*/
  • Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 4722
  • จำนวนผู้ชม : 8323110
  • จำนวนผู้โหวต : 2250
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2250 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 17 มกราคม 2555
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 1999 , 22:37:43 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้



  • มีข้อเสนอทางวิชาการของเพื่อนอา
    จารย์เครือข่ายให้พิจารณานะครับ

    ข้อเสนอทางวิชาการ
    คัดค้านการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ของ
    คณะรณรงค์แก้ไข ม.๑๑๒ ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์
    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕

    สืบเนื่องจากการแถลงเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก.๑๑๒) เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ซึ่งได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ มี ๗ ประเด็น ตามที่ปรากฏในเอกสารสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ได้ทำการเผยแพร่ ได้แก่

    ๑. ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
    ๒. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    ๓. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกเป็นคนละมาตรากับการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    ๔. ปรับเปลี่ยนอัตราโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    ๕. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
    ๖. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ
    ๗. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์

    ด้วยความเคารพต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน เสรีภาพในทางวิชาการ และสิทธิในการเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ คณาจารย์ที่มีรายนามข้างท้ายจดหมายเปิดผนึกนี้ได้ทำการศึกษาบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... และเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติที่จัดทำขึ้นโดยคณะนิติราษฎร์ โดยละเอียดแล้วประกอบกับได้ติดตามการเคลื่อนไหวที่ดำเนินการมาโดยตลอดของคณะบุคคล กลุ่มองค์กรต่างๆที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสังคมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการยกเลิก แก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่าเป็นบทบัญญัติว่าด้วย “ ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้น

    คณาจารย์ที่มีรายนามท้ายจดหมายเปิดผนึกนี้มีความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่จัดทำขึ้นโดยคณะนิติราษฎร์ ตลอดจนเหตุผลที่ใช้อธิบายสนับสนุน และการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว อีกทั้งยังเล็งเห็นว่าการดำเนินการของคณะรณรงค์แก้ไข ม.๑๑๒ และคณะนิติราษฎร์จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้นในสังคมไทยนับจากนี้

    อีกทั้งเป็นการไม่เหมาะสม ที่นำประเด็นการแก้ไขมาตรา๑๑๒ไป
    เชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองโดยกล่าวโทษรุนแรงว่าตัวบทบัญญัตินี้มีปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดความเห็น โดยกล่าวอ้างเหตุผลถึงสถิติผู้ถูกจับกุมและต้องโทษด้วยมาตรา ๑๑๒ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา และข้อวิจารณ์ของต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ้งถึงความแตกต่างในบริบทประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย รวมถึงข้อเท็จจริงของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศและยังได้เผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วนต่อสังคมทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามาตรา ๑๑๒ เป็นข้อความหลวมๆ เปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้โดยไม่สุจริต และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษและการบังคับใช้ มีความไม่เหมาะสมกับหลักการประชาธิปไตย โดยสรุปมาเป็นเอกสารเผยแพร่ใช้ชื่อ ๘ อัปลักษณ์ กฎหมายหมิ่นฯและทางออก ได้แก่

    ๑.คุ้มครองยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ
    ๒ .เกิดใต้อุ้งเท้าเผด็จการ
    ๓.ใครๆก็ฟ้องได้
    ๔.ห้ามพิสูจน์ความจริง
    ๕.โทษที่ไม่เป็นธรรม
    ๖.กระบวนการอยุติธรรม
    ๗.พิจารณาลับ
    ๘.อุดมการณ์กษัตริย์นิยม

    ซึ่งหากพิจารณาด้วยเหตุผลตามหลั
    กวิชาการและความเป็นจริงก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นการใช้เหตุผลมาอธิบายสนับสนุนความคิดของฝ่ายตนโดยละเลยที่จะพูดถึงความเป็นจริงทั้งหมดให้สังคมได้ทราบข้อมูลอย่างถูกต้องรอบด้าน

    ทั้งนี้ข้อเสนอการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ที่เกิดขึ้นของคณะรณรงค์แก้ไขม.๑๑๒ และคณะนิติราษฎร์นี้ไม่ได้เป็นกฎหมายที่จะช่วยรักษาความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับการสร้างหลักประกันให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยอย่างใดตามที่กล่าวอ้าง แต่จะเป็นการสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติในฐานะที่เป็นสถาบันหลัก กระทบต่อหลักนิติรัฐ ทำลายหลักกฎหมายพื้นฐานที่บัญญัติไว้อย่างเป็นระบบในประมวลกฎหมายอาญาไทย สร้างความเข้าใจที่ผิดเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดความเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนจนละเลยต่อข้อจำกัดที่มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและข้อยกเว้นในการแสดงออกซึ่งเสรีภาพที่ไปกระทบต่อความมั่นคงของรัฐซึ่งนานาอารยประเทศต่างก็ยอมรับเป็นหลักการสากล

    ประการสำคัญที่สุดท่าทีการแสดงออกของกลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวนี้ ได้ใช้เหตุผลที่เป็นอคติต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มาเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นมิจฉาทิฐิที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศว่าเป็นมาตรฐานสากลในลักษณะเหมารวมว่ามาตรา๑๑๒ ควรเป็นไปตามแนวทางดังกล่าว และแสดงออกถึงการไม่เคารพเชื่อมั่นในหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งๆที่มีกฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน โดยแสดงทัศนะว่าองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายมีแนวโน้มตีความบทบัญญัติดังกล่าวไปในลักษณะที่กว้างและไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยปราศจากพยานหลักฐานยืนยัน

    สำหรับเหตุผลของเหล่าคณาจารย์ที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของคณะรณงค์แก้ไขม.๑๑๒ และคณะนิติราษฎร์ต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ มีดังนี้

    ๑.การยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ออกจากลักษณะ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร โดยนำไปเพิ่มเป็นลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ เพราะเหตุที่เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างของประมวลกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้ว ความผิดมาตรา ๑๑๒ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความผิดต่อสถาบันกษัตริย์ที่เป็นประมุขของประเทศไทยซึ่งได้รับการคุ้มครองครอบคลุมตั้งแต่การกระทำต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพและชื่อเสียง เกียรติภูมิของบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ ในหมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒
    ดังนั้นข้อเสนอให้มีการแก้ไขโดยดึงเฉพาะแต่ส่วนมาตรา ๑๑๒ ออกไปจากความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรจึงไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายว่าเพราะเหตุใด ชื่อเสียง เกียรติภูมิของสถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหลายมาตราต้นๆ ของรัฐธรรมนูญที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่

    มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชา
    ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
    ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้
    มาตรา ๗๐ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้
    มาตรา ๗๗ ในส่วนที่ ๒ แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติรัฐธรรม
    นูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ของรัฐมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ต้องกล่าวถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในมาตรา ๑๗๕ และมาตรา ๒๐๑ ดังนี้

    มาตรา ๑๗๕ ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ
    พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

    “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพ
    ระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

    มาตรา ๒๐๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสั
    ตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

    “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพ
    ระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”

    ๒.สืบเนื่องจากเหตุผลในข้อที่ ๑ ที่ได้ชี้แจงถึงการไม่สามารถแยก
    เฉพาะเพียงมาตรา ๑๑๒ ออกมาเป็นลักษณะความผิดเฉพาะต่างหากได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันประมุขของรัฐที่มีความสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกระทำต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพและชื่อเสียง เกียรติภูมิ ดังนั้นการเพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นจึงไม่สามารถทำได้โดยมีเหตุผลที่รองรับตามหลักวิชาการที่หนักแน่เพียงพอ

    นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับ
    ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดโทษใหม่โดยเทียบเท่ากับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคณะนิติราษฎร์ไม่ประสงค์ให้มีการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษ และสะท้อนถึงความคิดที่ไม่เห็นว่าชื่อเสียงเกียรติภูมิของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งผิดหลักการพื้นฐานทางกฎหมายที่ย่อมจะต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของความแตกต่างแต่ละเรื่องและ คุณธรรมทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองในเรื่องนั้นๆ ว่าสิ่งใดคือคุณค่าหลักที่ต้องปกป้องรักษาไว้

    ๓.ข้อเสนอการแบ่งแยกการคุ้มครอง
    สำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกเป็นคนละมาตรากับการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั้น ไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดด้วยเหตุที่ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ต่างก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมีสถานะของบุคคลที่ประกอบเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของประเทศ การคุ้มครองใดที่มีต่อพระมหากษัตริย์ย่อมจะต้องครอบคลุมถึงบุคคลเหล่านี้ด้วย เช่นเดียวกับการที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๓ ที่ยังอยู่ในลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด ๔ ความผิดต่อสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศก็มีการบัญญัติคุ้มครองชื่อเสียง เกียรติยศของประมุขรัฐต่างประเทศทั้งที่เป็นพระมหากษัตริย์ ราชินี และรัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศไว้คล้ายกับมาตรา ๑๑๒ ว่า

    มาตรา ๑๓๓ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จึงทำให
    ้เกิดผลประหลาดในทางบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่กลับกลายเป็นว่ามีการคุ้มครองประมุขรัฐต่างประเทศมากกว่าประมุขของประเทศไทยที่เป็นพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่ควรจะมีการคุ้มครองในระดับเดียวกันเพราะมีสถานะเป็นประมุขของรัฐเหมือนกัน และจะยิ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิชาการว่าเพราะเหตุใดมาตรา ๑๑๒ จึงไม่ได้เป็นบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร ขณะที่ความผิดในลักษณะเดียวกันที่กระทำต่อประมุขของรัฐต่างประเทศกลับเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักรได้

    ๔. การเสนอให้ปรับเปลี่ยนอัตราโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่
    เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยคณะนิติราษฎร์ได้ให้เห็นผลว่า อัตราโทษเดิมไม่เหมาะสมมีความรุนแรงเกินกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา และตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นมาตราที่เป็นผลพ่วงคณะรัฐประหารขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เป็นการเพิ่มอัตราโทษโดยอาศัยอำนาจคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ตามคำสั่งฉบับที่ ๔๑ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ให้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ซึ่งมากกว่าโทษสูงสุดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่โทษสูงสุดเพียง ๓ ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำนั้น

    ในประเด็นนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ไม
    ่สอดคล้องเกี่ยวกับหลักการกำหนดอัตราโทษที่ควรเหมาะสมกับลักษณะความผิดที่มีความแตกต่างกัน เพราะ มาตรา๑๑๒ เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐที่กระทำต่อบุคคลที่มีสถานะที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษแตกต่างจากบุคคลธรรมดาเพราะพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่เป็นประมุขของประเทศและยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการคุ้มครองด้วย ดังนั้นโทษตามกฎหมายก็สมควรที่จะมีความหนักมากกว่า ขณะเดียวกันการกำหนดอัตราโทษไว้สูงก็ไม่ได้เป็นขัดต่อหลักการกำหนดโทษในทางอาญา เพราะการลงโทษเป็นการเสี่ยงภัยในอนาคต การกำหนดโทษรุนแรงสำหรับบางความผิดที่สำคัญ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนร่วมก็มีส่วนทำให้บุคคลที่คิดจะกระทำความผิดบังเกิดความเกรงกลัวที่จะไม่กระทำผิดเพราะต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงที่ตนจะได้รับ

    ส่วนปัญหาที่มาของการเปลี่ยนแปล
    งบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ ที่มาจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร ว่าไม่ชอบธรรมทางประชาธิปไตยนั้น ในทางวิชาการก็ต้องตั้งคำถามกลับไปยังคณะนิติราษฎร์ว่า เพราะเหตุใดจึงตั้งข้อรังเกียจเฉพาะกรณีมาตรา ๑๑๒ เท่านั้น

    เพราะในอดีตที่ผ่านมาไม่เพียงปร
    ะมวลกฎหมายอาญา ยังมีกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศไทยหลายฉบับซึ่งมีมาตราที่ได้รับการแก้ไขโดยคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ปัญหาการมีผลใช้บังคับของคำสั่งคณะรัฐประหารในฐานะกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องถกเถียงกันในทางวิชาการมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในประเด็นของมาตรา ๑๑๒ หากมีการกล่าวอ้างปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่คู่ความในคดีสามารถยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้และศาลรัฐธรรมนูญก็จะเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

    ในประเด็นข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในข้อ ๕ ที่เป็นการเสนอให้เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในความผิดที่บุคคลได้กระทำลง และข้อ ๖ การเสนอให้เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็เป็นข้อเสนอที่นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาตามมาตรา ๓๒๙ มาตรา ๓๓๐ และมาตรา ๓๓๑ มาใช้กับกรณีของมาตรา ๑๑๒ ด้วย ซึ่งในทางวิชาการถือว่ามีปัญหาเพราะ ความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ถือเป็นความผิดพิเศษบัญญัติไว้โดยคำนึงถึงฐานะของบุคคลที่ถูกกระทำต่อโดยเฉพาะ หากยินยอมให้มีเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษได้ ก็จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นพิเศษ ส่งผลให้มีสถานะไม่ต่างจากบุคคลธรรมดา อีกทั้งจะเกิดคำถามต่อไปถึงกรณีความผิดที่กระทำต่อประมุขของรัฐต่างประเทศซึ่งก็ไม่ได้มีการกำหนดเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษไว้ด้วย ทำให้เกิดปัญหาความคุ้มกันตามกฎหมายที่ไม่เท่าเทียบกัน

    สำหรับข้อเสนอประการสุดท้ายในข้อ ๗ เกี่ยวกับสิทธิในการเริ่มต้นดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ ที่ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด โดยให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้นแทนพระองค์ ในข้อเสนอนี้เป็นการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมายุ่งเกี่ยวกับปัญหาคดีความที่ไม่ว่าผลคดีจะออกมาอย่างไรย่อมกระทบต่อสถานะของพระองค์ที่เป็นที่เคารพสักการะ ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ ปัจจุบันสำนักราชเลขาธิการมิได้มีบทบาทอำนาจหน้าที่ซึ่งจะสามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ การอ้างถึงกองนิติการที่อยู่ในสังกัดก็มีบทบาทเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกฎหมายและคดีความของหน่วยงาน ไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนองค์พระมหากษัตริย์ได้ และโดยแท้จริงลักษณะของความผิดที่เกิดขึ้นของมาตรา ๑๑๒ แม้จะเปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ แต่ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตำรวจและพนักงานอัยการก็ย่อมจะต้องพิจารณาไปตามพยานหลักฐานว่าการกระทำนั้นครบองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ จึงจะเสนอความเห็นที่จะสั่งฟ้องต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเมื่อมาถึงชั้นศาลก็จะมีกระบวนการพิจารณาคดีที่มีหลักประกันความเป็นธรรมแก่จำเลยและความอิสระของศาล ที่จะอำนวยความยุติธรรมให้กับจำเลยได้ตามสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองไว้

    ข้อกล่าวหาว่ามีการไม่ให้สิทธิป
    ระกันตัวแก่จำเลยในคดีมาตรา ๑๑๒ จึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานว่าการให้ประกันตัวสามารถอนุญาตได้หรือไม่ ส่วนในการพิจารณาคดีลับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา ๑๗๗ นั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญมิได้ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในคำวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๕๔ กรณี ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องขังคดีตามมาตรา ๑๑๒ ว่า
    “ การพิจารณาคดีลับ มิได้หมายความว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไมได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และมิได้จำกัดสิทธิของจำเลยในคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีการพิจารณาเป็นการลับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๘ กำหนดให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณามีสิทธิอยู่ในห้องพิจารณาได้ อาทิเช่น โจทก์และทนายความโจทก์ จำเลยและทนายความของจำเลย ผู้ควบคุมตัวจำเลย พยานผู้เชี่ยวชาญ และล่าม เป็นต้น

    จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพ
    ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๗ เป็นบทบัญญัติที่อูยู่ในขอบเขตแห่งการให้สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณาแก่บุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ถึงแม้จะมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็น มิได้กระทบเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๐ (๒) ”

    จากเหตุผลที่ได้นำเสนอข้างต้น จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเนื้
    อหาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... และการเคลื่อนไหวของคณะรณงค์แก้ไขม.๑๑๒ และคณะนิติราษฎร์ ที่มิได้นำเสนอความคิดที่แจ่มชัดมีเหตุผลสนับสนุนถูกต้องตามหลักวิชาการกฎหมายและความเป็นจริงให้กับสังคมและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ แต่กลับสร้างข้อกล่าวหาว่ามาตรา๑๑๒เป็นปัญหากับการปกครองระบอบประชาธิปไตยขัดต่อหลักเสรีภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ สร้างความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงอีกครั้งในสังคมไทย

    สมควรที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะไ
    ด้ตระหนักและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการปลุกระดมที่ใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นรากฐานของประเทศ
    Komsarn Pokong

  • เปิดตัวนักวิชาการกลุ่มสยามประช
    าภิวัฒน์และแนวร่วมต้านแก้มาตรา112 ก่อนกลุ่มนิติราษฎร์จะรณรงค์ให้แก้วันที่ 15 ม.ค.เวลา13.00น.ธรรมศาสตร์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

พวกนักกฎหมายทั้งหมดเค้าก็รู้ ตัวสาระไม่ได้มีปัญหา แต่ไปพูดเรื่องกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นธารจนถึงศาล

มันเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ เกี่ยวกับการตีความ

พูดง่ายๆ คนพวกนี้อยากแขวะเบื้องสูงเท่านั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 13.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

อย่างนี้ดีครับ ได้ความรู้ทางกฏหมาย มีเหตุและผลค้านแย้งกัน
เจริญทางปัญญา
เมื่อตัดเอาความรู้สึกเกลียดชังน้ำหน้ากันออกไป เราก็จะได้เหตุได้ผล
ว่าไม่สมควรแก้อย่างไร
ผมว่ามีน้ำหนักมากกว่าฝั่งนิติราษฎร์ เยอะมากเลย เมื่อนักกฏหมายออกมา
แสดงเหตุที่ไม่เห็นด้วย เป็นรายข้ออย่างนี้

ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นกันอยู่บนพื้นฐาน
ความรู้สึกเกลียดแค้นชิงชัง พออีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามพูดอะไร
กูไม่เห็นด้วยไว้ก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแย้งประเด็นใด
คนที่รักพระมหากษัตริย์แต่ก็อาจคล้อยตามเหตุผลของนิติราษฎร์
ด้วยเหตุว่ามองไม่ครอบคลุมและไม่รู้กฏหมายอย่างจานย์คมสัน
จึงต้องถูกถีบไปอยู่ฝั่งล้มเจ้ากันทุกคน
เมื่อเอื้อนเอ่ยข้อคิดที่เห็นแย้งในบางกลุ่มจึงโดนด่า ด่า และด่า
เอวัง...สังคมไทย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 02.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

อาจารย์คมสันยืนยันในเพจว่า เป็นข้อเสนอของเพื่อนอาจารย์ แต่ผมยืนยันว่า อาจารย์คมสันนำเสนอ...ก็ต้องรับผิดชอบ ( ฮา )

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 02.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

อาจารย์คมสันยืนยันในเพจว่า เป็นข้อเสนอของเพื่อนอาจารย์ แต่ผมยืนยันว่า อาจารย์คมสันนำเสนอ...ก็ต้องรับผิดชอบ ( ฮา )

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 00.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เสรีภาพ

ตกลง ไม่ต้องมีขอบเขต รึปล่าว เนอะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 17/01/2012 เวลา : 23.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญม.112 ต้องแก้ให้ระบุอย่างชัดเจนลงไปเลยว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรียุติธรรมเป็นโจทก์ ส่วนอัยการสูงสุดหรือผู้แทนทำหน้าที่เป็นทนายคดีนั้นๆ เพื่อให้ชัดเจนลงไปเลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 17/01/2012 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” ขอประกาศอุดมการณ์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการสู่สังคม โดยยึดมั่นการคุ้มครองปัจเจกบุคคลตามหลัก “นิติรัฐ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของประชาชน” ภายใต้ “หลักภราดรภาพและความมั่นคงของสังคม” รวมทั้งส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ไม่ “เปิดช่อง” ให้เกิดการ “ผูกขาดอำนาจในสังคมไทย”

เพื่อบรรลุความมุ่งหมายดังกล่าว กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” ได้กำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

๑.สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีคุณค่าต่อสังคมและระบบการเมืองไทย

๒.สนับสนุนการปฏิรูประบอบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย เพื่อขจัดอิทธิพลของเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน

๓.ขจัดวิกฤตเสรีภาพ ที่มีการใช้สิทธิและเสรีภาพเกินขอบเขตจนนำไปสู่สังคมแบบอนาธิปไตย

๔.ขจัดวิกฤตความคิดและความเชื่อที่ว่าสูตรสำเร็จของประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น

๕.ขจัดวิกฤตในด้านศีลธรรมและจริยธรรม ที่ก่อให้เกิดการการผูกขาดอำนาจ และการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง

พวกเราในนามกลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” จึงขอประกาศอุดมการณ์ต่อสังคม และพร้อมขับเคลื่อนเพื่อความถูกต้องและความเป็นธรรมในสังคม อันจะยังประโยชน์สุขที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนชาวสยามอย่างเสมอหน้าเท่าเทียมกัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน