• Ae^
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : walai_ae22@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-01-08
  • จำนวนเรื่อง : 112
  • จำนวนผู้ชม : 311863
  • จำนวนผู้โหวต : 113
  • ส่ง msg :
  • โหวต 113 คน
วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม 2553
Posted by Ae^ , ผู้อ่าน : 816 , 07:44:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เชื่อหรือไม่

                เวลา 05.45 นาฬิกาของวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 เวลานั้นถือเป็นเวลาที่ฉันเกิดออกมาดูโลกพอดี (แม่ว่าอย่างนั้น) ฉันมีร่างกายปกติครบ 32 และมีน้ำหนัก 2.7 กิโลกรัม แต่พอฉันเริ่มโตขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็นเด็กขี้โรคพอสมควร เรียกว่าทำเอาแม่เหนื่อยกว่าฉันจะแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป

               ฉันโตขึ้นมาไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร ขี้กลัวก็เท่านั้น แต่ดีอย่างหนึ่งที่ฉันเลี้ยงง่าย
ไม่ดื้อเหมือนพี่สาว ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยนิยมเข้าวัดเข้าวาสักเท่าไหร่ แต่พ่อของฉันเป็นพวกชอบเข้าวัด เชื่อถือในเรื่องเครื่องลางของขลังและค่อนข้างธรรมะธัมโม ส่วนแม่คนละขั้วเลย แม่เป็นคนที่ไม่ชอบเข้าวัด ตั้งแต่ฉันเกิดมาเห็นแม่ทำบุญตักบาตรไม่กี่ครั้ง อย่างมากแม่ก็ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้ใส่บาตรทำบุญ
วันขึ้นปีใหม่ให้เท่านั้นแต่พี่สาวฉันเป็นคนชอบเข้าวัดพอสมควร (นับครั้งแล้วมากกว่าฉัน)

          สมัยก่อนบริเวณรอบบ้านที่ฉันอยู่ยังไม่เจริญมีสภาพเป็นทุ่งนาเก่า มีพื้นที่ทื่เป็นสวนกล้วยขึ้นเล็กน้อยประปราย สลับกับต้นมะม่วง และต้นมะพร้าว รายล้อมไปด้วยบ่อน้ำ งูเงี้ยวก็มีเยอะพอสมควรโดยเฉพาะงูกินปลา พอตกกลางคืนฉันมักจะไม่ค่อยกล้าลงจากบนบ้านเพราะกลัวผีหลอกทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็ไม่เคยเห็น รู้แต่ว่าบรรยากาศมันให้ บางวันก็จะได้ยินเสียงดังมาจากสุเหร่า (บริเวณซอยสามัคคีในปัจจุบัน) เพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีบ้านคน

                พอเวลาผ่านมาได้ 10 กว่าปี ความเจริญเข้ามาถึง มีทาวน์เฮ้าส์กับบ้านจัดสรรขึ้นล้อมรอบบริเวณรอบๆ บ้านจากที่เคยดูน่ากลัวก็กลายเป็นสว่างเดินสบาย ที่หน้าบ้านก็มีถนนมาตัดผ่านกลายเป็นทางสามแพ่ง บ้านของฉันกลายสภาพเป็นบ้านที่เก่าและซอมซ่อที่สุดในระแวกนั้น (ปัจจุบันยังคงเป็นอยู่) ฉันไม่ต้องหวาดกลัวความมืดอีกต่อไป เลยทำให้การกลัวเรื่องผีก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ไม่ว่าคนรอบข้างจะเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีหรือเรื่องเร้นลับนอกเหนือที่วิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์ได้ ฉันก็จะตอบว่าไม่เชื่อเรื่องเหล่านั้น (แต่ยังคงนั่งฟังเขาเล่าต่อไป)

                บ่อยครั้งที่คนมักจะพูดและเล่าเกี่ยวกับเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ นาๆ และลงเอยด้วยการซาว์นเสียงถามความคิดเห็นว่าเชื่อหรือไม่ ช่วงนั้นฉันตอบได้รวดเร็วโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “ ไม่ ” และยังเสริมต่ออีกว่า “ ไม่แน่ใจ 50 : 50 จนกว่าจะเจอของจริงถึงจะเชื่อ ” ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด เพราะโลกมันพัฒนาไปไกลมากแล้ว

                  จนกระทั่งในเวลาต่อมาฉันมีโอกาสได้สัมผัสกับเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง จึงทำให้ความคิดเริ่มเปลี่ยน ตอนช่วงฉันอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตรงลานหน้าบ้านฉันจะสามารถมองเห็นชั้นดาดฟ้าของทาวน์เฮ้าส์ที่อยู่ติดกันกับบ้านฉันได้ อยู่มาคืนหนึ่งฉันก็ได้ยินเสียงนกแสกร้อง โดยนกตัวนี้มันเกาะอยู่ที่กิ่งมะพร้าวที่ยื่นใบไปทางฝั่งหลังคาทาว์นเฮ้าส์หลังที่มีดาดฟ้า ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้น จึงได้รู้เจ้าของทาว์นเฮ้าส์หลังนั้นเสียชีวิตแล้ว 3 คืนต่อมาจูดี้หมาที่บ้านฉันเลี้ยงไว้ มันมานั่งเห่าและหันหน้ามองไปทางดาดฟ้าทาว์นเฮ้าส์อย่างไม่ลดละ จนฉันกับแม่ต้องเดินออกไปดู มองขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไรแม่ว่าเขากลับมาบ้านแล้ว เท่านั้นฉันรีบเข้าบ้านนอน (51 : 49)

                              ช่วงปิดเทอมตอนเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 3ที่วัดแถวฝั่งอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี มีวัดแห่งหนึ่งจะจัดงานทำพิธีสวดภาณยักษ์ ฉันจำชื่อวัดไม่ได้ พ่อของฉันต้องการไปเข้าร่วมพิธีนี้ ฉันกับแม่จึงขอตามไปดูด้วย เพราะอยากรู้อยากเห็นว่าที่คนอื่นเขาล่ำลือกันนั่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เช่น คนกลายเป็นลิงลม และเป็นเสือ เป็นต้น แม่ว่า “ พ่ออยากปลุกของ ” เพราะพ่อฉันสมัยหนุ่มๆ นั้น พ่อได้สักยันต์ลงอักขระมีเป็นรูปเทวดา กับเสืออยู่ตามแขน ที่หลังและกลางหน้าอก ฉันเห็นรอยสักยันต์ของพ่อมาตั้งแต่เด็ก ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาสักกันเพื่ออะไร แต่คิดว่าคงทำเพื่อเสริมบารมีและสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้คุ้มครองตัวให้หนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันธุ์ 

                แม่เคยเล่าให้ฉันฟังถึงการลงทัณฑ์ประหารชีวิตเสือใบในสมัยก่อน ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการยิงปืนเพื่อปลิดชีพแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายเสือใบต้องมาตายโดยการถูกเชือกมัดแขนและขา จับถ่วงน้ำปล่อยให้เรือวิ่งลากวนรอบเกาะเกร็ด (ไม่แน่ใจว่าก่อนถูกจับถ่วงน้ำ เสือใบต้องโดนจับเอาผ้าถุงครอบใส่ก่อนด้วยหรือไม่) แม่ว่าหลังจากเสือใบตาย เจ้าหน้าที่พบว่าเสือใบอมพระขนาดเล็กไว้ที่ใต้ลิ้นตลอดเวลา (ข้อมูลนี้ฉันยังไม่แน่ใจนัก) รู้จากคำบอกเล่าของแม่ 

                ขอกลับมาต่อที่เรื่องของพ่อ ฉันก็เห็นพ่อเหมือนคนปกติทั่วๆไป เพียงแต่ต่างจากคนอื่นตรงมีรอยสักยันต์เท่านั้น พ่อมักจะดุหรือว่าฉันเสมอเวลาฉันเดินมุดรอดราวตากเสื้อผ้าที่แม่ตากผ้าถุงเอาไว้ (ตอนนั้นห้อยพระที่คอ) ซึ่งฉันก็ไม่คิดอะไร พ่อว่าผ้าถุงจะเป็นของต่ำห้ามทำเด็ดขาด และจากการที่ตอนโตมีโอกาสได้ไปเที่ยววัดทางเหนือ จะพบว่าวัดที่มีพระสถูปเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์จะห้ามผู้หญิงขึ้นไปชมภายในเจดีย์เด็ดขาด (ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกันแล้วนะ) พ่อจะเครียดกับเรื่องการตากผ้ามากพอสมควรและมักทะเลาะกับแม่บ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้

                วันที่ฉันมีโอกาสไปร่วมพิธีฟังสวดภาณยักษ์นั้น ฉันเริ่มเห็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย มีทั้งการใช้สายสิญจ์ทำพิธีครอบศีรษะโดยที่จะมีการผูกธงสีแดงเป็นรูปสิ่งศักดิ์สิทธ์อะไรสักอย่างฉันเรียกไม่ถูก มัดไว้ที่สายสิญจ์เหนือหัวด้านบนของคนที่นั่งทำพิธี ต่อจากนั้นบรรดาพระทั้งหลายที่มาร่วมประกอบพิธีก็จะสวดมนต์ในรูปแบบที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน โทนเสียงที่สวดออกมานั้นทั้งกระแทกดุดันและเสียงดังอย่างมากเพราะมีการใช้ลำโพงขยายเสียงประกอบ (ถ้ามีการนำเครื่องมือทดสอบการวัดเสียงไปจับจะรู้ว่า ความดังของเสียงในวันนั้นคงดังเกินกว่า 90 เดซิเบลเอ อย่างแน่นอน และความดังของเสียงนั้นสามารถทำอันตรายให้แก้วหูเสื่อมได้เลย)  

                วันนั้น มีผู้คนมากมายเดินทางมาจากหลายสารทิศ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว จนกระทั่งถึงคนแก่ ทุกคนต่างให้ความสนใจในพิธีกรรมนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีองค์ลงประทับร่างบรรดาเหล่าผู้เข้าร่วมพิธี เป็นเรื่องประหลาดหน้าเหลือเชื่อจริงๆ ที่อยู่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็สามารถลุกขึ้นมาแล้ววิ่งไต่ขึ้นไปบนเสาสูงๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว (ดูเกือบไม่ทัน) บางคนสั่นจนหน้าดำหน้าแดงเหมือนควบคุมสติไม่อยู่ ส่วนพ่อของฉันก็มีอาการเหมือนกัน นั่งสั่นจนเส้นเลือดที่อยู่บนหน้าพ่อ ปูดโปนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ต่อจากนั้นพ่อก็ยื่นแขนทั้งสองข้างกลางออกมาข้างหน้าทำท่าเหมือนเสือเวลาคำราม (เหมือนในทีวี) แล้วพ่อก็สามารถคำรามเสียงออกมาได้เหมือนเสือมากจนฉันตกใจ ฉันเรียกพ่อพ่อก็ไม่สนใจฉัน แม่เลยรีบเข้ามาลากฉันให้ออกมานั่งห่างๆจากพ่อ มีผู้หญิงบางคนก็ลุกขึ้นมากรีดร้องด้วยเสียงโหยหวนเหมือนถูกใครตีทำร้ายอย่างนั้น พอหลายคนเริ่มมีอาการแปลกๆ เกิดขึ้น พระผู้ทำพิธีจะถือมีดศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีการแกะลวดลายสวยงาม เดินมาเอามีดเล่มนั้นวางกดลงไปบนหลังของผู้ที่กำลังของขึ้นเหล่านั้น พร้อมกับท่องคาถาบทสวดกำกับ สักพักหนึ่งคนเหล่านั้นก็เริ่มมีอาการสงบลงและสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น รวมทั้งพ่อของฉันด้วยฉันก็รีบกระเถิบไปนั่งใกล้ๆ พ่อ แล้วถามพ่อว่า พ่อรู้ไหมว่าพ่อเป็นอะไรเมื่อกี้นี้ พ่อบอกว่าพ่อไม่เป็นอะไร (งง) แต่ดูจากสีหน้าแม่แล้ว แม่ดูไม่ตกใจเท่าไหร่เหมือนเคยเห็นภาพแบบนั้นมาก่อน ฉันไม่รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเป็นการแสดงหรือไม่ แต่ใจก็คิดว่าถ้าเป็นการแสดงจริงๆ ฉันก็ต้องขอปรบมือให้กับพ่อและชายที่ปีนขึ้นเสาสูงได้รวดเร็วอย่างกับลิงว่าแสดงเก่งเนียนมากๆ (55 : 45)

                     สมัยปวส. ฉันเรียนสาขาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม รูปแบบการเรียนเกี่ยวกับสาขานี้ มีเหตุจำเป็นต้องทำให้อดหลับอดนอนอยู่เสมอ จนคืนหนึ่งสมัยปวส.ชั้นปีที่ 2 เป็นเวลาประมาณเกือบเที่ยงคืนสมาชิกทุกคนในบ้านฉันต่างพากันนอนหลับหมดแล้วตามความเคยชิน เหลือฉันนั่งตัดทำโมเดลอยู่หน้าบ้านตามลำพัง โดยไฟหน้าบ้านก็สว่างพอสมควร (ฉันสามารถนั่งทำโมเดลได้สบายๆ)  

                ถนนตรงบริเวณหน้าบ้านของฉันเป็นทางสามแพ่งตามที่กล่าวไปแล้ว บวกกับศาลพระภูมิที่บ้านก็อยู่ติดกับต้นตะแบกหน้าบ้านนั่นเอง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้านั่งทำโมเดลอยู่นั้น สายตาของฉันสามารถมองเห็นช่วงชายเสื้อและขาของชายซึ่งสวมชุดขาวแบบบำเพ็ญศีล  เดินผ่านออกมาทางโคนของต้นตะแบกใช้เวลานานประมาณ 3 วินาที ชายคนนี้สามารถเดินผ่านหายไปในระยะที่ปลายสายตาสามารถมองเห็นไปด้านข้างได้ 3 เมตร อย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ แม้ฉันจะพยายามรีบลุกเพื่อวิ่งไปดูปรากฏว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของชายเสื้อ ฉันไม่ได้ง่วงเพราะปกติฉันจะนอนเกือบตีหนึ่ง แต่คืนนั้นฉันยังคงต้องนั่งทำโมเดลต่อไปจนกว่าจะเสร็จ (60 : 40)

                 เมื่อเข้ามาเรียนต่อหลักสูตรต่อเนื่องปริญญาตรี 2 ปี ที่สถาบันเทคโนโลยีฯ แห่งหนึ่ง ฉันยังคงเรียนต่อในคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาสถาปัตยกรรม ฉันยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนตอนเรียนอยู่ชั้นปวส. คือกินนอนไม่ค่อยจะเป็นเวลา บางวันก็นอนกลางวันตื่นมาทำงานตอนกลางคืน แล้ววันหนึ่งฉันนัดกับเพื่อนที่คณะไว้ว่าจะต้องมาทำงานร่วมกันตอนประมาณ 02.30 น. ฉันบอกให้โอ๋ขี่มอเตอร์ไซค์มารับฉันที่หอนอก ตอนตีสอง

                 วันนั้นฉันนอนกลางวันมาอย่างเต็มพิกัด เพราะคำนวณแล้วว่าต้องทำงานยันสว่างคาตาอย่างแน่นอน เมื่อโอ๋มารับฉันที่หอ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์พากันซ้อนท้ายเพื่อจะเข้าไปที่คณะฯ ปรากฏว่า ในขณะที่ฉันนั่งแหงนหน้ามองดูดาวบนท้องฟ้านั้น สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาของฉันคือฉันเห็นภาพเหมือนผ้าสีขาวกับสีดำรูปทรงคล้ายสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ประมาณเกือบเมตร ปลิวลอยข้ามหน้าฉันไปอย่างรวดเร็ว ฉันเลยถามโอ๋ว่าเห็นอะไรหรือเปล่าเมื่อกี่แว้บๆ โอ๋ว่าไม่เห็นอะไรเลย ฉันบอกให้โอ๋จอดมอเตอร์ไซค์ เพราะคิดว่าผ้าที่ปลิวมาเดี๋ยวต้องตกหล่นลงอย่างแน่นอน ฉันจะไปคอยเก็บเมื่อมอเตอร์ไซค์จอด ฉันหันหลังมองไปยังตำแหน่งที่คิดว่าผ้าควรจะตกลงแล้ววิ่งไปดูปรากฏว่าไม่มีผ้าสักผืน เลยถามโอ๋ว่า “ หรือฉันเห็นนกวะ ”  ฉันนึกในใจนกบ้าอะไรมันเป็นสี่เหลี่ยมแล้วบินลงต่ำขนาดนี้ โอ๋ว่า “  แกง่วงจนตาฝาดหรือเปล่า ” ฉันเงียบและนึกง่วงอะไรว่ะก็...นอนมาทั้งวัน (61 : 39)

                       

                   มีช่วงหนึ่งที่ฉันได้ไปขอนอนพักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่บ้านแถวลาดหลุมแก้ว พี่สาวและพ่ออยู่ที่บ้านนี้มาก่อนฉันประมาณเกือบ 4 ปี บ้านนี้พี่สาวฉันเป็นคนซื้อไว้เองเป็นบ้านชั้นเดียว มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโล่งกว้างๆ อีก 1 ห้อง (ประมาณว่าเป็นพื้นที่ใช้รับแขก) ฉันมาอาศัยนอนที่ห้องโล่งๆ ตรงกับประตูทางเข้าบ้าน เพราะเป็นมุมที่ไม่มีใครจับจองฉันเลยจองอยู่กินนอนตรงนั้นซะเลย เวลาดูทีวีก็เครื่องใครเครื่องมัน ไม่ต้องแย่งกันดู

                   ฉันนอนขวางประตูบ้านพี่สาวอยู่ประมาณ 1 เดือน อยู่มาคืนหนึ่งในขณะที่ฉันนอนหลับเป็นปกติเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา อยู่ๆ ฉันได้ยินเสียง “ วะ-ไล-พอน ” ฉันรีบลุกตื่นขึ้นมาทันทีพร้อมกับขานรับกลับไปว่า “ ค่ะ ” เมื่อฉันลืมตาขึ้นมามองตรงหน้าก็ไม่เห็นอะไร หันไปดูทางขวาก็ไม่เจออะไร แต่พอหันกลับมาดูทางซ้ายฉันก็กลับล้มตัวลงนอนต่อ แต่แล้ว 1..2..3 ฉันตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งมองใหม่ทางซ้ายเพื่อให้แน่ใจ ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า...เป็นผู้หญิงไว้ผมสั้นทรงบ๊อบยาวประมาณคอและปล่อยผมปรกลงหน้าเอียงไปทางขวา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นตัวใหญ่และนุ่งกางเกงขาสามส่วนสีออกโทนน้ำตาลอ่อนๆ ยืนอยู่ตรงข้างหน้าโต๊ะตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ของฉัน เธอยืนอยู่อย่างนั้นไม่พูดจาอะไร ฉันนับในใจ 1..2..3... แล้วเอามือขยี้ตาทั้งสองข้าง หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมามองใหม่อีกครั้งปรากฏว่าภาพหญิงสาวตรงหน้าหายไปแล้ว หลังจากนั้นฉันก็ไม่สามารถข่มตานอนให้หลับได้เลย ฉันเลยตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดไฟแล้วเดินสำรวจออกไปข้างหลังบ้านทางห้องครัว ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ จากนั้นฉันจึงปิดไฟแล้วเอาผ้าห่มคลุมตัวนอนยันสว่างโดยที่ไม่หลับ  

               พอหกโมงเช้าพี่สาวฉันตื่นลุกออกมาจากห้อง ก็เห็นฉันนั่งเอาผ้าคลุมตัวอยู่ไม่ยอมลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงาน มันเลยถามฉันว่า “ เป็นอะไร ” ฉันบอกว่า “ เปล่า ” แล้วฉันรีบถามพี่สาวต่ออย่างรวดเร็ว “ เมื่อคืนพี่ลุกออกมายืนมองฉันตอนดึกๆ หรือเปล่า ” พี่ฉันว่า “ อีนี้จะบ้าพี่จะออกมาทำไม ถามแปลกๆ ” ช่วงนั้นพ่อก็เดินออกมาจากห้องพอดี ฉันเลยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่และพ่อฟัง พี่ฉันว่า “ สงสัยจะกินมากเกินไป ” ส่วนพ่อบอกว่า “ ให้เตรียมของไว้ถวายสังฆทานจะดีกว่า แล้วตอนเย็นกลับมาบ้านก็หาธูปมาจุดปัก ตรงหน้าบ้านบอกว่ามาขออาศัยนอน” พี่ฉันเสริมว่า “ มันก็น่าสมควรอยู่มันชอบนอนหลับขวางทางประตูเข้าบ้านประจำ ” ฉันมาคิดดูคงไม่ใช่คนที่ฉันรู้จักสนิทสนมแน่นอนเพราะหญิงคนนั้น...เธอเรียกฉันว่า...วะ-ไล-พอน (70 : 30)

                   หลังจากที่ฉันเห็นผีมา 3 วัน ก็มาถึงวันเสาร์พอดี วันนั้นฉันบอกให้พี่สาวช่วยซื้อของเตรียมทำสังฆทานให้ฉันด้วยเดี๋ยวกลับมาเก็บเงินที่ฉัน วันนี้ฉันจะไปเอาปริ้นเตอร์ที่ร้านพี่เบย์ที่จตุจักร หลังจากนั้นฉันก็เดินทางนั่งรถไปจตุจักร พอเดินมาถึงร้านขายชุดเกี่ยวกับของทหาร ARMY ของพี่เบย์ ฉันก็มองเห็นว่ามีพี่เน็ต พี่โบ้ว พี่เบย์ กับเพื่อนของพี่เขาอีกคนหนึ่งกำลังนั่งกินเบียร์กระป๋องกันอยู่กลางวันแสกๆ ประมาณบ่ายโมง  แต่ที่ฉันผิดสังเกตคือ วันนี้พี่เน็ตตัวดำกว่าปกติเยอะเลย แต่ฉันก็ไม่คิดอะไร พี่เน็ตคงจะนั่งตากแดดมานานเลยตัวดำมั้ง หลังจากฉันติดต่อเรื่องปริ้นเตอร์กับพี่เบย์เรียบร้อยแล้ว ฉันเลยขอฝากของไว้กับร้านพี่เบย์ก่อน เพื่อที่ฉันจะได้ไปเดินดูหาซื้อของต่อ 

                ฉันเดินดูซื้อของมาจนถึงเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง ก็เดินกลับมาที่ร้านพี่เบย์เพื่อขนเอาปริ้นเตอร์กลับบ้านพี่สาว พอฉันนั่งรถและเดินกลับมาถึงบ้าน พี่ฉันก็บอกว่า “ พี่เน็ตตายแล้ว... ล้มหัวฟาดสลบอยู่ในห้องน้ำที่จตุจักร เอาตัวส่งโรงพยาบาลช่วยไม่ทัน ”  ฉันก็ร้องอ้าว เมื่อกี้ฉันยังเห็นพี่เน็ตนั่งยิ้ม กินเบียร์กระป๋องกันอยู่เลยตอนบ่ายสองโมงครึ่ง พี่สาวฉันก็ตกใจทำไมไปไวอย่างนี้ แสดงที่เขาว่ากันว่าคนที่เงาหน้าดำจะโชคไม่ดี ฉันจึงคิดว่าเป็นเรื่องจริง (71 : 29)

                พอถึงวันรดน้ำศพพี่เน็ตที่วัด ฉันก็ขอติดไปวัดด้วย เพื่อขอถวายสังฆทานไปเลยในวันเดียวกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดไม่มีทางรู้หรอก หลังจากนั้นไม่นานนักฉันก็ย้ายกลับมาอยู่กับแม่ที่บ้านปากเกร็ดเหมือนเดิม 

                อยู่มาช่วงหนึ่งฉันนอนไม่ค่อยหลับติดต่อกันมานาน 2 -3  คืน พอช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันเสาร์พ่อฉันก็โทรศัพท์เข้ามาที่บ้านขอสายฉัน โทรศัพท์บ้านดังแม่เป็นคนรับและถามพ่อว่ามีอะไร แม่บอกฉันว่าพ่อโทรมาหามึง ฉันเลยรีบวิ่งมารับโทรศัพท์ พ่อถาม   “ ฉันไปสาบถสาบานขออะไรใครไว้ที่ไหนหรือเปล่า แล้วลืมแก้บน ” ฉันว่า “ เปล่า...จำไม่ได้นึกไม่ออก ”  พ่อว่า “ หลวงปู่ดวดที่วัดแถวรังสิตคลอง  3 เขาทักพ่อว่าลูกสาวเส้นผมบังตา ให้รีบเอาส้ม 5 ผล พร้อมน้ำ 1 แก้ว จุดธูป 1 ดอก ปักถวายบนโต๊ะที่ตั้งกลางแจ้ง เองรีบไปทำพร้อมให้พูดขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าที่เจ้าทางซะด้วย ” หลังจากพ่อวางสาย ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่เลยว่าเดี๋ยวจะออกไปซื้อส้มเตรียมไว้ไหว้วันพรุ่งนี้ ตอนนั้งฉันงงว่าอะไร แต่แม่ว่าแม่เคยได้ยินฉันพูดลอยๆ ว่าจะให้หัวหมูถ้าฉันประสบความสำเร็จกับการทำงาน แถมตอนนั้นฉันยังหัวเราะอีกด้วย ตัวฉันเองกลับจำไม่ได้และคิดว่าฉันเองก็ไม่ได้พูด (เริ่มไม่แน่ใจ)

                ในวันเดียวกันกับที่พ่อโทรมานี้เอง พอเวลาประมาณสามทุ่มฉันได้เรื่องเลยงานนี้ ฉันกำลังนอนดูทีวีอยู่ดีๆ ก็มีเสียงผู้ชายแว่วมาในหู “ อีตัวดีมึงรีบทำเดี๋ยวนี้เลยนะ ” ฉันเริ่มจะบ้าแล้ว ฉันกลัวบอกแม่ว่า “ฉันได้ยินเสียงผู้ชายบอกฉันว่าให้รีบทำเดี๋ยวนี้เลยนะ ” แม่ว่าทำอะไร แล้วฉันรีบรุกจากที่นอนมากอดแม่ร้องให้ใหญ่เลย “ แม่...เขาพูดบอกฉันเหมือนให้ฉันเป็นล่ามเลยแม่ ...มึงเอาของไหว้กูเดี๋ยวนี้นะมึงไม่งั้นน่าดู...กูจะเอาให้มึงอยู่ไม่ได้เลย มึงต้องล้างโต๊ะขัดให้เอี่ยมสะอาดๆ นะมึง แล้วมึงเช็ดให้แห้งด้วย เอาออกมาตั้งให้กูเดี๋ยวนี้ ” ฉันพูดจบแค่นั้นก็ร้องไห้เป็นบ้า ฉันกับแม่รีบยกเอาโต๊ะในห้องรื้อเอาของออกจากโต๊ะให้หมด แล้วยกโต๊ะเตี้ยออกไปรีบล้างทำความสะอาด แล้วหาผ้าแห้งๆ มาเช็ดโต๊ะให้แห้ง แล้วยกขนออกไปกองไว้ลานกลางแจ้ง วางไว้ข้างกับศาลพระภูมิเจ้าที่เลย แม่จัดเอาส้มใส่จาน เอาน้ำกินใส่แก้วใบใหม่ ยกไปตั้งถวายกลางแจ้ง แล้วแม่ก็เอาธูปมาจุด ให้ฉันปักลงไปบนส้ม ฉันก็รีบกล่าวขอขมาไม่รู้ว่าพูดถูกครบตามที่พ่อบอกไว้หรือเปล่า ฉันกับแม่รีบช่วยกันทำจนเสร็จตอนเที่ยงคืนพอดี

 

                พอเช้าวันรุ่งขึ้นแม่ก็ตื่นแต่เช้าออกไปหาซื้อกล้วยและซื้อส้มกับเหล้าขาว 40 ดีกรี พร้อมกับเอายาเส้นมาตั้งโต๊ะถวายเจ้าที่เจ้าทาง ฉันก็จุดธูปแล้วพูดตามแม่ หลังจากที่ฉันไหว้เสร็จแล้วในวันนั้น มันก็ไม่เกิดเหตุการณ์ที่ฉันได้ยินเสียงสั่งในหัวอีกเลย (ดีแล้ว) แต่ฉันยังคงไม่ลืมว่าฉันยังค้างหัวหมูไว้ตามที่แม่บอก (85 : 15) 

                ปัจุบันนี้ถ้ามีใครมาถามฉันว่า คิดอย่างไรกับเรื่องของผีและสิ่งเล้นรับ ตอนนี้ฉันมีคำตอบให้กับคำถามเหล่านั้นแล้ว เชื่อหรือไม่ สรุปว่าเชื่อ 85 % และอีก 15%ยังไม่แน่ใจ จากอัตราเปอร์เซ็นต์ที่สรุปได้คือฉัน “ เชื่อ ” ว่าในโลกยังมีสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้อีกมาก แต่ฉันไม่ขอให้ใคร มีความคิดเห็นหรือคล้อยตามเชื่อความคิดของฉันหรอกนะค่ะ บางเรื่องมันยากใช่ว่าคนทุกคนจะมีเคยประสบกับเหตุการณ์ลึกลับเหมือนอย่างฉัน สุดท้ายฉันขอให้ทุกคนพบเจอแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตนะค่ะ...ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
ไนล์_รอยเคียว วันที่ : 18/01/2010 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wildseed

(0)
เรื่องของพ่อ ชอบครับ เขียนออกจากความทรงจำมันเพราะและน่าอ่านอยู่ในตัวเสมอๆ ครับ
ความคิดเห็นที่ 5
มะอึก วันที่ : 18/01/2010 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

(0)
วไลพร....เล่าเรื่องได้สนุก....
1 โหวต
ความคิดเห็นที่ 4
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

(0)
โลกกว้าง ทางแคบครับ
ความคิดเห็นที่ 3
บ๋าคาน วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bakan

(0)
ความคิดเห็นที่ 2
ไอลี่ วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ilyy
เรื่องเล่าของฉันสีน้ำ

(0)
ไม่เชื่อก็จ่ายมา..
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

(0)
อรุณสวัสดิ์ค่ะ ...
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน