• mata
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : apiratcbd@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-28
  • จำนวนเรื่อง : 393
  • จำนวนผู้ชม : 714536
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
CBD.CRIME
การให้กับทุกคนในสิ่งที่เขาควรได้รับ มิใช่ประโยชน์ของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/cbd
วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม 2554
Posted by mata , ผู้อ่าน : 3619 , 12:25:25 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช

ผมยอมรับความจริงเรื่องระบบอุปถัมภ์ ผมเข้าใจ บอกท่าน ผบ.ว่าอะไรที่พี่ยอมได้พี่ยอม อะไรถ้ายอมไม่ได้ไม่ยอมนะ และบอกกับรอง ผบ.ด้วยว่าถึงเวลาหรือยังที่พวกท่านต้องกลับไปทบทวน ต้องไปคิดว่าท่านจะรักษาองค์กรหรือจะเอาหน้าหมวกตราแผ่นดินไปสยบบนพื้นกับอำนาจทางการเมือง

...พวกคุณเกษียนก่อนผมทุกคน ทุกคนที่อยู่ในขณะนี้จะพ้นหน้าที่ปี 2557 ในขณะที่ผมต้องอยู่ในวาระถึงปี 2558 แล้วคุณกลัวอะไรอีก ทุกท่านรู้นิสัยผม เพราะสอนกันมาตั้งแต่ผมเป็นร้อยเอกพันตรี ท่านเป็นนายร้อยตำรวจกัน บอกเลยว่ารู้กัน ถ้ายังปฏิบัติอย่างเดิมอยู่ก็เท่ากับว่าผลักให้ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม

    มีความรู้สึกว่ามันสดใสสำหรับการบริหารบุคคลในอนาคต 4 ปีข้างหน้า เราจะพยายามทำระบบคุณธรรมให้เร็วที่สุด ดีที่สุด วันนี้เราได้เสียงส่วนใหญ่ใน ก.ตร. เราพูดได้เลย สมมติว่าการเมืองไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลมาก้าวก่ายมาล้วงลูกในการแต่งตั้งระดับนายพล เราก็สู้ เราก็ต้องคัดค้าน คนที่การเมืองเลือกเราเห็นว่าไม่ถูกต้องก็จะไปไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบบริหารงานบุคคลของตำรวจ

     ชื่อเสียงเรียงนามของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชุดเลือกตั้ง-แต่งตั้งที่ออกมาล่าสุด เป็นสัญญาณเตือนถึงฝ่ายการเมืองให้ยั้งคิดในการใช้อำนาจแทรกแซง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะ ก.ตร.มีหน้าที่สำคัญในการแต่งตั้งตำรวจระดับนายพล ยกเว้นตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่เป็นอำนาจนายกฯ แต่ก็รู้กันดีว่าที่ผ่านมาตั๋วการเมืองล้นแล้วล้นอีกจนแทบไม่มีเหลือให้ระบบการแต่งตั้งปกติตามสายบังคับบัญชา
    กระทั่ง  ก.ตร.ชุดแต่งตั้งยังมีข่าวว่าการเมืองวางตัวธาริต เพ็งดิษฐ์-สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ไว้แล้วแต่ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรอง ผบ.ตร. ที่เพิ่งได้รับเลือกเป็น ก.ตร.ด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง ออกมาดักคอไว้คอไว้ก่อน วันนี้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจจึงได้ 'ตัวจริง' ในแต่ละสาขา

จุดเปลี่ยน'อุปถัมภ์-คุณธรรม'

     "ต้องเล่าเรื่องเมื่อวาน (20 ม.ค.) กรรมการที่ได้รับเลือกตั้งทั้ง 5 ท่านเครียด เพราะว่าเรามีระยะเวลาจำกัด เรารู้ว่าฝ่ายบริหารก็ดี ผมหมายถึงฝ่ายบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายการเมืองก็ดี มีวัตถุประสงค์อย่างไรในการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ (ข) ที่เป็นสาขาวิชาชีพต่างๆ 6 สาขา เขามีเวลาเตรียมตัว แต่พวกผมซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีใครรู้ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ ในวันที่ 6 ม.ค.มีการเลือกตั้งนับคะแนน กว่าจะรู้ผลขั้นสุดท้ายก็ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ ก.ตร.พยายามโทรศัพท์มาหาพวกผมเพื่อส่งเอกสาร พวกผมได้รับเอกสารครบถ้วนในวันที่ 7 ตอน 11.00 น. เรามาประชุมกัน เราตกใจกันนะ เพราะว่าเอกสารที่เขาส่งมาให้กรอกบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (ข) 6 ท่านตามสาขาต่างๆ และก็มีเอกสารในรายละเอียดที่ต้องให้ผู้ที่เราเสนอชื่อลงลายมือชื่อให้ความยินยอมพร้อมหลักฐานส่วนตัว และก็ขอเอกสารคืนในวันอังคารที่ 11 ม.ค.  ลองคิดดูว่าเราติดวันที่ 8-9 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ใครเขาจะติดต่อเรา ฉะนั่นคณะกรรมการเลือกตั้งจึงมีเวลาเพียงวันศุกร์กับวันจันทร์ วันศุกร์เรามาประชุมกันคัดกรอง มีการเสนอชื่อหลายคนและก็ถกกัน เราจับมือกันว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกในสาขานี้เอาใครทุกคนจะเลือกอย่างนี้หมด และก็เป็นที่น่าชื่นใจตรงที่ว่าเราคุยกันรู้เรื่อง"

     "ภาควิชานิติศาสตร์เราเสนอ  อ.เข็มชัย ชุติวงศ์ ซึ่งได้ที่ 1 เหรียญทองนิติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นอธิบดีอัยการ, รัฐศาสตร์เราเชิญ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ซึ่งเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องรัฐศาสตร์เกี่ยวกับความมั่นคงทั้งฝ่ายทหารและตำรวจ, เศรษฐศาสตร์เราเลือก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ซึ่งเป็นลูกท่านเชาวน์ สายเชื้อ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่านี่คือคนรุ่นใหม่ที่เก่งมาก, รัฐประศาสนศาสตร์ เราเลือก ดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตผู้ว่าฯ หนองคาย และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งมีทั้งความรู้และประสบการณ์ ในสาขากระบวนการยุติธรรมเราพิจารณา 2 คน คนหนึ่งเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์มีชื่อเสียงมาก อ.สุดสงวน สุธีศร แต่เราก็มากังวลว่า อ.สุดสงวนท่านไม่เป็นที่ต้องการของรัฐบาล แต่ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและมีความรู้ความชำนาญด้านกระบวนการยุติธรรมจริง เราก็ไปดูอีกท่านก็คือ อ.จตุพร บานชื่น ม.เกษตรฯ ตกลงเราเลือก  อ.จตุพร ส่วนอาชญวิทยาเราเลือก รศ.ร.ต.อ.สรพลจ์ สุขทรรศนีย์ อดีตรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ อดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจดีเด่น ที่ 1 ทุน ก.พ. ได้เนติบัณฑิตแล้วโอนไปเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์  รุ่นเดียวกับท่าน ผบ.ตร. และรอง ผบ.อีก 3 คน เราเสนอตรงนี้เรามีเวลาแค่วันจันทร์ที่จะไปตามล่าลายเซ็นพร้อมประวัติ และต้องส่งภายในวันอังคาร นี่คือข้อจำกัดที่สุดที่เรามีอยู่"

     "พอถึงวันที่ 20 ม.ค. เมื่อเราเห็นรายชื่อ และเห็นระเบียบกฎกติกาเรายิ่งกังวลใหญ่ เพราะว่าในกฎ  ก.ตร.เขาระบุชัดว่าผู้ทรงวุฒิ 6 คนในแต่ละสาขา จะมีตำรวจที่อยู่ราชการมาแล้วกว่า 10 ปี เกินกว่า 1 คนไม่ได้ แต่ปรากฏว่าในสายรัฐประศาสนศาสตร์มีคณะกรรมการโดยตำแหน่งท่านหนึ่งเสนอเพื่อนรุ่นเดียวกันคือ ศ.ร.ต.อ.ดร.วรเดช จันทศร เข้ามา กฎ ก.ตร.มีอยู่ว่า ถ้ามีตำรวจ 2 คนใครได้คะแนนสูงสุดแม้ว่าต่างสาขา ให้เอาคนนั้น ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับฉลาก ถ้าสองคนนี้ได้รับเลือกเป็นอันดับ 1 ของแต่ละสาย ปัญหามันมีอยู่ว่า ร.ต.อ.สรพลจ์ต้องแข่งกับคุณธาริต  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วในสาขาอาชญวิทยา ก็ต้องไปแข่งกับ ร.ต.อ.วรเดช ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ด้วย เราเครียดกันมาก เพราะเรารู้ว่า อ.วรเดชเป็นที่ชื่นชอบของลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นนายตำรวจ  และรุ่นที่เป็นใหญ่อยู่ในขณะนี้เป็นรุ่นที่เห็นกันหมด ตรงนี้เราต้องนั่งลุ้นกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น  แต่โชคดีที่ไม่ต้องให้ใครคนหนึ่งคนใดออกไป โดยท่านวรเดชไปแพ้ท่านวงศ์ศักดิ์ และ อ.สรพล ชนะท่านธาริตเด็ดขาด คือ 11:5"

     "เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงเรารับได้หมด คนที่เราเสนอนั้นไปแพ้เสียงอยู่ 2 ท่าน แต่ 2 ท่านที่ชนะเราก็ได้รับการเสนอจาก  ผบ. คือท่านวิษณุ เครืองาม กับท่านจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ซึ่งเป็นอัยการสูงสุด เรามีความรู้สึกว่ามันสดใสสำหรับการบริหารบุคคลในอนาคต 4 ปีข้างหน้าเราจะพยายามทำระบบคุณธรรมให้เร็วที่สุด ดีที่สุด ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนในองค์กร เพราะว่าเราจะออกกฎเกณฑ์  กฎ ก.ตร.ตาม พ.ร.บ.ตำรวจปี 2547 ให้เป็นไปในแนวทางที่ตรงกับความต้องการทั้งของตำรวจที่จะได้รับผลจากกฎหมาย และประชาชนที่จะได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ฉะนั้นตรงนี้สำคัญมาก และวันนี้เราได้เสียงส่วนใหญ่ใน ก.ตร. เราพูดได้เลย การแต่งตั้งสมมติว่าการเมืองไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล มาก้าวก่ายมาล้วงลูกในการแต่งตั้งระดับนายพล  เราก็สู้ เราก็ต้องคัดค้าน คนที่การเมืองเลือกเราเห็นว่าไม่ถูกต้องก็จะไปไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบบริหารงานบุคคลของตำรวจ การเลือกคราวนี้"

     เมื่อเห็นรายชื่อ ก.ตร.ทั้งชุดเลือกตั้ง-แต่งตั้ง กระแสสังคมตอบรับในทางบวกว่าน่าจะเป็นความหวัง

     "ผมอยู่ในราชการมา 40 ปี เป็นลูกตำรวจอีกรวมแล้ว 25 ปี เป็น 65 ปี การเลือกตั้งคราวนี้มันชี้อะไรหลายอย่าง  และผมเชื่อว่า ก.ตร.ชุดนี้ต้องพยายามประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในร่องในทาง  ให้ตรงกับความหวังที่เขาฝากเอาไว้จากบัตรเลือกตั้ง ฉะนั้นตรงนี้ทำให้พวกผมตระหนักดีว่าเราจะคิดอะไรทำอะไรจะต้องยึดประโยชน์ขององค์กร ประโยชน์ของบุคลากร และประโยชน์ของบ้านเมืองประชาชนเป็นหลัก  เราจะหวั่นไหวไม่ได้ ผมเองไม่ได้หาเสียงเลย ไม่มีเอกสาร ไม่มี message หรือแม้กระทั่งโทร.ไปขอเสียง ไม่ได้หมายความว่าหยิ่งนะ แต่ในชีวิตที่รับราชการเติบโตมาทุกตำแหน่งจนเป็นรอง  ผบ. ผมกล้าพูดได้ว่าผมได้มาโดยไม่ได้ขอใครเลย ฉะนั้นก็เลยคิดว่าถ้าลูกศิษย์ลูกหา  น้อง ที่รู้จักเราเขาต้องรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เลว เขาคงไม่เลือก ดี เขาคงมอบความไว้วางใจให้บ้าง ผมทำใจได้ เพราะว่าเขาจะรักหรือไม่รักเรา ชอบหรือไม่ชอบเรา หรือเกลียดชังเรา ก็เพราะตัวตนที่แท้จริงที่เราเป็นอยู่ ไม่ต้องโฆษณา"

     "เพราะฉะนั้นความไว้วางใจที่เขาเลือกมา 1,600 เสียงไม่ได้ทำให้ผมแปรเปลี่ยนในทัศนคติและอุดมการณ์นะ ผมไม่ได้หลงละเลิง ผมไม่ได้ให้ความสำคัญตัวเองมาก ผมก็จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย โดยเฉพาะเสียงส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร หลังจากโปรดเกล้าฯ แล้วก็เรียนตรงๆ ว่าผมจะเดินทางไปทั่วประเทศ ไปเยี่ยมกองบัญชาการต่างๆ และก็รับฟังว่าเขาต้องการอะไร นั่นจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมพูดกับสาธารณะว่ารัฐบาลนี้ หรือไม่ว่ารัฐบางไหน ไม่เคยถามตำรวจว่า what you want มีแต่บอกว่ารัฐบาลต้องการอะไร จะตั้งปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ไม่เคยถามตำรวจ  มีแต่ว่าฉันคิดอย่างนี้นะ คุณต้องทำตามฉัน อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมต้องการรู้จริงๆ  ว่าตำรวจต้องการอะไร และชีวิตรับราชการไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน เป็นหัวหน้าหน่วยส่วนราชการไหน ผมไม่เคยไปบอกผู้ใต้บังคับบัญชาว่าผมต้องการอะไร แต่ผมถามความต้องการเขาก่อนและมาปรับเข้ากับความต้องการของเราว่ามันสอดคล้องกันไหม แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำตามความต้องการของเขา เพราะถ้าเขาได้รับในสิ่งที่เขาต้องการแล้วเขาก็กลับไปทำหน้าที่ได้สมภาคภูมิเต็มความสามารถ"

     แม้แต่คณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจที่รัฐบาลมอบหมายให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เป็นประธาน ก็ยังไม่ได้ตกผลึกมาจากความต้องการของข้าราชการตำรวจ

     "ผมยืนยันว่าไม่เคยถามตำรวจเลย ไม่ว่ารัฐบาลไหนอย่าโทษแต่รัฐบาลนี้ เพราะ อ.วสิษฐนี่ผมเคารพนับถือ  ท่านเป็นครูบาอาจารย์ผม แนวคิดท่านหลายเรื่องตรงกับผม ผมไม่ก้าวล่วงท่านหรอก ผมทราบแนวคิดท่านตั้งแต่ท่านทำให้กับรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์แล้ว แต่ผมคิดว่าถ้าจะทำให้สมบูรณ์ต้องถามความต้องการของตำรวจ วันนี้ผมกล้าพูดได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลไหน ไม่ว่าผู้บังคับบัญชาคนใดที่มีอำนาจบริหารในองค์กรตำรวจ ทุกคนจะสั่ง ตัวอย่างเช่นของขวัญ 9 ข้อ ของนายกฯ ท่านนายกฯ ก็สั่งอีก สั่งว่าจะต้องลดอาชญากรรมให้ได้ร้อยละ 20  ผมไม่ตำหนิท่านนะ แต่ผมค่อนข้างจะกระทบกระเทือนความรู้สึกมากว่า staff ท่าน ฝ่ายอำนวยการท่าน มันสมองใกล้ชิดของท่านที่เสนอเรื่องนี้รู้เรื่องตำรวจบ้างหรือเปล่า รู้เรื่องปัญหาอาชญากรรมไหม เพราะการจะลดอาชญากรรมลงร้อยละ 20 ในภาวะสังคมแบบนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ การศึกษาแบบนี้ การเข้าถึงสื่อรูปแบบนี้ คุณจะมากำหนดไม่ได้ ไม่ได้เลย เพราะอาชญากรรมมันเป็นผลผลิตของสังคม ถ้าภาวะเศรษฐกิจอดอยาก ยาเสพติดแพร่ระบาด คนไม่มีจะกิน คนตกงาน คุณจะลดอาชญากรรมบอกว่าร้อยละ 20 นี่แค่ฝันยังไม่ได้เลย ถ้าจะให้ตำรวจทำ ผมพูดตรงๆ มันก็ต้องตกแต่งตัวเลข และมันมีผลกระทบนะ มันจะไม่รับแจ้งความนะ"

     "ผมให้ความเคารพท่านนายกฯ ครั้งหนึ่งผมเคยแนะนำผ่านสื่อว่าถ้าท่านเป็นนักบริหาร ท่านต้องรู้จักคำว่า select the best alternative คือเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดมาเป็นที่ปรึกษา ในแต่ละเรื่องที่ท่านไม่มีความรู้ความชำนาญ ท่านฟัง brief ประกอบข้อมูลของที่ปรึกษาแล้วท่านตัดสินใจ นั่นคือนักบริหาร ผมแนะนำไปแล้วว่าท่านควรจะมีที่ปรึกษาฝ่ายตำรวจ แนะนำถึงขนาดเอ่ยชื่อว่าคนอย่าง พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นคนชุมพร และเป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ เป็นคนที่รู้เรื่องราวตำรวจดี ลูกท่านปัจจุบันก็อยู่ดีเอสไอ ท่านวรรณรัตน์มีลูกศิษย์ลูกหามีเครือข่าย  และท่านรู้ว่าในวงการตำรวจมีคนใดที่เป็นคนเฉลียวฉลาดรู้งาน  รู้ปัญหา ทำวิจัยเป็น ทำไมท่านนายกฯ ไม่เรียกมา ผมแนะนำไปและก็ตรวจสอบ วันนี้เวลานี้โบ๋เบ๋ ยังไม่มี"

     "ผมไม่คำนึงถึงประโยชน์ของใครหรอก  ผมไม่สนใจว่าใครจะเป็นรัฐบาล ผมสนใจแต่ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วได้ทำประโยชน์ให้กับประชาชนบ้านเมืองหรือไม่ ผมไม่เข้าข้างใครผมพูดตรงๆ ใครทำอะไรไม่ตรงผมก็ทนไม่ได้ ผมอยากให้บ้านเมืองดีก็แนะนำท่าน แต่วันนี้ประกาศ 9 ข้อทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าท่านายกฯ ท่านมองข้ามปัญหาที่แท้จริงไป เพราะฉะนั้นเมื่อวกกลับมาดูเรื่องที่เป็นจริงของตำรวจมันก็เท่ากับว่าคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจก็สั่งอย่างเดียว ทำแล้วก็สั่ง ผมอยู่ที่ประชุมตอนเป็นผู้บัญชาการ ท่านสันต์ (ศรุตานนท์) นั่งหัวโต๊ะ ท่านสุนทร (ซ้ายขวัญ) เป็นรองฯ ท่านสันต์ท่านก็สั่งหลายเรื่อง ผมฟังแล้วก็ยกมือ พอดีท่านสันต์ลุกออกขึ้นเดินไป ผมบอกท่านสุนทรซึ่งมานั่งเก้าอี้ประธานแทน เมื่อกี้ท่าน ผบ.ท่านสั่งผมขอเปลี่ยนนิดหนึ่งได้ไหมครับ ขอให้เอาไม้หันอากาศออก จากคำว่าสั่ง เป็นส่ง คือส่งเงิน ส่งคน ส่งวัสดุอุปกรณ์ วันนี้ผมถามรัฐบาลนอกจากสั่งแล้วช่วยกรุณาส่งบ้างได้ไหม"

     ต้องเข้าใจข้อจำกัดขององค์กรตำรวจด้วย

     "จำกัดมาก จำกัดสุดๆ เอาเฉพาะเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และยานพาหนะ แต่เราถูกมัดมือชกด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ถึงไม่มีเราก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นตำรวจเป็นข้าราชการหน่วยเดียวที่ต้องควักกระเป๋าทำงานให้บ้านเมือง จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตำรวจต้องไปหางบประมาณนอกระบบ เพราะงบประมาณในระบบไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหน ผมไม่ได้ตำหนิรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ การแก้ไขปัญหาตำรวจผมพูดได้เต็มปากเพราะผมมีประสบการณ์ ผมรู้งาน ผมเป็นหัวหน้าหน่วยมาทุกระดับทั้งในส่วนศึกษาอบรม ส่วนอำนวยการงานบริหาร และส่วนปฏิบัติการ ผมรู้ข้อจำกัดทั้งหมด โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขปรับปรุงกำหนดให้การจับการค้นเป็นอำนาจศาล วันนี้เกือบทั้งหมดตำรวจต้องวิ่งรถไปขอหมายศาล ข้อบังคับประธานศาลฎีการะบุชัดเจนว่าการขอหมายอาจจะให้ขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ คือให้ขอก็ได้ไม่ให้ขอก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมพูดหลายครั้ง พูดกับ อ.จรัญ ภักดีธนากุล ตั้งแต่ท่านยังรับราชการศาลอยู่ ต้องแก้ไขอาจารย์ มันต้องขอให้ได้หมด ส่วนจะให้หรือไม่ให้เป็นอำนาจของท่าน ไม่ใช่ให้ขอก็ได้ไม่อยากให้ขอก็ได้ ฉะนั้นวันนี้เอาเฉพาะว่าน้ำมันมันไม่พออยู่แล้ว ราคาน้ำมันมันวิ่งขึ้นทุกวัน แต่งบประมาณคงที่ งบประมาณที่ให้ซื้อน้ำมันรถวันนี้ซื้อได้น้อยลงทุกวัน แม้ว่าตอนนี้มีรถตำรวจเป็นจำนวนไม่น้อยที่ดัดแปลงไปใช้ NGV แต่ถามว่าปั๊ม NGV มีพอไหม สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นความจริง"

     "ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์กับผมนี่ถ้าจะพูดกันแล้วตระกูลเราเกือบจะเหมือนเครือญาติ ปู่ท่านกับตาผมรู้จักคุ้นเคยกัน ขุนพระบำราษฎร์นราดูร สกุลเวชชาชีวะกับสกุลโทณะวณิกในสายแม่ผม มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง  ป้าของท่านนายกฯ เองก็เป็นเพื่อนสนิทกับน้าสาวผม เรียนรุ่นเดียวกัน ญาติท่านบางคนก็มาเรียนวชิรวุธฯ เป็นต้นว่า อ.ประพันธ์พงศ์ พี่ภานุพงษ์เรียนรุ่นเดียวกับพี่ชายผม ฉะนั้นผมก็อดห่วงใยไม่ได้ ท่านเหมือนเป็นน้องเป็นหลานผม ผมก็เอาใจช่วยแต่ว่าวันนี้ผมแนะนำอะไรหลายเรื่องผ่านสื่อ ไม่มี feedback ผมอยากให้ท่านฟังความรอบกว้าง ไม่ใช่แค่รอบข้าง เพราะถ้าฟังความรอบกว้างแล้วท่านเป็นคนมีความรู้ ท่านก็สามารถตัดสินใจได้ ผมอยากให้ท่านเมื่อมอบหมายเรื่องตำรวจให้ท่านสุเทพแล้วผมว่าท่านอย่าไปแตะ  ท่านให้เขาไปขาดเลยจะได้ไม่ลักลั่น ไม่ใช่ว่าท่านสุเทพซึ่งท่านเป็นคนนักเลง ท่านมาพูดกับตำรวจ มารับปากเรื่องนี้ แต่ท่านนายกฯ ไม่เห็นด้วย หรือเห็นไม่สอดคล้อง เห็นต่างไปบ้าง การบังคับบัญชาการปฏิบัติตามนโยบายมันก็อิหลักอิเหลื่อ เมื่อท่านปล่อยแล้วต้องปล่อยเลย ถ้าใครมาถามเรื่องตำรวจผมแนะนำเลยนะ ขอให้ท่านผ่านไปที่ท่านสุเทพ บอกช่วยกรุณาไปถามท่านสุเทพ สิทธิต่างๆ ในการตัดสินใจผมมอบท่านสุเทพไปแล้ว ท่านมอบอำนาจไปตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจริงๆ แล้วใน พ.ร.บ.ตำรวจต้องตัวท่านเองเท่านั้นที่ต้องเป็นประธาน เมื่อท่านสุเทพไม่อยู่ไปสมัครเลือกตั้งซ่อม ท่านมานั่งเป็นประธานแค่ครั้งเดียวมั้ง ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้ ผมว่าวันนี้ทุกอย่างต้องให้ท่านสุเทพตัดสินใจ"

     พล.ต.อ.อชิรวิทย์ยอมรับว่าการเมืองกับตำรวจเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่แยกกันไม่ออก ดังนั้นจะคาดหวังให้ระบบอุปถัมภ์หมดไปจากบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายคงไม่ใช่เรื่องง่าย

     "วันนี้ผมเป็นคนยอมรับความจริงโดยไม่เสแสร้งหรือภาษชาวบ้านเรียกว่าดัดจริต ในระบบบุคลากรทั้งโลก ผมใช้คำว่าทั้งโลกมันมีคุณธรรมกับอุปถัมภ์ ไม่มีหรอกที่จะไม่มีอุปถัมภ์ แต่เป็นอุปถัมภ์ที่ต้องรับได้  สัดส่วนของคุณธรรมมันต้องมี 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถึงจะเป็นอุปถัมภ์ ถ้าระบบอุปถัมภ์ 20 ระบบคุณธรรม 80 ผมรับได้ และผมพูดกับท่าน ผบ.เลย คุยกับท่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บอกท่าน ผบ. พี่ยอมได้ถ้า 20:80 20 ระบบอุปถัมภ์ 80 ระบบคุณธรรม ใน 20 ในฐานะที่เป็นผู้บังคับหน่วยสูงสุดท่านจะไปจัดสรรให้ใครยังไง  ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีใครว่า แต่ 80 ให้หน่วยเขาไปทำ ไม่ต้องไปก้าวล่วง ผมพูดอย่างนี้จริงๆ ด้วยสัจจะ ถามท่าน ผบ.ดูได้ ผมบอกว่าวันนี้มีตำแหน่ง  รองผู้การเปิดเกือบ 200 ตำแหน่ง 20 เปอร์เซ็นต์ของ 200 ตำแหน่งนี้คือ 40 คน โอ้ยจะตั้งอะไรกันนักหนา 40 คน โอเคฝ่ายการเมืองมีลูกหลานมีพรรคพวก เอาไป 20  ฝ่ายผู้บริหารตำรวจเอาไป 20 ตำแหน่งผู้กำกับว่างเกือบ 350 ตำแหน่ง เมื่อเปิดมากที่สุดเพราะมีการขยายตำแหน่ง 20 เปอร์เซ็นต์คือ 70 วันนี้ 70 คนนี้หาร 2 กับผู้บริหารตำรวจ ผบ. รอง ผบ. เอาไป 35 การเมืองเอาไป 35 ประธานองค์กรอิสระซึ่งตำรวจต้องพึ่งพิง ระบบอุปถัมภ์มันอยู่คู่โลก พอแล้ว ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องรอก่อนปีหน้า อีก 80 เปอร์เซ็นต์ให้หน่วยเขาไป ผมว่าทุกคนรับได้"

     "ผมพูดกับท่าน  ผบ. ผมบอกอาวุโสไม่ใช่นะ ไม่ใช่ 33 เปอร์เซ็นต์อย่างที่ อ.วสิษฐเสนอ ผมไม่เห็นด้วย ผมว่าอาวุโสต้อง 90 ก็คือ 40 เปอร์เซ็นต์แรกเป็นอาวุโสของคนแก่สุด ครองตำแหน่งนานสุดแล้วยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง คนกลุ่มนี้เอาไป 40 เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งว่าง และให้เรียงลำดับตามอาวุโสจริงๆ คือข้ามไม่ได้ ถ้าจะข้ามต้องมีเหตุผล ป่วย ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ติดสุรา หรือมีปัญหากับผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างนี้เป็นต้นก็ให้แจงเป็นรายๆ ไป แล้วให้แขวน  ถ้ารายไหนเป็นอย่างนี้ต้องมติเอกฉันท์ว่าตั้งไม่ได้จริงๆ ก็ข้ามไปคนอื่น ทำอย่างนี้คนแก่ก็มีความหวังว่าเอออย่างน้อยๆ เราได้เป็น พ.ต.อ.ก่อนเกษียณ ได้เงินเพิ่มตำแหน่ง ได้เป็นผู้บังคับหน่วยบ้างแม้กระทั่งเล็กๆ ผมเรียกคนกลุ่มนี้ว่าม้าใช้ ยังลากรถไหว ยังมีประโยชน์ต่อทางราชการ บางคนเขาอาจจะไม่วิ่งเต้นเลยเขาเป็นคนเงียบๆ งานหลวงไม่ขาดงานราษฎร์ไม่เสีย"

     "กลุ่มที่สองคืออาวุโสกลุ่มกลาง  30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้ข้ามได้ เพราะต้องการคนที่แอคทีฟขึ้นมาหน่อยต้องแข่งกัน คนที่ไม่ได้ในกลุ่มกลางวันหนึ่งก็ต้องเลื่อนไปอยู่กลุ่มแก่ซึ่งต้องได้อยู่ดี วัดกันด้วยความรู้ความสามารถมากกว่าที่จะเอาเรื่องอาวุโสมาเกี่ยวข้อง กลุ่มกลางนี่ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มหนุ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ก็เช่นเดียวกันวัดด้วยความรู้ความสามารถ เพราะถ้าแพ้ก็ไปที่กลุ่มกลาง ก็เลื่อนไป และกลุ่มเด็กคนพวกนี้ young, talent คือเก่ง หนุ่ม และจะเป็นผู้บริหารระดับสูงในอนาคต เราต้องให้โอกาสคนเหล่านี้ มีแค่ร้อยละ 10 ของตำแหน่งว่าง ตำแหน่งว่ามี 50 ก็ได้  5 คน คนพวกนี้จะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ผมเปรียบเทียบให้ลูกศิษย์ฟังว่าคนกลุ่มแก่จะเกษียณระดับโรงพัก กลุ่มกลางจะเกษียณระดับจังหวัดหรือกองบังคับการ คนกลุ่มหนุ่มจะเกษียณระดับกองบัญชาการ  และคนกลุ่มหนุ่มมันจะขึ้นไประดับผู้ช่วย รอง ผบ.ผบ. ในอนาคตคนกลุ่มหนุ่มอาจจะเหลือ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"

     "สิ่งสำคัญที่สุดที่จะได้จากการแต่งตั้งด้วยวิธีนี้คือการทดแทนกำลังพลเมื่อครบวาระประจำปี  แปลว่า space พื้นที่ว่างจะเปิดขึ้นให้มีการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ปัญหาของการแต่งตั้งตำรวจมันเกิดจากอะไรรู้ไหม มันเกิดจาก นครบาล สอบสวนกลาง ภูธรภาค 1 ภูธรภาค 2 ภูธรภาค 7 ที่ใกล้กรุงเทพฯ กองบัญชาการ 5 แห่งนี้ เวลาแต่งตั้งเป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่คนหนุ่ม  พอถึงเวลาแต่งตั้งประจำปีในวาระไม่มีตำแหน่งเปิด  พอไม่มีตำแหน่งเปิดก็เตะออก คือเตะคนในหน่วยออกไปเพื่อเปิดตำแหน่งและไปแย่งกินอัตราของภูธรเขา ภูธร 4 ที่ผมเป็นผู้บัญชาการต้องรับภาระมากที่สุด เพราะมีตำแหน่งมากและมีการจัดลำดับการแต่งตั้งอย่างที่ผมบอกมา ทำให้ที่นั่งว่างมันเปิดขึ้นในแต่ละปี ผมว่าถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาตรงนี้ การบริหารงานบุคคลของตำรวจไปต่อไปไม่ได้ และจะเกิดปัญหาเพราะขณะนี้มันมีระบบของการร้องทุกข์ คนที่ถูกเตะออกไปโดยไม่เป็นธรรมครอบครัวเขาเดือดร้อน ลูกเมียเขาลำบาก เขาร้องทุกข์ตามระบบคือร้องกับคณะกรรมการอนุ ก.ตร. ถ้าไม่รับเรื่องร้องทุกข์เขาไปฟ้องศาลปกครอง และส่วนใหญ่เขาชนะ ก็ต้องเยียวยาคือจะต้องย้ายกลับมาตรงที่เดิม  ปัญหาตรงนี้แก้ไขได้ในอนาคต ซึ่งผมจะผลักดัน คือแก้กฎ ก.ตร.ว่าต่อไปนี้ทุกคนจะต้องเลือกถิ่นที่อยู่ภายใน 7 ปี หลัง 7 ปีแล้วจะย้ายได้ก็ต้องมีเชื้อ เช่นว่า ร.ต.อ.คนนี้เคยอยู่ภูธรภาค 4 มา 3 ปี แล้วมาอยู่นครบาล จนเป็นสารวัตรเป็น พ.ต.ต. วันดีคืนดีย้ายออกไปอยู่ภูธรภาค 4 ได้เพราะจะมี กฎ ก.ตร.ว่าใครจะไปอยู่ที่ไหนต้องเป็นรองสารวัตรที่นั่นมาแล้ว 3 ปี ขณะเดียวกันถ้าใครจะเป็นรองผู้กำกับต้องเป็นสารวัตรตรงนั้นมาแล้ว 2 ปี หรือถ้าใครอยู่ตรงนั้นมาแล้ว 5 ปีเป็นรองผู้กำกับตรงนั้นได้ ทำเช่นนี้แล้วทุกคนจะเลือกกองบัญชาการและทุกคนจะมีประสบการณ์ รู้คนรู้งาน รู้พื้นที่ ปัญหาตำรวจต้องแก้ไขตั้งแต่เดี๋ยวนี้"

     ปัญหาคือตั๋วการเมืองล้นจนการแต่งตั้งปกติตามสายบังคับบัญชาทำไม่ได้

     "ตั๋วการเมืองส่วนใหญ่ในขณะนี้คือพวกกลุ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเด็กเพราะมันวิ่งเก่ง มันวิ่งมันสู้ นี่คือปัญหา ถ้าเราทำตรงนี้ได้ทุกอย่างจบ ผมพูดอยางนี้ทุกคำพูดกับ ผบ. พูดให้ท่านฟัง ให้ท่านรับหลักการไว้ และอย่างที่ผมให้สัมภาษณ์ไปว่าระดับผู้บัญชาการคุณจะกลัวอะไรอีกคุณเป็น พล.ต.ท. พล.ต.อ.แล้ว ถ้าคุณกลัวแปลว่าคุณไม่ได้ปกป้ององค์กร คุณปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของคุณเอง ผมบอกกับลูกศิษย์ว่าวันนี้ถึงเวลาหรือยังที่คุณจะหันมามององค์กรที่หล่อหลอมเลี้ยงดูพวกคุณมา ผมยอมรับความจริงเรื่องระบบอุปถัมภ์ สั้นยาว หนักเบา ร้อนเย็น ช้าเร็ว ที่นายห้างเทียม โชควัฒนา ท่านสอนไว้ ผมซาบซึ้ง ผมเข้าใจ ผมบอกท่าน ผบ.ว่าอะไรที่พี่ยอมได้พี่ยอม อะไรยอมไม่ได้ไม่ยอมนะ และบอกกับรอง ผบ.ด้วย บนโต๊ะอาหารวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าถึงเวลาหรือยังที่พวกท่านต้องกลับไปทบทวนต้องไปคิดว่าท่านรักษาองค์กรหรือจะเอาหน้าหมวกตราแผ่นดินไปสยบบนพื้นกับอำนาจทางการเมือง ต้องพูดอย่างนี้ เราใส่หน้าหมวกตราแผ่นดินไว้ศีรษะเรา เรากลัวอะไรอีก"

     "ผมบอกน้องๆ ทุกคนซึ่งเป็นลูกศิษย์ผมทั้งนั้น ผมสอนมาตั้งแต่เป็นนักเรียน รู้มือกันดี พวกคุณเกษียณก่อนผมทุกคน คุณจะพ้นหน้าที่ในปี 2557 ทุกคนที่อยู่ในขณะนี้ รอง ผบ.ทุกคน ผบ.ด้วย ในขณะนี้ที่ผมต้องอยู่ในวาระถึงปี 2558 อย่างน้อยที่สุดถึงเดือน ก.พ. แล้วคุณกลัวอะไรอีก ผมพูดกร้าวเกินไปหรือเปล่าไม่รู้นะ แต่ทุกท่านรู้นิสัยผม เพราะสอนกันมาตั้งแต่ผมเป็นร้อยเอก พันตรี ท่านเป็นนายร้อยตำรวจกัน  ผมบอกเลยว่ารู้กัน พี่เป็นคนที่คำไหนคำนั้น ถ้ายังปฏิบัติอย่างเดิมอยู่ก็เท่ากับว่าผลักให้พี่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่านก็ทำงานลำบาก เพราะว่าท่านอุดปากพี่ไม่ได้ ถ้ามีอะไรพี่เรียกสื่อมาวันนี้ 20 กล้อง ผมพูดเลยนะอชิรวิทย์เรียกสื่อมาวันนี้กล้องมา 20 กล้อง ผมจะแถลงข่าวใหญ่เรื่องนี้ๆๆ  เพราะทุกคนเขาฝากความฝันความหวัง คนกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของกรม คือในฐานะที่ พ.ต.อ.เป็นหัวหน้าหน่วย เขาเป็นตัวแทนของหน่วยเขาเลือกผมมาอย่างนี้แล้วผมไม่ทำหน้าที่ ผมอย่าเป็นดีกว่า ก.ตร. ผมไม่เล่นการเมือง ผมไม่สนใจทั้งสิ้น และวันนี้ผมไม่ขึ้นเวทีไม่อิงแอบฝ่ายใดทั้งสิ้น เพราะผมจะเป็น ก.ตร.ครบ 4 ปี ผมจะพูดเรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องการเมืองการบ้านจะไม่ยุ่งเลย นี่เป็นสัจจะ แต่ถ้าเชิญไปพูดเรื่องตำรวจ ผมพูด แก้ปัญหาตำรวจผมพูด ผมจะอธิบายให้ฟัง"

สวัสดิการ-งานเร่งด่วน

     ภารกิจอันดับแรกที่ อ.ป๋อมประกาศไว้หลังได้รับเลือกเป็น ก.ตร. ก็คือปรับปรุงสวัสดิการตำรวจชั้นผู้น้อย

     "ภารกิจเร่งด่วนมันมี 4 เรื่อง เรื่องที่สำคัญที่สุดที่ควรจะพูดในวันนี้คือเรื่องเงินเดือนข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ฝ่ายทหารเขาขยับเพดานเงินเดือนขั้นสูงสุดของทหารชั้นผู้น้อยขึ้นไปถึง 25,000 และ 27,000 บาท โดยที่ตำรวจหยุดอยู่ที่ 22,000 ตำรวจพยายามขอเรื่องเงินเดือนนี้มานาน ทหารกินไปปีที่ 4 แล้ว เขากำลังจะถึง 25,000 แล้ว เรายังไม่ได้ขยับเลย เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ก.ตร. หลังจากประกาศผลวันที่ 6 ม.ค. รุ่งขึ้นวันที่ 7 ม.ค. มีการประชุมอนุ ก.ตร.บริหารงานบุคคลซึ่งผมเป็นรองประธานอยู่ จึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นลำดับความเร่งด่วนแรกที่จะต้องรีบดำเนินการ เรื่องอื่นยังคอยได้ การจะแก้กฎ ก.ตร. การจะแต่งตั้งอะไรต่างๆ มันยังคอยได้ แต่เรื่องชั้นผู้น้อยนี่คอยไม่ได้ วันที่ 20 ม.ค. มีการประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อผ่านร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนตำรวจ ก็ได้ข่าวด้วยความยินดีว่าในชั้นกรรมาธิการเขาได้ผ่านความเห็นชอบที่จะให้ตำรวจขยับเพดานขั้นต่ำไปถึง 33,000 เท่าข้าราชการพลเรือน ซึ่งจะมีผลอย่างสำคัญที่ทำให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยที่เงินเดือนตัน ปกติแล้วคนที่รับราชการ อย่างมาตรฐานอายุประมาณ 47 เงินเดือนจะถึงเพดานขั้นต่ำ ถ้ายืดไปถึง 33,000 ก็อาจจะทำให้เงินเดือนจะยืดไปถึงอีก 10 ปี ประมาณ 55-57 คนที่เร็วอาจจะ 52 ซึ่งมันรับได้ ถึงเวลานั้นแล้วเขารับได้"

     "และผลของเงินเดือนจะมีผลต่อการตัดสินใจของตำรวจชั้นผู้น้อย ที่จะเลือกวิถีชีวิตว่าอยากเป็นตำรวจสัญญาบัตรหรือไม่ เพราะการเป็นตำรวจสัญญาบัตรกับชั้นประทวนนั้นต่างกัน ชั้นประทวนจะอยู่ติดที่ไม่ต้องย้ายไปไหน บรรจุที่ไหนก็อาจจะอยู่ที่นั่นจนถึงเกษียณ ถ้าเป็นภูมิลำเนาเดิมของปู่ย่าตายาย พ่อแม่ หรือภูมิลำเนาของภรรยา ฉะนั้น การเลือกถิ่นที่อยู่จะมีผลต่อการตัดสินใจของตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อองค์กรตำรวจด้วยที่จะไม่ต้องเสียงบประมาณในการขนย้าย ในการเปลี่ยนตำแหน่ง ขณะเดียวกันผมก็ตั้งใจที่จะขับเคลื่อนอีกเรื่องหนึ่งของชั้นผู้น้อย คือ เงินเดือนชั้นประทวนกับเพดานเงินเดือนสูงสุดของ ร.ต.อ. เท่ากัน ในความเป็นจริงมันเท่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญมาก ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราจะผลักดันซึ่งทาง ผบ.ตร.ก็คิดอย่างเดียวกันว่าจะให้ข้าราชตำรวจชั้นผู้น้อยที่อายุ 53 ปี ติด ร.ต.ต.เลย และไปเกษียณ ร.ต.อ. 7 ปีก็เกษียณไป เขาจะได้ไม่ต้องขยับขยายไปอยู่ที่ไหน ผมเรียนอย่างนี้ว่า ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการดูแลความปลอดภัยชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เพราะว่าคนเหล่านี้อยู่กับพื้นที่ รู้ภาษา วัฒนธรรม สังคม ศรัทธาและความเชื่อ และรู้ตัวบุคคล ตำรวจชั้นผู้น้อยจึงเป็นกำลังหลักขององค์กรตำรวจไทย ถ้าเราทำให้เขาเก่ง ดี และอยู่ได้ เก่ง มีคุณธรรมในการทำงาน และอยู่ได้โดยสวัสดิการเพียงพอ สมควรแก่อัตภาพเขา ก็จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ และใครที่ได้รับผลดีจากการนี้ ก็ประชาชน"

     "ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรนั้นต่างจากตำรวจชั้นผู้น้อย เขาจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เลื่อนตำแหน่งก็ต้องเปลี่ยน ไม่มีใครอยู่ติดพื้นที่ ฉะนั้น ถ้าเราปรับปรุงข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยให้มีการฝึกอบรม มีสวัสดิการที่ดี เขาก็จะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ผมสอนลูกศิษย์ว่านายร้อยนายพันเทียบไม่ได้กับนายดาบนายจ่านายสิบ ดังนั้น ภารกิจอื่น เรื่องสิทธิประโยชน์ในการแต่งตั้ง ซึ่งจะต้องไปแก้กฎ ก.ตร. ไม่ยากถ้าได้เสียงส่วนใหญ่ วันนี้ได้แล้ว"

      สมัย พล.ต.อ.อชิรวิทย์เป็นรอง ผบ.ตร. ดูแลเรื่องสวัสดิการตำรวจใน 3 จังหวัดภาคใต้ หลังจากจ่าเพียรเสียชีวิต อ.ป๋อมเคยเขียนบทความเล่าถึงความน้อยใจของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

     "เรื่องเจ้าเพียรนี่เป็นเรื่องที่หนามยอกหัวอก เพราะสนิทกับผมมาก นี่ผมเพิ่งกลับจากใต้เมื่อ 5 ม.ค. และจะกลับไปเยี่ยมอีกหลังจากเป็น ก.ตร.แล้ว และถ้าโปรดเกล้าฯ แล้วผมจะแต่งเครื่องแบบไปนะ ผมมีสิทธิ์แต่ง ทุกคนหัวเราะ ผมบอกอ้าวก็ป๋าเปรมที่เคารพของผมท่านยังแต่งพลเอกไปเยี่ยมหน่วยได้ ผมเป็น พล.ต.อ. และผมได้รับเลือกสูงสุดของ ก.ตร.ทำไมผมจะแต่งเครื่องแบบไปเยี่ยมไม่ได้ ไม่ได้เว่อร์นะ ผมให้เกียรติหน่วย ครั้งแรกที่ผมจะไปเยี่ยมนี่ผมว่าจะแต่งเครื่องแบบไปทุกกองบัญชาการและไปฟังว่าเขาต้องการอะไร"

     "ผมมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ด้วย ได้เคยบรรยายในหลักสูตรต่างๆ ว่า ถ้าแก้ปัญหาภาคใต้ในแนวทางที่ผมศึกษามากว่า 40 ปี ผมไม่เห็นด้วยกับการเมืองนำการทหารหรอก ผมจะใช้การศาสนานำการปกครอง ที่นั่นคนเคร่งศาสนา คนที่จะไปอยู่ที่นั่นต้องยึดมั่นในศาสนา ต้องเป็นคนดี การแก้ไขปัญหาต้องแก้ให้ถูกจุด 7 ข้อที่หะยีสุหรงขอไว้มีข้อใดบ้างที่ทำได้ต้องทำ เพราะฉะนั้นผมหยิบปัญหาตรงนี้มาพิจารณา วันนี้ผมเป็น ก.ตร. ผมจะผลักดันการรับบุคลากรตำรวจที่ 3 จังหวัดให้รับคนพื้นที่ วันนี้ผมไปสำรวจตำรวจใน 3 จังหวัดถูกฆ่า คนที่เป็นมุสลิมที่เกษียณและยังไม่เกษียณถูกฆ่ามากจนกระทั่งเหลือประมาณพันคนเท่านั้น ในอัตรากำลังที่มี 12,000 คน ถ้าวันนี้เราเปลี่ยน เราเอาคนพื้นที่อื่นที่ลงไปปฏิบัติงานกลับมาบ้านเขา และรับคนพื้นที่ทั้งหมด เราอาจจะรับเป็น 2 ระดับ ชั้นประทวนในระดับที่จบปริญญากับระดับที่ไม่จบปริญญาแต่จบ ม.ปลาย หรือศาสนาระดับ 10 ที่จบโรงเรียนธรรม เป็นคนที่รู้ศาสนาอิสลามดี เรารับเพราะว่าเทียบเท่า ม.ปลาย ผมว่าเราเพิ่มตำรวจมุสลิมสัก 5,000 คนใน 20 ปีข้างหน้า เราจะครองใจผู้คนได้ วางระบบการรับทั้งนายสัญญาบัตร ในพื้นที่เขาพ่อแม่ลูกเมียเขาอยู่ที่นั่น ให้เขาทำงานให้แผ่นดินเกิดเขา แต่มีข้อแม้อย่างเดียวว่าต้องพูดอ่านเขียนไทยคล่อง ภาษาไทยต้องลึกซึ้ง ผลจากการนี้ สมมติ 5,000 คนจะมีคนที่หันเหกลับเข้ามาเรียนภาษาไทยกันมาก"

     "คนเหล่านี้ก็จะไปเป็นตำรวจพื้นที่ที่สามารถสื่อกับประชาชนได้ในภาษาเดียวกัน เข้าใจวัฒนธรรม มีศรัทธาความเชื่อในศาสนาเดียวกัน การผสมกลมกลืนตามพระบรมราโชวาท เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ย่อมทำได้โดยง่าย ทำเช่นนี้ลองคิดดูว่า 5,000 คูณ 20 คือ 10 ฝ่ายพ่อแม่เขา อีก 10 จากพ่อแม่ภรรยา เราจะได้คนแสนคนมาเป็นพวกรัฐ ถ้าเอาคน 1 แสนคนไปดูคน 2.3 ล้าน ก็เท่ากับ 1:23 คุณว่าการข่าวจะดีขึ้นไหม การเข้าถึงจะดีขึ้นไหม ผมว่าคนที่ปฏิบัติงานที่นั่น ก่อนจ่าเพียรตาย ก่อนผมจะลาออก ผมยังพูดกับท่านอดุลย์ (แสงสิงห์แก้ว) ว่าพี่กลับไปนี่พี่จะจัดสรรเงินกองทุนสวัสดิการที่พี่เป็นคนหามา เอามาจัดศูนย์สอนภาษาถิ่นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนพูดภาษาถิ่นได้ การเข้าใจภาษาถิ่นก็เหมือนกับรู้เขารู้เรา ฉะนั้น ปัญหาที่ภาคใต้ผมว่าแก้ได้แต่ไม่ใช่แก้ด้วยราคาคุยที่บอกว่า 6 เดือน 99 วัน 1 ปี ไม่มีทาง ถ้าเรายอมรับความจริงต้อง 1 genenration ต้อง 20 ปี ผมตายไปแล้วแหละ คือจะแก้ปัญหาภาคใต้ให้ลุล่วงได้ต้องกลับความรู้สึกของชาวบ้าน เขาเป็นเจ้าของพื้นที่ เขาไม่อยากไปอยู่ประเทศอื่นหรอก แต่ให้เขามีเกียรติมีศักดิ์ศรีรักษาอัตลักษณ์เชื้อชาติมลายูและอิสลามของเขา แต่ขณะเดียวกันในหลักศาสนาอิสลามเกิดแผ่นดินไหนก็เป็นของแผ่นดินนั้น เขาก็เป็นคนไทยคนสยาม คนที่นั่นข้ามไปมาเลย์เขาก็ไม่รับเขาบอกว่าคุณไม่ใช่บุตรของแผ่นดินอย่างผม คุณเป็นชาวสยาม"

     "ผมฝันผมอยากเป็น ก.ตร. เพราะว่า 4 ปีผมคงมีเวลายาวนาน ในเรื่องที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหา เอา ห ออก ใส่ ญ เข้าไป เอาปัญญาเข้าไปแก้ไขโดยการรับฟังข้อมูลความคิดเห็นรอบด้านรอบกว้างแล้วมาประมวลเรื่องนำเสนอผู้บริหารองค์กรตำรวจและรัฐบาล ว่าวันนี้ผมได้รับมาอย่างนี้ จะฟังไหมและแก้ไหม ถ้าท่านทั้งหลายซึ่งยังกุมอำนาจรัฐ กุมอำนาจบริหารระบบราชการ คิดอย่างเดียวกันคือคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด มากกว่าประโยชน์ตนประโยชน์พวกพ้อง มากกว่าการที่รักษาอำนาจของตัวเอง มากกว่าการโลภโมโทสันเพื่อให้ตัวเองสบาย วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องช่วยบ้านเมือง"

     สิ่งที่ อ.ป๋อมวาดฝันมันคือองค์กรตำรวจในฝันของประชาชน ซึ่งแม้แต่ตำรวจเองก็อยากจะเห็น

     "เพราะผมพูดกับเขาเหล่านั้นมานานช้า เกือบ 40 ปี ตั้งแต่คุณวิเชียรเป็นนักเรียนนายร้อยปีที่ 3 ผมเป็น ร.ต.อ. คิดเอาแล้วกันว่าอุดมการณ์ผมไม่แปรเปลี่ยน ผมจะสอนหลักสูตรไหนผมจะรวบรวมความคิดและก็แก้ปัญหา เมื่อผมเป็นผู้บังคับหน่วยผมเอาสิ่งที่ผมคิดไปทำ อย่างการแต่งตั้งบุคลากรที่ผมเล่าผมปฏิบัติมาแล้ว ใครจะย้ายก็ย้ายแต่ผม สิ่งที่ถูกต้องที่กฎหมายให้อำนาจ ต้องไปถามตำรวจที่อีสานที่ผมเป็น ผบก.ภ.4 เป็นครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งยุคนั้น มีทั้งกลุ่มแก่กลุ่มกลางกลุ่มหนุ่มอย่างที่ผมพูด และคนที่ตั้งคือผู้การ ผู้บัญชาการ ไม่มีทางรู้หรอกว่ารองผู้กำกับคนไหนมันดียังไง อยู่ไกล ให้คนที่เขาใกล้ชิดเป็นคนเสนอ ผมเป็นคนคัดกรองแล้วให้จำแนกอัตราไปให้ตั้ง และก็ส่งคนไปประเมินคนเหล่านี้ ใครผ่านการประเมินตามข้อตกลงในที่ประชุมก็ตั้งคนไหน อันดับ 1 อันดับ 2 ไม่ผ่านการประเมินอันดับ 3 มีสิทธิได้ ฉะนั้น สิ่งที่ผมพูดในวันนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ปฏิบัติมาแล้ว เมื่อสมัยผมเป็นผู้บัญชาการ กฎหมายยังเป็นฉบับเก่า ปี 2521 อำนาจเป็นของอธิบดี ให้ผมครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเขาเอาไปตั้งและสั่งให้ผมเป็นคนออกคำสั่ง ถ้าผมไม่เห็นด้วยผมบอกผมไม่เห็นด้วยผมไม่ตั้ง ผบ.สันต์ ผมยกย่องท่านมากแต่ในที่ประชุมท่านสั่งให้ผมตั้ง พ.ต.ท.คนหนึ่ง ผมยกมือในที่ประชุมว่าตั้งไม่ได้ครับ ทำไม มันโจรตั้งไปประชาชนเดือดร้อน ท่านเปลี่ยน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมยังดำรงอุดมการณ์ที่ผมมี"

     คงเป็นไปไม่ได้ที่ ก.ตร.จะไม่กระทบกระทั่งกับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาแต่งตั้งโยกย้าย

     "ถ้าคุณอภิสิทธิ์มอบหมายให้ท่านสุเทพจริงอย่างที่ผมพูด ผมกับท่านสุเทพรู้จักกันมาตั้งแต่ท่านยังอายุไม่ถึง 30 เลย เรามีความสัมพันธ์กันดี ผมรักน้องชายผมคนนี้ เราเคารพนับถือกัน ท่านสุเทพเป็นคนใจนักเลง คุยได้ ท่านก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง ผมเป็น พ.ต.ต. นายตำรวจประจำตัวคุณชวน หลีกภัย รัฐมนตรีพาณิชย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ น้องรักผมเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี เมื่อ 32 ปีที่แล้ว อยู่ด้วยกันกินข้าวด้วยกันทุกวัน ไม่มีเสแสร้ง หลังจากเลือก ก.ตร.ชุดแต่งตั้งเสร็จ ผมเดินโอบหลังท่านมาส่ง ยังกระซิบท่านเลยมีอะไรก็พูดกับพี่ ทุกอย่างพูดกันได้ ไม่ใช่เกี้ยเซี้ยนะครับ คนไทยอะไรที่ให้กันได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ คุยกันเข้าใจกัน ผมว่าวันนี้ท่านนายกท่านมอบหมายจริงนะ ไม่ต้องมายุ่งกับตำรวจ ผมว่าจะไปได้ดี"

     "สิ่งที่เราหวังเราตั้งใจมันอาจจะไม่สมหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เราตั้งใจไว้ แต่ผมจะทำให้มากที่สุด ทำงานหนักที่สุด ผมจะเปิดเว็บไซต์ฟังความคิดเห็น และจะขอพื้นที่ สตช.เปิดสำนักงาน ก.ตร.เลือกตั้ง ผมไปอ่านกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแตกเลยนะ ผมรู้ผมมีอำนาจ และมีอำนาจต่อรองสูงนะ แต่ไม่ใช่ว่าเอาอำนาจนั้นไปต่อรองเพื่อเอาตำแหน่งให้คนนั้นคนนี้ ไม่ใช่ วันนี้ผมยังไม่ขอใครเลย แต่ผมบอกกับลูกศิษย์ลูกหารวมทั้ง ผบ.ด้วย ถ้าคนดีไม่ได้รับการแต่งตั้งนะผมเอาตาย ผมจะจี้เลย ถ้าเด็กดีได้รางวัลไม่ได้รับการแต่งตั้ง คุณตอบคำถามสังคมไม่ได้ ผมจะเล่นงาน ผบ. คุณต้องมีคำตอบว่าคนที่คุณตั้งไปมันดีกว่าคนนี้ตรงไหน จริงๆ ผมมีแผลเป็น ผมทำงานหนักแทบตายในชีวิต ทุ่มเทสติปัญญากำลังความรู้ความคิด ถึงเวลาพิจารณาบำเหน็จได้เงินขึ้นขั้นเดียว ผมบุกเข้าไปหาผู้กำกับจังหวัดเลย ถามท่านเดี๋ยวนั้น ถามว่าที่ได้ 2 ขั้นสุจริตกว่าผมตรงไหน มีความรู้ความสามารถมากกว่าผมตรงไหน มีผลงานดีกว่าผมตรงไหน และข้อสุดท้ายผู้ใต้บังคับบัญชาได้ผลงานจากการบริหารดีกว่าผมตรงไหน เพราะว่าผมดูแลสวัสดิการลูกน้องหมด ตอบไม่ได้ ผมบอก ผกก.จ.นครปฐมขณะนั้นว่า แล้วต่อไปใครจะทำงานให้บ้านเมืองทั้งหมดนี้เป็น true story เลย มันฝังใจผม ผมบอกถ้าผมเป็นผู้บังคับหน่วยผมจะไม่รังแกเด็ก ใกล้หรือไกลรักเสมอกัน ใครทำงานดีก็ส่งเสริม ผมตั้งผู้กำกับเมืองคนหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเด็กของอดีต ผบ. ขึ้นเป็นรองผู้การโดยไม่ต้องขอ เพราะเขาเก่งเขาทำงานดี ผมเรียกมาเลย เฮ้ย เปรม ชื่อเปรม คุณมีภาวะผู้นำสูง ผลงานคุณดี ครูจะตั้งเป็นรองผู้การ ไม่ต้องมาขอนะ และผมตั้ง ฉะนั้น เลิกซะทีเถอะไอ้ที่เด็กของใคร ถ้าผูกศัตรูต่อไปบ้านเมืองมันก็แก้แค้นกันอยู่ร่ำไป"

............................................................

อีก ไม่กี่วัน โผ รอง ผบก. - สว. ออกแล้ว

มีผล ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เท่าที่ทราบ ฟังมา เหมือนเดิม หนีไม่พ้นการเมือง

ไม่มีแล้ว ครับประเภท นามบัตร ลงชื่อ ฝากฝัง

มีแต่ทำตามบัญชี แล้วนำมาให้ตรวจถูกต้อง ก่อนลงนาม เท่านั้น

ตกหล่น ผิดพลาดต้องรับผิดชอบด้วย

ก็ขอแนะนำ ตำรวจ นักวิ่งเต้น โดยเฉพาะที่ไปประมูลซื้อขายทอดตลาดดาวแปดแฉก

และนำมาติดบนบ่า เครื่องแบบของท่าน ให้คนอื่นชื่นชม แสดงความยินดี

ทำความเคารพ นั้น หาทำให้เกิดความภาคภูมิใจแท้จริงไม่ ?

แม้แต่ตัวท่านเอง  ท่านยังโกหกได้เลย  ?? 

ใครผิดหวัง ถูกรังแก ก็แจ้ง ส่งข้อมูลไปที่ท่านอาชี่

หวังว่า การปฎิรูปองค์กรตำรวจ จะทำสำเร็จในสมัย ก.ตร.ยุคใหม่ นี้

นะครับอาจารย์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
captain.Jack วันที่ : 27/01/2011 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mafia

เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไปเป็นตำรวจ....เพราะบุญคุณต้องตอบแทน....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]