเองเคยทำงาน เช่น ถ้าเป็นโคลิสตินก็ต้องผสมกับอะม็อกซี ถ้าคิดเฉพาะค่ายาค่าวัคซีนต้นทุนประมาณ 100 กว่าบาทต่อหมู 1 ตัว ช่วงปีแรกได้ผล แต่มาปีหลังๆ หมูป่วยตายคอกละ 10-30 เปอร์เซ็นต์ จึงตัดสินใจใช้แนวทางเกษตรพอเพียง ไม่ใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ อีกต่อไป

 

          “ผมทดลองทำฟาร์มหมูปลอดสารพิษ ใช้วิธีเลี้ยงแบบหมูหลุม ให้หมูได้อยู่กับธรรมชาติ ไม่ทำฟาร์มปิด เพราะทำให้เชื้อโรคเยอะ ไม่เลี้ยงแออัด พอหมูไม่เครียดก็ไม่ป่วย ตอนนี้ไม่ใช้ยา ไม่ใช้วัคซีน อาหารก็มาจากธรรมชาติ ใช้แกลบใช้หยวกกล้วย มูลของหมูก็เอาไปขายเป็นปุ๋ยคอกได้กิโลกรัมละ 2 บาท กลายเป็นว่าหมูป่วยไม่ถึงร้อยละ 1 และขายขี้หมูให้ฟาร์มเกษตรเป็นค่าอาหาร ตอนนี้ในฟาร์มมีหมูทั้งหมดกว่า 300 ตัว ลงทุนน้อยไม่ต้องทำระบบบำบัดน้ำทิ้ง เพราะเราไม่ได้ใช้ยาใช้สารเคมีพิษอะไร หมูไม่ต้องตัดหาง ไม่ต้องตัดฟัน เชื้อโรคไม่มี หมูทั่วไปขายได้ประมาณ 7,000 บาทต่อตัว แต่หมูปลอดสารได้ถึง 9,000 บาท และไม่มีต้นทุนค่ายา ไม่มีหมูตายเพราะป่วย”

 

          สุพจน์ ยอมรับว่า ตอนทำฟาร์มหมูใช้ยาปฏิชีวนะเยอะ เลยรู้สึกกลัวและเคยเห็นเพื่อนที่ทำฟาร์มหมูป่วยบ่อยๆ เข้าออกโรงพยาบาลตลอดเพราะอาการไอ กินยาไม่หาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ตอนนี้มีการเตือนเรื่องยาโคลิสตินจะทำให้ติดเชื้อดื้อยาก็รู้สึกเป็นกังวล เพราะแต่ก่อนใช้วิธีให้ลูกน้องผสมอาหารกับยาเอง ยาที่ผสมในอาหารจะเป็นผงจะมีฝุ่นฟุ้งกระจายออกมา ต้องคอยเตือนลูกน้องที่ผสมอาหารให้ระวังใส่หน้ากากป้องกัน

 

          “สำหรับยาโคลิสตินจะผสมให้ลูกหมูกินตั้งแต่เกิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือระบบทางเดินอาหาร เป็นสูตรอาหารหมูอนุบาลกินทุกตัว แต่ถ้าหมูตัวไหนป่วยก็จะต้องใช้โคลิสตินชนิดฉีด 1 ครั้ง 3 วัน อาการก็ดีขึ้น ยาพวกนี้มีเซลส์ขายยามาแนะนำ ซื้อแบบมีทะเบียนยาบ้าง หรือไม่มีทะเบียนยาบ้าง แล้วแต่เจ้าของฟาร์มอยากได้ยาราคาถูกแพงแค่ไหน เซลส์บางคนมีโปรโมชั่นแถมให้คนที่ซื้อเยอะก็พาไปเที่ยวเมืองนอก”

 

สำหรับรายได้หลังจากเลิกใช้ยาและวัคซีนทุกชนิดนั้น เมื่อต้นทุนการผลิตลดลง รายได้เฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 4–5 หมื่นบาท จากการขายลูกหมู 8,000 บาท ขายหมูขุน 2.5 หมื่นบาท แถมมีรายได้เสริมจากเกษตรกรที่มาขอซื้อมูลหมูอีกไม่ต่ำกว่าเดือนละหมื่นกว่าบาท

 

ฟาร์มหมูปลอดสาร..สกัดมหันตภัย “ยีนดื้อยา”

 

          “สุพจน์” กล่าวทิ้งท้ายว่า มีเจ้าของฟาร์มหมูในราชบุรีและจากจังหวัดอื่นเดินทางมาดู "วิธีเลี้ยงหมูหลุมปลอดสารพิษ” ของตนจำนวนมาก แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นำไปทำตาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่ต้นทุนถูกกว่า ขายหมูได้ราคากว่า และไม่ทำร้ายผู้บริโภคด้วย

 

ฟาร์มเลี้ยงหมูปลอดสารพิษ เป็นหนึ่งในทางแก้ปัญหา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธีและใช้โดยไม่จำเป็น นับเป็นทางออกในการสกัดเชื้อดื้อยาไม่ให้แพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน

 

          เมื่อเกษตรกรผู้มีประสบความสำเร็จในการปลดปล่อยตัวเองจากการเป็น “ทาสบริษัทยา” ช่วยชี้แนวทางไปสู่แสงสว่าง ทำให้เห็นว่าฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปลอดสารพิษไม่ได้เพียงช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยสกัดกั้นเชื้อดื้อยาอันตรายไม่ให้แพร่ระบาดไปสู่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ตอนนี้คงต้องรอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ จะนำไปเป็นตัวอย่าง เพื่อปลดปล่อยฟาร์มปศุสัตว์จากการเป็น “ทาสบริษัทยา” ได้อย่างไร!?!

 

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ 

คมชัดลึก

6 มี.ค. 2560

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน