*/
  • Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 4722
  • จำนวนผู้ชม : 8240185
  • จำนวนผู้โหวต : 2250
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2250 คน
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม 2550
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 3668 , 22:00:16 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเมืองจังหวัดอุบลราชธานี- นักการเมืองดี "ศรีอุบล"

การเมืองจังหวัดอุบลราชธานี- นักการเมืองดี "ศรีอุบล"

"อุบลราชธานี"
ถิ่นเก่า "เสรีไทย" ยุค ทหารญี่ปุ่น เกาะรถไฟไปตั้งค่ายทหารญี่ปุ่นที่บ้านคูยาง อ.วารินชำราบ

ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 1 ก.ม. ( มีแม่น้ำมูลคั่นกลาง รุ่นน้าๆ ท่านเล่าให้ฟังว่า พวกทหารญี่ปุ่น ชอบแก้ผ้าอาบน้ำกลางแจ้ง อิ อิ )

ค่ายทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น ก็คือสถานที่ตั้งสหกรณ์จังหวัด - ที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีสาขาวารินชำราบในปัจจุบัน

ยุคสงครามนั้น "พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ" ทำหน้าที่ขโมยของทหารญี่ปุน เพื่อตัดกำลังทหารญี่ปุ่นสม่ำเสมอ

หัวหน้าขบวนการเสรีไทย จังหวัดอุบลราชธานี คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ( 1 ใน 4 อดีตรัฐมนตรีที่ถูกลอบสังหาร )

อาวุธยุทโธปกรณ์และสินค้าที่ไปทางรถไฟ ก็จะสิ้นสุดลงที่สถานีอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ฝั่ง อ.วารินชำราบ

การขนสินค้าต่างๆ ข้ามแม่น้ำมูลจึงอาศัย "แพขนานยนต์" ที่ท่า "หาดสวนยา" ข้ามไปที่ "ท่าจวนฯ"

ซึ่งเป็นที่ตั้งของ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดในอดีต ปัจจุบันคือ "ตลาดใหญ่" ริมมูลฝั่งเมืองนั่นเอง

สะพานเสรีประชาธิปไตย เพิ่งมาสร้างเมื่อ พศ. 2497 นี่เอง แม้จะเคยเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แต่หากเป็น "ฤดูน้ำหลาก" น้ำก็ท่วมถนนต้องขนสินค้าและผู้คนจากฝั่งวารินฯด้วยเรือ ซึ่งมีท่าเรืออยู่แถวๆ รสพ. ฝั่งวารินชำราบ
ปัจจุบันได้ยกถนนขึ้นสูงพ้นระดับน้ำหลาก แต่บ้านหาดสวนยาริมฝั่งแม้น้ำมูล ยังคงท่วมซ้ำซากมาจนปัจจุบัน

ฉันยังจำได้ นั่งเรือไปโรงเรียน 1 สลึง เป็นเรือแจว ถ้ามีเงิน 50 สตางค์นั่งเรือยนต์ ( หางยาว ) เท่ไม่เบา

ถ้าเหลือเงินสลึงใส่กระเป๋ากางเกง ต้องเอายางหนังสติ๊กมัดไว้ ไม่ให้หล่นหายตอนวิ่งเล่น หรือเตะฟุตบอลในสนามประสาเด็ก

(บ้านฉันอยู่ฝั่งวารินชำราบจ้า...ส่วนบ้านมานิจ โมฬีชาติ - ชัย ราชวัตร เค้าอยู่ฝั่งเมือง ยังอำกันว่าอยู่คนละจังหวัด ฮ่า ฮ่า )

พูดถึง "เสรีไทย" สายอีสานมีที่ตั้งที่จังหวัดอุบลราชธานีบางส่วน มีวีรกรรมต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามเป็นที่ประจักษ์

เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรเคยไปทิ้งอาวุธให้ "เสรีไทยสายอีสาน" ที่บ้านน้ำปลีก อ.อำนาจเจริญ

"เสรีไทยสายอีสาน" ก็ออกเดินทางจากเมืองอุบลราชธานี ตามไปเก็บอาวุธที่สัมพันธมิตร "ทิ้งร่ม" มาให้ใช้

ระยะทางที่"ทิ้งร่ม" ก็เกือบๆ 60 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ

"อุบลราชธานี" คือถิ่นของนักปราชญ์-นักสู้ที่ราบสูง จากอดีตเป็นศูนย์รวมการศึกษา การศาสนา มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมาสำนักวัดสุปัฎนาราม ( วัดเมืองสายธรรมยุต ) ก็ไปตั้งสาขาชื่อ "วัดบูรพา" เป็น "วัดป่า" ต้นเค้า "พระวัดป่า" ในปัจจุบัน

หากเอ่ยชื่อพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น ก็มาจาก สำนัก"วัดบูรพา" จังหวัดอุบลราชธานีนี่เอง

ทำนองเดียวกับ "วัดบวรนิเวศน์ฯ" เป็นวัดเมือง ก็มี "วัดบรมนิวาสฯ" เป็น "วัดป่า" เพื่อให้ประชาชนเรียนกรรมฐาน

ฐานของการศึกษาในภาคอีสานจึงเกิดจากสำนัก "วัดสุปัฎนาราม" มาตั้งแต่ครั้งนั้น รวมไปถึงการปราบ "ขบถผีบุญ"

ในสมัยนั้น ก็ส่ง "พระดี" จากสำนักวัดบรมนิวาส ฯ ซึ่งเป็นสายเลือดจากอุบลราชธานี ลงไปปราบจนสำเร็จ ( อ่านบล็อคขบถผีบุญ-ขวามือ )

การเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่วัดสุปัฎนาราม อาจจะเรียกว่าเป็น "สถาบันการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีสาน" ( ยุคเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา ) ก็ว่าได้

***************

 นายเลียง ไชยกาล ส.ส.ประเภท 1 คนแรกที่ขึ้นอภิปรายเรื่องการฉวยโอกาสซื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ของพรรคพวกคณะราษฎร์ เมื่อ พ.ศ. 2480 เป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้าที่มีอุดมคติผู้หนึ่งของยุคนั้น

คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พระยาพหลพลพยุหเสนาสิ้นสุดลง
เพราะเหตุที่ นายเลียง ไชยกาล ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี
ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับการขายที่ดิน ของพระคลังข้างที่ ให้แก่บุคคลบางคน
ต่อจากนั้น นายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ได้เสนอญัตติ
เปิดอภิปรายทั่วไปว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

อภิปรายกันจนหมดเวลา และได้เลื่อนไปอภิปรายในวันต่อไป
แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้กราบถวายบังคม ลาออกจากตำแหน่ง
เพื่อให้โอกาสแก่ทุกฝ่าย ได้สอบสวนตามความชอบธรรม
(ลาออกเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2480 ประกาศลงวันที่ 9 สิงหาคม 2480)

*************************
ปูพื้นเรื่องนายเลียง ไชยกาล ก็เพื่อจะได้กล่าวถึงการก่อตั้งพรรค ปชป.

พูดถึง ปชป. ในอดีต นักรบของประชาชนหลายๆ ท่าน สร้างวีรกรรมน่านับถือ

พลิกไปดูการก่อตั้งพรรคการเมืองในอดีตก็พบว่า "พรรคประชาธิปัตย์" นั้น

ตั้งขึ้นโดยกลุ่มนายควง อภัยวงศ์ รวมกลุ่ม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชหัวหน้าพรรคก้าวหน้า

และโชติ คุ้มพันธ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตย
 
รวมกลุ่มนายเลียง ไชยกาล - นายฟอง สิทธิธรรม ส.ส.จากจังหวัดอุบลราชธานี

และได้ตกลงก่อตั้งพรรคและใช้ชื่อพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2489

โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค, ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรค
และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรค

นายควง อภัยวงศ์ กล่าวไว้ในปาฐกถาช่วงก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2511 เล็กน้อยว่า

"ขณะนั้นมีสมาชิกสภาฯ หลายนายได้ประชุมปรึกษากันจัดตั้งพรรคขึ้น มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, นายเลียง ไชยกาล, นายปริญญา จุฑามาศ, นายสุวิช พันธเศรษฐ์, นายโชติ คุ้มพันธ์, นายชวลิต อภัยวงศ์, นายอินฑูร วรกุล, นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ และนายฟอง สิทธิธรรม เป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรค โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เอาพรรคก้าวหน้าของตน มารวมกับพรรคประชาธิปไตยของ ดร.โชติ คุ้มพันธ์ แล้วให้ชื่อว่า “พรรคประชาธิปัตย์”

( อ้างอิงจากปาฐกถาครั้งสุดท้ายของนายควง เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 อันยาวนานกำลังจะเสร็จในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร กำหนดจะพระราชทานในวันที่ 20 มิถุนายน 2511 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในเวลาต่อไป หลังจากว่างเว้นมา 10 ปี แต่นายควงถึงอสัญกรรมเสียก่อน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2511 )

การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายควง อภัยวงศ์ ครั้งแรก ( 1 สิงหาคม 2487 ) เกิดจาก จอมพล ป. พิบูลสงครามแพ้มติในสภาเกิดน้อยใจ ลาออกกลางสภา

ฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ จึงสนับสนุน นายควง อภัยวงศ์ ขึ้นสู่ตำแหน่ง และอยู่ในตำแหน่งนั้นราบรื่นอยู่ถึง 1 ปีเต็ม

การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของนายควง อภัยวงศ์ มาจากได้รับการสนับสนุนจากสภาหลังการเลือกตั้ง 6 มกราคม 2489
และดำรงตำแหน่งเมื่อ 31 มกราคม 2489

แต่รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ก็มาสิ้นสุดลง ด้วยการลาออก เมื่อรัฐบาลแพ้มติร่างกฎหมายของฝ่ายค้าน
และถือเป็นประเพณีมาจนปัจจุบันนี้

ในห้วงนั้น นายปรีดี พนมยงค์ พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ มาเป็น"รัฐบุรุษอาวุโส"
จึงสส.กลุ่มหนึ่งเริ่มหันมาสนับสนุนนายปรีดี จึงได้จัดตั้ง "พรรคสหชีพ"
ซึ่งมีกลุ่มของ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส.อุบลราชธานีเป็น "เลขาธิการพรรค"
( ดร.เดือน บุนนาค เป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้เป็น สส. )

พรรคสหชีพ ( ฝ่ายค้าน ) เสนอร่างกฎหมายควบคุมค่าใช้จ่ายของประชาชนในยามคับขัน
หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่า "พระราชบัญญัติปักป้ายข้าวเหนียว"
เพื่อคุ้มครองป้องกันไม่ให้พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ฝ่ายรัฐบาลคัดค้านแต่แพ้เสียงของฝ่ายค้านในสภาเพียง 2 เสียง ( 65/63 )

นายควง อภัยวงศ์ จึงลาออก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2489 ( เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียง 2 เดือน )
และถือเป็นธรรมเนียมมาจนทุกวันนี้ว่า หาก รัฐบาลแพ้เสียงในสภา ต้องลาออก

และต่อมาอีกไม่กี่วัน นายปรีดี พนมยงค์ ได้ปรึกษาหารือเรื่องการหาตัวนายกรัฐมนตรี
กับนายควง อภัยวงศ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี  พลตำรวจเอกหลวงอดุลย์ เดชจรัส และ ดร.ดิเรก ชัยนามที่ทำเนียบท่าช้างเพียง 4 คน

ผลการหารือปรากฎว่า นายควง อภัยวงศ์ขอไม่รับตำแหน่ง นายปรีดีนั้นสนับสนุน ดร.ดิเรก ชัยนาม
ส่วนหลวงอดุลย์ เพียงพยักหน้าและบอกว่าจะกลับไปปรึกษากองทัพ

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ลงข่าวพาดหัวตัวโตว่า "อดุลย์สนับสนุนดร.ดิเรกเป็นนายก" ทำให้เกิดโกลาหลกันยกใหญ่

เพราะประชาชนมองภาพของหลวงอดุลย์ ในภาพลบเป็นเผด็จการที่น่ากลัว เมื่อมาสนับสนุน ดร.ดิเรก ย่อมถูกต่อต้านอย่างหนัก

จะว่าไปแล้ว พรรคสหชีพนั้นต้องการให้นายปรีดี พนมยงค์เป็นนายก แต่นายปรีดีเห็นเสียง สส. ในสภาปริ่มๆ จึงบ่ายเบี่ยงมาตลอด

เมื่อดร.ดิเรก ชัยนาม ถูกต่อต้าน ทั้งๆ ที่เป็นคนดี มีฝีมือ เป็นอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ต้องมาดับอนาคตลงดังนี้

ทั้งหลวงอดุลย์ คงไม่ให้ข่าวหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ดร.ดิเรก ชัยนามยิ่งไม่ทำแน่นอนเพราะมีผลเสียต่อตัวเอง

เมื่อการปรึกษาหารือในวันนั้นมีเพียง 4 คน
 
ผลจึงปักใจเชื่อว่าข่าวออกมาจากนายควง อภัยวงศ์ เป็นคน"ให้ข่าวหนังสือพิมพ์" แม้หนังสือพิมพ์จะอ้าง "แหล่งข่าว"
แต่ในกลุ่มผู้ที่ร่วมปรึกษาหารือ ย่อมทราบกันดี

********************
(บทแทรก )

การเข้าสู่ตำแหน่ง" นายกรัฐมนตรี" ของนายปรีดี พนมยงค์ ครั้งแรกนั้นดูเหมือนจะเป็นการตกกระไดพลอยโจนอยู่มาก
เพราะมองแล้วว่า คะแนนเสียงของฝ่ายสนับสนุนก็ปริ่มๆ ไม่น่าไว้วางใจ
แต่ด้วยความมากบารมี เมื่อพรรคสหชีพ มายื่นข้อเสนอให้ขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุด
ก็มี "ข้อตกลง" กับพรรคสหชีพว่า ต้องไม่มีการเสนอชื่อคนแข่งขัน

นายปรีดี พนทยงค์ในช่วงนั้น ยังไม่มีความประสงค์ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในตำแหน่งสูงสุดพยายามบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด

ในการหาตัวนายกรัฐมนตรี มาแทนนายควง อภัยวงศ์ นั้น นายปรีดีจึงมองไปที่ ดร.ดิเรก ชัยนาม ผู้ที่นายปรีดีไว้วางใจ

จะว่าไปหากมองที่พรรคสหชีพเอง โดยที่มีเสียงชนะฝ่ายรัฐบาล ก็น่าที่จะเสนอชื่อ เลขาธิการพรรคคือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส.อุบลราชธานีเป็นนายกรัฐมนตรีได้
แต่เกรงว่า เสียงในสภาอาจจะไม่หนักแน่น เนื่องจาก "บารมียังไม่ถึง" และตัวหัวหน้าพรรคคือ ดร.เดือน บุนนาค ก็มิได้เป็นสมาชิกสภา

พรรคสหชีพจึงหาทางสนับสนุนให้ นายปรีดี พนมยงค์ ลงมารับตำแหน่งนี้ให้ได้ จึงเกิดการล่าลายเซ็นต์สส.สนับสนุนให้นายปรีดีเป็นนายก

การที่นายปรีดีมีข้อแม้ว่า ต้องไม่มีการเสนอชื่อคนแข่งขัน เพราะอยากให้ประชาชนเห็นว่ามาโดยเสียงเอกฉันท์
แต่กระนั้นก็ได้รับเสียงเตือนจาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าจะมีการเสนอชื่อผู้แข่งขันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้ตัว นายควง อภัยวงศ์จะไม่รับ ก็ยังมี มรว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งถือว่าเป็นผู้อาวุโสรองลงมา ย่อมมีสิทธิ์

ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น จึงมีผู้เข้าชิง 2 คน

แต่ก่อนหน้านั้น นายปรีดี พนมยงค์ก็มีอุปสรรคที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกสภา
ดังนั้นเมื่อประชุมสภาไปพักหนึ่งเมื่อมีปัญหานี้ จึงต้องมี สส.ประเภท2 (แต่งตั้ง ) ลาออก 1 คน
คนที่ลาออกเพื่อเสียสละเพื่อแต่งตั้งนายปรีดีนั้นก็คือ นายจำรัส สุวรรณชีพ
เมื่อนายจำรัส ลาออก จึงได้แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์เข้าไปแทน

ทำให้การเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ 2475
เมื่อลงมติในสภา ปรากฎว่า นายปรีดี พนมยงค์ชนะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

และในสายตาหนังสือพิมพ์สมัยนั้นก็มอง นายปรีดี พนมยงค์ เป็น "เผด็จการรัฐสภา" ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรี
มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จากฝ่ายหนังสือพิมพ์
มีการเชิญ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับมาตักเตือน คือ "เกียรติศักดิ์ ประชาธิปไตย และ วารสารศัพท์"
ตามกฎหมายการพิมพ์ และยังสั่งจับ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยและวารสารศัพท์
ส่วนบรรณาธิการเกียรติศักดิ์ เมื่อเรียกตัวมาสอบสวนแล้วก็ตัดเตือนและปล่อยตัวไป

แม้จะเป็นคำสั่งของ รมต.มหาดไทย แต่ตัวนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบไปด้วย
เพราะประชาชนมองว่า ฝ่ายรัฐใช้อำนาจบาทใหญ่ ปิดหูปิดตาหนังสือพิมพ์ ก็เหมือนปิดปากประชาชน
คำครหาว่าเป็น "เผด็จการพลเรือน หรือ เผด็จการรัฐสภา" จึงเกิดขึ้นในช่วงนี้

หลังจากนั้นการตีรวนหรือถูกหักหน้าจากกลุ่มนายควง อภัยวงศ์
( ส่วนมากเป็นกลุ่มที่มาตั้งพรรค ปชป. ในภายหลัง ก่อตั้ง 5 เมษายน พ.ศ.2489 )
โดยเฉพาะการยื่นเรื่องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ สอบสวนการใช้เงินของ "ขบวนการเสรีไทย" ที่ได้ดำเนินการระหว่างสงคราม
ซึ่งเท่ากับเป็นการตีกระทบนายปรีดี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนายปรีดี พนยมยงค์นั้น ถือเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในขณะนั้นเองร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำมาก่อนหน้านั้นได้เสร็จสิ้นลง จึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489

ผลของรัฐธรรมนูญ 2489 มีผลให้ สส.ประเภท 2 ต้องหมดสิ้นไป ให้มี "พฤฒสภา" ซึ่งจะต้องมาจากการเลือกตั้ง

เมื่อมีการเลือกตั้ง "พรรคสหชีพ" ก็สามารถทำให้ กลุ่ม สส.ประเภท 2 กลับเข้ามาเป็น สมาชิก "พฤฒสภา" ครบทั้ง 80 คน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ประชาชนยิ่งเข้าใจว่านี่คือ "เผด็จการทางรัฐสภา" โดยแท้

เพราะหลังจากมีการปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรีและครม.ต้องลาออก เมื่อ 7 มิถุนายน 2489
เมื่อมีการประชุมเสนอชื่อ "นายกรัฐมนตรี" ปรากฎว่า นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับความไว้วางใจด้วยเสียงข้างมาก

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2489

แต่เพียงวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันอันน่าสลดใจของคนไทยทั้งชาติ เมื่อเกิดเหตุ "กรณีสวรรคต" 9 มิถุนายน 2489

เมื่อได้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ เจ้าฟ้าภูมิพล อดุลยเดชฯ ขึ้นทรงสืบราชสมบัติตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว

นายปรีดี พนมยงค์ ต้องรับผิดชอบและได้ลาออกจากตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ในค่ำวันที่ 9 มิถุนายน 2489 นั่นเอง

มีการประชุมด่วนของสภาฯ เพื่อเสนอชื่อ "นายกรัฐมนตรี" นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับเสียงสนับสนุนอีกครั้ง
และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2489

( 2 วันนับแต่วันลาออก )

แต่เหตุการณ์ต่างๆ ก็ไม่ดีขึ้นประชาชนเสื่อมความนิยมในรัฐบาลอย่างหนัก เพราะเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น
และรัฐบาลก็ไม่สามารถให้คำชี้แจงต่อประชาชนให้พอใจได้

นายปรีดี พนมยงค์ จึงลาออกด้วยความสมัครใจ ในวันที่ 23 สิงหาคม 2489
โดยอ้างสาเหตุว่าได้ตรากตรำทำงานสนองคุณชาติมานานพอสมควรและมีปัญหาด้านสุขภาพไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้

นายปรีดี พนมยงค์อยู่ในตำแหน่ง "รัฐบุรุษอาวุโส" อยู่อีกประมาณ 15 เดือน
ก็ต้องหลบหนีภัยการเมืองออกนอกประเทศและไม่ได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนอีกจนชั่วชีวิต


**********************
ตื่น ๆ ๆ ๆ

ออกนอกเรื่องไปโดยมิได้ตั้งใจ...วกกลับมาเรื่องของนายเลียง ไชยกาล

แต่เมื่อนายเลียง ไชยกาล มีเหตุไม่ลงรอยกันเรื่องการคัดคนลงสมัคร สส.
นายเลียง ไชยกาล ก็ยกทีมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปก่อตั้งพรรคประชาชน

พรรคประชาชน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2490
โดยมีนายเลียง ไชยกาล เป็นหัวหน้าพรรคประกอบด้วย นักการเมืองกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน

เหตุที่นายเลียง ไชยกาล ออกมาตั้งพรรคใหม่นั้นเป็นเพราะเกิดการขัดแย้งเรื่องการจัดส่งคนของพรรคประชาธิปัตย์
ลงแข่งขันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดสมุทรปราการแทนนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งลาออกไป

ความคิดของกลุ่มนายเลียง ไชยกาล ขัดแย้งกับกลุ่มของ ดร.โชติ คุ้มพันธ์ (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปไตย ได้ฉายา"ผู้แทนคนยาก")

นายเลียง ไชยกาล กับพวกรวม 16 คน จึงออกมาตั้งพรรคใหม่ชื่อ "พรรคประชาชน"
แต่ได้สลายตัวไปหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494


พรรคสหพรรค หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 แล้ว ก็มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2491

พอหลังการเลือกตั้ง รัฐสภาได้เลือกนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นอยู่ได้ถึงวันที่ 8 เมษายน ปีนั้นเองก็ต้องลาออก

เพราะถูกบีบจากคณะรัฐประหาร ปี พ.ศ.2490 หลังจากนั้นคณะทหารก็หนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่มีพรรคของตนเองจึงได้รวบรวมพรรคหลายพรรคเข้าเป็นพรรคใหม่ เรียกสหพรรค

และได้แบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีไปให้พรรคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นสหพรรคด้วย

รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงนี้จึงมีนักการเมืองจากหลายพรรคการเมือง เช่น

คณะรัฐมนตรีของจอมพล ป, ชุดนี้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน นั้นมี

นายเลียง ไชยกาล จากพรรคประชาชนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายวรการ บัญชา จากพรรคกสิกรรม เป็นรัฐมนตรี
พลโทมังกร พรหมโยธี จากพรรคธรรมาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

สหพรรคสลายตัวไปหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494

พรรคสหชีพ ตั้งขึ้นประมาณปลายปี พ.ศ.2488 หัวหน้าพรรคคือนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ( สส. อุบลราชธานี )
ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน ดร.ปรีดี พนมยงค์ พรรคนี้ยุบไปเมื่อเกิดการยึดอำนาจของคณะทหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490
และดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

นักการเมืองรุ่นเก่าจะไม่ใช่คนรวยเงิน แต่เป็นคนรวยชื่อเสียง รวยความรู้ รวยคุณธรรม

แต่มองไปในนักการเมืองรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ "รวยเงินทอง" กันทั้งนั้น

"อุบลราชธานี" เป็นถิ่นของ อดีต สส.หญิงคนแรก ของประเทศไทย "คุณหญิงอรพินทร์ ไชยกาล" คู่ขวัญ "นายเลียง ไชยกาล"

ล้วนเป็นสายเลือดนักรบของประชาชนเก่า(เสรีไทย) และกลายมาเป็นกำลังสำคัญของ ปชป. ในอดีต

รากฐานที่สร้างมายาวนานของ ปชป. ในอุบลราชธานีเสื่อมค่าลงมาเรื่อย ๆ

สาเหตุส่วนใหญ่ก็คือความขัดแย้งภายในพรรคนั่นเอง เมื่อขัดแย้งก็ไม่สามารถประสานประโยชน์กันได้

จนปัจจุบันแทบจะเหลือ สส. เพียง 2-3 คน ใน 11 คน

ก่อนนั้น อุบลราชธานี กินพื้นที่ไปทั้งจังหวัดยโสธร และ จังหวัดอำนาจเจริญ มีเนื้อที่มากที่สุดในประเทศไทย

ก็ได้แต่หวังว่า ปชป. ยุคใหม่ ยุคคนหน้าหล่อ จะมีวิสัยทัศน์ ปฏิบัติการสานต่ออุดมการณ์ ปชป. ในอีสานให้กลับมาอีกครั้ง

ความยิ่งใหญ่ในอุดมการณ์ ของ สส. ปชป.สายอีสาน

ตำนานในอดีต เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ที่ใครก็ลบไปไม่ได้

รอวันที่จะเบ่งบานให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานสืบสานต่อ...ก็คงได้แต่รอ..รอ...รอ...

ไม่ทราบว่า "คนหน้าหล่อ" จะกล้าลงไปสานต่อตะลุยถิ่นอุบลราชธานีหรือไม่ เพราะ 4-5 ปีที่ท่านเป็น "หัวหน้าพรรค"

หน้าเคยขาวเป็นไข่ปอกยังไง ก็ยังขาว-หล่อใหญ่อยู่เช่นเดิม

****************************************************
นักการเมืองดีศรีอุบล

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์



รองอำมาตย์ตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์

เป็นนักการเมือง ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในกรณี "พระราชบัญญัติปักป้ายข้าวเหนียว" ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็น 1 ใน 4 อดีตรัฐมนตรีที่ถูกสังหารโหด ที่ ทุ่งบางเขน เมื่อปี พ.ศ. 2492 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยสาเหตุทางการเมือง ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น นักการเมืองผู้ต่อสู้เพื่อชาวอิสานอย่างแท้จริงคนหนึ่ง

*****
นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ที่บ้านหนองยาง ตำบลหัวเรือ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี มีคู่สมรส 1 คน คือเจ้าศิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จึงมีความเกี่ยวดองเป็นเขยของ ตระกูลเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ในประเทศลาวด้วย


การศึกษา

- ประกาศนียบัตรชุดครูมัธยม
- เนติบัณฑิตไทย

การรับราชการ

- พ.ศ. 2467 เป็นครูน้อยโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ต่อมาได้เลื่อนเป็นครูใหญ่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2468 - 2477) ในระยะนี้ได้รับพระราชทานยศทางพลเรือนเป็นรองอำมาตย์ตรี (เทียบเท่านายร้อยตรีทหารบก)
- พ.ศ. 2483 โอนไปรับราชการที่กระทรวงมหาดไทยในตำแหน่งเลขานุการ มณฑลนครราชสีมา ดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หลังจากนั้นจึงลาออกจากราชการ มาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรของ จังหวัดอุบลราชธานี

ผลงาน

- ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำหน้าที่ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เขตอุบลราชธานี

- เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับคัดเลือกทุกสมัยที่ลงสมัคร สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดเกี่ยว-- กับการพัฒนา แม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล

- เป็นรัฐมนตรี 6 สมัย

- ตั้งโรงเรียนศรีทองวิทยาและวิไลวัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ของเอกชนที่สำคัญใน จังหวัดอุบลราชธานี ในอดีต

- ผลงานเด่นคือ การพยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายประชาชนในภาวะคับขัน หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่า "พระราชบัญญัติปักป้ายข้าวเหนียว" เพื่อคุ้มครองป้องกันไม่ให้พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ฝ่ายรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ ในเวลานั้นจะไม่เห็นด้วยกับหลักการในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่มีมาตรการที่จะควบคุมราคา แต่ในที่สุดฝ่ายรัฐบาล ก็แพ้โหวตในสภาฯ ที่รับหลักการด้วยคะแนน 65 ต่อ 63 เสียง และทำให้รัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ หลังจากนั้น นายปรีดี พนมยงค์ได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

การถึงแก่กรรมของนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายทองอินทร์ ภูริพัตน์ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคสหชีพ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองของฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ ภายหลังการ รัฐประหารใน พ.ศ. 2490 และเหตุการณ์ กบฏวังหลวง นักการเมืองฝ่ายนายปรีดี ที่อยู่ในประเทศก็ถูกฝ่ายรัฐบาล ดำเนินการกวาดล้างอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงนายทองอินทร์ด้วย

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถูกจับกุมพร้อมกับ อดีตรัฐมนตรีอีสานอีก 3 คน คือ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง และนายทองเปลว ชลภูมิ ถูกนำตัวไปสังหารที่บริเวณทุ่งบางเขน ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 11 ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 โดย กรมตำรวจ ในเวลานั้นอ้างเหตุว่า มีโจรคอมมิวนิสต์มลายู มาชิงตัว 4 อดีตรัฐมนตรี และเกิดการต่อสู้ขึ้น จนทำให้ทั้ง 4 คน ถูกลูกหลงเสียชีวิตทั้งหมด แต่ไม่ใคร่จะมีใครเชื่อข้ออ้างดังกล่าวนัก ในเวลาที่นายทองอินทร์เสียชีวิตนั้น มีอายุได้เพียง 43 ปี

**************************************************

ปล. โปรดอย่าเพิ่งนำไปอ้างอิงนะครับ ผมขอตรวจสอบความแม่นยำต่างๆ ของ"ข้อมูล" อีกครั้ง

หากท่านใดมาอ่านแล้ว เห็นจุดใดยังน่าสงสัยหรือ"ข้อมูลคลาดเคลื่อน" โปรดชี้แนะด้วยครับ

หมายเหตุ กำลังตามเก็บข้อมูลเรื่องพรรคการเมือง-นักการเมืองในอดีต เพื่อนำมาอัพบล็อค เก็บไว้เผื่อเพื่อนๆ ครับ

แคน ไทเมือง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
virayuthniyomchat วันที่ : 25/12/2007 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
virayuth

Can ไทเมือง คนเมืองอุบลหรอกหรือครับ....บ้านเดียวกับผมเลยว่างั้น

มีโอกาศแลกเปลี่ยนกันนะ
ผมสนใจประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมหลาย ๆ ๆ ด้านของเมืองอุบลเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พราวนภา วันที่ : 22/12/2007 เวลา : 10.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yui

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีนะคะ...
..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน