• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 479
  • จำนวนผู้ชม : 791347
  • ส่ง msg :
  • โหวต 60 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2560
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 205 , 17:02:53 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

                    “เที่ยวบิน เอ็มเอช 370”  ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส หายไปอย่างลึกลับสร้างปริศนาค้างคาไว้ แม้เวลาผ่านไปแล้วถึง 3 ปีเต็ม...

 

คำประกาศหยุดค้นหาในพื้นที่ท้องทะเลฝั่งออสเตรเลีย ไม่ได้ทำให้ญาติทุกคนของเหยื่อ 239 ราย สิ้นหวัง บางรายประกาศระดมทุนเพื่อค้นหากันเอง เพราะเชื่อว่า ผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่นอน...

 

 

                    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางดึกวันที่ 8 มีนาคม 2557 เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ทะยานออกจากท้องฟ้าสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เวลา 00.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนหายไปจากจอเรดาร์ ณ ขอบแดนน่านฟ้าของเวียดนาม เวลา 01.22 น. ช่วงนั้นยังไม่มีใครรับรู้ข้อมูลการหายไป จนกระทั่งเวลา 01.38 น. หอการบินของเวียดนามส่งเสียงเตือนถามมาว่าเที่ยวบินลำนี้ ทำไมไม่เข้ามาตามเวลาการบินปกติ ?

 
 

                    วินาทีนั้นฝั่งมาเลเซียคิดว่าเครื่องบินตกลงในทะเลจีนใต้ หลังพยายามติดต่อผ่านเรดาร์ทั่วท้องฟ้าบริเวณนั้นเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ไม่พบร่องรอยเครื่องบินลำนี้ หอการบินมาเลเซียตัดสินใจยืนยันการสูญหายเวลา 02.40 น.

                    จากนั้นหน่วยกู้ภัยและทีมค้นหาเครื่องบินสูญหายไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศผนึกกำลังลาดตระเวนทั่วทะเลจีนใต้ เฉพาะกองทัพไทยมีการระดมเครื่องบิน 22 ลำ และเรือจำนวนหลายลำเข้าช่วยค้นหาทันที

 

                    จำนวนผู้โดยสารและลูกเรือ 15 สัญชาติ จำนวน 239 คน ประกอบด้วย จีน 152 คน มาเลเซีย 50 คน อินโดนีเซีย 7 คน ออสเตรเลีย 6 คน อินเดีย 5 คน ฝรั่งเศส 4 คน สหรัฐอเมริกา 3 คน แคนาดา อิหร่าน นิวซีแลนด์ ยูเครน ประเทศละ 2 คน ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ไต้หวัน ประเทศละ 1 คน

 

 

“5.6 พันล้าน” จ่ายแต่ไม่เจอ “เอ็มเอช370”

      

 

             ช่วงแรกทีมกู้ภัยทั้งทางน้ำและทางอากาศเน้นลาดตระเวนพื้นที่อ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ผ่านไปไม่กี่วันรัฐบาลมาเลเซียออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่ว่า เรดาร์สอดส่องพบ เอ็มเอช 370 บินย้อนกลับไปทางทะเลอันดามัน และมุ่งเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียใต้ ใกล้ชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย

 

                    ช่วงแรกทุกฝ่ายเชื่อว่า สาเหตุมาจากเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุตกลงทะเล หรืออาจมีกลุ่มก่อการร้ายไฮแจ็คจี้เครื่องบิน แต่เมื่อเวลาผ่านอีกระยะยิ่งค้นหายิ่งเข้าถึงทางตัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แบบฟันธงว่า นี่คือครั้งแรกของประวัติศาสตร์โลกที่เครื่องบินลำหนึ่งหายสาบสูญไป โดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับเหตุผลอะไรได้เลย มีเพียงคำพูดปริศนาประโยคสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์" "Good night Malaysian three seven zero” หรือ “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” 

 

                    หลังจากคำพูดนี้จบลง เครื่องมือสื่อสาร “เอคาร์” ซึ่งใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องบินกับศูนย์ภาคพื้นดินก็ถูกปิดสวิตช์ไป พร้อมกับการปิดคลื่นความถี่ “ทรานสปอนเดอร์” ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สำหรับเจ้าหน้าที่หอควบคุมการจราจรการบินสามารถพูดคุยติดต่อกับกัปตันได้

 

                    ความลึกลับเริ่มจากจุดนี้ เพราะหากเป็นกรณีอุบัติเหตุ สภาพอากาศเลวร้ายหรือถูกผู้ร้ายจี้เครื่องบินทั่วไป กัปตันจะพยายามใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อแจ้งเหตุฉุกเฉินมายังหอการบินใกล้เคียง แต่เที่ยวบินลำนี้เครื่องมือสื่อสารถูกปิดโดยฝีมือใครสักคน!?!

 

                    ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาเครื่องบินวิเคราะห์ “ทฤษฎีความน่าจะเป็น” ที่เอ็มเอช 370 สูญหายไป โดยตั้ง 5 สมมุติฐานด้วยกัน ได้แก่

                    1.“นักบินไฮแจ็คเครื่องบินตัวเอง” จากการค้นข้อมูลส่วนตัวของกัปตัน “ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์” พบเครื่องฝึกบินจำลอง (flight simulator) ในบ้าน และพบร่องรอยการใช้เพื่อฝึกความเชี่ยวชาญของ “เส้นทางฆ่าตัวตาย” เหนือมหาสมุทรอินเดีย แต่บางข้อมูลพบเพียงว่า เขาเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย มีสุขภาพจิตปกติ ไม่มีปัญหาความเครียดครอบครัว และไม่ได้ใช้ชีวิตผิดปกติไปจากคนทั่วไป

                    2.“ระบบเครื่องบินขัดข้อง-ไฟไหม้” แนวโน้มเครื่องบินสูญหายนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องบินตกหรือเกิดอุบัติเหตุ มีความเป็นไปได้ว่าเครื่องยนต์โบอิ้งลำนี้มีปัญหาหรือขัดข้อง ทำให้จมดิ่งลงทะเลลงไปทั้งลำ จึงไม่พบเศษชิ้นส่วนลอยในทะเล

                    3.“สินค้าลึกลับใต้ท้องเครื่องบิน” เช่น พบรายการสินค้าบรรทุกใต้ท้องเครื่องบิน “มังคุด 4,000 กิโลกรัม” หรือ 4 ตัน ทั้งที่ช่วงนั้นไม่ได้เป็นฤดูการผลิตผลไม้ชนิดนี้ และไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่ามาจากสวนหรือฟาร์มแห่งใด

                    4.“โดน “ซีไอเอ” จารกรรม” กลุ่มนี้เชื่อว่ามีองค์กรระดับใหญ่ของอเมริกาอยู่เบื้องหลัง อาจซ่อนไว้ที่ฐานทัพอเมริกา “ดิเอโก การ์เซีย” บริเวณมหาสมุทรอินเดีย สอดคล้องกับหลักฐานที่เครื่องบินเลี้ยวกลับ ผิดไปจากเส้นทางการบินปกติ และหายไปอย่างลึกลับหลังปิดเครื่องมือสื่อสาร

                    5.“โจรไฮแจ็ค-สลัดอากาศ” มีบางฝ่ายเข้าจู่โจมห้องกัปตัน หรือบังคับให้เครื่องดิ่งลงทะเลหรือนำไปหลบซ่อนในหมู่เกาะห่างไกล เนื่องจากมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้โดยสารชาวอิหร่าน 2 คน ใช้พาสปอร์ตปลอมจากประเทศไทย

 

“5.6 พันล้าน” จ่ายแต่ไม่เจอ “เอ็มเอช370”

          

                  ล่าสุด มีรายงานสมมุติฐานใหม่ว่า เครื่องบินลำนี้อาจมี “ผู้โดยสารพิเศษ” เข้าไปอยู่ในห้องนักบินด้วย เนื่องจากสืบพบรายชื่อผู้อยู่บนเครื่องบินลำนี้ 239 คนนั้น แบ่งเป็นรายชื่อลูกเรือ 12 คน กับผู้โดยสารอีก 227 คน แต่ข้อมูลเอกสารบางชิ้นแสดงให้เห็นว่ามีรายชื่อผู้โดยสาร “228 คน” หมายความว่ามีผู้โดยสารปริศนา 1 คน ที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้ !?!

 

                    ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบค้นหาเที่ยวบินลำนี้ วิเคราะห์ว่า จุดที่เครื่องบินน้ำมันหมดและตกลงไปคือ บริเวณใกล้ชายฝั่งออสเตรเลีย แต่หลังจากค้นหาต่อเนื่องกว่า 2 ปี ในที่สุดวันที่ 17 มกราคม 2560 รัฐบาลออสเตรเลีย มาเลเซียและจีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า

 

                 “ทีมค้นหาตัดสินใจปิดฉากการค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370 แล้ว หลังปฏิบัติการครอบคลุมพื้นที่ 1.2 แสนตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ใช้เวลาเกือบ 3 ปี ด้วยงบประมาณ 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สรุปได้ว่า ซากของเครื่องบินลำนี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ค้นหา อาจอยู่ด้านเหนือขึ้นไปอีก แต่ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะขยายภารกิจค้นหาออกไป"

นับเป็นการค้นหา “เครื่องบินหาย” ที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบกับสถิติที่เคยบันทึกไว้ คือ “แอร์ฟรานซ์ 447” ที่บินจากบราซิลไปกรุงปารีส แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยขณะบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ในวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ตอนนั้นใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท หรือ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อค้นหา สุดท้ายก็เจอซากเครื่องบินลำดังกล่าว

                    ระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมานั้น ผู้คนทั่วโลกพยายามช่วยกันหาเศษซากเครื่องบินเอ็มเอช 370 มีหลักฐานเชื่อมโยงพบประมาณ 30 ชิ้น แต่มีเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ที่ทีมค้นหาของออสเตรเลียและมาเลเซียยืนยันว่าเป็นเศษชิ้นส่วนของ “เอ็มเอช 370" ได้แก่

                    ชิ้นที่ 1 พบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 เป็นชิ้นส่วน “แฟล็ปเพอรอน“ (flaperon) หรือส่วนปีกของเครื่องบิน ถูกพบบน “เกาะเรอูนียง”

                 ชิ้นที่ 2 พบในเดือนพฤษภาคม 2559 เศษชิ้นส่วนด้านในของชายปีก (wing fragment) ที่ประเทศมอริเชียส

               ส่วนชิ้นสุดท้าย ยืนยันเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ที่เกาะเพมบา เป็นเศษชิ้นส่วนของปีกเช่นกัน (wing flap)

 

                    อย่างไรก็ตาม การยืนยันเศษชิ้นส่วนทั้ง 3 ชิ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ญาติทั้งหมดเชื่อว่าเครื่องบินลำนี้ดำดิ่งตกทะเลไปแล้ว หลายครอบครัวยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้

                    5 มีนาคม ที่ผ่านมา กรุงกัวลาลัมเปอร์จัดงานรำลึกถึงเครื่องบินลำนี้ โดยเครือญาติประกาศระดมเงิน 500 ล้านบาท เพื่อค้นหาเครื่องบินปริศนาลำนี้กันเอง และจะเริ่มทันทีหากได้หลักฐานที่แน่ชัดว่า ใครเอาไปซ่อนหรือไปตกหายที่ไหนกันแน่ ?

 

                    มีบางฝ่ายตั้งคำถามว่า หากเงินจำนวน “5,600 ล้านบาท” ไม่ได้ถูกนำไปใช้ค้นหาเครื่องบินลำนี้ แต่ถูกนำไปมอบให้ครอบครัวเหยื่อทั้ง 239 ราย พร้อมกับลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีติดตามเครื่องบินพาณิชย์ อาจได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่?

 

                    แต่หน่วยงานที่โดนเสียดสีมากที่สุด คือ “องค์การนาซา” เนื่องจากใช้งบประมาณลงทุนสร้างกล้องสุดยอดเทคโนโลยีและสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาล จนค้นพบ “ระบบดาวแทรพพิสต์ 1” (TRAPPIST-1) หรือดาวเคราะห์ 7 ดวงที่อยู่นอกจักรวาล แต่ “นาซา” กลับไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ค้นหาเครื่องบินแค่ 1 ลำ ที่หายอยู่ในโลกมนุษย์ใบนี้ !?!

 

รายงานพิเศษ

คมชัดลึก

13 มี.ค. 2560

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน