*/
  • Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 4722
  • จำนวนผู้ชม : 8121631
  • จำนวนผู้โหวต : 2227
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2227 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม 2553
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 6537 , 06:18:56 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อีกไม่กี่วันก็จะถึง วันครบรอบ 14 ตุลา 2516 วันมหาวิปโยค ที่จะเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งในปีนี้ 37 ปี 14 ตุลา จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ ไม่อาจคาดเดา

30 ปี 14 ตุลา มีหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ออกมามากมายหลายสำนักพิมพ์ หลายคนเขียน ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ในจำนวนนั้นมีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งนาม "เทพมนตรี ลิมปพยอม" ออกหนังสือปกป้อง 3 ทรราช อ้างว่ามี "หลักฐานใหม่" และ เป็น "ประวัติศาสตร์ของผู้แพ้"

ในฐานะเป็นคนร่วมยุคสมัยเลยฝังใจกับเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นนี้พอสมควร หากอยากทราบเนื้อหาก็ลองๆ หาดูได้ที่ ซีเอ็ดบุ๊คนะครับ น่าจะยัง "ขายไม่หมด"

000000

00000

‘เทพมนตรี’เปิดเอกสารลับ 3ทรราชย์ไม่เกี่ยวนองเลือด

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 13 ตุลาคม 2546 เวลา 22.32 น.


“สิบวันที่พลิกผันดูจะรวดเร็วและมีความน่าสงสัยอยู่ไม่น้อย หรือทั้งหมดเป็นแผนการปฏิบัติการของใคร....” นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ผู้รวบรวมและเรียบเรียงหนังสือชุด “ลอกคราบ 14 ตุลา ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย” ตั้งคำถามต่อเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

จากคำถามข้างต้นบวกกับแรงขับดันที่ต้องการให้การชำระประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างรอบด้าน และเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงเกี่ยวกับเหตุการณ์แบบเจาะลึกและตรงไปตรงมา เขาจึงใช้ข้อได้เปรียบที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลโดยตรง เข้ามาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง กระทั่งเปิดตัวหนังสือสองเล่มแรก ที่เป็นผลิตผลจากรายงานการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์การเมืองเรื่อง 14 ตุลาคม 2516 คือ “หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516” และ “30 ปี 14 ตุลาฯ ข้อกล่าวหาที่ไม่สิ้นสุด - พันเอกณรงค์ กิตติขจร” โดยแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ เมื่อวานนี้ (13 ต.ค.)
นายเทพมนตรี กล่าวว่า ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดถูกผลิตขึ้นโดยนักวิชาการผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้เคยมีส่วนร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ สมาชิกศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา และประชาชนผู้รู้เห็นเหตุการณ์ อันเป็นข้อเขียนของคนกลุ่มเดียว หรือด้านเดียวกับผู้รับชัยชนะ คือ นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งปรากฏความจริงเพียงส่วนเดียวไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ควรนำมาพิจารณาด้วย

ในการแถลงข่าว นายเทพมนตรี ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงการช่วงชิงอำนาจและความขัดแย้งในชนชั้นปกครองระหว่างรัฐบาลที่นำโดย พลเอกถนอม กิตติขจร กับ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น โดยมีกองกำลังจาก บก.333 ในฐานะกองกำลังของฝ่าย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ที่ชัดเจนคือ การซุ่มยิงนักศึกษา ประชาชน จากตึกกรมสรรพากร

นายเทพมนตรี ยังได้แสดงหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ เอกสารหมายเลข 1 คือ เอกสารด่วนมาก/ลับมาก ของกระทรวงกลาโหม ที่ กห 0355 (305)/4756 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2516 ที่มีคำสั่งจากผบ.ทบ. ถึง มทภ. 1ผบ.พล ม. ผบ.พล ปตอ จก. สส. เพื่อปฏิบัติการตามแผนยุทธการ 666 และแผนปราบจลาจล ซึ่งระบุว่า

“1.1 ให้มีกำลังถืออาวุธไปด้วยกับหน่วยปราบปรามจลาจล แต่ห้ามใช้จนกว่าจะได้รับคำสั่งจาก ผบ.ปจร. (จอมพล ประภาส จารุเสถียร) หรือทหารถูกทำร้ายด้วยอาวุธถึงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก (ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป) หรือฝ่ายก่อความไม่สงบเปิดฉากต่อสู้ด้วยระเบิด ซึ่งเป็นอันตราต่อฝ่ายเราเป็นจำนวนมาก

“1.2 วิธีการปราบปรามมุ่งกระจายกำลังฝ่ายตรงข้าม อย่าให้รวมกันเป็นปึกแผ่น พยายามปล่อยให้หนีไป และจับไว้เฉพาะผู้ที่มีอาวุธต่อสู้ หรือบุคคลที่เป็นเป้าหมาย”
ลงชื่อ บุญชัย บำรุงพงศ์ เสธ.ทบ. รับคำสั่งผบ.ทบ.

ในเอกสารหมายเลข 3 ที่ นายเทพมนตรี รวบรวมมาเผยแพร่ คือ สำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม คดีที่ 1782/2519 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีหนังสือนำของกองคดี กรมอัยการ ลับที่สุด/ด่วนที่สุด เลขที่ มท. 1003/ 23205 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2519 ส่งถึงอธิบดีกรมตำรวจ มีใจความว่า

“ตามหนังสือที่อ้างอิงถึง ผู้กำกับการอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนตามสิ่งที่ส่งมาด้วย คดีระหว่างนายณิปไทย ศาสนนันทน์ ผู้กล่าวหา จอมพลถนอม กิตติขจร กับพวกรวม 3 คน ผู้ต้องหา ต้องหาว่าใช้ให้ฆ่าผู้อื่น ฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และอันตรายสาหัส ซึ่งมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามไปยังพนักงานอัยการ กรมอัยการเพื่อพิจารณานั้น

“บัดนี้ พนักงานอัยการ กรมอัยการ ได้พิจารณาและมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้พนักงานอัยการ กองคดี กรมอัยการนำสำนวนมาให้ท่านเพื่อพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา149 ประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 333 ข้อ1 ต่อไป .....” นายพิณ เจริญส่ง อัยการพิเศษ ประจำเขต รักษาการแทนอัยการพิเศษฝ่ายคดี ลงนาม
นอกจากนั้น ยังมี เอกสารหมายเลข 5 ที่เป็นแถลงการณ์ของรัฐบาล ที่ 47/2516 โดยสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2516 เรื่องการสอบสวนการสั่งการของ จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร และการปฏิบัติการของพันเอกณรงค์ กิตติขจร

ผลการสอบสวนข้างต้น มีข้อสรุปในตอนท้ายว่า “รัฐบาลได้พิจารณาพฤติการณ์ของจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ตามสำนวนการสอบสวนของกระทรวงกลาโหมแล้ว เห็นว่า บุคคลทั้งสาม ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผนของทางราชการและแฝงด้วยโทสะจริต มุ่งหมายทำลายล้างนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน รัฐบาลจะได้มอบให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

นายเทพมนตรี กล่าวว่า เอกสารสอบสวนเมื่อปี 2516 ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างโดยตลอด ทั้งที่มีผลสอบใหม่ออกมาเมื่อปี 2519 (เอกสารหมายเลข 3) ที่ชี้ว่า บุคคลทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516

นักวิชาการอิสระ ยังได้กล่าวพาดพิงถึงบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ เช่น ตั้งคำถามถึงบทบาทของ นายพีรพล ตริยะเกษม ที่เข้าเฝ้าในหลวง แล้วกลับออกมาบอกนายเสกสรร ประเสิรฐกุล ว่า ผู้เข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว รวมถึงกรณีที่นายเสกสรร นำขบวนนักศึกษา ประชาชน เคลื่อนไปที่หน้าวังสวนจิตร ทั้งๆ ที่สามารถประเมินได้ว่าอาจเกิดเหตุรุนแรงเพราะมีกองกำลังทหาร ตำรวจเฝ้าอารักขาแน่นหนา เป็นต้น

“ผมพร้อมที่จะรับคำตอบโต้จากผู้ที่ถูกพาดพิง และถ้ามีหลักฐานใหม่ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน และยืนอยู่ตรงกันข้ามกับครอบครัวกิตติขจร แต่ตอนนี้ขอยืนยันตามเอกสารหลักฐานที่ได้มา” นายเทพมนตรี กล่าว
การเปิดตัวหนังสือครั้งนี้ มีบุคคลในครอบครัวกิตติขจร และจารุเสถียร ไปร่วมงานด้วย เช่น คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี บุตรสาวจอมพลถนอม กิตติขจร และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ซึ่งได้ขึ้นเวทีพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเขาบอกว่า จะพูดถึงเรื่องนี้เป็นปีสุดท้าย และไม่ได้คาดหวังว่า สังคมจะเปลี่ยนความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาตลอด 30 ปี

15/10/2003

ที่มา:http://www.manager.co.th/Politics/PoliticsView.asp?NewsID=4674328352212

0000

ไอ้ก้านยาว’หวดณรงค์ แต่งเรื่องโปรโมทตัวเอง
โดย ผู้จัดการออนไลน์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง เหตุการณ์ 14 ตุลา ที่มีการเรียกร้องให้มีการชำระประวัติศาสตร์ให้ชัดเจน ว่า ในรัฐบาลนี้ มีคนเดือนตุลาอยู่หลายคนก็น่าที่จะมีการศึกษาหาความจริง โดยละเว้นความเป็นตัวตนของทุกฝ่าย

แต่ต้องมาดูที่ชาติ ว่าอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือข้อเท็จจริง ถ้าจะให้คนรุ่นหลังรู้ด้วย ก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งก็จะฝากให้คนเดือนตุลาในรัฐบาลนี้ไปช่วยกันคิด แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจคนเดือนตุลาที่อยู่นอกรัฐบาลก็อย่าไปด่าคนเดือนตุลาที่อยู่ในรัฐบาล ว่าได้ดีแล้วลืมเพื่อน ลืมเหตุการณ์เก่าๆ ต้องรื้อทิ้งความเป็นตัวตน ถ้ามาถือว่าตัวเองถูกต้อง ประวัติซีกของตัวเองถูกต้อง ก็จะเหมือนคนที่อยู่ในทะเลทราย ไปนั่งเถียงกับคนที่อยู่ในอลาสก้า เถียงอย่างไรก็เถียงไม่จบ เพราะคนหนึ่งก็บอกร้อน คนหนึ่งก็บอกเย็น เพราะฉะนั้นต้องหันหน้ามาคุยกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้มีการคุยกันนอกรอบในเบื้องต้นก่อน และเมื่อได้แนวทางแล้วก็ยินดีที่จะนำมาคุยในรอบและเมื่อถึงแนวทางที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว รัฐบาลก็จะนำเรื่องทั้งหมดกลับเข้ามาคุยกัน

เมื่อถามว่า มีบางคนออกมาถกเถียงเรื่องนี้เพื่อต้องการเคลียร์ตัวเอง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บังเอิญช่วงที่เกิดเหตุการณ์ เขาไม่ได้อยู่เมืองไทย เหตุการณ์เดือนตุลาทั้ง 2 ครั้ง เขาไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ จึงไม่รู้รายละเอียดด้วยตัวเองมากนัก แต่เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องของการเคลียร์ตัวเองของใครแน่ แต่เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ และเป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะการหวงแหนประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องสำคัญทุกฝ่ายต้องคิดว่าประชาธิปไตยได้มาด้วยความยากลำบาก เราจะหวงแหนกันอย่างไรที่ไม่ใช่การพัฒนาที่มุ่งสู่การสร้างอภิสิทธิ์ชน แต่ต้องมุ่งสู่การสร้างสิทธิเสรีภาพ ที่มีหน้าที่การเป็นพลเมืองที่ดีติดไปด้วย แต่ถ้าเราเกินธงที่ตั้งไว้เมื่อไร เราจะสร้างอภิสิทธิ์ชนขึ้นมา อภิสิทธิ์กลุ่มขึ้นมาและในที่สุดประเทศจะเกิด‘เคออส’ ขึ้นมาใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็น‘เคออส’ ในระบบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบเผด็จการ เพราะฉะนั้นความพอดีอยู่ที่ไหนต้องเข้าใจ ส่วนจะนำข้อสรุปที่ได้ไปบรรจุไว้ในหนังสือเรียนหรือไม่ ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง อย่าพึ่งไปมีความเป็นเจ้าของมากเกินไป

ชี้‘ณรงค์’แค่เล่าอัตชีวประวัติตัวเอง

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า การชำระประวัติศาสตร์ ต้องดูข้อเท็จจริง ซึ่งการชำระประวัติศาสตร์ถือเป็นเรื่องที่ดี และต้องไม่มีใครขัดแย้ง ต้องชำระระบบข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง ไม่ใช่ชำระบนฐานความคิดของปัจเจก หรือบนความเข้าใจเฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งไม่ถูกต้อง เขาคิดว่าเหตุการณ์14 ตุลา ยิ่งนานไปยิ่งสำคัญมากขึ้น โดยคนรุ่นหลังจะยิ่งให้ความสนใจที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องทำให้ดี และถูกต้อง อย่าให้เกิดการบิดเบือน
การที่ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร อดีตผู้บังคับการกรมทหาราบที่11 บุตรชาย จอมพล ถนอม กิตติขจร พยายามออกมาพูดถึงมุมมองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองของบุคคลคนหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หมายถึง เหตุการณ์โดยรวมของคนชาตินั้นๆ ไม่ใช่ทัศนคติของคนเพียงคนเดียว ซึ่งการทำเช่นนั้นจะเป็นการบอกเล่าอัตชีวประวัติของตัวเอง ที่ไม่สามารถแทนค่าความรู้สึกของคนในประเทศได้

ส่วนการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อชำระประวัติศาสตร์ ควร ต้องเป็นนักวิชาการ และต้องมีความเป็นกลางอย่างยิ่ง เพราะคนเขียนประวัติศาสตร์ถ้าไม่เป็นกลาง อาจบิดเบือนได้และอาจจะนำประวัติศาสตร์เข้าข้างใครข้างหนึ่งได้

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ต.ค. ต้องยอมรับความจริงตรงกันว่า เป็นการลุกขึ้นต่อสู่ของประชาชนทั้งประเทศเพื่อทวงสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจประชาธิปไตย ซึ่งประสบความสำเร็จ และอีกฝ่ายที่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ก็ได้เข็นฆ่าประชาชนในวันนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับ ดังนั้น ต้องทำหลักการตรงนี้ให้ชัดเจน ส่วนประเด็นปลีกย่อยว่ามีใคร หรือกลุ่มใดบ้างที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องอัตชีวประวัติของแต่ละคน ส่วนหลักการ คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ และได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ เช่น ตัวเขาก็รู้ข้อเท็จจริง ดังนั้นจะให้คนเพียง 1-2 คน หมุนกงล้อไปอีกด้าน คงไม่ได้
‘อดิศร’ชี้คนไทยไม่ให้อภัย3 ทรราชย์

นายอดิศร เพียงเกษ รองประธานวิปรัฐบาล ในฐานะผู้ร่วมเหตุการณ์14 ตุลา ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เปิดตัวหนังสือ‘ลอกคราบ 14 ตุลาฯ’ ยืนยันว่าไม่ได้สั่งฆ่าประชาชน พร้อมเรียกร้องนายกฯชำระประวัติศาสตร์ ว่า ถ้าเรื่องนี้ ไม่เป็นเรื่องจริง เขาก็คงไม่ไปเผาที่ทำงานของ พ.อ.ณรงค์ และเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่า เป็นเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ 14 ตุลา16 ก็เป็นการปกครองแบบรวบอำนาจทั้งหมดไว้ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีส.ส. ซึ่งในการฟอกของเผด็จการนั้น ต่างกับการฟอกแบบประชาธิปไตย ดังนั้น จะเอาเผด็จการมาฟอกประชาธิปไตยได้อย่างไร

“ถ้าทั้ง 3 คนใช้เมตตา ไม่จับประชาชนก็คงไม่เกิดหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แล้วยังมีหน้ามาออกหนังสือเล่มนี้อีก ถ้าวันนั้นประชาชนจับทั้ง 3 คนได้ ก็คงจะจับตัดคอไปแล้ว ชีวิตคงไม่รอด คงไม่ต้องหนีไปลี้ภัย และผมเชื่อว่า นักศึกษา ประชาชน ไม่มีทางให้อภัยทั้ง 3 คนในชาตินี้ ดังนั้น จึงควรจะสำนึกไว้บ้าง และน้องผมก็เสียชีวิตกับเหตุการณ์ดังกล่าวหนึ่งคน หากเป็นน้องของคุณจะทำอย่างไร และหากเป็นน้องของตระกูล กิตติขจร บ้างจะเป็นอย่างไร” นายอดิศร กล่าว

ส.ว.หนุนชำระประวัติศาสตร์14ตุลาฯ

นายการุณ ใสงาม ส.ว.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่จะมีการชำระประวัติศาสตร์ เพราะเราจะต้องฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ รอบด้าน รวมทั้งจะต้องให้โอกาสกับคนทุกกลุ่ม เช่นฝ่ายประชาชน นักวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มทรราชย์เพื่อที่จะให้เขามีโอกาสได้แก้ตัว และแก้ข้อกล่าวหา มีโอกาสได้เปิดโปงบุคคลที่อยู่เบื้องหน้า และเบื้องหลังทำร้ายประชาชนในครั้งนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีการปกปิดประวัติศาสตร์เนื่องจากเกรงกระทบต่อกองทัพ นายการุณ กล่าวว่า เชื่อว่า หากมีบรรจุในแบบเรียนคงจะไม่มีผลกระทบอะไร เพราะกองทัพก็คือเครื่องมือของชาติ ซึ่งเหตุการณ์14 ตุลาฯ เป็นประวัติศาสตร์ชาติ กองทัพก็ไม่ใช่ของวิเศษ แต่เป็นของประเทศ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ถ้าไปกระทบบ้างก็ให้ถือว่าเป็นบทเรียน ไม่ใช่มีการหมกความชั่วร้ายเอาไว้

นายการุณ ยังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตส่วนใหญ่เกิดจากการกล่าวอ้างของพวกเผด็จการ ทรราชย์ ซึ่งจะเหมือนกันทั้งโลก ในประเทศยุโรปเองก็เป็นเช่นนี้สมัยก่อนพระสันตปาปา ทรงห่วงเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ที่สร้างเผด็จการ นำพาประเทศชาติสู่หายนะ ความคิดนี้ไม่ต่างกับรัฐบาลชุดนี้ ที่หากใครมีควาเห็นที่แตกต่างจะต้องทำลายออกไปด้วย108 วิธี บีบทุกวิถีทาง เช่น ใช้อำนาจทางการเงินในฐานะผู้กุมธุรกิจมากมาย ใช้องค์บริหาร หรือเครื่องมือรัฐที่เรียกว่ารัฐตำรวจ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมากีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง

“รัฐบาลชุดนี้เป็นเผด็จการชนิดใหม่ ที่มีรูปแบบหลอกลวง สร้างภาพ ฉาบฉวยให้ผลประโยชน์เป็นลักษณะเศษเนื้อข้างเขียง ทำให้ประชาชนรู้สึกดีใจได้ปลื้ม แต่แท้จริงคือเผด็จการกลุ่มทุน โดยมีอำนาจรัฐ กฎหมาย นโยบายและเครือข่ายราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นเครื่องมือ การที่อ้างว่า พัฒนาประเทศโดยใช้ระบบทุนเพือประชาชนเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เผด็จการแบบทุนนิยมขนานใหญ่” นายการุณ กล่าว

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=2000000035448

0000

‘กิตติขจร’โชว์หลักฐาน แก้ข้อหาทรราช 14 ต.ค.
โดย ผู้จัดการออนไลน์

ผู้จัดการรายวัน - นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ขันอาสา เขียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาหน้าใหม่ แก้ต่างข้อหาทรราชให้ตระกูลกิตติขจร และจารุเสถียร เผยวันที่ 13 ตุลาคมนี้ จะนำครอบครัวกิตติขจรมาแถลงข่าว พร้อมนำหลักฐานลับ 4 ชิ้นมาแสดง ขณะที่อดีตแกนนำนักศึกษาและนักประวัติศาสตร์ ระบุมีหลายอย่างคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “ลอกคราบ 14 ตุลา จากแดนประวัติศาสตร์การเมืองไทย” เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะนำครอบครัวกิตติขจร มาเปิดแถลงข่าวเรื่องข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ห้องฆ้องทอง อาคารฐานเศรษฐกิจ ตั้งแต่ 10.00-12.00น. โดยการแถลงครั้งนี้ จะมีการนำหลักฐานลับ 4 ชิ้น มาแสดงด้วย โดย 2 ชิ้นมาจากสำนักนายกรัฐมนตรี อีก 2 ชิ้นมาจากอัยการพิเศษ และกระทรวงกลาโหม เอกสารลับทั้ง 4 ชิ้น จะลบล้างประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่เคยเป็นมาในหลายจุดหลายประเด็น และจะส่งผลสะเทือนกับบุคคลหลายคน ทั้งในแวดวงอดีตผู้นำนักศึกษาที่เป็นอาจารย์ขณะนี้ อดีตนักศึกษาที่เป็นนักการเมืองในปัจจุบัน แกนนำสมาชิกวุฒิสภา บุคคลในแวดวงทหาร-ตำรวจ ไปจนถึงผู้มีชื่อเสียงระดับสูงในสังคม

นายมนตรี กล่าวว่า ในโอกาส 30 ปี 14 ตุลา ได้เวลาที่ 2 ตระกูล”กิตติขจร” และ”จารุเสถียร” จะเขียนประวัติศาสตร์บ้างแล้ว หลังปล่อยให้นักวิชาการ และคนเดือนตุลาเป็นฝ่ายเขียนประวัติศาสตร์เพียงข้างเดียวมาตลอด โดยเขาเป็นผู้ที่ขันอาสาเข้ามาเขียนประวัติศาสตร์ฉบับ”กิตติขจร”

“การหาหลักฐานเรื่องนี้ เพราะสนใจเอง ไม่ได้สตางค์จากตระกูลกิตติขจรมาทำและไม่ได้เป็น”องครักษ์พิทักษ์ทรราช”อย่างที่หลายคนเข้าใจ วัตถุประสงค์ก็เพื่อเพิ่มเติมประวัติศาสตร์ส่วนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้มาก่อน โดยมีหลักฐาน ทั้งจากคำบอกเล่าของ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และเอกสารลับของทางราชการหลายหน่วยงานที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน” นายเทพมนตรี กล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อสาธารณชนได้เห็นหลักฐานเหล่านี้ จะเปลี่ยนความเชื่อที่เคยรับรู้มา และจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

นอกจากนั้นนายเทพมนตรี ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่า พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์และใช้ปืนยิงใส่ประชาชนว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมกับยืนยันว่า มีหลักฐานว่า มีการยิงปืนมาจากหลังคากรมสรรพากร โดยมีการจับกุมบุคคล 19 คน บนตึกสรรพากร ซึ่งยิงตำรวจเสียชีวิตหลายนาย และผู้ที่ถูกจับ 1 ในนั้นคือ แกนนำในรัฐบาลนี้ด้วย


“ผมไม่บอกชื่อ ไว้เปิดวันที่ 13 วันเดียว ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ไปร่วมกับคอมมิวนิสต์ และมีการจับฝรั่ง 1 คน เขมร 3 คนที่อยู่บนตึกสรรพากร ซึ่งจังหวะที่เฮลิคอปเตอร์หันเลี้ยว ก็ปรากฎว่า มีการยิงปืนมาจากหลังคาสรรพากร ทำให้คนข้างล่าง ที่เป็นผู้ชุมนุมเข้าใจคิดว่า เป็นปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ “ นายเทพมนตรี กล่าว

อดีตแกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และนักประวัติศาสตร์ หลายคน กล่าวว่า จากการติดตามการออกมาให้ข่าวของนายเทพมนตรี พบว่า มีหลายเรื่องคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง แต่ที่ยังไม่มีการออกมาตอบโต้ ก็เพราะต้องการเห็นหนังสือ 14 ตุลาฉบับตระกูลกิตติขจรที่นายเทพมนตรีเขียนมาจากคำบอกเล่าของพ.อ.ณรงค์ เสียก่อน อย่างไรก็ตามเชื่อว่า หลังการแถลงข่าวของนายเทพมนตรี และตระกูลกิตติขจร ในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ จะมีผู้ออกมาให้ข้อเท็จจริง เพื่อโต้แย้งจำนวนมาก

0000

ปัจจุบัน 7 ปี ผ่านไป เทพมนตรี ลิมปพยอม กลายเป็นนักประวัติศาสตร์อิสระ ที่มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเรื่องราวของเหตุการณ์ สูญเสียดินแดนครั้งสุดท้ายในเรื่อง "ปราสาทพระวิหาร"

ระยะทางพิสูจน์ม้า...กาลเวลาพิสูจน์คน

จนบัดนี้ ไม่ทราบว่า นายเทพมนตรี ลิมปพยอม ยังคงยืนยันประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นมาเองมากน้อยแค่ไหน...

พอดีว่าเกิดทันสมัย บริจาค 1 บาท ช่วยชาติสู้คดีเขาพระวิหาร เมื่อปี 2503-2505  และ อยู่ร่วมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เลยตั้งข้อสังเกตเอาไว้

และเป็นข้อเตือนใจนักศึกษาประวัติศาสตร์ว่า ควรแสวงหาข้อมูลที่หลากหลาย ใช้หลักกาลามสูตรเป็นที่ตั้งก่อนจะเชื่อในเรื่องใดๆ ที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น ๆ

แคน ไทเมือง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Phoebus วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 10.51 น.
จะไล่นายกฯถามกูหรือยัง...หืมมม ถามยัง !?!

นายคนนี้เขาเป็นคนขวางโลกครับผม

เขาเรียกกันว่า "นักประวัติศาสตร์ขวางโลก"

สมัยเอาทับหลังนารายณ์คืนจากอเมริกา นายคนนี้ก็บอกว่าเป็นของปลอม

สมัยหนังสุริโยไทฉายใหม่ ๆ ก็บอกว่าสุริโยไทไม่มีตัวตนจริง

แล้วก็ยังกรณี 14 ตุลานี่อีก

นายคนนี้ผมค่อนข้างแปลกใจพอสมควรที่จู่ ๆ ก็เข้าร่วมพธม.เมื่อปี 51 และคิดว่าอีกไม่นานเดี๋ยวมันจะเสนออะไรแผลง ๆ อีกจากชาวบ้านอีก

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

หนังสือชุด 30 ปี 14 ตุลา ปีนั้นคึกคักมากน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 20-30 เล่ม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
กอบธรรม วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 07.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

สวัสดียามเช้าครับ.

เสียดายตังค์ซื้อหนังสือครับ.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 06.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

ให้ 14 ตุลาเป็นวันสำคัญของชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 22 พ.ค. 2546 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันประชาธิปไตย ด้วยเสียงเอกฉันท์ 326 งดออกเสียง 1 ตามที่พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย เสนอเป็นญัตติด่วน โดยที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า วันมหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516 เป็นเหตุการณ์สำคัญของชาติ ที่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้ร่วมกันชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเห็นควรให้บรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เยาวชนได้รับทราบเหตุการณ์ และข้อเท็จจริง ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุมกล่าวว่า จะเสนอต่อนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อประกาศว่าวันที่ 14 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาติ พร้อมจะบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ผมทัน เรียนใกล้จบแล้วละลุง ไปเก็บข้อมูลไว้เพียบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน