*/
  • Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 4722
  • จำนวนผู้ชม : 8199978
  • จำนวนผู้โหวต : 2249
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2249 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม 2553
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 4046 , 14:25:47 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมายเหตุ : เป็นข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ทำไว้ในเว็บ ศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย - กัมพูชา เมื่อเดือนมีนาคม 2552

ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ
เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารและการเจรจาเขตแดนไทย - กัมพูชา
โดย กระทรวงการต่างประเทศ

ภูมิหลังเกี่ยวกับเขตแดนไทย - กัมพูชา และ ปราสาทพระวิหารโดยสังเขป


๑. ประเทศไทยมีเขตแดนทางบกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ๔ ประเทศ รวมเป็นระยะทาง ๕,๖๕๖ กิโลเมตร ได้แก่ กับพม่า ๒,๔๐๑ กิโลเมตร กับลาว๑,๘๑๐ กิโลเมตร กับมาเลเซีย ๖๔๗ กิโลเมตร และกับกัมพูชา ๗๙๘ กิโลเมตร

๒. เส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา เป็นไปตามความตกลง ๒ ฉบับ คือ อนุสัญญาระหว่างสยาม - ฝรั่งเศส ๒๔๔๗ (ค.ศ. ๑๙๐๔) และสนธิสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) โดยเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปักหลักเขตแดน ๑๙๕ กิโลเมตร (ตามอนุสัญญาระหว่างสยาม- ฝรั่งเศส ๒๔๔๗ (ค.ศ. ๑๙๐๔) และพื้นที่ที่ปักหลักเขตแดนแล้ว (จำนวน ๗๓ หลัก) ๖๐๓ กิโลเมตร (หลักเขตที่ ๑ ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ - หลักเขตที่๗๓ บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด)



๓. พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนช่วงที่ยังไม่มีการปักหลักเขตแดน ซึ่งอนุสัญญาปี๒๔๔๗ (ค.ศ. ๑๙๐๔) กำหนดให้เส้นเขตแดนบริเวณนี้เป็นไปตามสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรัก และกำหนดให้รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสจัดตั้งข้าหลวงปักปันขึ้นเพื่อไปทำการปักปันเขตแดน

แผนผังและภาพถ่ายปราสาทพระวิหาร

ข้อมูลสังเขปปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหารเป็นโบราณสถานตามแบบศิลปะขอม ตั้งอยู่บนภูเขาในเทือกเขาพนมดงรักบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ตรงข้ามบ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ตัวปราสาทไล่เรียงเป็นชั้นๆ เป็นทางยาวตามแกนทิศเหนือ - ใต้ เริ่มจากเชิงเขาด้านล่างทางทิศเหนือไปจนสุดยอดเขาซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๖๕๗ เมตร



แผนผังอาคารสำคัญต่างๆ
ของปราสาทพระวิหาร
โคปุระชั้นที่ 4
โคปุระชั้นที่ 3
โคปุระชั้นที่ 2
โคปุระชั้นที่ 1
บันไดนาค


ปราสาทพระวิหาร



ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ เพื่อเป็นศาสนสถานตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ถือเป็นร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต และยังสะท้อนถึงความสำคัญของปราสาทที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณในดินแดนแถบนี้มาแต่บรรพกาล



ปราสาทพระวิหาร

๔. ข้าหลวงปักปันตามอนุสัญญาปี ๒๔๔๗ (ค.ศ.๑๙๐๔) ฝ่ายฝรั่งเศสนำโดยพันตรี แบร์นารด์ และฝ่ายไทยนำโดยพลตรี หม่อมชาติเดชอุดม ได้สำรวจภูมิประเทศ และฝ่ายฝรั่งเศสได้นำผลสำรวจกลับไปจัดทำแผนที่ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วส่งแผนที่ที่จัดทำแล้ว (แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐) ให้ประเทศไทยเมื่อ ๒๔๕๑ (ค.ศ. ๑๙๐๘)

๕. เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ (ค.ศ. ๑๙๕๙)กัมพูชายื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)ขอให้พิพากษาว่า อธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และให้ไทยถอนกำลังออกจากปราสาท โดยไม่ได้ขอให้พิพากษาเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองในพื้นที่ดังกล่าว

๖. หลังจากที่ได้พิจารณาข้อต่อสู้ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาแล้ว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒) สรุปว่า

๖.๑ ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา (the Temple of PreahVihear is situated in territory under thesovereignty of Cambodia)
๖.๒ ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ หรือผู้เฝ้ารักษาการซึ่งไทยส่งไปประจำที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงปราสาท
๖.๓ ไทยมีพันธกรณีต้องคืนบรรดาโบราณวัตถุที่ไทยได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทพระวิหารหรือจากบริเวณปราสาท

๗. ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้พิพากษาว่าเขตแดนจะต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ดังที่กัมพูชากล่าวอ้างอยู่เสมอ ข้อเท็จจริงคือ ศาลเพียงแต่อ้างแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นเหตุผลในการพิพากษาสามประการข้างต้น โดยชี้ว่าคำขอ (submissionsในภาษาอังกฤษ หรือconclusions ในภาษาฝรั่งเศส) ของกัมพูชาต่อศาลในตอนท้ายของกระบวนการให้ปากคำ (เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๐๕ /ค.ศ. ๑๙๖๒) ซึ่งขอให้ศาลชี้นิติฐานะของแผนที่ดังกล่าวและของเส้นเขตแดนในพื้นที่พิพาทนั้นศาลสามารถพิจารณาให้ได้เฉพาะเท่าที่เป็นสิ่งแสดงเหตุผล (grounds ในภาษาอังกฤษ หรือ motifs ในภาษาฝรั่งเศส) เท่านั้น และไม่ใช่ในฐานะเป็นข้อเรียกร้อง (claims ในภาษาอังกฤษ หรือ demandesในภาษาฝรั่งเศส) ที่จะตัดสินให้ได้ในข้อบทพิพากษา

๘. หลังจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีคำพิพากษา รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ (ค.ศ. ๑๙๖๒) ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ อันเป็นผลมาจากคำพิพากษาตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติ

กฎบัตรสหประชาชาติ
กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the UnitedNations) เป็นธรรมนูญขององค์การสหประชาชาติซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ ๕๕ เมื่อวันที่๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๙ (ค.ศ. ๑๙๔๖)

ข้อ ๙๔
“๑. สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชา-ชาติ รับที่จะอนุวัตตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นฝ่ายหนึ่ง

๒. ถ้าผู้เป็นฝ่ายในคดีฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตน ตามคำพิพากษาของศาล ผู้เป็นฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเห็นจำเป็นก็อาจทำคำแนะนำ หรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้น”

๙. รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๐กรกฎาคม ๒๕๐๕ (ค.ศ. ๑๙๖๒) ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยกำหนดขอบเขตปราสาท กล่าวคือทางทิศเหนือที่ระยะ ๒๐ เมตรจากบันไดนาคไปทางทิศ
ตะวันออกจนถึงช่องบันไดหัก และทางทิศตะวันตกที่ ระยะ ๑๐๐ เมตร จากแกนของตัวปราสาทไปทางทิศใต้ จนจรดขอบหน้าผา โดยเจ้าหน้าที่ไทยได้นำเสาธงไทยออกจากพื้นที่นั้น และถอนกำลังตำรวจตระเวนชายแดนออกจากปราสาท เมื่อเวลาเที่ยงวันของวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๕ (ค.ศ. ๑๙๖๒)

๑๐. นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้มีหนังสือแจ้งการปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวแก่ผู้รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ (ค.ศ.
๑๙๖๒) โดยในหนังสือดังกล่าวได้แจ้งด้วยว่า ไทยขอสงวนสิทธิ์ที่ไทยมีหรืออาจมีในอนาคตที่จะเรียกเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

หนังสือจากนายถนัด คอมันตร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นถึงผู้รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ (ภาพถ่ายหนังสือ )


ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก)
(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)

“ข้อ ๖๐ คำพิพากษาเป็นที่สุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ในกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลจะเป็นผู้ตีความโดยคำร้องขอของคู่กรณีฝ่ายใดก็ได้

ข้อ ๖๑
๑. คำขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษานั้นสามารถกระทำได้เฉพาะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอันมีลักษณะเป็นปัจจัยชี้ขาด ซึ่งในขณะที่ตัดสินคดีนั้นมิได้ปรากฏต่อศาลและคู่กรณีที่ร้องขอให้มีการแก้ไขและความไม่รู้นั้นมิได้เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อ

๒. กระบวนการขอให้แก้ไขนั้น ให้เริ่มโดยคำสั่งของศาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของข้อเท็จจริงใหม่ โดยรับว่าข้อเท็จจริงนั้นมีลักษณะที่สมควรให้เปิดคดีเพื่อแก้ไข และประกาศว่า คำร้องขอนั้นรับฟังได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

๓. ศาลอาจกำหนดให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาก่อนจะรับให้มีกระบวนการแก้ไข

๔. คำขอให้แก้ไขต้องกระทำภายในหกเดือนเป็นอย่างช้าที่สุดนับแต่ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่นั้น

๕. ภายหลังจากสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ไม่อาจจะขอให้มีการแก้ไข”

๑๑. ปัจจุบัน กัมพูชายังคงอ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งล้ำดินแดนไทยเข้ามาไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ไร่ หรือ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ โดยอ้างคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศข้างต้น ซึ่งเป็นการอ้างที่ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายสนับสนุน (ดูข้อ ๕ ถึง ๗ข้างต้น)

0000

๑๒. ปัญหาเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นหนึ่งในปัญหาเขตแดนไทย - กัมพูชา ที่มีอยู่ตลอดแนว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้ใช้การอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการละเมิดดินแดนไทยที่มีขึ้น เนื่องจากคำนึงถึงมิตรภาพ ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของอาเซียน แต่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานในท้องถิ่น ได้ประท้วงหรือทักท้วงการละเมิดดังกล่าวเป็นระยะเพื่อรักษาสิทธิของไทยไว้ ระหว่างที่รอการแก้ไขปัญหาเขตแดนเสร็จสิ้นโดยการตกลงกันตามกฎหมายระหว่างประเทศและย้ำเสมอว่าการอดกลั้นของไทย ไม่ใช่การนิ่งเฉยหรือการยอมรับการละเมิดดังกล่าว

๑๓. โดยที่ประเทศไทยมีนโยบายมาอย่างต่อเนื่องที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างถาวร อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของประชาชนบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับกัมพูชา ไทยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) และจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา(Thai – Cambodian Joint Commission for the Demarcation of Land Boundary หรือ JBC) ขึ้นเป็นกลไกในการเจรจา ฝ่ายไทยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานโดยตำแหน่ง ฝ่ายกัมพูชามีที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นประธาน

๑๔. ในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย -กัมพูชา ระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม – ๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ (ค.ศ. ๒๐๐๓) ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันที่จะให้มีความร่วมมือเพื่อพัฒนาเขาพระวิหารและบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารเพื่อเป็นสัญ ลัก ษ ณ์แ ห่ง มิต ร ภ า พ แ ล ะ ค ว า ม สัม พัน ธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ และเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนไทยกับกัมพูชาเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมดังกล่าว โดยไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร และกัมพูชาได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างกระทรวงเพื่อเตรียมการพัฒนาพื้นที่ช่องตาเฒ่าและเขาพระวิหาร เพื่อเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้ตกลงในหลักการขั้นพื้นฐานเพื่อร่วมพัฒนาเขาพระวิหารและบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารโดยกัมพูชาได้ร้องขอว่า ความร่วมมือระหว่างไทย -กัมพูชาในเรื่องนี้จะเริ่มขึ้นหลังจากที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งในครั้งนั้นฝ่ายไทยได้รับทราบโดยขอให้มีการร่วมมือและปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก การพัฒนาพื้นที่ และการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหาร

ปัญหาจากการที่กัมพูชานำปราสาทพระวิหาร
ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก


๑๕. ในระหว่างปี ๒๕๔๘ - ๒๕๔๙ (ค.ศ. ๒๐๐๕- ๒๐๐๖) กัมพูชาได้ดำเนินกระบวนการยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโกฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับไทยตามที่เคยหารือกันไว้ในกรอบคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาเขาพระวิหารและมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - กัมพูชา

0000

มรดกโลก

มรดกโลกคืออะไร
มรดกโลกคือสถานที่ที่มีคุณค่าอันเป็นสากลควรแก่การอนุรักษ์และทะนุบำรุงเพื่ออนุชนรุ่นหลังอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ปี ๒๕๑๕ (ค.ศ. ๑๙๗๒) ขององค์การยูเนสโก (หรืออนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก) กำหนดให้ประเทศภาคีเสนอสถานที่ที่มีคุณค่า
ในประเทศของตนเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพร้อมกับนำเสนอแผนการบริหารจัดการในการอนุรักษ์คุ้มครองสถานที่ดังกล่าว

ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก ๑๘๕ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยซึ่งเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๐(ค.ศ. ๑๙๘๗) โดยไทยมีสถานที่ที่ได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกจำนวน ๕ แห่ง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ๓ แห่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร(๒๕๓๔ / ค.ศ. ๑๙๙๑) เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (๒๕๓๔ / ค.ศ. ๑๙๙๑) และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี (๒๕๓๕ / ค.ศ.๑๙๙๒) และมรดกโลกทางธรรมชาติ ๒ แห่ง ได้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง (๒๕๓๔ / ค.ศ. ๑๙๙๑) และพื้นที่ผืนป่าเขาใหญ่ - ดงพญาเย็น (๒๕๔๘ / ค.ศ. ๒๐๐๕)

การคัดเลือกสถานที่เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
การพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะทำโดยคณะกรรมการมรดกโลก (World HeritageCommittee) ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกที่ได้รับเลือกตั้งจำนวน ๒๑ ประเทศ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี โดยไทยเคยดำรงตำแหน่งในช่วงปี ๒๕๓๒ - ๒๕๓๘(ค.ศ. ๑๙๘๙ - ๑๙๙๕) และปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๖ (ค.ศ. ๑๙๙๗ - ๒๐๐๓)

ปัจจุบันสมาชิกประกอบด้วย ออสเตรเลีย บาห์เรน บาร์เบโดส บราซิล แคนาดา จีน คิวบา อียิปต์ อิสราเอล จอร์แดน เคนยา มาดากัสการ์ มอริเชียส โมร็อกโก ไนจีเรีย เปรู เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน ตูนีเซีย และสหรัฐฯ

คณะกรรมการมรดกโลกจะประชุมกันปีละครั้งโดยจะพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของรัฐภาคีในระหว่างการประชุมประจำปีด้วย

กระบวนการการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ประเทศที่ประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนจะต้องส่งคำขอไปยังศูนย์มรดกโลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยคำขอจะต้องประกอบด้วยข้อมูลแผนบริหารจัดการพื้นที่เขตแกน (core zone) การกำหนดพื้นที่กันชน (buffer zone) เพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์คุ้มครองสถานที่ที่ขอขึ้นทะเบียนและต้องแนบแผนที่กำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนของสถานที่และพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าว จากนั้น ศูนย์มรดกโลกจะส่งองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก คือ International Council onMonuments and Sites หรือ อิโคมอส (ICOMOS) ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองคำขอขึ้นทะเบียน ไปสำรวจสถานที่และจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับข้อมูลด้านวัฒนธรรมและเทคนิค และร่างคำตัดสินเสนอเพื่อบรรจุในระเบียบวาระของการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก




๑๖. ปัญหาที่เกิดขึ้นและกระทบต่อประเทศไทยคือเอกสารประกอบคำร้องยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก (Nomination File) ของกัมพูชาได้แนบแผนที่กำหนดเขตแกน (Core Zone)เขตกันชน (Buffer Zone) และเขตพัฒนา (Development Zone) ของอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาจะยื่นขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย



๑๗. การกำหนดขอบเขตดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของฝ่ายกัมพูชาในเรื่องเส้นเขตแดนที่ต่างจากไทย (ดูข้อ ๑๑) ซึ่งทำให้บางส่วนของพื้นที่เขตแกนและเขตพัฒนาที่ฝ่ายกัมพูชาระบุล้ำเข้ามาในดินแดนของไทย และทำให้มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาก่อสร้างชุมชน ร้านขายของที่ระลึก และวัดในดินแดนของไทย ใกล้กับตัวปราสาทพระวิหารอีกด้วย ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการรุกล้ำของชุมชนกัมพูชาดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศได้ทำการประท้วงรัฐบาลกัมพูชามาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด

๑๘. ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๙(ค.ศ. ๒๐๐๖) กัมพูชาได้ส่งเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารเพื่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกถึงศูนย์มรดกโลก ซึ่งต่อมาได้รับรองและนำเสนอเข้าวาระ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๑ ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗)

๑๙. ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๑ ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ฝ่ายไทยได้รณรงค์ทางการเมืองและการทูต จนประสบผลสำเร็จให้คณะกรรมการมรดกโลกมีมติเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗) ให้เลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนของกัมพูชาออกไป ๑ ปี และให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องนี้ โดยจะมีการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ ๓๒ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑(ค.ศ. ๒๐๐๘) ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา

๒๐. ในการดำเนินการของฝ่ายไทยเพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยได้เสนอในหลายโอกาสให้ฝ่ายกัมพูชาถอนคำขอขึ้นทะเบียนเดิมของตน และให้กัมพูชาและไทยร่วมกันนำปราสาทพระวิหารในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา รวมทั้งโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับปราสาทที่อยู่ในฝั่งไทย อาทิ สระตราวสถูปคู่ แหล่งตัดหิน ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายกัมพูชาไม่รับข้อเสนอดังกล่าวของไทย

๒๑. ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)ไทยได้เสนอรายงานข้อโต้แย้งทางวิชาการเกี่ยวกับการประเมินของอิโคมอส (International Council onMonuments and Sites – ICOMOS) กรณีการเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยอ้างเหตุผลต่างๆ อาทิ การไม่ได้นำองค์ประกอบสำคัญอื่นๆ ที่ต่อเนื่องจากปราสาท (อาทิ สระตราว แหล่งตัดหิน)มาพิจารณา การไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของปราสาทกับชุมชนดั้งเดิมในแง่ความผูกพันทางจิตใจ และความคลาดเคลื่อนของการตีความและนำเสนอข้อมูล

๒๒. อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ ๓๒ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) ณ นครควิเบก ประเทศแคนาดาให้ปราสาทพระวิหาร (ไม่รวมชะง่อนเขาที่มีพื้นที่กว้างหน้าผา และถ้ำต่างๆ) เป็นมรดกโลก เนื่องจากมีคุณค่าสากลที่โดดเด่นของตัวปราสาทพระวิหารเอง

๒๓. ในการประชุมดังกล่าว ไทยในฐานะผู้สังเกตการณ์ได้แถลงคัดค้านการขึ้นทะเบียน รวมทั้งเอกสารทุกชิ้นและแผนผังทั้งปวงที่กัมพูชายื่นประกอบโดยอ้างข้อ ๑๑ (๓) ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ๒๕๑๕(ค.ศ. ๑๙๗๒) ซึ่งระบุว่า การรวมเอาทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ ในดินแดน อธิปไตย หรือเขตอำนาจที่อ้างสิทธิโดยรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิของคู่พิพาทไม่ว่าในทางใด (The inclusion of a property )

ข้อมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๒
ณ นครควิเบก ประเทศแคนาดา

เรื่องการขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)
situated in a territory, sovereignty or jurisdiction
over which is claimed by more than one State,
will in no way prejudice the rights of the party to
the dispute.)

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)

ข้อมติ: 32 COM 8 B. 102
คณะกรรมการมรดกโลก


1. ได้ตรวจสอบ เอกสาร WHC-08/32.COM/INF.8B.Add2

2. โดยอ้างถึง ข้อมติ 31 COM 8B.24 ซึ่งยอมรับ “ว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งปราสาทพระวิหารมีความสำคัญระหว่างประเทศอย่างสูงและมีคุณค่าสากลที่โดดเด่นบนพื้นฐานของเกณฑ์ (1) (3) และ(4) และตกลงในหลักการว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลก”

3. ได้บันทึกว่า ความคืบหน้าโดยรัฐภาคีกัมพูชาไปสู่การพัฒนาแผนบริหารจัดการสำหรับทรัพย์สิน ดังร้องขอโดยคณะกรรมการโดยข้อมติ 31 COM 8 B.24 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์

4. ขอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลเบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอินเดีย ที่ให้การสนับสนุนการทำงานของผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเหลือในความพยายามครั้งนี้ และต่อรัฐบาลจีน และญี่ปุ่นและ ICCROM ที่ได้ให้ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญที่มีค่าในกระบวนการนี้

5. รับรอง ว่าคำแถลงการณ์ร่วมฉบับเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2008 โดยผู้แทนของรัฐบาลแห่งกัมพูชาและไทย กับยูเนสโก รวมทั้งร่างคำแถลงการณ์ร่วมซึ่งได้อ้างผิดว่าได้ลงนามเมื่อวันที่22 และ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 ในเอกสาร WHC 08/32.COM/INF.8B1.Add.2 ต้องไม่ใช้ตามการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ระงับผลของแถลงการณ์ร่วม ภายหลังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองไทยในเรื่องนี้

6. บันทึก ว่ารัฐภาคีกัมพูชาได้ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกซึ่งแผนผังฉบับใหม่ของทรัพย์สิน (RGPP) รวมอยู่ใน WHC-08/32.COM/INF.8B.Add2 (ซึ่งต่อจากนี้ไปจะเรียกว่า “RGPP”) ระบุขอบเขตที่ทบทวนใหม่ของพื้นที่ที่เสนอสำหรับการขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลก

7. ตัดสิน บนพื้นฐานการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ให้รับในกระบวนการพหุภาคีซึ่งไปสู่การจัดทำรายงานขยายความเสริม ซึ่งเสนอเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2008 โดยรัฐภาคีกัมพูชา ตามคำขอของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ข้อมูลส่งโดยรัฐภาคีนั้นภายหลังกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในวรรค 148 ของแนวปฏิบัติดำเนินการ

8. รับรอง ว่าไทยได้แสดงความปรารถนาซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อที่จะร่วมในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ

9. บันทึก ว่าทรัพย์สินที่เสนอสำหรับขึ้นทะเบียน ได้รับการลดขนาดและประกอบเพียงปราสาทพระวิหารและไม่รวมชะง่อนเขาที่มีพื้นที่กว้าง หน้าผา และถ้ำต่างๆ

10. พิจารณา ต่อไปอีกว่าการค้นคว้าทางโบราณคดีกำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจมีการค้นพบสำคัญซึ่งอาจทำให้สามารถพิจารณาการขอขึ้นทะเบียนข้ามพรมแดนใหม่ได้ ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมทั้งจากกัมพูชาและประเทศไทย

11. ส่งเสริม กัมพูชาให้ประสานงานกับไทยในการอนุรักษ์คุณค่าของทรัพย์สินด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนในพื้นที่โดยรอบได้ให้คุณค่าแก่ปราสาทพระวิหารมาช้านาน และตกลงว่าจะเป็นสิ่งพึงปรารถนาในอนาคตที่จะสะท้อนคุณค่าและภูมิทัศน์อย่างสมบูรณ์ โดยการขอขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลกเพิ่มเติมซึ่งจะเข้าเกณฑ์ 3 และ 4ซึ่งได้รับการรับรองแล้วโดยคณะกรรมการในคำตัดสิน31 COM 8B.24

12. ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร กัมพูชาในบัญชีมรดกโลกในเกณฑ์ 1

13. ออกคำแถลงเกี่ยวกับคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ดังต่อไปนี้

ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะของชุดอาคารที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบทางเดินและบันไดเป็นแนวแกนยาว 800 เมตร เป็นศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของสถาปัตยกรรมเขมร ในเรื่องของผัง การตกแต่ง และความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์แวดล้อมที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เกณฑ์ 1 : พระวิหารเป็นศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของสถาปัตยกรรมเขมร ซึ่งมีความบริสุทธิ์อย่างยิ่งทั้งในเรื่องผังและในรายละเอียดของการตกแต่งความถูกต้องแท้จริงได้รับการยอมรับ ในลักษณะที่อาคารและวัสดุได้แสดงคุณค่าของทรัพย์สินเป็นอย่างดี ข้อเด่นของทรัพย์สินประกอบด้วยกลุ่มปราสาท บูรณภาพของทรัพย์สินถูกทำให้เสียไปส่วนหนึ่งเพราะส่วนของชะง่อนเขาไม่ได้รวมไว้ในขอบเขตของทรัพย์สิน

มาตรการป้องกันปราสาท
ในทางกฎหมายถือว่าเพียงพอ และความคืบหน้าในกำหนดแนวทางของแผนบริหารจัดการ ต้องได้รับการพัฒนาเป็นแผนบริหารจัดการเต็มรูปแบบที่ได้รับการรับรอง

14. ร้องขอ ให้รัฐภาคีกัมพูชา โดยการประสาน-งานกับยูเนสโก ให้จัดการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อรักษาและพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 โดยเชิญให้รัฐบาลไทยและหุ้นส่วนระหว่างประเทศอีกไม่เกิน 7 ประเทศเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของทรัพย์สิน โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์สากล

15. ร้องขอ รัฐภาคีกัมพูชาให้ส่งเอกสารต่อไปนี้ให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2009 :

ก) แผนที่ชั่วคราวซึ่งให้รายละเอียดเพิ่มเติมของทรัพย์สินที่ได้ขึ้นทะเบียน และแผนที่กำหนดขอบเขตของเขตกันชนที่ระบุใน RGPP

ข) เอกสารคำขอขึ้น ทะเบียนที่ปรับปรุงแล้วเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขอบเขตของทรัพย์สิน

ค) คำยืนยันว่าพื้นที่บริหารจัดการของทรัพย์สินจะรวมทรัพย์สินที่ขึ้นทะเบียนและเขตกันชนที่ระบุใน RGPP

ง) รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมแผนบริหารจัดการ

16. ร้องขอเพิ่มเติม ต่อรัฐภาคีกัมพูชาให้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์เพื่อทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายในกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 เพื่อส่งให้แก่คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 34 ในค.ศ. 2010

0000000000

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนหลังกัมพูชานำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก

๒๔. การที่กัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยไม่รับฟังเสียงทัดทานจากประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวของกัมพูชาทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง และบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชาโดยกัมพูชาได้ปิดทางขึ้นปราสาทพระวิหารในเวลาต่อมา

๒๕. ต่อมาในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ.๒๐๐๘) กำลังทหารไทยได้เข้าคุ้มครองชาวไทย ๓ คนในบริเวณวัด “แก้วสิขาคีรีสะวารา” ใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาสร้างล้ำดินแดนไทย ทำให้กัมพูชาไม่พอใจและทำหนังสือแจ้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑(ค.ศ. ๒๐๐๘) และเสนอให้มีการประชุมด่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยอ้างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมทั้งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยก็ได้ทำหนังสือถึงสหประชาชาติชี้แจงจุดยืนของไทยและแสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหากับกัมพูชา โดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ตัดสินใจเลื่อนการพิจารณาคำขอของกัมพูชาออกไป ทั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เห็นสอดคล้องกับไทยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในระดับทวิภาคีระหว่าง
ไทยกับกัมพูชา ซึ่งควรแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว

๒๖. ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี อาทิการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GeneralBorder Committee) ระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทย (ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย) กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) การพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับกัมพูชา ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)และวันที่ ๑๘ - ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)ตามลำดับ

๒๗. แม้จะมีความพยายามเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาดังกล่าว แต่ความตึงเครียดที่ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การเผชิญหน้าและการใช้กำลังในบริเวณเขาพระวิหารเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) บริเวณภูมะเขือ (ทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหาร)

เหตุการณ์ที่ทหารไทย จำนวน ๒ คน เหยียบทุ่นระเบิดที่มีการวางใหม่เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ.๒๐๐๘) ทำให้ขาขาดและบาดเจ็บสาหัส และเหตุการณ์ปะทะกันที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) ซึ่งมีผลทำให้ทหารไทยเสียชีวิต๒ คน และทหารกัมพูชาเสียชีวิต ๓ คน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑(ค.ศ. ๒๐๐๘) เกิดขึ้นเพียง ๒ วัน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชายื่นคำขาด ในโอกาสการเดินทางเยือนกัมพูชาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑(ค.ศ. ๒๐๐๘) ให้ไทยถอนทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหารภายใน ๒๔ ชั่วโมง

๒๘. หลังเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนดังกล่าว ได้มีการหารือกันระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้งในระดับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่(การประชุมระหว่างแม่ทัพภาคที่ ๒ ของไทยกับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ ๔ ของกัมพูชาที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ ๒๓ - ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑/ ค.ศ.๒๐๐๘) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และในระดับผู้นำรัฐบาล (การหารือระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับ นายกรัฐมนตรีฮุน เซนของกัมพูชา ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในระหว่างการประชุมสุดยอดเอเชียยุโรป (ASEM) ครั้งที่ ๗ เมื่อวันที่๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ / ค.ศ. ๒๐๐๘)

๒๙. นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชาได้ประชุมหารือกันที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๒พฤศจิกายน ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) และ ๑๒พฤศจิกายน ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) ตามลำดับเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนและให้มีการสำรวจและปักปันเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารโดยเร็ว

การดำเนินการของไทยและการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

๓๐. นอกจากการแถลงคัดค้านข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมทั้งเอกสารทุกชิ้นและแผนผังทั้งปวงที่กัมพูชายื่นประกอบการขอขึ้นทะเบียน
ตลอดจนได้แถลงสงวนสิทธิ์ของไทย ดังกล่าวในข้อ ๒๓ แล้ว ประเทศไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประท้วงและตอบโต้กัมพูชา ตลอดจนชี้แจงให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจท่าทีของไทยเกี่ยวกับการที่กัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ความตึงเครียดและการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยที่ตามมาโดยกัมพูชาในทุกกรอบความสัมพันธ์ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี และในทุกเวทีระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสและอาเซียน และการประชุมอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นต้น

๓๑. นอกจากนี้ ประเทศไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศยังได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จากการที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ด้วย
การกำหนดแนวทางการดำเนินการในกรณีที่มีการดำเนินการของยูเนสโกเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งอาจมีนัยกระทบอธิปไตยของไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)

สรุปว่า การดำเนินการใดๆ ของยูเนสโกหากจะออกมานอกตัวปราสาท จะต้องได้รับอนุญาตจากประเทศไทยก่อน นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ไม่ให้การดำเนินการใดๆ จากทุกฝ่าย ละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด

๓๒. การที่ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนร่วมกันถึง ๗๙๘ กิโลเมตรและไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ ตลอดจนความสัมพันธ์และผลประโยชน์ระหว่างประเทศทั้งสองยังมีร่วมกันอีกหลายด้าน ประเทศไทยจึงมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกับกัมพูชาโดยการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) เพื่อลดความตึงเครียดและการเผชิญหน้าบริเวณชายแดน และการจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการเป็น ๒ ระยะ คือ

(๑) ระยะสั้น จัดทำข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangement) ในบริเวณปราสาทพระวิหารระหว่างรอการสำรวจจัดทำหลักเขตแดนเสร็จสิ้น

(๒) ระยะยาว ให้ JBC เจรจาและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวกรอบการเจรจา

(๑) ข้อตกลงชั่วคราวไทย - กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารวัตถุประสงค์ เพื่อมีมาตรการชั่วคราวร่วมกันสำหรับลดความตึงเครียดและลดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร ระหว่างรอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (Thai – CambodianJoint Commission on Demarcation for LandBoundary – JBC) สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวแล้วเสร็จ

สาระสำคัญ
๑. ปรับกำลังของแต่ละฝ่ายออกจากวัดแก้วสิขาคีรีสะวารา พื้นที่รอบวัด และปราสาทพระวิหารเหลือไว้เพียงชุดติดตามสถานการณ์ทหาร (MilitaryMonitoring Groups) ของแต่ละฝ่ายในจำนวนที่เท่ากัน

๒. จัดการประชุมระหว่างหัวหน้าชุดประสานงานชั่วคราวฝ่ายกัมพูชา (ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๖ส.ค. ๒๕๕๑) กับประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคฝ่ายไทย เป็นครั้งที่สองที่กัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการปรับกำลังช่วงที่สอง และให้ฝ่ายไทยจัดตั้งชุดประสานงานชั่วคราว

๓. เก็บกู้ทุ่นระเบิดในลักษณะที่ประสานงานกัน ในพื้นที่ที่จะทำการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนโดย JBC ตามบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓

๔. ให้ JBC กำหนดพื้นที่ที่จะทำให้อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้แผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ของJBC และทำให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมก่อนที่ชุดสำรวจร่วมจะเริ่มงาน

๕. จัดตั้งชุดประสานงานชั่วคราวประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ รวมทั้งวัดแก้วสิขาคีรี-สะวารา

๖. ข้อตกลงชั่วคราวนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในกรอบของ JBC และท่าทีทางกฎหมายของตน

(๒) กรอบการเจรจาด้านการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชา ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย- กัมพูชา และกลไกอื่นๆ ภายใต้กรอบนี้ให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชาเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารดังต่อไปนี้

๑. อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส แก้ไขข้อบทเพิ่มเติม ข้อบทแห่งสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีสเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ (ค.ศ. ๑๙๐๔)

๒. สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสฉบับลงนาม ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๕(ค.ศ. ๑๙๐๗) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่ ๒๓ มีนาคมร.ศ. ๑๒๕ (ค.ศ. ๑๙๐๗)

๓. แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปีค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๗ กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับปีค.ศ. ๑๙๐๗ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

๓๓. รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘)ด้วยคะแนน ๔๐๙ ต่อ ๗ และ ๔๐๖ ต่อ ๘ (จาก๔๑๘ เสียงของผู้เข้าร่วมประชุม) ตามลำดับ และ
ขณะนี้การเจรจาในกรอบ JBC กำลังดำเนินอยู่


๓๔. กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการให้ข้อมูล รับฟังความเห็นประชาชน และชี้แจงรัฐสภาเกี่ยวกับการเจรจาข้างต้นมาอย่างต่อเนื่องในหลายช่องทาง อาทิ การเปิด website - www.mfa.go.th/190หรือ www.mfa.go.th คลิกภาษาไทย และคลิกแถบ“การดำเนินการตามมาตรา ๑๙๐” การให้ข้อมูล ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ตลอดจนการจัดการ
ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในลักษณะสัญจร ทั้งในกรุงเทพฯ และตามต่างจังหวัด

๓๕. กระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนชาวไทยให้ข้อคิดเห็นโดยผ่านช่องทางข้างต้น หรือส่งความคิดเห็นไปที่...

ศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย - กัมพูชา
กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา
กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐

กระทรวงการต่างประเทศ
มีนาคม ๒๕๕๒

ที่มา : ศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

เรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552

เป็นข้อมูลทางการที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เสียดายที่เผยแพร่น้อยไปหน่อย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
bon09 วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ความคิดเห็นส่วนตัว กระทรวงต่างประเทศทำงานเต็มที่ แต่ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลยังแย่ (ห่วยแตก ) เหมือนเดิมจากฝีมือของคนตัวเตี้ยที่นายกยังไม่ยอมปรับย้าย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน