• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 479
  • จำนวนผู้ชม : 791180
  • ส่ง msg :
  • โหวต 60 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2560
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 309 , 20:58:44 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

  ผู้ก่อการร้ายพัฒนาเทคโนโลยีดัดแปลงอุปกรณ์เหล่านี้เป็นระเบิดอานุภาพร้ายแรงทำให้เครื่องบินตกได้

 

           วิกฤติสนามบินอาจเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้ หลังอเมริกากำลังจะมีนโยบายสั่งห้ามผู้โดยสารจากยุโรปเอา “โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์และไอแพด” หรืออุปกรณ์คล้ายคลึงคอมพิวเตอร์พกพาต่าง ๆ ขึ้นไปบนห้องโดยสารเครื่องบิน...

    

 

   โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย หลังพบข้อมูลเบื้องลึกยืนยันว่าเหล่าผู้ก่อการร้ายไฮเทคประสบความสำเร็จในการดัดแปลงอุปกรณ์เหล่านี้เป็น “ระเบิดอานุภาพรุนแรง” ขนาดทำให้เครื่องบินตกได้แล้ว !

 

          สื่อมวลชนทั่วโลกประโคมข่าวนี้เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ดีเอชเอส (DHS) หรือกระทรวงความมั่นคงภายใน สหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณามาตรการไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารของเที่ยวบินจากสหภาพยุโรปไปยังอเมริกเอาโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์หรือแล็บท็อบขึ้นไปห้องโดยสาร พร้อมกระแสข่าวว่าอาจห้ามแท็บเล็ต เช่น ไอแพดด้วย  

 

            เพราะเชื่อว่าขณะนี้ผู้ก่อการร้ายได้พัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถดัดแปลงอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นระเบิดอานุภาพร้ายแรงถึงขนาดทำให้เครื่องบินตกได้ ดีเอชเอสยอมรับว่าภัยคุกคามนี้อาจให้อุตสาหกรรมการบินเดือดร้อนอย่างหนักในอนาคต แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร มาตรการนี้อาจเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

 

             ทังนี้ จากข้อมูลของ “Flightradar 24” ระบุว่าในแต่ละวัน มีเที่ยวบินระหว่างยุโรปกับอเมริกาไม่ต่ำกว่า 2500 – 3000 เที่ยว หากคิดประมาณค่าเฉลี่ยว่าในแต่ละเที่ยวบินมีผู้โดยสาร 200 คน หมายความว่า นโยบายนี้ของสหรัฐอเมริกาจะทำให้ ผู้โดยสาร 6 แสนคนในแต่วัน ต้องระมัดระวังปัญหาการพกพาโน๊ตบุ๊กหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกัน

 

         หากเป็นในอดีตอาจมีไม่กี่คนใน 6 แสนคนที่เดือดร้อน แต่ในโลกยุคออนไลน์ ชีวิตผูกพันธ์กับการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์นั้น อาจสร้างความเดือดร้อนได้มากกว่าหลักแสนคนขึ้นไป

 

        

  ทำไมต้องห้าม โน้ตบุ๊ก – ไอแพด ?

 

          ย้อนไปปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2559  ภาพเหตการณ์เครื่องบินแอร์บัส 321 ระเบิดเป็นรูโหว่จนผู้โดยสารตกลงไปเสียชีวิต ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ต้นเรื่องมาจากสายการบินดาอัลโล ของประเทศโซมาเลีย เครื่องบินลำนี้บินจากสนามบินโมกาดิชูไปประเทศจิบูตี แต่เครื่องบินออกตัวทยานขึ้นท้องฟ้าไปได้แค่ 10 กว่านาที ขณะไต่ระดับอยู่ที่ความสูง 1.1 หมื่นฟุต ปรากฎว่าต้องขอลงจอดฉุกเฉิน เพราะเกิดระเบิดขนาดเล็ก มีผู้บาดเจ็บ 2 คน แต่มีผู้โดยสาร 1 รายถูกดูดออกไปทางช่องโหว่ของระเบิดที่กว้างประมาณ 1 เมตร

 

               ช่วงแรกทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตั้งข้อสังเกตว่าแรงระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความกดอากาศ จนกระทั่งผ่านไป 1 อาทิตย์ กระทรวงขนส่งและการบินของโซมาเลีย ออกแถลงข่าวว่าเป็นการวางระเบิดบนเครื่องบิน และหน่วยข่าวกรองโซมาเลียสืบสวนพบภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะผู้ต้องสงสัยส่งโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ที่ดัดแปลงเป็นวัตถุระเบิดให้กับผู้โดยสารคนหนึ่ง

 

            และยังพบผู้ต้องสงสัยอีกรายสวมเสื้อแจ็กเกตลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินด้วย มีการจับกุมคนไปทั้งหมด 15 รายเพื่อสอบปากคำ ทั้งนี้ “กลุ่มอัล-ชาบับ” (al-Shabab) ออกมาแถลงการณ์รับผิดชอบว่า เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดบนเครื่องบิน เพราะอยากแก้แค้นสายลับชาติตะวันตกในโซมาเลีย พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยความผิดหวังว่า “ไม่สามารถทำให้เครื่องบินตกได้ตามที่ปรารถนา”

 

 

          หน่วยข่าวกรองโซมาเลียวิเคราะห์ว่า คราวนี้ถือว่าโชคดีที่ระเบิดถูกจุดขณะที่บินในระดับความสูงไม่มากนัก หากเครื่องบินไต่ระดับขึ้นไปสูงกว่านี้ แม้ว่าแรงระเบิดจะไม่มาก แต่อาจทำให้เครื่องบินกตกลงมาได้ทันทีจากแรงกดอากาศ

 

         จากกรณีข้างต้น ทำให้วงการรักษาความปลอดภัยสนามบินทั่วโลกเรียกเคสนี้ว่า “ระเบิดแล็บท็อป” (laptop bomb) มีการประชุมพร้อมจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพื่อวิเคราะห์ประเมินว่า หากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ระเบิดในห้องผู้โดยสารจะก่อความเสียหายให้กับเครื่องบินมากน้อยเพียงไร   

 

             ผลการศึกษาส่วนหนึ่งยืนยันว่า ขณะนี้กลุ่มก่อการร้ายได้ดัดแปลงสารเคมีบางชนิดผสมในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา แล้วสามารถทำให้เกิดระเบิดร้ายแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะ “ระเบิดไอแพด” ที่พบการดัดแปลงวัสดุบางชนิดจนดูคล้ายไอแพดทั่วไปมาก แต่สารเคมีที่ผสมอยู่ด้านในเป็นวัสดุพร้อมระเบิด หากจุดวงจรอย่างถูกวิธี

 

         เป็นที่รู้กันดีว่า เหตุการณ์ที่ผู้บริหารอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกลัวมากที่สุดคือ ความเสียหายจากเครื่องบินระเบิดกลางอากาศ เพราะถ้าเป็นสายการบินขนาดเล็ก ระเบิดครั้งเดียวอาจทำให้ล้มละลายได้จากภาระการจ่ายค่าเสียหายรวมถึงค่าประกัน

 

 

           จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายอย่างอเมริกาและอังกฤษ พร้อมใจกันออกนโยบายห้ามพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นไปในห้องผู้โดยสารของสายการบิน 8  ประเทศจากตะวันออกกลาง เช่น ตุรกี เลบานอน จอร์แดน ซาอุ  อียิปต์ ฯลฯ เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2560  ส่วนอุปกรณ์ที่ห้ามนอกจากคอมพิวเตอร์แล็บท็อปและแท็บเล็ตแล้ว ยังมีกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องเล่นเกมส์ต่าง ๆ

 

          การสั่งห้ามครั้งนั้น ถูกต่อต้านจากผู้โดยสารจำนวนหนึ่ง โดยตอบโต้กันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า นี่คือการอ้างเรื่องก่อการร้าย เพื่อแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติและศาสนา

           แต่จากนโยบายล่าสุดของอเมริกาที่กำลังจะห้ามเที่ยวบินระหว่างยุโรปกับอเมริกาไม่ต่ำเกือบ 3 พันเที่ยวต่อวันนั้น กลายเป็นประเด็นคำถามว่า

 

            วัตถุระเบิดที่ดัดแปลงจากอุปกรณ์เหล่านี้อันตรายแค่ไหน และสนามบินในประเทศไทยมีระบบตรวจสอบป้องกันหรือไม่ ?

     รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายให้ฟังว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ล้วนแต่ดัดแปลงให้เกิดการระเบิดหรือเป็นอาวุธระเบิดได้ แต่จะมีอานุภาพร้ายแรงมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ 3 ประการ ได้แก่

 

 

         1 วงจรจุดระเบิดสมบูรณ์แบบแค่ไหน 2 สารเคมีที่ใช้ประกอบเป็นเนื้อวัสดุระเบิดมีคุณภาพหรือไม่ และ 3 อุปกรณ์ที่ดัดแปลงมาใส่ระเบิดนั้นสามารถทำให้เกิดแรงอัดได้ขนาดไหน

        “ตัวแบตเตอรี่ของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กถือเป็นสารจุดระเบิดชั้นดี และสมัยนี้มีการพัฒนาวงจรจุดระเบิดได้หลายวิธี แต่ที่น่าสนใจคือการดัดแปลงพวกไอแพดให้เป็นระเบิด อาจเป็นเพราะทำให้เกิดแรงอัดได้มากขึ้น สารระเบิดปกติจะใช้ไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ แต่เครื่องตรวจจับตามสนามบินตรวจพบได้ง่าย ผู้ก่อการร้ายพยายามสรรหาวัสดุเคมีตัวใหม่ ๆ ขึ้นมา และต้องเป็นสารเคมีที่ใช้เพียงนิดเดียวแต่มีอานุภาพรุนแรงเช่น ทีเอทีพี มีก่อการร้ายหลายกลุ่มเริ่มใช้แล้ว ถ้าพวกเขาสามารถดัดแปลงใส่ในโน้ตบุ๊กทำเป็นระเบิดได้ ก็ถือว่าน่ากลัวมาก ไม่รู้ว่าเพราะสารตัวนี้หรือเปล่า แต่เพื่อความปลอดภัยทางสายการบินเลยต้องห้ามเอาอุปกรณ์พวกนี้ติดตัวขึ้นเครื่องบิน” ดร.วีรชัยกล่าว

        ทั้งนี้  “ระเบิดทีเอทีพี” พวกกลุ่มผู้ก่อการร้ายเรียกชื่อเล่นว่า “มารดาของซาตาน” (Mother of Satan) เป็นคำย่อมาจากคำว่า  ไตรอะซิโตน ไตรเปอร์ออกไซด์(Triacetone Triperoxide) หรือบางครั้งเรียกว่า “ระเบิดเปอร์ออกไซด์”

             “ทีเอทีพี” มารดาของซาตานมีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากพบถูกใช้ก่อเหตุระเบิด “สนามบินซาเวนเทม” (Zaventem) และ สถานีรถไฟใต้ดินมาลเบค (Maelbeek) กลางกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2559 ผู้เสียชีวิต 32 รายและบาดเจ็บกว่า 300 ราย ทีมสืบสวนบรัสเซลส์สืบค้นพบว่าเป็น “ระเบิดทีเอทีพี” และยังตรวจพบระเบิดชนิดนี้ที่ยังไม่ทำงานอีก 2 ลูกในสนามบิน รวมถึงสถานที่ซุกซ่อนวัตถุระเบิด วัสดุที่ใช้ประกอบระเบิดอีกจำนวนหนึ่งไม่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุ

                หน่วยปราบปรามก่อการร้ายนานาชาติถึงกับตกตะลึง หลังรู้ว่า ผู้ก่อการร้ายได้พัฒนา “ระเบิดทีเอทีพี” ไปถึงระดับใช้ก่อเหตุได้แล้ว จากเดิมที่ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก เนื่องจากเป็นสารที่มีราคาแพงมาก และการนำมาประกอบระเบิดยังไม่มีความเสถียรมากพอ

             ยิ่งไปกว่านั้นสารเคมีทีเอทีพียังมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารเคมีหลายชนิด ทำให้มีคุณสมบัติยากที่จะตรวจสอบ

             หลายคนเริ่มกังวลว่า สนามบินของไทยปลอดภัยแค่ไหน ?

         ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบตรวจจับวัตถุระเบิดในสนามบิน ให้ข้อมูลว่า ปกติการตรวจจับระเบิดที่ผ่านมาเน้นหาส่วนประกอบของไนโตรเจน แต่ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองได้พัฒนาอุปกรณ์พร้อมสั่งซื้อเครื่องมือให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาสั่งซื้อและนำมาใช้แล้วทั้งหมด 45 เครื่อง เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม สามารถตรวจสอบได้เร็วกว่าเดิมด้วย

           “อุปกรณ์ที่สนามบินไทยใช้ตรวจสอบ เป็นรุ่นที่ผ่านการรับรองของทีเอสเอ (TSA) ที่เป็นหน่วยงานรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐอเมริกา(Transportation Security Administration) ทำให้มั่นใจได้ว่าการตรวจสอบอยู่ในระดับมาตรฐานสากล เชื่อว่าดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่วนระเบิดทีเอทีพีก็มีวิธีการตรวจสอบได้เช่นกัน แต่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพิ่ม” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวยืนยัน

              เป็นคำยืนยันเบื้องต้นว่า สนามบินไทยมีเครื่องมือไฮเทคสามารถตรวจสอบวัตถุระเบิดทุกชนิดอย่างแน่นอน

           แต่คำถามต่อไปคือเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินจะแอบให้อภิสิทธิ์ใครเป็นพิเศษหรือเปล่า หรือทำงานหละหลวมหรือไม่ เพราะกรณีระเบิดในสนามบินหรือบนเครื่องบิน หลายครั้งมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจด้วย

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 คมชัดลึก

13/05/2560

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน