• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 499
  • จำนวนผู้ชม : 842326
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bypunnee
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2561
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 978 , 18:07:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ni_gul , wullopp และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

            

                       รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศใช้ สกุลเงินดิจิทัลอย่างเป็นทางการประเทศแรกเมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยใช้น้ำมัน ทองคำและเพชร เป็นหลักค้ำประกัน ทำให้วงการเงินของโลกเกิดความสั่นสะเทือน อำนาจของนายแบงค์อเมริกาและยุโรปเกิดการสั่นคลอน...


          เงินสกุลใหม่นี้ถูกตั้งชื่อว่าเปโตร” (Petro) เปิดตัววันแรกขายได้ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท เงินดิจิทัลนี้สามารถใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าได้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นับเป็นนิมิตรหมายอันดีของประเทศเล็ก ๆ ที่สามารถลุกขึ้นมาปลดแอกจากวงจรครอบงำเงินกระดาษที่ต้องอ้างอิงสกุลเงินประเทศยักษใหญ่ได้สำเร็จด้วย คริปโตเคอเรนซีที่ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน

 

                คริปโตเคอเรนซี  (Cryptocurrency) หรือบางครั้งเรียกย่อ ๆ ว่า คริปโตฯ หากอธิบายสั้น ๆ ก็คือ การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลอย่างเสรีทั่วโลก โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางธนาคาร

 

                  คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ “คริปโตฯ” เท่าไรนัก นอกจากกลุ่มคนที่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่น เกมเมอร์ หรือนักเล่นเกม โปรแกรมเมอร์ นักลงทุนการเงิน นักซื้อขายออนไลน์ ฯลฯ  แต่จากปีนี้เป็นต้นไปจะเริ่มตื่นตัวอยากรู้จักมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

              แต่อีกไม่นานคนไทยเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น หลังจาก โปรแกรมแชท ไลน์” ที่คนไทยทั่วประเทศ 52 ล้านคนใช้เป็นประจำ ได้ประกาศชัดเจนว่า จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง หรือ “ไลน์ไฟแนนเชี่ยล” (LINE Financial) เงินทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 5,000 ล้านเยนหรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นขออนุมัติจาก “เอฟเอสเอ” หน่วยงานดูแลการบริการด้านการเงินของญี่ปุ่น (Financial Services Agency : FSA)

 

 

           บริษัทไลน์จัดแถลงข่าวว่าสมาชิกทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 600 ล้านคนนั้น อีกไม่นานจะได้ใช้  สกุลเงินคริปโตฯของไลน์  ซื้อขายสินค้า ซื้อประกันภัยและทำธุรกรรมเงินกู้ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลอื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน (blockchain) หรือวิธีการเก็บข้อมูลแบบกระจายต่อๆกันไปเรื่อยๆ 

 

           ปัจจุบันคนญี่ปุ่น 70 ล้านคนใช้โปรแกรมแชทไลน์ ถือเป็นอันดับ 1 ส่วนพี่ไทยมาเป็นอันดับ 2 จำนวน 50 กว่าล้านคน และเป็นที่นิยมของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย พม่า ฮ่องกง ฯลฯ

 

 

            การประกาศสร้างสกุลเงินดิจิทัลของ “บริษัทไลน์” ครั้งนี้ เหมือนเป็นการเร่งเร้าของคนไทยเข้าสู่ระบบเงินเสมือนจริง ไม่มีเหรียญโลหะ ไม่มีแบงค์กระดาษ มีเพียงตัวเลขหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่มีใครควบคุม ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้อยากได้กับผู้อยากขาย

 

            ตัวอย่างเช่น การซื้อขายบิทคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิทัลฯ ชื่อดัง จากราคาเริ่มต้นเมื่อปี 2010 เหรียญละประมาณ 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2 บาท ผ่านไป 8 ปี ราคาต้นปี 2018 พุ่งเป็น 1 หมื่นดอลลาร์ และเคยพุ่งสูงสุดถึง 1.7 หมื่นดอลลาร์หรือประมาณ 5 แสนบาท

 

           ประเทศไทยมีธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็กใหญ่หลายแห่งเลือกใช้บริการสกุลเงินดิจิทัลในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ เพราะสะดวกรวดเร็วไม่มีค่าบริการ ค่าโอนหรือค่าหัวคิวแบบที่ต้องจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

 

 

           ในอนาคตประชากรทั่วโลกจะนิยมทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐไทยยังลังเลไม่แน่ใจว่าเอาอย่างไรดี … 

         จะเลือกใช้แนวควบคุมเข้มงวดออกกฎหมายใหม่ เพื่อป้องกันปราบปราม หรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ประชาชนควบคุมตรวจสอบกันเอง ?

        วินาทีนี้ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลทุกชนิด การซื้อขายเก็งกำไร ผู้ใช้สกุลเงินดิจิทัลทำธุรกรรมต่าง ๆ ต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง  

         สำหรับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการควบคุมเงินดิจิทัลมี 3 หน่วยงานหลักได้แก่ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) 2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ 3 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

 

 

           เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งหนังสือขอความร่วมมือ สถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี” (Cryptocurrency) โดยเนื้อหาในประกาศฯสรุปสั้น ๆ ได้ว่

      “คริปโตเคอเรนซีบางประเภท ไม่สามารถระบุตัวตนและไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน การซื้อขายผ่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ราคาคริปโตฯมีความผันผวนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไร ผู้ทำธุรกรรมจึงมีความเสี่ยงจากการขาดทุนสูง รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนเป็น เงิน” ที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน และไม่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ ผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงินในกรณีถูกหลอกลวงหรือเกิดปัญหาในการทำธุรกรรม

           รวมถึงปัญหาการใช้คริปโตเคอเรนซีเป็นช่องทางทำผิดกฎหมาย เช่น ฟอกเงินหรือสนับสนุนการก่อการร้าย  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่ง “ไม่ให้ทำธุรกรรม” หรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี ในกรณีดังต่อไปนี้

                1 การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในคริปโตเคอเรนซี เพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเองหรือผลประโยชน์ของลูกค้า

                2 การให้บริการรับแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน

                3 การสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีระหว่างกัน

                4 การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อคริปโตเคอเรนซี

                5 การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี

             สรุปสั้น ๆ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วยสกุลเงินดิจิทัล ยังไม่ผิดกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ไม่มีกฎหมายมารับรองเงินเหล่านี้

           ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องแบกรับความเสี่ยงกันเอง และห้ามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเข้าไปสนับสนุนหรือยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

               ทั้งนี้  ข้อดีของเงินดิจิทัลคือ มีความเป็นอิสระไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบมากมายของธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมหัวคิด มีความรวดเร็วและมีความเป็นส่วนตัว หรือปกปิดข้อมูลส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

            ส่วนข้อเสียคือ มีการนำช่องโหว่ของเงินเหล่านี้ไปทำ “ธุรกิจแชร์ลูกโซ่” เอาเหรียญคริปโต ฯ มาอ้างบังหน้า ก่อนที่จะโฆษณาชวนเชื่อว่าการซื้อขายเงินดิจิทัลให้อัตราผลตอบแทนสูงมาก  มีประชาชนหลงกลเป็นเหยื่อจำนวนมาก เช่น กรณีคดี ตัวแทนผู้ปฏิบัติธรรมวัดป่ากล้วย จ.อุตรดิตถ์ เข้าร้องเรียนกับ “ดีเอสไอ” ให้ตรวจสอบแก๊งชักชวนลงทุนบิทคอยน์ มีผู้หลงกลหลายร้อยคน รวมแล้วสูญเงินไปประมาณ 30 กว่าล้านบาท  

       นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีข่าวโจรกรรมขโมยเงินดิจิทัลโดยแฮกเกอร์อย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา ฯลฯ และไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ล่าสุด บริษัทแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลในญี่ปุ่นโดนขโมยไปหลักหมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลทั่วโลกพยายามเข้ามาออกกฎหมายควบคุมจัดระเบียบอย่างจริงจัง ก่อนที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อมากกว่านี้

          เมื่อต้นปี 2561 พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทน เลขาธิการ ปปง. ยอมรับว่ากลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้เงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ ริปเปิล ฯลฯ เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินมากขึ้น ด้วยวิธีโอนเงินผ่านระบบเทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสลับซับซ้อน ด้วยระบบคริปโตฯ แม้ว่าเงินดิจิทัลไม่ใช่เงินจริงแต่ถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า  เช่น โจรเอาเงินจริงไปซื้อ “บิทคอยน์” แล้วปกปิดไว้หรือนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างอื่น ทำให้ติดตามได้ยากขึ้น ผิดกฎหมายฐานฟอกเงิน ปปง.ต้องเข้าไป สืบสวนเพื่อยึดอายัดบิทคอยน์ และในอนาคตจะมีการกำหนดให้ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมตามกฎหมายของ ปปง.

               ด้าน “กระทรวงการคลัง”ออกประกาศครั้งล่าสุดแจ้งเตือนกรณี ซื้อ-ขายสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency)  เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 ว่าอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527  เพราะข้อกฎหมายระบุว่า การโฆษณา หรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใด ๆ ที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ มีโทษจำคุก 5-10 ปี โทษปรับ 500,000 -1,000,000 บาท

            หลากหลายวิธีทีหน่วยงานรัฐไทยงัดออกมาเพื่อคุมเข้มเงินดิจิทัลนั้น ในกลุ่มนักพัฒนาเทคโนโลยีมองว่า ยังคิดไม่ถูก ต้องคิดใหม่ !

 

 

              “สถาพน พัฒนะคูหา กรรมการผู้จัดการบริษัท สมาร์ทคอนแทรคท์ ไทยแลนด์ และ BLOCK M.D. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกกฎหมายควบคุมเทคโนโลยีซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลว่า หากจะมีการกำกับดูแลเงินคริปโตฯ ก็อยากให้มีวัตถุประสงค์และกรอบที่ชัดเจน เช่น หากต้องการป้องกัน การกระทำผิดด้วยเทคโนโลยี ก็ควรจะกำกับดูแลในเรื่องการทำผิดไปเลย เช่น เพื่อป้องกันการฟอกเงิน ป้องกันการนำไปทำธุรกรรมผิดกฎหมาย หรือป้องกันการนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย เป็นต้น แต่ไม่ควรไปแบนหรือห้ามการใช้เทคโนโลยีทั้งหมด

               “เงินดิจิทัลสามารถมองได้ว่าเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนได้เหมือนสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ตราบใดที่มีอีกฝ่ายยอมรับให้แลกเปลี่ยน สมมติง่ายๆว่า ถ้ามีใครอยากเอาจักรยานมาขอแลกกับกล้องถ่ายรูป แล้วมีอีกคนยอมแลกโดยสมัครใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีการโกงเกิดขึ้น รัฐบาลต้องแก้ด้วยการป้องกันการฉ้อโกง ไม่ใช่แก้ด้วยการห้ามเอาจักรยานไปแลกกล้องถ่ายรูป หรือถ้ายกตัวอย่างแบบสุดโต่งเลย คือ เงินบาทก็สามารถใช้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายได้ ใช้ฟอกเงินได้ วิธีแก้ไม่ใช่การห้ามใช้เงินบาท แต่แก้ด้วยการสร้างมาตรการตรวจสอบและควบคุมการกระทำผิดด้วยเงินบาทให้รัดกุม

              กฎหมายหรือหลักเกณฑ์กำกับดูแลหรือควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล ควรมีรูปแบบสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ถูกต้อง รวมถึงมาตรการคุ้มครองประชาชนด้วย เช่น หากผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล หรือ คริปโตฯ สร้างความเสียหายกับเงินลงทุนของประชาชน เช่น โดนแฮก หรือปิดกิจการหนีไปเฉยๆเลย ก็ต้องมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงการพัฒนาวิธีการตรวจสอบ (audit) ให้เท่าทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ  

 

          สถาพน กล่าวต่อว่า “จริงๆแล้วเทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ไม่ได้มีแค่สำหรับเงินดิจิทัลหรือการระดมทุนเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ และมีเสียงตอบรับในเชิงบวกจากเอกชน ภาครัฐและภาคประชาสังคมแทบทุกประเทศ มีการพัฒนาและทดลองใช้ในหลายกลุ่มธุรกิจ รวมถึงโครงการของภาครัฐ เช่น บริษัทสมาร์ทคอนแทรคท์ ฯ เพิ่งได้รับเลือกจากสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) ให้เป็นผู้พัฒนาระบบบล็อกเชน เพื่อใช้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ เป้าหมายคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในอนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย” 

 

           เมื่อไม่มีใครสามารถห้ามการเติบโตของบล็อกเชน รวมถึงการทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลได้ ดังนั้นหน้าที่ของ รัฐ” คือ ส่งเสริมให้มีตัวแทนทำธุรกรรมเงินดิจิทัลอย่างถูกต้องและถูกกฎหมาย

          พร้อมหามาตรการและวิธีการจับกุมแก๊งฉ้อฉลหลอกลวง แต่ไม่ใช่การออกกฎหมายห้ามประชาชนยุ่งเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล 

              เพราะนั่นคือการปลดแอกของประชาชนทั่วโลกจากนายธนาคาร ที่นั่งกระดิกนิ้วเก็บค่าธรรมเนียม โอน” “ฝาก-ถอน” “แลกเปลี่ยนเงินมายาวนานหลายทศวรรษ 

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

มีนาคม 2561

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ni_gul วันที่ : 18/05/2018 เวลา : 12.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

รัฐยังห่วงเรื่องจัดเก็บภาษีหรือเปล่าคะ?

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
wullopp วันที่ : 16/05/2018 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

สวีเดน เป็น ประเทศแรกที่ใช้เงินในรูปดิจิตอล
และ คาดว่า เงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมาย

น่าจะใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะ ช่วยให้ ตรวจสอบที่มา-ที่ไปของเงินได้
(ง่ายกว่า เงินกระดาษ)

ทว่า...
เมื่อมีเงินคริปโตฯ กลายเป็นอีกแบบเลย...
คือ

ตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้ยากมาก
ทำให้ ธุรกิจผิดกฎหมาย ฟอกเงินได้ง่ายขึ้น

คาดว่า
ภายใน 5-10 ปี
รูปแบบของเงินดิจิตอล
คงจะลงตัวกว่าทุกวันนี้ ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 16/05/2018 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เรื่องนี้น่าสนใจมาก ครับ

ประสบการณ์จาก EU, India พบว่า
เงินที่เป็นใบๆ
หรือธนบัตรใบใหญ่

ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมาย
หรือ กลุ่มก่อการร้าย
ขนเงินข้ามประเทศได้ง่าย

ทาง EU เคยยกเลิกธนบัตร ใบใหญ๋
และ อินเดียก็ยกเลิกธนบัตร ใบใหญ่ (ปี 2560)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nongkoy วันที่ : 15/05/2018 เวลา : 16.01 น.
https://www.pdaza.com/
น้องก้อยค่ะ เด็กกำแพงเพชรเข้ากรุงมาเรียนและทำงานค่ะ :)

เป็นความรู้ใหม่เลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน