*/
  • Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 4722
  • จำนวนผู้ชม : 8226558
  • จำนวนผู้โหวต : 2249
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2249 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม 2553
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 2382 , 04:55:20 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ลำดับเหตุการณ์ปราสาทพระวิหาร จากความเสี่ยงสู่การปกป้องอธิปไตย

ลำดับเหตุการณ์ปราสาทพระวิหาร
จากความเสี่ยงสู่การปกป้องอธิปไตย


1 .
รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช โดย นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 มีเนื้อหาสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนไร่ หรือแผนที่ฝรั่งเศสให้ใช้เป็นแผนการพัฒนาบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์รอบปราสาทพระวิหาร
แถลงการณ์ดังกล่าวถูกคัดค้านจากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักวิชาการ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านในขณะนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ไทยเสียสิทธิเหนือดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร จนนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติ

2.
 จากการเปิดประตูสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวของรัฐบาลในขณะนั้น ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกมีมติในวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 รับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา โดยรัฐบาล สมัคร ไม่เพียงแต่ไม่คัดค้านแต่ยังสนับสนุนการขึ้นทะเบียนดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชาด้วย

3.
 พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรายบุคคอีก 7 ราย รวมนายนพดล ปัทมะ ประเด็นหลักคือ การออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัด รธน. 190 และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ไทยเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร
มีการลงมติในวันที่ 27 มิถุนายน 2551 โดยสมัครสอบผ่านด้วยคะแนนเสียงไว้วางใจ 280 ต่อ 162 จาก ส.ส. 442 เสียง ส่วน นพดล ปัทมะ ได้คะแนนไว้วางใจ 278 ต่อ 162 มีผู้งดออกเสียง 1 และไม่ลงคะแนนอีก 1

แม้รัฐบาลในขณะนั้นสอบผ่านใ
นสภา แต่กลับถูกตั้งคำถามมากขึ้นจากสังคม และเรื่องปราสาทพระวิหารก็กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้คนไทยตื่นตัวที่จะลุกขึ้นมารักษาอธิปไตยของชาติมากขึ้น

4.
28 มิ.ย. 2551 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มค
รองชั่วคราวห้าม ครม.(ยุคสมัคร) กล่าวอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติ ครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จนกว่าคดีจะถึงที่สุดและจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น

จากนั้นวันที่ 30 ธ.ค. 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถ
อน มติ ครม. 17 มิ.ย. 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา

5.
8 ก.ค. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้ขาดว่า แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ที่สนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบ
ียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 การลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แต่ก็มิอาจยับยั้งการใช้แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นใบเบิกทางให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวในวันที่ 8 ก.ค. 2551 เช่นเดียวกัน ขณะที่รัฐบาลไทยมิได้คัดค้านหรือชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกให้รับทราบถึงปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวว่าศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 51 ห้าม ครม. กล่าวอ้างหรือใช้ประโยชน์จาก มติ ครม.วันที่ 17 มิ.ย. 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา จึงทำให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนของรัฐบาลไทยครั้งสำคัญ เนื่องจากในปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการมรดกโลกขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่รัฐบาลสมัคร โดยนายนพดล กลับสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว

6.
29 ก.ย. 2552 ป.ป.ช. มีมติ 6 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด สมัคร – นพดล ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณี
ออกมติครม.สนับสนุนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยส่งเรื่องให้กับอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อให้ดำเนินการถอดถอนบุคคลทั้ง 2 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270

7.
ความตึงเครียดและความสูญเสี
ยที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จากปัญหาปราสาทพระวิหาร

3 ตุลาคม 2551 ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากการปะทะกับทหารฝ่ายกัมพู
ชาที่เข้ามาวางกำลังในบริเวณช่องอานม้า

6 ตุลาคม 2551 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บสาหัส เพราะเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ภูมะเขือ

15 ตุลาคม 2551 ทหารกัมพูชายิงจรวดอาร์พีจี
และอาวุธปืนสงครามอีกหลายประเภทใส่ทหารไทยอย่างหนักส่งผลให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้

26 มกราคม 2552 ทหารพราน กองกำลังสุรนารี เหยียบกับระเบิดทางทิศตะวัน
ตกของปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ห่างจากปราสาทตาเมือนธมเข้ามาในดินแดนไทย 1 กิโลเมตร ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 1 นาย

2 เมษายน 2552 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดในจุ
ดตรวจการณ์ของฝ่ายไทยจนขาขาด จากนั้นทหารกัมพูชาได้ยิงปืนใส่ทหารไทยเสียชีวิต 2 นายและบาดเจ็บสาหัสอีกหลายนาย ทำให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้ ส่งผลให้ตลาดบริเวณทางขึ้นตัวปราสาทพระวิหารของฝ่ายกัมพูชาเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น

12 กันยายน 2552 ทหารกัมพูชาพยายามใช้กองกำลังที่จะรุกล้ำเข้ามาถึงที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ แต่ไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้เนื่องจากทหารไทยตรึงกำลังรักษาดินแดนไว้อย่างเข้มแข็

8.
เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลช่
วงปลายปี 2551 รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สานต่อจุดยืนรักษาอธิปไตยพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร มีมติครม. 16 มิถุนายน 2552 คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะการดำเนินการของคณะกรรมการมรดกโลกไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามมาตรา 11(3) ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกและข้อบัญญัติ 103,104,108 ของ Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Convention

9.
รัฐบาลไทยโต้แย้งการขึ้นทะเ
บียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ไปยังคณะกรรมการมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนัก คือ มติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ละเลยเงื่อนไขของบูรณภาพที่สำคัญยิ่งต่อการดำรงไว้ซึ่งคุณลักษณะของมรดกโลก ทั้งที่ตระหนักเป็นอย่างดีถึงข้อขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารและบริเวณโดยรอบระหว่าง ไทย – กัมพูชา เป็นการตัดสินใจที่ไม่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างชาติ และยังไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ให้เกิดสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อีกทั้งปรากฏชัดเจนในเวลาต่อมาว่าการตัดสินใจดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศจนนำไปสู่ความสูญเสียแล้ว ประกอบกับกัมพูชาเองก็ยังไม่สามารถพัฒนาพื้นที่โดยรอบตามมติคณะกรรมการมรดกโลกได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่ให้ความร่วมมือ จนทำให้คณะกรรมการมรดกโลกขยายเวลาการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารของกัมพุชาออกไป 1 ปี กำหนดพิจารณาอีกครั้งเดือนกรกฎาคม 2553

10.
รัฐบาลส่ง สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่
งแวดล้อม รวมทั้งแต่งตั้ง อัษฏางค์ ชัยนาม ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ เดินสายทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกถึงจุดยืนของประเทศไทยในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชา เนื่องจากการบริหารจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาทจะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยเหนือดินแดนไทย โดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

11.
13 ก.ค. 2553 ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 10 ล้านบาทให้กระทรวงทรัพยากรธ
รรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำทีมโดยสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะ 15 คน เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสัญครั้งที่ 34 ตามที่ทส.เสนอ ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 โดยนายสุวิทย์ รายงานว่า ไทยได้เสนอให้ชะลอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร จนกว่าการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างแนวเขตไทย – กัมพูชาจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ซึ่งนายสุวิทย์ชี้แจงว่าได้ล็อบบี้ประเทศภาคีสมาชิกในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกที่จะเข้าร่วมประชุมไว้หมดแล้ว ว่าไม่ให้สนับสนุนแผนการบริหารจัดการพื้นที่และจะเดินหน้าล็อบบี้ต่อไป รวมทั้งจะคัดค้านอย่างเต็มที่หากมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม

12.
28 ก.ค. 2553 ครม.มีมติสนับสนุนการทำงานข
อง สุวิทย์ และมอบอำนาจให้ตัดสินใจในการวอล์คเอาท์จากที่ประชุมกรรมการมรดกโลก หากมีการดึงดันรับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา และให้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อทักท้วงของไทยอย่างชัดแจ้ง รวมทั้งทบทวนการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก

วันเดียวกัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศจุดยืนรักษาอธิปไตยขอ
งชาติ รักษาสิทธิเหนือดินแดนไทย ไม่ให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ที่กระทบต่อดินแดนไทย และยืนยันความพร้อมของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

“สิ่งที่เราแสดงออกในขณะนี้
คือเราไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่เคารพเจตนารมย์ของตัวองค์กรเอง เรามองไม่เห็นว่าการส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมแต่กลับนำไปสู่ข้อพิพาทและความขัดแย้ง แม้กระทั่งความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงมันเป็นไปตามแนวทางของการส่งเสริมให้คนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างไร ซึ่งถ้ายังยืนยันที่จะเดินไปในแนวทางนี้ สิ่งที่เราต้องยึดถือก่อนคือหลักอธิปไตยของเรา ส่วนผลกระทบที่ตามมาถ้าเราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องการเป็นภาคีนั้นถ้าจำเป็นก็ต้องทำ ผลการตัดสินของกรรมการมรดกโลกจะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชามากขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องวิตกกังวลต่อผลที่จะเกิดขึ้นหรือผูกพันทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยืนยันมาโดยตลอดคือตราบเท่าที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงกันในปี 2543 ว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องมีการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันและไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรให้เกิดผลกระทบต่อสภาพพื้นที่ตรงนั้น คณะกรรมการมรดกโลกก็ควรจะรอหรือมิฉะนั้นก็ยอมรับไปเลยว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวต้องเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกันของสองประเทศ ทั้งนี้อยากจะเรียกร้องไปยังประเทศสมาชิกของกรรมการมรดกโลกให้คำนึงถึงเจตนารมย์ของคณะกรรมการมรดกโลกที่เป็นองค์กรที่ต้องส่งเสริมเรื่องสันติภาพและวัฒนธรรม ไม่ใช่องค์กรที่มาสร้างความตึงเครียดหรือความขัดแย้ง และควรจะเก็บเกี่ยวบทเรียนตรงนี้ เนื่องจากในอดีตเมื่อใดก็ตามที่มีการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือไปตัดสินในสิ่งที่มีปัญหาความละเอียดอ่อนในเรื่องของอธิปไตย หรือข้อขัดแย้ง สุดท้ายก็จะกลายเป็นการขยายความขัดแย้งมากกว่าที่จะเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาและไม่คิดว่าไทยก้าวช้ากว่ากัมพูชาในเรื่องนี้ เพราะไทยพยายามเดินสายคัดค้านอยู่ตลอด”

13.
29 ก.ค. 2553 คณะกรรมการมรดกโลกรับฟังข้อ
ทักท้วงของรัฐบาลไทยมีมติเลื่อนการพิจารณาแผนการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาออกไปตัดสินในการประชุมปีหน้าที่ประเทศบาเรนห์

14.
นายกรัฐมนตรี เดินหน้าให้หน่วยงานที่เกี่
ยวข้องทั้ง กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติตามแนวทางในบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยู 2543 ศึกษาเอกสารของกัมพูชาที่ยื่นขอบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ข้อกฎหมายระหว่างประเทศ เตรียมความพร้อมสำหรับการทักท้วงแผนดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้า และให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหม กำหนดแนวทางเจรจากับกัมพูชาให้ปฏิบัติตามเอ็มโอยู 2543 พร้อมกับยืนยันประโยชน์ของเอ็มโอยู 2543 ว่า ทำให้กัมพูชาไม่สามารถยื่นแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนไร่ ไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้
คำอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2551 ขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

“...คำว่า บริเวณปราสาท ปรากฏอยู่เฉพาะในคำตัดสินศา
ลโลกข้อที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องการคืนของ แต่คำตัดสินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย ศาลโลกใช้คำว่า Temple คือ ปราสาท เมื่อเป็นอย่างนี้เนี่ยครับ รัฐบาลไทยทำอย่างไร นี่คือหัวใจนะครับ ผมฟังท่านรัฐมนตรี(นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ) ชี้แจงหลายเวทีแล้วครับ ไปบอกว่าพอศาลตัดสินอย่างนั้น เราก็เลยไปกำหนดเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี 2505 ข้อแรก ท่านไปสนับสนุนการขึ้นทะเบียนของมรดกโลก โดยกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว
… เขาก็เขียนว่า ในสปิริตของความปรารถนาดีและการประนีประนอม กัมพูชาจะยังไม่นำเสนอเขตที่เรียกว่า Buffer Zone ซึ่งจะไปใช้เรื่องเขตอนุรักษ์อะไรต่างๆ ทางทิศเหนือกับทิศตะวันตกของตัวปราสาท ผมถามว่าทิศเหนือกับทิศตะวันตกของตัวปราสาท ท่านรัฐมนตรีว่าเป็นเขตไทยไหมครับ ถ้าเป็นเขตไทยนะครับ การที่เขายังไม่กำหนด ไม่ใช่ไม่กำหนดนะครับ ยังไม่กำหนดเขตตรงนี้ ทำไมต้องเป็นสปิริตของการประนีประนอม ก็ของเรานี่ครับ แต่จำได้ใช่ไหมครับเวลาเขาบันทึกมาถึงเรา เขาไม่ได้แม้แต่เรียกว่าทับซ้อนนะครับ เขาบอกของเขา แล้วท่านก็ไปเขียนแถลงการณ์ร่วมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ตัวขอบปราสาทแล้วนะครับ ปัญหาก็คือว่า การบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งไทยถือว่าเป็นของไทยในปัจจุบันตามสันปันน้ำต่อไปนี้ เขามีสิทธิ์เข้ามาร่วมบริหารจัดการและบริหารจัดการอย่างไร ยูเนสโกคุยกับกัมพูชาครับ ไม่ต้องคุยกับไทย”

จุดยืน อภิสิทธิ์ เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เดินหน้าคัดค้านการขึ้นทะเบ
ียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ต่อสู้ในเวทีกรรมการมรดกโลกจนทำให้คณะกรรมการมรดกโลกรับฟังข้อทักท้วงของไทยเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารไปเป็นปีหน้า และยังยืนยันรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับเอ็มโอยู 2543 ซึ่งบางฝ่ายมองว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา ขณะที่นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่า เอ็มโอยู 2543 เป็นประโยชน์ทำให้กัมพูชาไม่สามารถใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนไร่ ไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้

ต่อไปนี้เป็นคำกล่าวของนายก
รัฐมนตรีผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2553 ถึงกรณีมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนการพิจารณาแผนฟื้นฟูพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร ไปพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบาห์เรนในอีก 1 ปีข้างหน้า
“ผมต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคน โดยเฉพาะประชาชนที่ในช่วงที่ผ่านมาได้มาร่วมแสดงออกถึงความปกป้องและความห่วงแหนในอธิปไตยและดินแดนของเรา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างมากที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือคนไทยทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ การเคลื่อนไหวต่างๆในเรื่องนี้จะอยู่ในสายตาชาวโลกและองค์กรต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนช่วยที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึงมุมมองของประชาชนคนไทยทุกมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร จากตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้ จึงมีมติต้องเลื่อนการพิจารณาข้อเสนอแผนของประเทศกัมพูชาออกไปอีก1ปี

แม้การพิจารณาข้อเสนอแผนฝ่ายกัมพูชาในปีนี้ต้องเลื่อนออกไป แต่ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้มีความสับสนที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งภายประเทศ ซึ่งผมมีความไม่สบายใจ เพราะมีการกล่าวหากันไปมาจนทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งถ้ามีความขัดแย้งกันเองภายในประเทศ ตรงนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชาได้ ดังนั้นหลังจากนี้ผมคงจะต้องให้มีการจัดเวทีเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนคนไทยที่มีความสนใจ โดยการจัดเวทีดังกล่าวนี้อาจจะไม่กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลที่ทำอยู่

ผมได้พูดคุยกับตัวแทน ทุกคนก็ยอมรับครับว่าเราอาจจะเห็นต่างกัน แต่เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือรักษาประโยชน์ รักษาประเทศของเรา รักษาอธิปไตย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะย้ำว่าอย่ากล่าวหากันครับ อย่าทะเลาะกันครับ เพราะการกล่าวหากัน การทะเลาะกัน ก็มีแต่จะเป็นประโยชน์กับต่างประเทศ ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศไทยหรือคนไทย มีอะไรเราก็จะจัดเวที วิธีการมาพูดคุยกัน
สำหรับบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ที่ไทยทำร่วมกับกัมพูชา เมื่อปี 2543 เพราะตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างกัน ทั้ง 2 ประเทศจึงได้ทำบันทึกความเข้าใจกัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ โดยเอ็มโอยูนี้มีหลักง่ายๆ คือต้องเอาปัญหาข้อขัดแย้งทั้งหมดนำไปดำเนินการในการจัดทำหลักเขตแดนผ่านคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่สามารถจัดทำหลักเขตแดนกันได้นั้น ในระหว่างนี้จะต้องไม่มีการเข้าไปดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีความพยายามที่จะปฎิบัติตามข้อตกลงนี้กันมาตลอด แต่หลังจากปี 2543 เป็นต้นมา ปรากฎว่าหลายครั้งได้มีการละเมิดข้อตกลงตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความพยายามเข้ามาจัดตั้งชุมชน หรือมาตั้งร้านค้าเพื่อขายของกัน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลไทยได้ทำหน้าที่ประท้วง โดยอาศัยข้อตกลงดังกล่าว และหลังจากนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ กัมพูชาไปแจ้งขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้น พื้นที่ใดที่เป็นมรดกโลก คณะกรรมการมรดกโลกจะเข้ามากำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งคงปฎิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่นั้น ต้องมาดูแลบริเวณรอบๆด้วย โดยทางที่ขึ้นพระวิหารที่สะดวกที่สุดคือในไทย รัฐบาลไทยจึงต้องพยายามคัดค้านการขึ้นทะเบียน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตอนที่คุณนพดล ปัทมะ ขณะนั้นเป็น รมว.ต่างประเทศ ไปแสดงท่าทีว่าแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาในการให้พระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำให้เราเสียเปรียบ ซึ่งตรงนี้เป็นช่วงที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จึงพยายามแสดงการคัดค้านอย่างชัดเจนว่าถ้ารัฐบาลของไทยในขณะนั้นไปดำเนินการ จะทำให้เกิดปัญหา และจะนำไปสู่ที่ทำให้ฝ่ายกัมพูชาจะเอาแผนที่แผนผังยื่นเข้าไป เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศรับรอง ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายไทยเราจะต้องจดจำบทเรียนเมื่อครั้งที่ศาลมีคำพิพากษา ที่มีการอ้างว่าเมื่อมีการยอมรับในเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้ว เขาก็จะเอากฎหมายมาปิดปากเพื่อไม่ให้เรานำไปต่อสู้ได้

แต่การดำเนินการของรัฐบาลใน
ช่วงที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นไม่ให้กัมพูชารุกคืบเข้ามากระทบอธิบไตยและดินแดนแต่จะไม่นิ่งนอนใจ เพราะมีเวลา 1 ปีหลังจากนี้ ฝ่ายไทยจะต้องทำงานกันอย่างหนัก แต่ครั้งนี้เราทำงานง่ายขึ้น เนื่องจากเราได้เห็นเอกสารที่ฝ่ายกัมพูชายื่นเสนอเข้ามาแล้ว ฝ่ายเราจึงมีเวลาที่จะพิจารณาลงลึกเข้าไปในรายละเอียดที่จะสามารถทักท้วงในประเด็นที่เราเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาจะทำนั้น จะทำให้เกิดความเสียหายกระทบกระเทือนกับสิทธิของประเทศไทยอย่างไร ดังนั้น นอกจากภาครัฐแล้ว ผมอยากจะเชิญชวนเอกชนและภาคประชาชนที่สนใจร่วมกันศึกษาหาข้อมูล รวมถึงจะนำความคิดเห็นของคนไทยถ่ายทอดความเห็นไปยังประเทศสมาชิกมรดกโลก คณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโกด้วย ดังนั้น ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมานั้น เป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดดังกล่าวนี้ในที่สุดแล้วเพื่อต้องการให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี”

จากลำดับเหตุการณ์ข้างต้นคง
จะเห็นชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลชุดใดที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน และรัฐบาลชุดไหนที่เข้ามาเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นการปกป้องอธิปไตยของชาติ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
~MarkFanClub~ วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 17.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/markfanclub


ไม่ได้เป็นองครักษ์พิทักษ์มาร์คหรอกนะ แต่เท่าที่อ่าน โดยเฉพาะข้อที่ 14. นายกฯยืนยันว่า ประโยชน์ของเอ็มโอยู 2543 ทำให้กัมพูชาไม่สามารถยื่นแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตร.กม. ไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้

ย้ำชัดๆ ก็คือ เขมรพยายามอ้างแผนที่ฉบับ 1 ต่อ 2 แสนตร.กม.เสมอ เพราะแผนที่ฉบับนี้เขมรได้เปรียบเรา

แต่ไทยเราไม่เคยยอมรับแผนที่ฉบับนี้ ยกเว้นรัฐบาลสมัยทักษิณและสมัคร โดยนายนพดล ปัทมะ สมัยที่เป็น รมว.ต่างประเทศ ดันไปขายชาติ ยอมรับแผนที่ฉบับฝรั่งเศสทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งแผนที่ฉบับนั้นก็คือใช้มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนตร.กม. ซึ่งทั้งสมัยนายชวน และนายอภิสิทธิ์คัดค้านมาตลอด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

เห็นใจอภิสิทธิ์เหมือนกันเเฮะ...มีเเต่เสีย หรือไม่ก็ เสมอตัว

เรื่องนี้คนไทยต้องไม่ฟัดกันเองครับ...กลายเป็นชี้โพรงให้กระรอกได้.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บุญเกลี้ยง วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 09.08 น.

ทำไมนายกอภิสิทธิ์ใช้คำว่า 1 ต่อ 2 แสน"ไร่"???

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน