• Ae^
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : walai_ae22@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-01-08
  • จำนวนเรื่อง : 112
  • จำนวนผู้ชม : 309451
  • จำนวนผู้โหวต : 113
  • ส่ง msg :
  • โหวต 113 คน
วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน 2555
Posted by Ae^ , ผู้อ่าน : 120667 , 21:36:11 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 24 คน

เรื่องของฉัน...ประสบการณ์จากชีวิตจริง 

                ขณะนี้เวลา สองทุ่มสิบห้านาที ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2552 ปีนี้ ฉันมีอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์ วันเกิดก็พึ่งจะผ่านมาหมาดๆไม่ช้าไม่นานความแก่มันก็มาเยือน สังเกตุได้จากรอยย่นบนแผ่นหน้า รอยกระและตีนกา บวกกับรูปร่างซึ่งเริ่มกลายจะเป็นหมูไปทุกที จากอดีตที่เคย 40 กิโลกรัม ปัจจุบันปาเข้าไปเกือบ 50 กิโลกรัม อีหมูอ้วน(แม่เรียกอย่างตั้งใจ) ตอนนี้ว่างงานไม่รู้จะทำอะไรเลยอยากเล่าความประทับใจส่วนหนึ่ง...ในชีวิต

 

วัยเด็ก

 

 วัยเด็กฉันเข้าเรียนอนุบาลที่โรงเรียนคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีโรงเรียนนี้ถือได้ว่าเป็นสถาบันการศึกษาของตระกูลฝั่งแม่เลยทีเดียว เริ่มจากรุ่นยาย รุ่นแม่ รุ่นน้า มาสู่รุ่นลูก ยกเว้นรุ่นหลานแปลกหมือนกันที่รุ่นหลานไม่ใช้บริการของโรงเรียนภาครัฐคงเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบครัวมีฐานะมากขึ้น จึงหันไปใช้บริการจากสถานศึกษาของภาคเอกชนแทน 

 

ชีวิตในชั้นอนุบาลฉันก็เหมือนเด็กทั่วไป กินได้นอนหลับปกติ บางคราวก็มีโอกาสได้ทำกิจกรรมของโรงเรียนบ้างคือการเต้นระบำฮาวาย...(งานแรกและงานเดียวในชีวิต) โดยถูกจับให้ใส่ประโปรงที่ทำจากเชือกฟางสีเขียวอ่อน เชือกถูกนำมาสางให้บานเป็นฝอยมองดูคล้ายสุ่มน้อยๆ ดูแล้วพลิ้วไหวได้พอสมควร บวกกับการสวมพวงมาลัยที่คอ โดยพวงมาลัยนั้นจะมีแต่ดอกกล้วยไม้เพียงอย่างเดียว รวมทั้งสวมบนศีรษะด้วยอีกหนึ่งพวงแค่ให้ดูพองาม

 

 เด็กทุกคนที่แสดงโชว์บนเวที จะต้องถูกจับมาแต่งหน้าทาแป้งจนขาวและเขียนปากสีแดง ประมาณว่าพอกหน้าให้ขาวไว้ก่อนเป็นใช้ได้ พอให้ขึ้นไฟบนเวที ในระหว่างที่ถูกจับผลัดแป้งแต่งหน้านั้น ก็มีชายผู้หนึ่งเป็นใครไม่ทราบได้
ส่งเสียงขึ้นมาลอยๆ “ ผลัดเข้าไปอยู่นั่นแหละแป้ง...เดี๋ยวก็กลายเป็นขี้ใคลพอดี ” ฉันคาดว่าชายคนนั้น คงเป็นผู้ปกครองของเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมคนใดคนหนึ่ง จนบัดนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะใช่เสียงพ่อตัวเองหรือไม่ ตั้งแต่นั้นมา ฉันเลยจำว่า “ การทาแป้งมันจะทำให้กลายเป็นขี้ใคลดูสกปรก ” และจากการเต้นระบำฮาวายนี่เองทำให้ฉันเกลียดฝังใจและไม่ชอบการทาแป้งตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันแม้โตแล้วจะรู้ว่าแป้งนั้นมีประโยชน์
แต่ก็ยังคงฝังใจอยู่ (ในตอนวันรับปริญญา ถึงแม้ฉันจะเกลียดการทาแป้งสักแค่ไหน แต่ฉันก็ต้องขอเว้นไว้สักวัน ฉันยอมตัดใจทาแป้งเพื่อที่เวลาถ่ายภาพจะได้ออกมาสวยงาม)

 

เลือดกำเดา

 

                 ประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 เด็กผู้หญิงในยุคนั้น มักชอบเล่นกระโดดหนังยางโดยเฉพาะที่เรียกว่าบ้านเนี่ยฉันชอบสุดๆ เนื่องจากสามารถเล่นได้ดี แต่เมื่อไหร่ถ้าเปลี่ยนเป็นเล่นแบบโดดกระตุก ฉันเป็นต้องพาลขอเลิกก่อนทุกทีไป เพราะระยะกระตุกจะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือตัวฉันเตี้ยขาก็สั่น เลยเกี่ยวและหมุนไม่ถึง อยู่มาวันหนึ่งระหว่างที่ฉันกำลังเล่นบ้านอยู่เพลินๆ มีเด็กผู้หญิงเป็นใครไม่รู้ รู้แต่ว่าเธอนั้นตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับฉันอยู่ๆ เธอก็วิ่งมาชนถูกฉันที่ด้านหลังอย่างแรง ผลก็คือฉันล้มหงายหลังฟาดลงไปกับพื้นพอลุกขึ้นมายืนได้ เลือดกำเดาก็ไหลออกมาไม่ยอมหยุด จำได้ว่าตอนนั้นฉันร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่ว่าจะลองเงยหน้าบีบจมูก เลือดมันก็ไม่ยอมหยุดไหลซักที ขนาดโชคดีมีพี่สาวมานั่งอ่านนิทานให้ฟัง เพื่อกล่อมให้หยุดร้องตอนฉันนอนอยู่ห้องพยาบาล วันนั้นฉันประทับใจพี่สาวมาก เพราะปกติฉันกับพี่สาว เวลาอยู่ที่โรงเรียนจะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเล่น วันนั้นพี่มาใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ฉันเลยปลื้มไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ฉันจะยังจำได้หรือเปล่า

 

บางแสน

 

 ตอนประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 หรือปีที่ 4 ฉันมีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลบางแสนที่พัทยา ตอนนั้นตื่นเต้นดีใจมากที่จะได้ไปทะเล รีบตื่นเตรียมตัวแต่เช้าเก็บข้าวเก็บของรอประมาณว่าบ้าเหอพอถึงบางแสน พ่อก็พาฉันมาเล่นน้ำตรงตื่นๆ นั่งเก็บเปลือกหอย หาปู อยู่ที่หาดเนื่องจากฉันว่ายน้ำไม่เป็น (ตอนนี้ก็ยังไม่เป็น) นั่งเล่นเพลินๆอยู่ดีๆ พอมองมาขึ้นบนฝั่งอีกที ก็มองไม่เห็นหน้าแม่เสียแล้ว จากเดิมที่เห็นแม่นั่งคุยกันกับเพื่อนพ่ออยู่บนฝั่งที่เต้นท์ร่มสีแดง พอฉันเผลอเดินก้มๆ เงยๆ มองหาปูไป มองหาปูมาแหย่รูนั้นที...รูนี้ที มองหาอีกทีก็ไม่เจอใครแล้ว ไม่รู้ว่าอยู่กันตรงไหน คนก็เยอะมากบนฝั่งฉันเห็นแต่เต้นท์ร่มสีแดง สีเหลือง สีเขียว เต็มไปหมด ฉันเริ่มกลัวและหมดสนุกไปแล้ว ฉันเริ่มเดินไล่เลาะขึ้นไปตามชายหาดเรื่อยๆ ตะโกนเรียกพ่อ เรียกแม่ก็ไม่มีเสียงใครตอบสักคน จนสักพักฉันเริ่มร้องไห้เสียงดัง ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาถาม เขาถามว่า “ บ้านอยู่ไหน พ่อชื่ออะไร แม่ชื่ออะไร ” ฉันก็ตอบไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าใครจะถามอะไร ฉันตอบเพียงอย่างเดียวว่า “ ปากเกร็ด  ”ตอนนั้นฉันโง่จำอะไรไม่ได้ซักอย่างนอกจากปากเกร็ด จนในที่สุดก็มีชายใจดีพาฉันเดินไปส่งที่ป้อมตำรวจเพื่อประกาศเด็กหาย ประกาศอยู่นานจนเกือบหกโมงเย็นได้  พ่อก็เดินไล่หาฉันมาเรื่อย จนมาเจอฉันอยู่ที่ป้อมตำรวจนั่นเอง

 

 วันนั้นขากลับบ้านฉันโดนแม่บ่นอย่างอารมณ์เสียว่า “ ทำไมโง่ขนาดนี้ ชื่อพ่อ ชื่อแม่ก็จำไม่ได้ซักอย่าง จังหวัดบ้านพ่อ...เหรอ จังหวัดปากเกร็ดน่ะ ” นอกจากฉันแล้วพ่อก็พลอยถูกหางเลขไปด้วย “ ดูลูกยังไงปล่อยมันหายได้  มัวแต่เล่นน้ำนั่งมอง...อยู่น่ะซิ ถึงไม่เห็นว่าลูกหาย ” หลังจากนั้นมาไม่ว่าฉันจะได้ไปไหน แม่ก็จะเน้นย้ำว่า ปากเกร็ดอีกซิ... ตอนนี้ฉันเริ่มขอหาข้ออ้างเพื่อช่วยตัวเองได้แล้ว บางแสนสมัยนั้นกับสมัยนี้มันต่างกันอย่างมาก จากหน้ามือกลายเป็นหลังมือเลยทีเดียว ปริมาณคนที่เข้าไปเที่ยว ปัจจุบันน้อยลงกว่าเดิมมาก ถึงแม้จะถูกปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดูสวยสะอาดมากขึ้นแล้วก็ตาม

 

วิ่ง

 

ประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ฉันมีโอกาสเกือบได้เป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียน ตอนนั้นวิชาพละเป็นการสอบวิ่งแข่ง ผลออกมาคือฉันสามารถวิ่งชนะเพื่อนในห้องเดียวกันได้ ครูพละจับเวลาดูแล้วผลออกมาดีเกินคาดถ้าจำไม่ผิดวิ่ง 50 เมตร ฉันใช้เวลาประมาณ 12.50 วินาที  โอ้โห...ฉันงี้ดีใจจนหน้าบาน ตอนนั้นครูชมว่าเก่ง หลังจากนั้นครูเลยชวนให้มาลองหัดเป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียนดู แต่พอถึงเวลาเอาเข้าจริงต้องอยู่เย็นซ้อมวิ่งเหมือนกับพี่สาว
ซึ่งตอนนั้นพี่ก็เป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียนและเคยสามารถวิ่งชนะระดับจังหวัดด้วย แต่ฉันก็เป็นน้องที่มีนิสัยแตกต่างจากพี่มาก ถอดใจหลังถูกจับซ้อมวิ่งรอบสนามหญ้าหลังโรงเรียนเลิกได้เพียง3วัน
ไม่เอาแล้วเหนื่อย “ ทำไมไม่เหมือนพี่สาว ” ครูบ่น 

 

พอถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6  ฉันก็พึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการเป็นนักกีฬาวิ่งก็ครั้งนี้  เพราะตอนพี่สาวเรียนจบมีสิทธิได้โควตาเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งของอำเภอปากเกร็ดโดยไม่ต้องเข้าสอบแข่งขัน  แต่เวรหรือกรรมไม่ทราบได้พี่สาวฉันดันซื้อใบสมัครผิด ต้องใช้ใบสมัครสำหรับนักเรียนโควต้าเท่านั้น พี่ฉันซื้อใบสมัครของนักเรียนธรรมดามาสมัคร กว่าจะรู้ว่าซื้อผิดใบก็เปลี่ยนใบสมัครไม่ทันแล้ว เลยต้องปล่อยไปตามน้ำสอบแข่งขันแบบนักเรียนปกติทั่วไป แต่พี่ก็เก่งสามารถสอบผ่านเข้าเรียนได้โดยได้เรียนอยู่ห้องรองจากห้องหนึ่ง

 

 

 ม. ต้น

 แต่พอถึงคราวฉันสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ฉันก็ทำให้แม่ผิดหวังและขายหน้า ถึงแม้ฉันจะภูมิใจตัวเองที่เรียนได้เกรด 4 เกือบหมดทุกวิชา มีเกรด 3 มาเพียงวิชาเดียวเท่านั้น ก็ยังไม่สามารถสอบผ่านได้ ฉันสอบเข้าโรงเรียนมีชื่อไม่ติด เลยพาแม่เครียดวิ่งหาโรงเรียนเข้าให้วุ่นวาย (นี่ถ้าขยันซ้อมวิ่งตั้งแต่แรกคงจะดีไปแล้ว)  ในขณะที่เพื่อนที่นั่งเรียนติดกันกับฉัน ซึ่งสอบตกซ่อมแล้วซ่อมอีก ก็ยังสามารถสอบติดเข้าเรียนได้ โอ้โหพระเจ้าฉันไม่อยากเชื่อว่าทำได้ยังไง เพื่อนคนนี้เคยทำให้ฉันถูกครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ดุมาแล้ว ข้อหาปล่อยให้เพื่อนนั่งหลับในห้องเรียน แล้วฉันไม่ยอมปลุก (อ้าวเป็นหน้าที่ของฉันหรือนี่)  แต่มาตอนหลังแม่เล่าว่าเพื่อนคนนี้ เข้าได้เพราะใช้เส้นก๋วยจั๊บ (โดยจ่ายเงินไปถึง 3 หมื่นบาท เพื่อบริจาคซื้อโต๊ะและเก้าอี้นั่งให้กับทางโรงเรียน) เฮ้อ...ฉันยอมแพ้และในความเป็นจริงแล้ว ฉันอาจไม่ได้เก่งจริงๆ อย่างที่ฉันคิดและภูมิใจก็ได้ ฉันมันโง่ถ้าเก่งจริงต้องสอบแข่งสู้กับคนอื่นได้สิ  ในที่สุดแม่ก็บอกกับฉันว่า “ เอาเงินที่จะเสีย 3 หมื่นบาท เอาไปเป็นทุนส่งให้เข้าเรียนโรงเรียนอื่นตามปกติ สามารถส่งเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เลย เรียนที่ไหนมันก็เหมือนกันแหละ ” สมัยนั้นพ.ศ. อะไรนึกไม่ออก (ต้องนับนิ้วไล่) ในที่สุดฉันก็ได้มาเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก

 สมัยนั้นโรงเรียนนี้เป็นที่ล่ำลือว่า เด็กที่ไม่สามารถสอบเข้าที่อื่นได้ก็ต้องเข้าโรงเรียนนี้ (ฉันเป็นหนึ่งในนั้น) มาตอนนี้ฉันอยากขอบคุณทางโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้การศึกษาและยินดีต้อนรับฉันและนักเรียนทุกคนที่หมดหวังและพลาดโอกาส  ฉันกับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตอนอยู่โรงเรียนคลองเกลือ เราสองคนมีโอกาสได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนี้  ตอนนั้นฉันดีใจและเห็นแก่ตัวมาก แทนที่จะเสียใจกับเพื่อน แต่ฉันกลับดีใจจนออกนอกหน้า ที่เอ๋ได้มาเป็นเพื่อนเรียนของฉันต่อ (ปัจจุบันนี้ฉันยังคงติดต่อกับเอ๋อยู่ ถึงแม้จะเริ่มติดต่อน้อยลงไปบ้างก็ตาม เพราะต่างมีภาระที่เติบโตขึ้นตามวันเวลา)

 

ผ่าตัดเล็ก

 

 ในระหว่างรอเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น ฉันก็มีเรื่องทำให้แม่ต้องตกใจอีกจนได้ อยู่ดีๆ ก็มีก้อนกลมๆ ขึ้นที่บริเวณคอช่วงต่อมทอมซิลพอดี  ฉันกับแม่พากันไปหาหมอที่โรงพยาบาลปากเกร็ด คุณหมอสงสัยว่าไอ้ก้อนกลมๆ ที่คอนั้น มันอาจจะกลายเป็นมะเร็งได้ในอนาคต หมอเลยให้ฉันไปเอกซ์เรย์ที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก และนำเอาฟิล์มเอกซ์เรย์กลับมาให้หมอตรวจเช็คดู และนัดมาผ่าตัดเล็ก ผลหลังการผ่าปรากฏว่า ชิ้นเนื้อที่ถูกผ่าตัดนำเอาไปตรวจหาเชื้อ เป็นแค่ก้อนซีสธรรมดา ฉันและแม่จึงโล่งอกไปที การผ่าตัดครั้งนี้ฉันไม่รู้สึกกลัว  ถึงแม้จะเป็นการผ่าตัดครั้งแรกคงเป็นเพราะได้เจอคุณหมอใจดีหมอว่า “ เจ็บเท่ามดกัดตอนฉีดยาชา ” เป็นอย่างที่หมอบอกจริงๆ รอดไปทีงานนี้เย็บไป 3 เข็ม

เด็กเรียน

  ที่โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม ตอน มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ฉันได้เรียนอยู่ห้องที่ 1 แต่พอเลื่อนมาขึ้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 ฉันกับเพื่อนที่เคยเรียนอยู่ห้อง 1 ด้วยกันหลายคน ก็ต้องถูกจับย้ายกระจายไปเรียนอยู่ตามห้อง 2 และห้อง 3 ด้วยไม่ทราบว่าทางโรงเรียนมีนโยบายอะไรในช่วงนั้น ส่วนฉันถูกย้ายมาอยู่ห้อง 3 ตอนนั้นฉันเสียใจพอสมควรเพราะ
ติดเพื่อน จากที่เคยเรียนสนุกสนานอยู่กับเพื่อนๆ ที่ห้องหนึ่งถึงคราวเราต้องแยกห้องกันเรียนแล้ว ฉันต้องปรับตัวเพื่อเข้ากับเพื่อนใหม่ (โดยส่วนตัวฉันไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่)

 ฉันกลายเป็นพวกเด็กเรียนไปโดยปริยาย เนื่องจากเพื่อนใหม่ในห้อง 3 บอกอย่างนั้น ฉันต้องนั่งหน้าห้องเกือบตลอดทั้งที่ไม่อยากนั่ง ย้ายที่นั่งก็ไม่ได้ เพื่อนห้อง 3 ว่าตัวเล็กนั่งหน้าดีแล้ว (ขอบใจ) มันก็มีบางวันที่ฉันก็ไม่อยากนั่งข้างหน้า ส่วนใหญ่เวลาฉันทำการบ้านเสร็จ ฉันก็พยายามรีบส่ง ไม่อยากให้เพื่อนมายืมลอกเพราะกลัวถูกจับได้ ฉันทำถูกทำผิดเพื่อนก็ไม่สนลอกอย่างเดียว ไม่ให้ลอกก็โดนว่า “ จะหวงวิชาไปถึงไหน ” พอฉันทำผิดโดนอาจารย์ดุยังไม่พอแถมเพื่อนยังบ่นซ้ำฉันอีก ถ้าเป็นตอนนี้ฉันคงบอกเพื่อนเหล่านั้นว่า “ ถ้าฉันเก่งรู้หมดทุกอย่างคงไม่ต้องมานั่งเรียนหรอก ”  

เพื่อนในห้อง3ส่วนใหญ่จะเป็นชายมากกว่าหญิง พวกนักเรียนชายมักนัดพากันโดดเรียน  แต่ฉันยังไม่เคยโดดกับเขาเพราะไม่รู้ว่าจะโดดไปอยู่ไหน และพวกนี้ชอบพากันไปแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำประจำแถมยังแอบซ่อนหนังสือบนฝ้าเพดานห้องน้ำอีก ไม่ต้องงงหรือสงสัยว่าทำไมฉันถึงรู้ดีจัง เพราะแม้แต่ฝ้าเพดานในห้องน้ำหญิงก็ยังไม่เว้น ฉันคนนึงไม่เอาด้วยหรอกขออยู่เรียบร้อยหงิมๆ ติ๋มๆ ดีกว่า อาจารย์จะได้รักใคร่เอ็นดูและท่านจะได้ให้คะแนนจิตพิษสวาทช่วยเยอะๆในตอนที่ฉันทำคะแนนข้อสอบได้ไม่ดี (แผนวิธีนี้สามารถช่วยได้จริงๆ) 

 แล้ววันประกาศผลสอบตอนจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็มาถึง โอ้โหฉันตื่นเต้นดีใจมาก
อยากรู้ผลคะแนนเร็วๆ ถึงขั้นตื่นแต่ตีสาม เนื่องจากนอนไม่หลับคอยลุ้นอยากให้เช้าไวๆจะได้รู้ผลสอบเร็วๆฉันรู้สึกดีเวลาเกรดออก แล้วมีโอกาสได้เอาคะแนนสอบมานั่งพูดคุยกับเพื่อนที่เคยเรียนห้องอยู่เดียวกันสมัยปีที่ 1โดยเฉพาะกับเอ๋ ดามัย จุ๊บแจง ทัศนีย์ จากผลคะแนนสอบที่ออกมาค่อนข้างดีนั้น ถือได้มีส่วนช่วยลบคำสบประมาทจากบรรดาญาติที่ฉันไม่รู้จักได้เป็นอย่างดี 

 

จุดเปลี่ยน

 

 โดยปกติฉันไม่ค่อยรู้จักใครเพราะวันๆ เอาแต่เดินก้มหน้าก้มตามองดิน ฉันเลยไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่คอยเฝ้าสังเกตุและคอยวิพากษ์วิจารณ์ฉันอยู่ มารู้จากการที่แม่เล่าให้ฟังในภายหลังผลการเรียนที่ดีมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันมีความมั่นใจและสามารถช่วยให้ฉันสอบเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนมีชื่อเจ้าเก่าเข้าจนได้ (เพื่อนฉันมากันเกือบยกทีมหมด) ถึงแม้ฉันจะได้เข้าเรียนสายวิทย์ แต่พื้นฐานการเรียนฉันก็ไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก จึงทำได้เพียงแค่อยู่ที่ห้อง 3 เท่านั้น ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายของสายวิทย์พอดี อย่างน้อยก็พอใจ

 

 ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ช่วงนั้นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่จะต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งใจเรียน เพื่อให้สามารถสอบเอ็นซ์ทรานซ์ให้ติดในคณะที่ตนหมายปอง  ส่วนตัวฉันเองก็อยากลองสอบเอ็น-สะ-ท้านกับเขาเหมือนกัน แต่ช่วงปลายเทอม 2 นั้นอาจารย์ฝ่ายแนะแนวเขาได้เข้ามาประชาสัมพันธ์ว่าตามสถาบันการศึกษา โรงเรียนเทคนิคที่ต่างๆ เขามีการเปิดสอบรอบโควต้ากันก่อน ใครสนใจสามารถไปติดต่ออาจารย์เพื่อขอข้อมูลประกอบการสมัครสอบได้  พอกลับถึงบ้านฉันก็เอามาเล่าให้แม่ฟัง แม่ดีใจอย่างมาก บอกให้ฉันรีบไปสมัครสอบแข่งเลยทันที แม่ว่าการที่ฉันอยากเรียนในสาขาสถาปัตย์นั้น (ช่วงนั้นกระแสเขาฮิตกันฉันเป็นพวกไม่มีจุดยืนเป็นของตนเอง) “ ถ้าฉันเอ็นซ์ไม่ติดโรงเรียนของรัฐ...ก็ไม่มีเงินส่ง...เรียนมหาลัยเอกชนได้หรอก ไหนจะค่าเทอมและค่ากินรายวันอีกค่าอุปกรณ์การเรียน เรียนโรงเรียนเทคนิคก็ได้ผลเหมือนกันแหละไปลองสอบดู ” สุดท้ายฉันตัดสินใจไปลองสมัครสอบที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี เป็นการสอบเพื่อเข้าเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หลักสูตร 4 ปี โดยใช้วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายชั้นปีที่ 4 สมัครสอบ ปรากฎว่าฉันสามารถสอบติดภาคสมทบ แม่ดีใจยกใหญ่แต่แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร อยากให้ฉันไปลองสอบใหม่อีกครั้งเผื่อจะได้ภาคปกติ
จะดีกว่าช่วยประหยัดเงินไปได้มาก ฉันก็ไปลองสมัครสอบใหม่อีกครั้งปรากฏว่าสามารถสอบติดรอบเช้าซึ่งถือดีกว่ารอบบ่ายหรือภาคสมทบ (ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง) 

 

                 ฉันต้องเปลี่ยนมาเรียนสายช่างเทคนิคที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี ตามที่แม่หวัง การเรียนที่นี่ทำให้ฉันเปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่ไม่เคยไว้ผมยาวมาก่อนตอนเรียนฉันก็ลองไว้ผมยาวดู คิดเอาเองว่าอาจช่วยให้แลดูดีขึ้น ไว้ได้ปีนึงฉันก็สำนึกได้ว่า “ มันเหมือนทหารแมนจูในหนังจีนกำลังภายใน ” เพราะความที่ฉันเป็นคนหัวโหนกหน้าผากกว้างมาก (หัวล้าน)ไว้ผมยาวรวบมัดผมไว้ข้างหลังเฉยๆ เหมือนมากๆ พอไว้ยาวได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจซอยผมสั้นเลย คิดว่ากระชากวัยและช่วยทำให้หน้าตาดูดีขึ้น  ตอนนั้นช่างตัดผมถามฉันว่า “ ไม่เสียดายผมเหรอ ” “ ไม่เสียดายเพราะเดี๋ยวมันก็ยาวใหม่จะไว้ใหม่อีกก็ได้  ” ฉันว่างั้น หลังจากตัดผมเสร็จ ฉันดูเหมือนเด็กผู้ชายแมนมากเลย (ตอนหลังเริ่มสำนึกได้เพราะเกือบถูกโดนตีหัวแบะ) เพราะพี่สถาบันอื่นมองข้างหลังแล้วคิดว่าฉันเป็นชาย (สงสัยว่าท่าทางฉันคงดูกวน...) เวลาไปเดินห้างสาวๆมัธยมศึกษาตอนต้นจะมองฉันแปลกๆ ประมาณว่าสงสัย คนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เพราะหน้าอกก็แบนขนาด บางคนก็ว่าฉันเป็นทอม (จริงๆไม่ได้เป็นนะ)

 

 จากที่ฉันไม่เคยโดดเรียนมาก่อน  มาเรียนอยู่ที่นี่ระบบการเรียนเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมที่เคยชิน มีโอกาสและช่องทางทำให้สามารถโดดเรียนได้ง่ายขึ้น ฉันก็เลยโดดซะเลย โดดไปดูหนัง เดินห้าง เป็นกิจกรรมหลัก (สมัยตอนมัธยมต้นทำไม่ได้เพราะขาดงบส่วนหนึ่ง) แต่โดยภาพรวมฉันก็ยังคงตั้งใจเรียนอยู่ ถึงแม้บางวิชาจะเรียนอ่อนบ้างโดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์และวิชาภาษาอังกฤษ แต่ฉันก็ถูๆไถๆ ผ่านมาจนได้

 

 ในระหว่างที่เรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส. 4 ปี) นั้น ฉันเองก็กลัวตัวเองจะเรียนไม่จบเลยไปสมัครลงเรียนการศึกษานอกโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (กศน.) สำรองไว้กันเหนียว จะได้ไม่เสียเวลาเปล่า ถ้าฉันเรียนปวส.ไม่จบจริงๆ พอเรียน2 ปีก็จบกศน.ได้วุฒิการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ฉันเลยเอาใบระเบียนที่ได้ไปสมัครสอบเอ็น-สะ-ท้านกับเขาผลเป็นไปตามคาด ฮิๆไม่ติดแม้กระทั่งฝุ่น ยากมากจริงๆ ยอมรับเลยว่าพวกที่สามารถเอ็นซ์ผ่านนี่เก่งจริง ขนาดฉันตั้งใจอ่านหนังสือแล้ว มันก็ยังไม่ผ่านทำให้มานึกถึงคำที่แม่เคยพูดเอาไว้ ไม่งั้นจะทำยังไงเนี่ย ถ้าเรียนจบมัธยมปลายตามปกติแล้วสอบเอ็นซ์ไม่ติด  หลังจากนั้นมาทำให้ฉันตั้งใจเรียนมากขึ้นประกอบกับการได้น้ำใจดีๆจากเพื่อนที่ร่วมเรียนมาด้วยกัน มีรายนามดังต่อไปนี้ องอาจ จักรกฤษณ์ เงี๊ยบ (เกษมสันต์) มีนา (วรารัตน์) ที่ช่วยฉันทำโมเดลอยู่จนดึกและคอยให้กำลังใจ บอกว่าฉันต้องทำทัน (ตอนนั้นถอดใจแล้ว)

ช่วงนั้นอดหลับอดนอนหลายวันเข้าก็เริ่มเอ๋อ รู้สึกอยากจะวูบก็ต้องทน แม่ก็โด๊ปฉันด้วยซุปไก่สกัดตรา...เป็นประจำ ซุปนี้ให้ผลดีเยี่ยมจริงๆ เวลาคับขัน และมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ฉันเรียนจบ ส่งงานอาจารย์ทันตามเวลาที่กำหนดพอดิบพอดี ถ้าไม่ได้เขาเหล่านี้และซุปไก่สกัดขวดนั้น อนาคตของฉันคงดับมืดสนิท เพราะถ้าฉันส่งงานอาจารย์ไม่ทันตามกำหนดเวลานั่นหมายความว่าโควตาของฉันในตอนนั้นก็ต้องหลุดไป กลายเป็นของผู้อื่นไปตามระเบียบ ซึ่งปัจจุบันบรรดาเพื่อนเหล่านั้นได้เลิกคบฉันไปหมดแล้ว (เนื่องจากฉันนิสัยดีจัด) งานรวมรุ่นก็ไม่ค่อยจะไปกับเขา ประมาณว่าฉันไม่เอาเพื่อนเอาฝูงเลย

 

ผ่าตัดครั้งที่ 2

 

 ตอนระหว่างที่กำลังเรียนปวส.ชั้นปีที่ 3 ขึ้นชั้นปีที่ 4 นั่นเอง อยู่ดีๆ ช่วงนั้นฉันก็ได้รับก้อนเนื้อประหลาดมาเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าอกซ้าย แต่แทนที่มันจะขึ้นที่หน้าอกทั้งสองข้างให้ใหญ่เท่าๆกัน ปรากฏว่ามันมาข้างเดียว เป็นก้อนเนื้อขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยได้ตอนแรกที่เห็นตอนอาบน้ำก็คิดว่าคงไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็คงจะหายไปเอง
(มาเองได้ก็น่าจะไปเองได้เหมือนกัน) จากเม็ดขนาดเล็ก มันก็เริ่มขยายพองออกเรื่อยๆจน 2 เดือนผ่านไปมันใหญ่ขึ้นขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่โป้ง มันไม่หายไปซักที คราวนี้ฉันกลัวเริ่มนอนไม่หลับจากที่เงียบไว้ตอนนี้เงียบไม่ไหวแล้ว เลยเล่าไอ้ก้อนประหลาดให้แม่ฟัง พอแม่ฟังยังไม่ทันจะจบแม่ก็เริ่มพูดเสียงดัง “ ไม่ปล่อยให้มันอยู่ไปอีก 2-3 เดือนล่ะถึงค่อยบอก... ”

 

 แม่กลัวว่าจะเป็นมะเร็งเหมือนญาติ ซึ่งพึ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อปีที่ผ่านมา  แต่คราวนี้ฉันก็กลัวด้วยมันใกล้หัวใจนะฉันคิดไปนั่น  หลังจากวันนั้นแม่พาฉันไปหาหมอเพื่อรักษา กินยาก็แล้ว ทายาไป 2 เดือนก็ไม่หาย คราวนี้ฉันเลยได้ใช้บริการที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และรอข้ามปีประมาณ 6 เดือนฉันจึงได้คิวผ่าตัดนับจากเริ่มตรวจครั้งแรก  เมื่อคิวผ่าตัดของฉันมาถึง ฉันต้องเตรียมอดข้าวอดน้ำ ห้ามกินอาหารทุกอย่างหลังเที่ยงคืน  แต่พอนาฬิกาบอกเวลาว่าอีก 15 นาทีจะเที่ยงคืนเท่านั้น ฉันก็กินซัดซะแหลกลานเลย เพราะเดี๋ยวจะไม่ได้กินแล้ว ยังไงก็ขอตุนไว้หน่อยแล้วกันพอมาถึงโรงพยาบาลก็ยื่นบัตรคิวที่หน้าห้องผ่าตัด เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเขียวสำหรับผ่าตัด เข้าไปนั่งรอในโซนหน้าห้องผ่าตัด คราวนี้ฉันได้รับโอกาสอวดโชว์ขนหน้าแข้งอันดกดำแบบเต็มๆ พยาบาลว่า “ แมนมากน้องคนนี้สงสัยจะมีฮอร์โมนชายเยอะนะ ” ตอนนั้นฉันอายหมอกับพยาบาลมาก ก่อนหน้านี้มีแต่แม่และญาติเท่านั้นที่ทัก “ ผู้หญิงบ้าอะไรวะ มีขนหน้าแข้งอย่างกับผู้ชาย ”

 

                พอขึ้นเตียงผ่าตัดเขาก็เอาผ้าสีเขียวคลุมปิดหน้าฉันไว้ แล้วเปิดเสื้อตรงช่องอกไว้ ทำความสะอาดทายาล้างแผลเช็ดอะไรนะเย็นเชียว หลังจากนั้นหมอก็เริ่มฉีดยาชาที่หน้าอก  หลังจากฉีดยาชาได้ไม่นานฉันก็มีอาการตื่นเต้นกลัวสุดขีด จนกราฟที่แสดงคลื่นหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ จนหมอไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ หมอกลัวว่ายาชาอาจจะหมดฤทธิ์ก่อนได้ทำการผ่าตัด เพราะกำหนดใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น (อย่าว่าแต่หมอเลยฉันก็กลัวมากเช่นกัน) หมอถามว่า “ หนูเป็นโรค....หรือเปล่า ” โรคอะไรไม่รู้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษยาวเป็นหางว่าว ฉันฟังไม่ทันเพราะภาษาไม่แข็งแรง หมอเลยตกลงกับพยาบาลว่าถ้าอีก 10 นาทียังไม่หายเป็นปกติคงต้องใช้ยาสลบ 

 

                พยาบาลก็เริ่มลากขวดน้ำเกลือเข้ามารอในห้อง (เสียงล้อรถเข็นดังแกรกๆ) แต่หมอว่ายาสลบมันแรงเกินไป นี่เป็นการผ่าตัดเล็ก ประกอบกับตัวฉันตอนนั้นมีน้ำหนักน้อย (ไม่เท่าปัจจุบัน) ไอ้ก้อนปัญหานี่มันอยู่เพียงแค่ชั้นผิวด้านนอกตื้นๆ เท่านั้น จากการสังเกตุของหมอ หมอเลยใช้จิตวิทยาสั่งพยาบาลให้มายืนด้านข้างหัวฉัน แล้วพยาบาลก็ยื่นมือนุ่มๆ มาให้ฉันจับ พยาบาลบอกว่า “ มือเย็นเฉียบเหงื่อออกเยอะมาก ” หมอเลยบอกให้พยาบาลชวนฉันคุย พยาบาลก็ถามเรื่องทั่วไปชื่ออะไร มากับใคร มีพี่น้องกี่คน กลัวไหมค่ะ(แต่ไม่น่าถามหัวใจเต้นแรงขนาดนั้น) และบอกฉันว่าไม่ต้องกลัวเพียงแป๊ปเดียวก็เสร็จแล้ว


                พอพยาบาลชวนคุย หัวใจฉันก็เริ่มกลับมาเต้นเป็นปกติ หมอถามว่า “ พร้อมไหมหมอจะลงมือแล้วน่ะ เดี๋ยวยาหมดฤทธิ์ ” ฉันเริ่มมั่นใจขึ้นคิดว่าแป๊ปเดียวคงเสร็จเลยบอกว่า “พร้อมค่ะ”โอ้เย็นหวิวๆ จังตอนพยาบาลเอาแอลกอฮอลล์เช็ดทำความสะอาดรอบหน้าอกซ้ายอีกครั้ง (ไข่ดาวฟองน้อยเริ่มจะมีซอสแล้ว) ฉันรู้สึกได้ว่าผิวหนังบริเวณหน้าอกเหมือนมันจะดึงขึ้นมาได้หน่อยๆ แม้ว่าลักษณะของเครื่องมือที่หมอใช้ประกอบการผ่าตัดฉันเองจะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันต้องเป็นที่คีบอะไรซักอย่างที่มีปลายแหลมเล็กๆ เหมือนเข็ม เพราะฉันเจ็บจี๊ดๆตอนนั้น แต่พอทนได้อยู่ แล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำเร็จเย็บไป 5 เข็ม

 

                จากนั้นหมอก็นัดวันให้มาตัดไหมพร้อมฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งผลออกมามันก็เป็นก้อนซีสเหมือนเดิม “ ดีแล้วที่เป็นแค่นั้น ” หลังจากการผ่าตัดฉันมีโอกาสได้คุยกับดามัย ดามัยบอกฉันว่า “ ทำไมฉันไม่ให้หมอทำศัลยกรรมหน้าอกให้ด้วยล่ะจะได้เจ็บทีเดียวแล้วสวยเลย ” (จริงด้วยไอเดียดีแต่ช้าไปแล้ว)

 

 คุณหนู

 

                 หลังจากเรียนจบปวส.(ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนนทบุรี ฉันโชคดีมีโอกาสได้โควต้ามาเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีต่อเนื่องหลักสูตร 2 ปี ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การเรียนที่นี่ฉันมีเพื่อนแตกต่างแหวกแนวกันไปมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชายมากกว่าหญิง แต่ฉันก็ยังคงเส้นคงวา ในเรื่องการไม่ค่อยคบคนเช่นเคย งานนี้ฉันขอชื่นชมมีนา(วรารัตน์) เพื่อนที่เรียนปวส. 4 ปีด้วยกัน มีนาเก่งมากสามารถสอบผ่านเข้ามาเรียนด้วยกันได้ ช่วงแรกๆฉันดีใจ มาตอนหลังเริ่มเฉยๆ เพราะไม่ค่อยได้คุยกับมีนาเท่าไหร่เริ่มห่างกัน (ฉันดีจัด...และขอโทษที่ทิ้งเพื่อน) ส่วนใหญ่ฉันใช้เวลาคุยกับกลุ่มเพื่อนสาวมากกว่า
ฉันได้รับฉายาว่า “ อีเตี้ย ” จากเพื่อนๆ กลุ่มนี้นี่เอง ถึงจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่แต่ภายหลังก็เริ่มชินไปโดยปริยาย ฉันยังคงประทับใจกับกรรณิการ์ กล้านอนหงาย  (ปุ๋ย)  บอล โอ๋  เลี่ยม นุ๊ก ป่าน ตอย และคนอื่น ๆ   

 

                การเรียนที่นี่ ฉันเป็นคุณหนูมากเพราะมีแม่ตามมาอยู่กับฉันที่หอนอกด้วย สงสัยแม่จะกลัวว่าฉันจะเรียนไม่จบ ฉันอยู่กับแม่ 2 คน ประมาณว่าแม่ติดลูกหรือลูกติดแม่ไม่รู้ ฉันอายเพื่อนๆ เหมือนกันไม่มีใครเหมือนฉันสักคน (สงสัยคงเป็นเจ้าแรก) ทุกคนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆตามบ้าน ฉันเป็นลูกแหง่ นี่คือเรื่องจริง ฉันใช้ชีวิตแบบว่าสบายกินแล้วนอนดูทีวี ไปเรียนกลับมากินแล้วก็นอน งานบ้านไม่ต้องทำสักอย่าง เลยเป็นผลไม่มีเพื่อนคบมาจนถึงปัจจุบัน (เพราะมัวแต่คบอยู่กับแม่) ชีวิตฉันไม่มีอะไรโลดโผน มีโอกาสได้เจอเพื่อนที่ดีทุกคนและที่ต้องขอบคุณมากคือบรรดาเพื่อนๆและอาจารย์ทั้งหลายที่ช่วยสั่งสอนมอบวิชาความรู้ให้ ถึงแม้ฉันจะรับความรู้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมัวแต่ขี้เกียจไม่อย่างนั้นปัจจุบันฉันคงเก่งมากกว่านี้ (3D สามมิติ ก็ไม่เป็น Cad ก็แย่เต็มที) การทำงานส่งอาจารย์ตอนจบ ก็เกือบซ้ำรอยเดิมเหมือนสมัยเรียนปวส. คือเกือบส่งงานอาจารย์ไม่ทัน เกือบไม่จบตามเกณฑ์ เกือบจะ F แต่โชคยังดีที่ได้เพื่อนๆช่วยและรุ่นน้องบางคนที่โดนเพื่อนฉันบังคับให้มาช่วยอีกที ขอขอบคุณน้องนอต และป้าแอนที่แนะนำน้องมา ขอบคุณเอก พี่หมีและพี่มิ้ง  ที่ช่วยทำภาพ 3D (สามมิติ) ประกอบชาร์ตให้ฉันและท่านอาจารย์ Adviser ทั้งหลายไม่งั้นแย่แน่ๆ และที่ต้องขอขอบคุณมากๆ ก็คือพ่อแม่และพี่สาวรวมทั้งพลังเงินของครอบครัว
ที่ทำให้ฉันเรียนจบมาได้อย่างทุกวันนี้

 

                 แม่เคยว่า “ ไม่รู้แม่คิดถูกหรือคิดผิดที่ส่งควายเรียน ” ถ้าไม่ส่งฉันกับพี่สาวเรียนป่านนี้แม่มีเงินเยอะแล้ว แต่โชคยังดีที่พ่อแม่เห็นความสำคัญของการศึกษา

 

เสียใจ

 

                 หลังจากเรียนจบ ฉันก็ชอบที่จะนอนตีพุงอยู่บ้านเฉยๆ ตามสไตล์คนขี้เกียจสันหลังยาว เวลาเกือบปีผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ก่อนฉันจะเริ่มออกหางานทำ หลังจากได้รับพระราชทานปริญญาบัตรครุศาสตร์อุตสาหรรมบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรมแล้วนั้นในช่วงวันสำคัญวันรับปริญญาบัตรนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหมือนสายฟ้าฟาดเกิดขึ้นกับครอบครัวฉัน ตัวฉันเองกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่และพี่สาวทะเลาะกัน จนพี่สาวถึงขั้นขนข้าวขนของย้ายออกจากบ้าน ต้นเหตุเพียงเพราะเรื่องการแต่งหน้าทาเปลือกตาสีแดงนั่นเอง เพื่อให้เข้ากับชุดครุยรับปริญญาของฉันนั่นเอง แม่ว่า “ มันน่าเกลียด...ตาเหมือนหอยแครง” ส่วนพี่ว่า “ มันเข้าชุดกันดีนะ ”  (ฉันไม่มีความเห็น...ทั้งคู่ต่างเถียงกันไม่เลิก...) 

 

                วันนั้นฉันเกือบจะไม่ได้ไปรับพระราชทานปริญญาบัตร ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที เป็นเพราะอารมณ์และทิฐิ วันนั้นในภาพถ่ายรับปริญญาของฉัน จะไม่มีรูปพี่สาวอยู่ด้วยเลย เอ๊ะได้ติดต่อกับพี่เป็นระยะๆ หลังจากช่วงรับปริญญาผ่านไป พี่ฉันก็เริ่มงานใหม่ที่ต่างจังหวัด

 

 ทำงาน 

 

                “ งานการนั้นหาอยาก ต้องลำบากออกเดินหา ” นี่เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะสำหรับฉันที่มีบุคลิกภาพที่ไม่ดีด้วยแล้ว การจะประสบความสำเร็จกับการทำงานจึงเป็นเรื่องอยากพอสมควร (ปัจจุบันแม้จะมีงานการทำที่มั่นคง ก็ยังคิดว่าไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี) แต่อย่างน้อยฉันก็ขอขอบคุณทุกๆ บริษัทที่เปิดโอกาสเรียกฉันเข้าสัมภาษณ์ และเปิดโอกาสให้เข้าทำงาน ถึงแม้บางครั้งจะตกสัมภาษณ์ ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นคือ ขาดความมั่นใจ กลัวนั่นกลัวนี่อยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันก็ยังคงพยายามปรับตัวหาแนวทางเป็นของตัวเองอยู่ ฉันมีโอกาสได้เข้าทำงานที่บริษัท... จำกัด บริษัทฯนี้เป็นบริษัทที่ 3 ที่ฉันมีโอกาสได้เข้าทำงานโดยได้รับความช่วยเหลือจากพี่วิทย์ทำให้ฉันได้มีงานทำ เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง และจากการทำงานที่นี่เองทำให้ฉันมีความรู้และประสบการณ์ด้านกระเบื้องพีวีซีปูพื้น (กระเบื้องยาง) เป็นหลัก 

 

                ต้องขอขอบคุณทางบริษัทฯ นี้มากที่เปิดโอกาสรับฉันเข้าทำงาน ฉันสร้างความลำบากใจให้กับพี่ๆที่บริษัทนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะบรรดาพี่ๆที่สต๊อคที่ต้องมาคอยช่วยฉันขนของหนักๆเป็นประจำ มีทั้งแบบเต็มใจช่วยและถูกบังคับแกมข้อร้องให้ช่วยฉันเป็นตัวสร้างปัญหา บางครั้งทำงานก็ผิดพลาด โอ๊ย...สารพัด 

 

แขนหักเพราะเบญจเพส?

 

 ในระหว่างที่ฉันทำงานอยู่ที่บริษัทฯช่วงปีที่ 2 ย่างเข้าปีที่ 3 ฉันก็ประสบชะตากรรมเลวร้าย ย่างใกล้เข้าเบญจเพสพอดี วันนั้นจำได้แม่นมากวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ระหว่างที่ฉันกำลังเดินทางไปทำงานที่บริษัทฯนั้นฉันนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์วินซอยโรงพยาบาลบำราศนราดูรเหมือนทุกวัน เวลาเฉียดฉิวจะ 8.00 น. พอดี วันนั้นฝนตกพลัมๆ ฉันนั่งมอตอไซค์วินแบบซ้อนด้านข้างไม่ได้นั่งคล่อม

 

 ตอนนั้นฉันผอมตัวเบาน้ำหนักประมาณ38 กิโลกรัม ระหว่างที่มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นหลังเต่าหน้าโรงพยาบาลบำราศนราดูรนั้น ฉันก็เสียหลักตัวลอยขึ้นจากเบาะและไถลตกลงมาจากมอเตอร์ไซค์ที่ซ้อน ไม่สามารถเอาขาเกี่ยวยันกับที่วางขาได้ทัน เลยไถลตะแคงตกลงข้างทางริมฟุตบาท (ดีที่หัวไม่ได้ฟาดโดนขอบฟุตบาท) 

 

คนขับยังขี่มอเตอร์ไซค์เลยไปอีกหลายเมตรกว่าจะรู้ว่าฉันตกจากมอเตอร์ไซค์  เพราะได้รปภ.หน้าโรงพยาบาลฯ ตะโกนบอก “ คนซ้อนร่วงแล้ว ” ตอนแรกฉันคิดว่าคงไม่เป็นอะไรพอลองยกแขนขวาเขย่าซะบัดดู ก็ไม่รู้สึกอะไร รู้แต่ว่ามันชาๆไม่เป็นไรมั้งฉันยังบอกพี่วินมอเตอร์ไซค์ว่าจะไปทำงานต่อ  แต่คนขับไม่แน่ใจบอกว่าให้เข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลก่อนดีกว่า เขาเองก็ไม่สบายใจ ฉันเลยตัดสินใจเดินข้ามฝั่งไปตรวจดูอาการ แต่พอไม่นานแขนตรงช่วงข้อศอกมันเริ่มบวมปูดโตมากขึ้น ฉันเลยโทรเข้าไปแจ้งที่บริษัทฯ “ ฉันตกมอเตอร์ไซค์ไปทำงานไม่ได้ ” ไม่นานพี่อ๋าฝ่ายบุคคลของบริษัทฯในตอนนั้น และพี่วิทย์กับพี่บอลพี่ที่ทำงานก็ขับรถมาดูฉันที่โรงพยาบาล ระหว่างที่รอตรวจกับหมอนั้น ฉันไปเอ็กซ์เรย์แขนระหว่างที่กำลังเอ็กซ์เรย์นั้น แขนมันเริ่มหายชาและปวดบวมมากขึ้นด้วย

 

ตอนช่วงเอ็กซ์เรย์นั้นหมอผู้ชายที่ทำการเอ็กซ์เรย์บอกให้ยืดแขนให้ตรง ฉันรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที หลังจากเอ็กซ์เรย์เสร็จฉันก็ถือเอาซองฟิล์มมานั่งรอคิวให้หมอตรวจที่หน้าห้องกระดูก ระหว่างนั้นพยาบาลก็ทำการตัดแขนเสื้อเชิร์ตที่ฉันใส่อยู่ออกและทำความสะอาดบาดแผล ปรากฏว่าแผลช้ำแดงมาก เลือดออกซิบๆ เริ่มจะเขียวหน่อยๆ แล้วด้วย ฉันได้คิวเกือบเป็นคนสุดท้าย พอหมอดูฟิล์มก็ตกใจบอกว่า “ กระดูกศอกหักทำไมถึงพึ่งจะได้คิวตรวจ ” หมอหันไปดุพยาบาล “ กรณีเคสคนไข้ประสบอุบัติเหตุมาให้ลัดคิวได้เลย ”

 

 ฉันมองดูในฟิล์มช่วงศอกขวาของฉันมันหักออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยมเลย มันดีดห่างออกมาประมาณ 1.5 ซม.ได้ เมื่อหมอบอกว่ากระดูกหักเท่านั้น ฉันเริ่มใจเสียเลยถามหมอ “ เข้าเฝือกเฉือยๆ จะหายไหมค่ะ ”หมอว่า “ มีทางเดียวที่จะหายคือผ่าตัดใส่น๊อตยึดไว้เท่านั้น ” การเข้าเฝือกเพียงอย่างเดียวมันใช้เวลายาวนานไม่สะดวกแล้วคุณจะลำบาก ตอนนั้นใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เริ่มงอแงร้องไห้ขี้มูกโป่งทันทีหลังจากออกจากห้องตรวจ  ก็รีบโทรศัพท์บอกแม่ พอแม่ได้ยินที่ฉันเล่าเท่านั้น แม่ก็เลยว่าจะเก็บเสื้อผ้าข้าวของรอเลย เพราะต้องนอนโรงพยาบาลแน่ๆ และหลังจากนั้นฉันก็โทรศัพท์บอกพ่อว่าฉันตกมอเตอร์ไซค์แขนหักให้รีบมารับหน่อย  หลังจากนั้น ฉันขอเอกสารใบส่งตัวย้ายจากโรงพยาบาลบำราศนราดูรไปยังโรงพยาบาลชลประทาน (ใช้สิทธิบัตรประกันสังคมอยู่ที่นั้น) 

 

                วันนั้นพี่บอล (จตุพร)พี่ผู้ใจดีเป็นคนขับรถมาส่งฉันที่บ้าน และพอดีกับช่วงนั้นพ่อก็ขับรถมาถึงบ้านพอดีแป๊ะ ฉันกับแม่เลยพากันขึ้นไปนั่งรถที่ทำงานของบริษัทพ่อ เพื่อไปโรงพยาบาลชลประทาน
และวันนั้นฉันต้องขอขอบใจพี่บอลมากที่อุตสาห์มีน้ำใจขับรถมาส่งฉันถึงบ้าน ฉันไปถึงโรงพยาบาลชลประทานช่วงเที่ยงใกล้บ่ายโมงพอดี หมอที่ห้องตรวจอายุรกรรมทั่วไปของประกันสังคม เขาก็เช็คฟิล์มที่ได้มาจากโรงพยาบาลบำราศนราดูร และว่าฉันต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตุว่ามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ พร้อมกับทำแผลเข้าเฝือกอ่อนรอด้วย ระหว่างที่ฉันนอนรอดูอาการที่โรงพยาบาลนั้น หมออุดมซึ่งเป็นหมอศัลยกรรมของโรงพยาบาลชลประทานนั้น ได้เข้ามาดูอาการแล้วบอกให้นอนสังเกตุอาการดูก่อนคืนหนึ่ง และรอเวลาแผลให้หายอักเสบเสียก่อนถึงจะทำการผ่าตัดได้ 

 

                ฉันนอนอยู่ที่โรงพยาบาลได้ 2 วัน (1คืน)  หมอก็ให้กลับไปนอนรักษาแผลให้หายอักเสบที่บ้านก่อนอาทิตย์หนึ่ง แล้วค่อยกลับมาผ่าตัดได้ พอกลับมาถึงบ้านก็นึกถึงว่าไม่รู้วันซวยอะไรของฉันที่นั่งรถไปทำงานอยู่ดีๆเหมือนทุกวัน ก็ตกมอเตอร์ไซค์ซะงั้น พอกลับมาบ้านก็มาเป็นภาระให้แม่อีก อาบน้ำเองก็ไม่ได้ไม่ถนัด แล้วแขนก็หักข้างที่ฉันถนัดพอดี ช่วงนี้เลยรักแม่มาก ทุกวันฉันต้องอาศัยแม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ แก้ผ้าเหมือนตอนเด็กเลย และทุกวันตอนเช้าฉันต้องไปทำความสะอาดแผลที่สถานีอนามัยตำบลบางตลาด 

 

                อาทิตย์หนึ่งผ่านไป ถึงวันที่ฉันต้องกลับมานอนอดข้าวอดน้ำ รอการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแล้ว เนื่องจากหมอเช็คสภาพแผลเห็นว่าหายอักเสบแล้วพร้อมที่จะผ่าตัดได้นั่นเอง การที่ฉันมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ฉันกลายเป็นภาระให้แม่ต้องเหนื่อยหนักยิ่งกว่าตอนนอนอยู่บ้านซะอีก เพราะทุกวันแม่ใช้การปั่นจักรยานอีแก่คันเก่าจากบ้านมานั่งเฝ้าฉันที่โรงพยาบาล อยู่กับฉันตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงสองทุ่มถึงกลับบ้าน ไหนจะต้องห่วงให้ข้าวสุนัขที่บ้าน(ดุ๊กดิ๊ก)และห่วงฉันอีกตัวที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะทำการผ่าตัดฉันต้องเตรียมตัวอาบน้ำรอให้เรียบร้อย  แต่ฉันก็ไม่อาบน้ำฉันเอาแต่นั่งรอนอนรอให้แม่มาอาบน้ำให้อย่างเดียว ช่วงเช้าวันนั้นพยาบาลเขาก็เอาเอกสารมาให้เซ็นต์ มากระซิบถามว่า “ เป็นเอดส์หรือเปล่า ขอเจาะเลือดตรวจดูได้หรือเปล่า  ” และให้เซ็นต์ยินยอมลงในเอกสารว่าเข้ารับการผ่าตัดกับทางโรงพยาบาลจะไม่เอาผิดกับทางโรงพยาบาลในกรณีเกิดปัญหาผิดพลาด  พอพยาบาลเจาะเลือดเสร็จ แม่ก็มาถึงโรงพยาบาลพอดี แม่ถามว่า “ เมื่อคืนหลับไหม ” ฉันบอกว่า “ หลับแต่กว่าจะหลับก็ดึกมาก ฉันหิวกินอะไรก็ไม่ได้ พอใกล้เที่ยงคืนปุ๊ป ก็รีบซัดน้ำเข้าไปเต็มๆ 2 แก้วเลย พอตื่นมาแปรงฟันเสร็จฉันก็นั่งรอแม่อยู่นี่ไง ” แม่ว่า “ แล้วทำไมไม่ให้พยาบาลอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อให้ ” ฉันบอกว่า “ ฉันอาย ก็ทุกวันแม่เป็นคนอาบน้ำให้นี่ ” และในระหว่างที่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่นั้น แม่ก็ถามขึ้นมาลอยๆว่า “ ถ้าแม่ตายไปจะทำยังไง ” (งงก็แม่ยังไม่ตายนี่) “ ใครจะอาบน้ำให้ ” ฉันว่า “ ไม่รู้ ” ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าแม่จะพูดอย่างนั้น แม่ยังคงพูดต่อไป “ ...ไม่อยู่ดูแลไปได้ตลอดหรอกนะ ดูซิแค่เรื่องอาบน้ำก็ยังทำเองไม่ได้ ” อึ้งในสมองไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย
ถ้าฉันไม่มีแม่อยู่ด้วยแล้วฉันจะเป็นอย่างไร อยู่ดีๆ น้ำตาก็เริ่มไหลคลอลูกตานิดๆ ฉันรีบเอามือป้ายหน้าเช็ดออก กลัวแม่จะเห็น

 

 ตอนนั้นรู้สึกรักแม่มากอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนอยากเข้าไปกอดแม่แต่ก็กลัวถูกแม่ด่า ก่อนหน้านี้
ตอนที่แม่ไม่สบายต้องผ่าตัดเอามะเร็งปากมดลูกออก ฉันก็ไม่ค่อยได้ดูแลแม่เลย อย่างมากแค่ไปนั่งเฝ้าแม่เฉยๆหาซื้อของหรือยามาให้แม่กินบ้างบางครั้งตามแม่สั่ง (ถ้าไม่สั่งก็ไม่ทำ) แถมไม่เคยช่วยอาบน้ำให้แม่เลย ทั้งๆ ที่แม่นั้นผ่าตัดใหญ่และเยอะกว่าฉันหลายเท่าทำไมแม่ยังทำได้ แต่แค่การอาบน้ำแค่นี้ฉันก็ยังทำไม่ได้ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ฉันก็นั่งคุยมองหน้าแม่อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่กล้ามองสบตานานมากกลัวจะร้องไห้

 

 ฉันเริ่มรู้สึกปากแห้งมากขึ้นทุกที เนื่องจากการขาดน้ำจนปากขม อยากกินน้ำก็ทำไม่ได้ เพราะหมอห้ามไม่ให้กิน สักพักนึงหลังจากนั้นไม่นาน พยาบาลก็ขอเข้ามาตัดเฝือกฉันออกหลังจากพยาบาลทำการตัดเอาเฝือกอ่อนที่แขนออกเท่านั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองพิการเลย แขนมันเบาวิวเหมือนว่าไม่มีแขนอยู่ ลำตัวฉันจะเอียงไปข้างหน้าอยู่เรื่อย พยาบาลบอกว่าต้องใช้เวลาสักพักเพื่อให้เกิดความเคยชิน เพราะเดิมร่างกายมันชินกับการใส่เฝือก หลังจากนั้นพยาบาลก็เอามีดมาโกนขนที่แขนออกให้หมด เพื่อทำความสะอาดแขนฆ่าเชื้อก่อนผ่าตัด ฉันเอาแต่นอนมองนาฬิการอเวลาว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวผ่าตัดของตนพยาบาลเวรบอกว่าคิวฉันตอนห้าโมงเย็น ท้องฉันร้องค๊อกๆ ตลอดเลย หิวข้าวหิวน้ำ

 

 สี่โมงครึ่งบุรุษพยาบาลก็เข็นเอาเตียงเข้ามารอรับฉันที่หน้าห้อง จากนั้นฉันจัดการปีนขึ้นไปนอนบนเตียงนั้น แล้วเขาก็เข็นไปที่ห้องผ่าตัด ระหว่างทางที่เขากำลังเข็นเตียงฉันอยู่นั้น ฉันก็นอนหงายหน้ามองเพดานไปตลอดทาง  แหมได้อารมณ์เหมือนนอนอยู่บนรถไฟเลย ไฟทางเดินสลับกับเพดานสีเขียวอ่อนๆ ภาพวิ่งผ่านไปเร็วๆ พอเขาเข็นถึงโซนห้องผ่าตัด ฉันก็ต้องถัดตัวตัวเองจากเตียงนี้ไปขึ้นอีกเตียงหนึ่ง ซึ่งเป็นเตียงสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด  ก่อนเข้าห้องหมอเดินมาถามว่า “ เป็นไง ” ฉันเลยถามหมอว่าขอกินน้ำนิดนึงได้ไหมค่ะปากขมมากเลย หมอตอบสวนขึ้นมาเลย
“ ถ้างั้นคุณกลับไปนอนรออดข้าวอดน้ำใหม่ก็แล้วกัน ถ้ายังอยากจะกินน้ำอยู่ ”
ฉันอึ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย (ขอโทษที่เรื่องมาก) จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่พยาบาลสวมชุดเขียว เขามาเข็นเตียงฉันเข้าไปในห้องผ่าตัด

จากการผ่าตัด 2 ครั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ฉันสังเกตุดูห้องผ่าตัดที่นี่ดูภายในห้องจะดูใหม่กว่าที่โรงพยาบาลปากเกร็ดและโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าที่เคยเข้า ไฟที่ส่องด้านบนกลางห้องก็เป็นทรงกลมขนาดใหญ่เหมือนจานบินอวกาศขนาดย่อมทำนองนั้น แสงไฟสว่างจ้ามากเรียกว่า คนดำถ้าเข้ามาอยู่ในห้องนี้คงขาวขึ้นมาอย่างทันตา กลิ่นแอลกอฮอลล์ในห้องแรงพอสมควร ในห้องอากาศก็เย็นมาก หมอเริ่มให้วิสัญญีแพทย์ มาคลำหาตำแหน่งบริเวณช่วงไหปลาร้าข้างขวา เพื่อหาจุดที่จะฉีดยาชา แต่วิสัญญีแพทย์บอกว่าหายากมองไม่ค่อยเห็นเส้น ดูเส้นไม่ชัด หมอสองคนเลยช่วยกันดูใช้เวลานานประมาณ 5 นาทีจึงได้แทงเข็มเข้าไป ฉันลุ้นกลัวหมอจิ้มผิดเส้นพอหมอฉีดยาเท่านั้นแหละรู้สึกเหมือนโดนไฟช๊อตแล่นแปล๊บจากต้นแขนผ่านไปยังศอกไล่ลงไปถึงปลายนิ้วทั้งห้า ซักพักหมอจึงสั่งฉัน “ ยกแขนขวาขึ้น ” ฉันพยายามยกตามที่หมอบอก แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ยกไม่สำเร็จ รู้สึกเหมือนแขนหนักมากๆ คงหนักเท่าก้อนหินใหญ่ๆได้มั้ง เดากิโลไม่ออกเลยหมอบอกใช้ได้ ต่อจากนั้นหมอก็เอาทิงเจอร์หรือไอโอดีนก็ไม่รู้มาทารอบแขนระหว่างนั้นพยาบาลก็เอาตัวจับชีพจรเหมือนตัวหนีบ สีแดงมาหนีบที่ปลายนิ้ว (ไม่แน่ใจว่าใช่นิ้วกลางหรือไม่) แล้วก็ฉีดยาอะไรซักอย่างเข้าไปที่ข้อต่อสายปล่อยน้ำเกลือแล้วหมอก็ลงมือผ่าตัด ฉันไม่รู้สึกอะไรออกจะง่วงหน่อยๆ จนถึงช่วงเอาน๊อตมาขันยึดไว้นั่นแหละ ได้ยินเสียงในห้องดังเหมือนเสียงสว่านเจาะ

 

  ฉันลืมเล่าว่าการผ่าตัดครั้งนี้มีที่แตกต่างจากครั้งก่อน ก็ตรงมีการทาเจลเย็นๆที่บริเวณรอบขาเหนือตาตุ่มขึ้นมาแล้วพยาบาลก็เอาสายอะไรไม่รู้มาแปะติดไว้ที่ขาตรงเจลเย็นๆ นั่นแหละ (เดาว่าคงจะป้องกันไฟดูดหรือไฟฟ้าสถิตย์กระมัง ) ฉันได้ยินหมอสั่งให้ไปหาน๊อตมาใหม่เพราะน๊อตที่ใช้มีมันสั้นไป เลยได้ยินเสียงพยาบาลวิ่งตึกๆ ออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่เพียงแป๊ปเดียว คราวนี้เสียงสว่านก็กังวานอีกครั้ง (ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าใส่กี่ตัวมารู้ทีหลังว่าใส่ 2 ตัว) หลังจากนั้นหมอก็เย็บปิดแผลให้เรียบร้อย แล้วพยาบาลก็เข็นเตียงฉันออกมานอนรอที่ห้องพักรอดูอาการหลังผ่าตัดพอเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาทีได้ อยู่ดีๆน้ำตาฉันก็เริ่มไหลซึมออกมาแบบอัตโนมัติ เนื่องจากยาชามันหมดฤทธิ์แล้ว เกิดความรู้สึกปวดแทน เรียกว่าไม่เคยรู้สึกปวดอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย พอฉันเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังจนรบคนเตียงข้างๆ ต้องตื่น (หนูขอโทษ) บุรุษพยาบาลก็เลยมาเข็นเตียงฉันไปยังห้องเอ็กซ์เรย์ และให้ฉันทำแขนตั้งฉากให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ถ่ายเอ็กซ์เรย์พอถ่ายเสร็จฉันร้องหนักกว่าเดิมบุรุษพยาบาลคนเดิมก็เข็นเตียงฉันกลับไปที่ห้องนอนเดิมชั้นหนึ่งของตึกผู้ป่วยใน ในห้องมีพี่กับแม่รออยู่ที่นั่น พยาบาลเดินถือเอายาแก้ปวดมาให้กิน 2 เม็ดก็เอาไม่อยู่

 

                จนในที่สุดพยาบาลก็เอายามาฉีดให้เข็มหนึ่งถึงค่อยยังชั่วรู้สึกปวดน้อยลงและสามารถนอนหลับลงได้ พอเช้าวันต่อมาอาการปวดก็ทุเลาลงกินยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาอยู่ หมอลงมาเช็คดูอาการแล้วบอกให้กลับไปนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้อีกหนึ่งอาทิตย์จนในที่สุดพยาบาลก็เอายามาฉีดให้เข็มหนึ่งถึงค่อยยังชั่วรู้สึกปวดน้อยลงและสามารถนอนหลับลงได้ พอเช้าวันต่อมาอาการปวดก็ทุเลาลง กินยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาอยู่ หมอลงมาเช็คดูอาการแล้วบอกให้กลับไปนอนรักษาตัวอยู่ที่มาเจอกันใหม่

 

45 องศา

 

               ฉันดีใจที่ได้กลับมานอนอยู่ที่บ้านอย่างน้อยก็มีทีวี วิทยุให้ฟัง มีดุ๊กดิ๊กมาอยู่ใกล้ๆ กลับมาอยู่บ้านฉันก็เป็นภาระให้แม่อีกตามเคย ทั้งอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า กลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ 2 วัน ก็มีพี่เฟิร์นเป็นพี่หัวหน้าฉันที่ทำงาน พี่บอล พี่วิทย์ก็มาเยี่ยมที่บ้าน ฉันดีใจมากเพราะไม่เจอใครมา 2 อาทิตย์กว่าแล้ว เวลาอาทิตย์หนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วถึงเวลาที่ฉันต้องไปตัดไหมได้แล้ว พอไปถึงโรงพยาบาลฉันก็ยื่นบัตรพบหมอตามปกติ พอเข้าห้องหมอบอกว่าให้ไปตัดไหมก่อน อีตอนตัดไหมนี่เจ็บจี๊ดเลยตรงช่วงกลางศอก พยาบาลบอกว่ามันเป็นจุดที่มีศูนย์รวมประสาทอยู่ เหมือนตอนที่เราเผลอเอาศอกไปกระแทกโดนอะไรสักอย่าง มันก็จะแปล๊บแล้วชาเหมือนโดนไฟช็อตนั่นแหล่ะ หมอมองดูที่แขนแล้วสั่งฉันให้งอพับแขนให้ได้เป็นมุม 45 องศา ถ้าทำไม่ได้จะต้องโดนหักแขนซ้ำแบบไม่ใช้ยาชาน่ะหมอบอก เท่านั้นแหละพระเจ้าฉันกลัวมาก เพราะระหว่างที่ฉันนอนอยู่ที่บ้าน ฉันก็โดนแม่จับแขนให้งอพับทุกวันเลย มันเจ็บปวดทรมานมากร้องน้ำตาเล็ด หอนแทนดุ๊กดิ๊กทุกวันเลย แต่ดุ๊กดิ๊กไม่เคยหอนให้ได้ยินสักที

 

 อาทิตย์ผ่านไป หมอนัดตรวจฉันอีกที ฉันก็ยังคงทำแขนให้เป็นมุม 45 องศาไม่ได้อยู่ดี หมอเลยยื่นคำขาดให้เวลาอีกครั้งเดียวเท่านั้นถ้าคราวหน้าทำไม่ได้ต้องเจอหักซ้ำ และในวันนั้นเอง ฉันเห็นคนไข้พี่ผู้หญิงที่เขาผ่าตัดแขนวันเดียวกับฉัน แต่รอบนี้เขาโดนผ่าตัดซ้ำเพราะไม่สามารถขยับมือให้เป็นปกติได้ คราวนี้เห็นแล้วหนาวเลยที่แขนพี่เขามีสายยางต่อให้น้ำเหลืองไหลออกมาลงถุงจากตรงกลางท่อนแขนล่างพอดีเลย แล้วพี่เขาก็นั่งรถเข็นพ่วงสายน้ำเกลือ ไอ้สายน้ำเกลือน่ะฉันไม่กลัว ฉันกลัวสายที่เป็นเลือดผสมน้ำเหลืองที่ไหลลงถุงนั้นแหล่ะดูสยอง หมอให้เวลาฉันอีกอาทิตย์ครบเดือนพอดี แต่คราวนี้โชคเป็นของฉัน ที่แม่กับฉันทำมันได้ผล ฉันทำได้ดีกว่าเดิมทำได้เกือบ 45 องศา แต่จริงๆ ก็ไม่ถึงหรอกเลยขอหมอหยวนๆ หน่อยหมอก็ปล่อย

 

 แพนนิค

 

      หลังหนึ่งเดือนผ่านไปฉันเริ่มกลับไปทำงานที่บริษัทฯ ฉันแอบเครียดกลัวเขาจะไล่ออกจากงาน แต่บริษัทฯ ก็ยังใจบุญเลี้ยงฉันไว้ไม่ไล่ออกจากงาน นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ฉันเห็นความดีของบริษัทฯ ขึ้นมาบ้าง (ฉันไม่สำนึกความผิดของตัวเอง) ในระหว่างช่วงที่ฉันกลับไปทำงานได้ประมาณครึ่งเดือนนี้เอง ฉันก็เกิดอาการประหลาด อยู่ดีๆก็เสียวสันหลัง และมักจะวูบไปซะเฉยๆ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติไม่รู้ว่าเป็นอะไร

 

 จนกระทั่งฉันเริ่มไปหาหมอเพื่อรักษา เพราะเป็นบ่อยเกินไปและไม่รู้ว่าเป็นโรคหัวใจหรือเปล่าอยู่ดีๆ หัวใจก็เต้นเร็ว มือเท้าชาซีดเหงื่อออกแชะเต็มไปหมด แล้วน๊อคไปเฉยๆจนกระทั้งวันหนึ่งระหว่างนั่งรอตรวจอยู่ที่โรงพยาบาลชลประทานตอนช่วงประมาณห้าโมงเย็น

 

                 วันนั้นฉันอยู่กับแม่อยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกร้อนผ่าวเหมือนจะหมดแรง แล้วเริ่มฟุ๊บไหลลงไปนอนกองเรื่อยๆ จนบุรุษพยาบาลต้องอุ้มฉันขึ้นเตียงเข็นเอาเข้าห้องฉุกเฉินไป จากนั้นพยาบาลเอาที่ครอบหายใจมาครอบจมูกให้ฉัน แต่ลักษณะมือเท้าฉันตอนนั้นจับจีบ หงิก พยาบาลบอกแม่ว่า ฉันเป็นจีบไฮเปอร์ วันนั้นแม่ตกใจดูน่าสงสารมาก หัวฟูบานแม่ร้องไห้จนตาแดง แต่พยาบาลบอกแม่ว่า เดี๋ยวรอสักพักได้ฉีดยาคลายเส้นอาการก็ดีขึ้น สักพักนึงอาการฉันก็ดีขึ้นจริงๆ (ขอโทษที่ทำให้แม่ตกใจ) 

 

                หมอยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไรใช่โรคหัวใจหรือไม่ หมอเคยให้ตรวจคลื่นหัวใจแล้วบอกว่าอาการคล้ายแต่ไม่ใช่ ระหว่างที่ฉันไปทำงานก็จะมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ฉันเลยตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกอีกแห่งเพื่อให้แน่ใจ  ผลที่ออกมาหมอบอกว่าไม่ใช่โรคหัวใจกลับบ้านได้ สงสัยว่าจะเกิดจากภาวะเครียดหมอว่างั้น ให้ยาแก้ใจสั่นเม็ดสีชมพูเข้มสวยมากิน ทำยังไงฉันก็ไม่หายจากโรคนี้ซักที เป็นนานเกือบเดือนจนพี่วิทย์บอกว่าฉันอาจเป็นโรคเดียวกับที่พี่เคยเป็นก็ได้นะ “ มันชื่อโรคแพนนิค ฉันลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลอื่นเช็คดูก็ได้ ” ในที่สุดแม่บอกให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา แม่ใช้บริการของที่นี่ตั้งแต่แม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก แม่เครียดพอกินยาที่นี่อาการเครียดของแม่ก็ดีขึ้น ฉันก็เจริญรอยตามแม่มาติดๆ หมอสรุปผลจากการวิเคราะห์สภาพอาการและเรื่องราวต่างๆ ที่เล่าให้หมอฟังทั้งประวัติส่วนตัว ปัญหาครอบครัว หมอสรุปคุณเป็นแพนนิค (งงมันเป็นง่ายขนาดนั้นเชียว) นี่คือจุดเริ่มต้นของโรคใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก

 

Panic disorder มันเป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง โรควิตกกังวล อาการที่ฉันเป็นคือใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติเคยวัดได้ 140 ครั้งต่อนาที มือสั่นรู้สึกชาวูบวาบตามตัวโดยเฉพาะที่ท้ายทอย ปวดท้องอยากถ่ายเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ถ้าใครเคยมีอาการแบบนี้ลองปรึกษาหมอจิตเวชดูเผื่อใช่ (หาแนวร่วม) ต่อมาโรคนี้ของฉันก็พัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า ต่อมาก็เป็นโรคจิต  

 

 ตกงานจนเป็นบ้า

 

                 ฉันคิดว่าใครๆ คงไม่อยากเป็นโรคนี้กันหรอก  (ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น) บริษัทฯ เขาก็ดีที่เลี้ยงฉันไว้  ถึงแม้ฉันจะป่วยเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ฉันก็ไม่สำนึกยังคงคิดอยากออกจากบริษัทตลอดเวลา โดยไม่คำนึงเรื่องอื่นๆเลย ความรู้ความสามารถของตนก็ใช่ว่าจะเก่งกาจ ฉันรู้แต่ว่าฉันสะสมความโมโหเอาไว้หลายเรื่อง จนในที่สุดฉันก็มาสะดุดวิปแตกกับคำว่า “ ฉันไม่แฟร์กับบริษัทฯ ” ฉันจึงตัดสินใจโทรไปขอลาออกกับหัวหน้างานของฉันซึ่งคือคุณเจงในคืนนั้นเลย ฉันไม่รู้หรอกว่าบริษัทฯ มีแผนคิดจะไล่ฉันออกอยู่แล้วด้วยหรือไม่ตัวฉันเองก็ดื้อสร้างเรื่องไว้เยอะเช่นกัน ประกอบกับการเป็นโรคบ้าๆนี่ด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ฉันได้รับบทเรียนอย่างสาสม ซึ่งฉันก็คิดว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจทำอย่างนั้น เวลาผ่านมาฉันกลับมานึกย้อนหลังดูในช่วงนั้น ฉันใจร้อนเกินไป
ไม่คิดให้ถี่ถ้วนรอบคอบ ฉันจึงทำงานที่บริษัทฯ นั้นได้แค่เพียง 3 ปีกับอีก 9 เดือน   

 

 การออกจากบริษัทฯ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิตจริงว่า จริงแล้วชีวิตมันไม่ง่ายอย่างที่เคยคิดเลย การสมัครงานนั้นมันง่าย การถูกเรียกสัมภาษณ์บางครั้งมันก็ง่าย แต่การที่จะผ่านสัมภาษณ์แล้วได้งานทำตามที่ต้องการนั้น มันเป็นเรื่องยากมากๆ ฉันมีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์งานค่อนข้างบ่อยมาก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จสักที่ ผลจากการตกสัมภาษณ์
ทำให้ฉันคิดได้ว่า ตัวเองไม่มีอะไรเลย ความเก่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็ไม่มี แถมยังโง่คิดว่าตัวเองแน่อีก และฉันก็ตกงานอยู่บ้านเกือบปี ยังดีที่มีดุ๊กดิ๊กเป็นเพื่อน เงินเก็บก็เอามาใช้เกือบหมด ประมาณ 9 เดือนระหว่างที่ตกงานนี้มีบางที่ที่ฉันมีโอกาสสามารถเข้าทำงานได้ แต่ก็ติดปัญหาเรื่องการเดินทางค่อนข้างไกลและเปลี่ยว บวกกับฐานเงินเดือนน้อยเกินไป ห่างจากความคาดหวังของฉัน มันไม่คุ้มกับการเดินทาง ทำไปก็ไม่เหลือเงินประมาณนั้น
เลยไม่ทำดีกว่าบวกขี้เกียจช่วงนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอีกครั้ง

 

ระหว่างที่ฉันตกงานประมาณ 9 เดือนนี้ คนเช่าบ้านของแม่ฉันก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ (นินทา) ฉันต่างๆนาๆฉันไม่เข้าใจว่าฉันไปทำอะไรเขาไม่ทราบถึงชอบมา...เรื่องฉันกันนัก “ เรียนจบมาตั้งสูงถึงปริญญาตรี พวกเราที่จบ ม. 3 หรือ ม. 6 ยังทำงานหาเงินได้เยอะกว่าอีก ” “ ไม่เห็นว่าต้องเสียตังค์เรียนเยอะแยะ ” ประโยคประทับใจ “ ตัวก็เล็ก ผอมแห้ง แรงน้อย รูปร่างหน้าตาก็ดูไม่ได้ ยกให้ฟรีๆ ก็ไม่มีผู้ใดเอา ”เท่านั้นแหละองค์ลง ฉันได้ยินก็วิปแตกกระเจิงขนาดฉันตัดสินใจไปทำงานเป็นคนเปิดปิดประตูรถตู้ รับส่งเด็กนักเรียนประถมโรงเรียนชลประทาน คนพวกนี้ก็ไม่วายยังไม่เลิกนินทาอยู่ดี ฉันโมโหโกรธมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นบ้าอาละวาดถอดรองเท้าปาประตูหน้าห้องเช่า ไล่ตะเพิดแต่เช้าให้ออกไปให้หมดทั้ง 3 ห้อง ทำเอาแม่เครียดพลอยเป็นบ้าตามฉันไปด้วยช่วงนั้น ฉันเป็นถึงขั้นหูแว่วได้ยินไปเอง ว่าได้ยินเสียงเขานินทาตลอดเวลาที่อยู่บ้าน ส่วนคนที่เขาดีกับฉัน ฉันก็ไม่ได้อาละวาดหรือได้ยินเสียงว่าเขาพูดว่าอะไรฉันคุยกับเขาปกติ ฉันรู้แต่ว่า ฉันโกรธมากถึงขั้นจุดไฟเผาพริกเผาเกลือสาบแช่ง สาบถสาบานกับศาลพระภูมิที่บ้าน บอกผีบ้านผีเรือนแช่งพวกที่ชอบนินทาฉันเลยทีเดียว แต่ฉันก็สาบานแบบแฟร์ๆนะ ฉันบอกว่าถ้าฉันเข้าใจอะไรใครผิดและสาปแช่งไปโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอให้เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวฉันเอง เห็นผลทันตาจริงๆ เวรกรรมมีจริงไม่ต้องรอชาติหน้าเลย ทั้งที่เกิดขึ้นกับฉันเองและเกิดกับเขาเหล่านั้น พวกนั้นบางคนครอบครัวก็แตกแยก บ้างก็ประสบปัญหาในชีวิต ส่วนฉันก็กลายเป็นบ้าไปจริงๆ

 

 จากการที่ฉันถอดรองเท้าเอาเขวี้ยงประตูหน้าห้องคนเช่านั้น แม่ตกใจไม่คิดว่าฉันจะทำอย่างนั้น แม่เลยจับตัวฉันส่งโรงพยาบาล... หมอจับฉันฉีดยาอะไรก็ไม่รู้ ผลคือฉันกลายเป็นบ้าอย่างแท้จริงเนื่องจากแพ้ยาที่ฉีดนั่นเอง (กว่าจะรู้ก็บ้าไปนาน) ขอเล่าประสบการณ์ตรงไม่หมกเม็ด ไม่ทราบว่ามีใครเคยมีประสบการณ์อย่างฉันบ้าง หลังจากที่ฉันโดนฉีดยานั้นเข้าไป ฉันมีอาการอยู่นิ่งๆหรืออยู่เฉยๆไม่ได้เลย ทุลนทุลายผุดลุกผุดนั่งอยู่ตลอดเวลา
นอนก็ไม่หลับอยากลุกเดินไปเรื่อยๆ ต้องยกเท้าย่ำกับที่อยู่ตลอดเวลา แม่ถึงขนาดจับฉันมัดเชือกจะหาเอาโซ่มาล่ามขังฉันไว้กับห้องที่อยู่

 

 

ฉันร้องไห้จะเป็นจะตาย แม่ก็ตีฉันซ้ำหนักเข้าไปอีก ตอนช่วงตีหนึ่งตีสอง ฉันถูกแม่ลากบังคับให้ออกวิ่งที่สนามลานใกล้หน้าบ้าน “ อย่าหยุดวิ่งนะ... ” แม่โมโหโกรธจัดถือไม้แขวนเสื้อกำกับฉัน ถ้าฉันหยุดวิ่งแม่ก็เอาไม้ฟาดหลังฟาดขา ช่วงนั้นฉันลายไปหมดทั้งตัว ยกเว้นหน้า (หน้าเดิมก็งามจัดอยู่แล้ว) หลายคนคงนึกสมน้ำหน้ามันแล้ว
นี่แหล่ะเวรกรรมตัวจริงของจริง อันนี้ฉันเข้าใจว่าฉันก็สมควรโดนจริงๆ ฉันคิดว่าบางคนคงสงสัยว่าเดิมทีฉันคงบ้าเข้าขั้นอยู่แล้วมั้ง พอฉันมาได้ยินใครพูดว่านินทาอะไรเข้าหน่อยเลยพาลกลายเป็นบ้าไปจริงๆ อันนี้ใครใคร่จะคิดว่าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ว่ากัน (ไม่ปิดโอกาสทุกคนมีความคิดเป็นของตนเอง) ตอนนี้บางคนคงว่าฉันตั้งชื่อเรื่องไม่เหมาะกับเรื่องซะแล้ว เปลี่ยนเป็นอี... ดีกว่า) อันนี้ฉันขอน้อมรับไว้พิจารณาแต่โดยดี ฉันเองยอมรับว่าเคยบ้าถึงขั้นเดินไปเรื่อยๆเขวี้ยงโทรศัพท์มือถือทิ้งออกจากรถแท็กซี่ขณะนั่งรถกลับบ้านมาแล้ว เพราะหูแว่ว อันนี้เป็นอาการทางจิตของจริง

 

 ฟ้าสว่าง

 

 หลังจากจิตตกต่ำมา 3 เดือนในที่สุดฟ้ามืดก็กลับมาเป็นฟ้าสว่างสดใสอีกครั้ง เพราะฉันมีโอกาสได้เจอกับคุณหมอสุปรีชาที่โรงพยาบาล... นั่นเอง ซึ่งเป็นหมอที่ตรวจรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นมานานแล้ว (ไม่ใช่หมอเด็กหรือหมอฝึกหัด) ก็มาได้หมอสุปรีชาชี้แจงเล่าว่าอาการที่ฉันเป็นนั้นถือว่าโชคร้ายมาก  เพราะมีน้อยคนนักที่จะแพ้ยาตัวนี้ (ดูสมุดประวัติ) ซึ่งบังเอิญฉันเป็นหนึ่งในนั้น

 

 ไม่น่าเจ้าคิดเจ้าแค้นเลยเรา เวรกรรมติดจรวดตามทันแบบไฮสปีด... ยิ่งกว่าโฆษณาะอีก รวดเร็วทันใจภายใน 3 เดือน หลังจากได้รับการรักษากับหมอสุปรีชาท่านนี้ ฉันก็เริ่มมีอาการดีขึ้นมาก สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องกินยาเป็นประจำ เพื่อระงับไม่ให้สมองหลั่งสารบางตัวออกมาเกินความจำเป็น คือยาคลายเครียด ยานอนหลับ

 

ช่วงที่ฉันเริ่มมีอาการดีขึ้น ดามัยเพื่อนของฉันสมัยตอนเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกัน ก็โทรมาบอกฉันที่บ้านว่าตอนนี้ กพ. เปิดสมัครสอบภาค ก. ฉันเลยตัดสินใจลองไปสมัครสอบดูเพราะเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครเพียง 150 บาท เท่านั้นเอง ฉันโทรศัพท์คุยกับพี่สาวพี่ว่า “ ไปลองสอบดูไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ดีกว่าอยู่เปล่าๆว่างงานอยู่แล้วนี่”

 

 วันรุ่งขึ้นฉันเลยไปสมัครสอบเสียค่าใช้จ่ายผ่านทางธนาคารและหาซื้อตำราแนวข้อสอบมาเล่มหนึ่งเพื่อไว้อ่าน ถึงเวลาใกล้สอบประมาณเดือนนึงฉันก็หยิบเอาหนังสือแนวข้อสอบ
มาอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง เพราะฉันไม่ได้คิดว่ามันจะผ่าน เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยลองสอบสมัครเป็นครูสถานพินิจเด็กและเยาวชน ปรากฎว่าสอบไม่ผ่านตามเคย ก็เหมือนการสอบเอ็นซ์นั่นแหล่ะ

 

การสอบครั้งนี้เลยไม่ได้คิดอะไรมาก วิธีที่ฉันอ่านคือ เลือกอ่านเฉพาะหน้าที่เข้าใจและรู้เรื่องเท่านั้น อ่านวันละชั่วโมงครึ่งไม่เคยเกินนั้น ตอนไหนก็ได้ที่มีอารมณ์อยากอ่าน จะก่อนหรือหลังดูละครก็ได้เอาแบบว่าเป็นเวลาที่เราอยากอ่านจริงๆ แต่ถ้าวันไหนไม่มีอารมณ์อ่าน ก็ไม่ต้องฝืนอ่านเพราะมันไม่ช่วยให้จำอะไรได้ เหมือนตอนสอบเอ๊นซ์ ฉันตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือมากกว่าที่เคยสอบครั้งไหนๆ แต่อ่านแล้วมันก็ไม่ซึมเข้าสมองเลย เข้าน้อยมาก ผลเป็นไงสอบไม่ติดไปตามคาด (ตามหลักจิตวิทยาคนเราจะมีสมาธีในการเรียนเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น) ฉะนั้นอย่าฝืน เรื่องไหนไม่รู้เรื่องให้ข้ามไป มานั่งงมพยายามอ่านให้มันรู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี

 

 การสอบ กพ. ถือว่าเป็นการสอบแข่งขันกับตัวเองไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่น เหมือนการสอบเอ็น-สะ-ท้าน เพราะถ้าเราสอบผ่านเกิน 60 % ถือว่าเราผ่านภาค ก. แล้ว และฉันมีเทคนิคที่อยากแนะนำไว้ใช้ในการสอบแบบปรนัยคือหลักสถิติเลือกเอาข้อที่ชอบใจไว้เพียงข้อเดียว แล้วกาเหมือนกันหมดทั้งแถบอย่างน้อยร้อยละ 25 มันต้องถูกบ้างละ แต่วิธีนี้จะใช้ได้เฉพาะในยามขับขันจำเป็นเท่านั้น แบบว่าเหลือเวลาทำข้อสอบไม่ทันแล้วจริงๆ เอาสูตรนี้มาใช้ได้ ในตอนฉันสอบกพ.นี้แหล่ะฉันเอาวิธีนี้มาลองใช้ดู จำได้ว่าฉันเหลือเวลาอีก 5 นาทีเท่านั้น แต่ยังเหลือข้อสอบที่ยังไม่ได้ทำอีก 8 ข้อ ซึ่งคำนวณแล้วว่าถ้านั่งอ่านข้อสอบยังไงก็ทำไม่ทัน อย่างมากก็กาได้แค่ข้อเดียว เลยใช่สูตรนี้ฝนกาวงกลมสีดำด้วยดินสอ 2Bข้อ ค. รวดเดียวทั้งหมด 8 ข้อที่เหลือ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อวิธีนี้ได้ผลแฮ่ะ เมื่อถึงเวลาประกาศผลสอบฉันสามารถสอบผ่านเกณฑ์ได้ ผ่านเป็นไปได้ไงเนี่ยแม่ก็งง ฉันอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง อยากนอนก็นอนซะเฉยๆ แม้แต่ตอนที่ฉันกำลังเล่าอยู่นี้ ฉันยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนั้น

 

      การที่ฉันลองทำข้อสอบแบบเลือกข้อที่ถูกใจเพียงข้อเดียว นำมาเป็นหลักในการเลือกตอบนั้น ฉันก็ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่าวิธีการที่ฉันทำจะสามารถนำไปใช้ได้เสมอไปกับทุกข้อสอบ เนื่องจากไม่ได้นำมาใช้บ่อยนักจนถึงขั้นว่ามั่นใจ จะให้ดีลองศึกษาหลักสถิติดีกว่าเพื่อความชัวร์อิงจากตำราจริงๆเลย ฉันว่าการจะทำข้อสอบให้ได้ดี ส่วนหนึ่งไม่ควรเครียดหรือตั้งความหวังมากจนเกินไป เพราะมันจะกลายเป็นการกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว การผ่อนคลายทำกิจกรรมอะไรที่ชอบๆ จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง วิธีการที่ฉันนำมาใช้นอกจากการนอนดูทีวีแล้ว การได้เล่นกับดุ๊กดิ๊กน้องหมาสุดที่รักก็ถือเป็นตัวช่วยเพิ่มความสบายใจให้อย่างมาก      

 

 ดุ๊กดิ๊ก

 

     เวลาที่เครียดไม่สบายใจดุ๊กดิ๊กจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตฉันมีความสุข แต่บางเรื่อง เช่น การเจอคนนิสัยไม่ดี ดุ๊กดิ๊กก็ไม่สามารถช่วยได้เหมือนกัน มันจะมาช่วยฉันชี้แจงแถลงไขให้คำตอบทุกเรื่องคงเป็นไม่ได้ ดุ๊กดิ๊กเป็นหมาลูกผสมระหว่างพ่อชิสุ กับแม่พุดเดิล เป็นน้องหมาหน้าที่ตาดีทีเดียวเชียวแหล่ะสำหรับฉัน เพราะเคยแต่เลี้ยงหมาบ้านๆ พันธุ์ทางไม่ได้มีสายพันธุ์อะไร เลยรู้สึกว่าหน้าตามันธรรมดา ปกติหมาจะหน้าตาดีเฉพาะช่วงเล็กๆ เท่านั้น พอโตขึ้นมักจะขี้แหร่ (เหมือนฉันฮิๆ) ยกเว้นหมาที่มีสายพันธุ์ที่ดี ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวโตก็หน้าตาดีไปหมด ช่วงเวลาที่ฉันตกงานเกือบเก้าเดือนฉันคิดว่าดุ๊กดิ๊กคงมีความสุขมากเช่นกัน

 

                 แต่ก่อนตอนทำงานฉันจะมีเวลาได้อยู่เล่นกับมันแค่เพียงช่วงตอนเย็นไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
พอฉันตกงานฉันก็มีเวลาทั้งวัน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการเล่นกับดุ๊กดิ๊กยกเว้นตอนหลับ จากการสังเกตุท่าทางและอารมณ์ของมัน ใครๆต่างว่ามันดูมีความสุขและติดฉันมาก ไม่ว่าจะเป็นยาย ยายน้อย น้าต้อย รวมทั้งแม่ รู้สึกว่าตอนนี้ฉันกำลังพร่ำเพ้อถึงดุ๊กดิ๊ก  ยิ่งคิดถึงมันมากก็ยิ่งอยากเสียใจอยากร้องไห้ เพราะฉันรักมันมาก บางทีก็มีโอกาสได้นอนด้วยกัน มันจะปีนมานอนระหว่างกลางตัวฉันกับตัวแม่มันชอบทำอย่างนั้น หวังว่าตอนนี้ดุ๊กดิ๊กคงได้เจอกับสิ่งที่ดีบนสวรรค์แล้ว

 

 กบในกะลา

 

 

 

 หลังจากที่ฉันเจอสิ่งที่เลวร้ายในชีวิตมาแล้วไม่ว่าจะเป็น การตกงาน กลายเป็นบ้า เจอคนนิสัยไม่ดี คราวนี้ถึงเวลาที่ฉันจะมีโอกาสพบเจอกับสิ่งดีๆ บ้าง  ประกอบกับช่วงนั้นชีวิตฉันเริ่มเป็นปกติแล้วนะ  คือช่วงปลายปีประมาณเดือนตุลาคม  พี่วิทย์ได้โทรศัพท์มาถามข่าวว่าฉันเป็นยังไง มีงานทำหรือยัง แหมฉันก็ได้โอกาสทันทีรีบบอกเลยว่า “ ยังว่างงานอยู่ พี่วิทย์เอาฉันไปทำงานด้วยคนได้ไหม ” พี่วิทย์ก็โอเคเพราะตอนนี้พี่วิทย์ลาออกจากบริษัทเก่ามาเปิดกิจการเป็นของตนเองแล้ว โอ้โหเข้าทางฉันเลยแม่ยังบอกฉันเลยว่า
“ ชีวิตของฉันถ้าไม่ได้พี่วิทย์คอยช่วยไว้ฉันจะเป็นอย่างไร ”
คงกลายเป็นดุ๊กดิ๊กแน่นอนแต่เป็นเวอร์ชั่นอดอยากอยู่ข้างถนนนะ ได้งานทำเพราะพี่วิทย์มาสองรอบแล้ว การป่วยรู้ว่าเป็นแพนนิคก็เพราะพี่วิทย์กับพี่เล็ก (ภรรยา) ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร

 

  การได้ทำงานกับพี่วิทย์นั้นทำให้ฉันสบายและเคยตัวมาก ขาดความเกรงใจ เวลาว่างๆฉันก็เอาหนังสือที่ชอบเช่น หนังสือแปลวรรณกรรมเด็กและเยาวชนมาอ่าน (ไม่สมควรกระทำ) แต่ฉันก็ทำ นี่ไงสันดานมันออกซะแล้ว ฉันทำงานกับพี่วิทย์มาได้สักพักฉันก็สร้างเรื่องเดือดร้อนทะเลาะกับแม่บังเกิดเกล้าซะแล้ว  ถึงขั้นรุนแรงบ้านแตก (คราวนี้แม่หูแว่วบ้าง) ฉันย้ายขนของตัวเองออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับพี่สาวและพ่อที่จังหวัดปทุมธานี เรื่องนี้มันคงเป็นเวรและกรรมของฉันกับแม่อีกมั้ง? จากความสบายก็ไปพบกับความลำบากในการเดินทาง บ้านของพี่สาวฉันเป็นบ้านชั้นเดียวเรียกว่าอยู่สบาย แต่ห่างไกลของกินและความเจริญช่วงแรกฉันไม่คุ้นกับการเดินทางฉันจึงว่ามันลำบาก

 

  ชีวิตของฉันในตอนที่อยู่บ้านพี่สาวมันแตกต่างจากการอยู่กับแม่อย่างสิ้นเชิง อยู่กับแม่ฉันเป็นเด็กตลอดเวลาไม่มีความคิดเป็นของตัวเองอยู่ในกรอบเป็นส่วนใหญ่  แต่การอยู่กับพี่สาวฉันได้เป็นอิสระทางความคิด ออกนอกกรอบได้บ้างแต่ก็ต้องดูแลตัวเอง  เริ่มเป็นกบที่พยายามจะออกจากกะลาที่ครอบไว้ (เปลี่ยนเป็นกะลาให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมหน่อย)

 

  การมาเริ่มทำงานอยู่กับพี่วิทย์ทำให้ฉันได้เรียนรู้งานอื่นๆ มากขึ้น และทำให้รู้ว่าตัวเองมีปัญหาความจำสั้น ขาดการใส่ใจในเรื่องรายละเอียดที่ควรจะรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตน  การทำงานอยู่ที่บริษัทฯ เดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้องาน เลยไม่รู้ข้อด้อยข้อบกพร่องของตนเอง บวกกับฉันไม่เคยคิดที่อยากจะรู้ข้อบกพร่องตัวเองด้วยมั้ง
จึงเป็นกบอยู่ในกะลาไม่รู้ว่าที่อื่นเขาทำงานอย่างไร มาได้รู้ก็จากพี่เล็กนี่แหล่ะ เช่นการคิดคำนวณการใช้กระเบื้องที่ผิดพลาด ก็ทำให้กำไรที่ควรจะได้ลดน้อยลง การทำงานกับบริษัทขนาดเล็กต้องใส่ใจในรายละเอียดให้มากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำคัญหมด 

 

                 จะให้ดีไม่ว่าทำงานกับบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ก็ควรใส่ใจเหมือนกันหมด รูปแบบการบริหารงานที่แตกต่างกันก็ทำให้วิธีการทำงานแตกต่างกัน ฉันมานึกดูอีกทีข้อดีของการเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อยๆ ก็ทำให้เรียนรู้ระบบการทำงานที่มีความต่าง แต่มองอีกแง่ก็ขาดความอดทน ส่วนตัวฉันเป็นพวกความอดทนต่ำถึงทำได้เพียงแค่นี้       ตั้งแต่เด็กมาจนถึงตอนนี้ ชีวิตฉันไม่เคยอดทนและใส่ใจกับอะไรเลย ไม่ว่าจะงานหรือคน พอถึงคราวต้องลำบากจริงๆ เลยตั้งรับกับสถานการณ์ไม่ค่อยจะได้ ฉันก็พาลโทษยกความผิดให้คนอื่น ฉันยังต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวอีกเยอะกว่าจะเก่งและแกร่ง ตอนนี้ฉันเริ่มรู้จะจักตัวเองมากขึ้น ยังคงมีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉันอีกมากมาย ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ตอนนี้ขอพักยกก่อนแล้วกัน ในตอนนี้จึงขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านนะคะ

        ท้ายนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณค่ะหากท่านใดสนใจอยากสอบถามบางเรื่องที่สงสัยสามารถติดต่อและส่งความเห็นมาที่E-mail : walai_ae22@yahoo.com  ฉันยินดีรับฟังทุกความเห็นค่ะเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุง...สวัสดีค่ะ

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28
nongkoy วันที่ : 09/04/2015 เวลา : 17.04 น.
http://www.chaichana.net/
น้องก้อยค่ะ เด็กกำแพงเพชรเข้ากรุงมาเรียนและทำงานค่ะ :)

(0)
แวะเข้ามาชมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 27
ฟ้าน่าน วันที่ : 04/01/2013 เวลา : 08.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NamnanFanan

(0)

มาทักทาย สวัสดีปีใหม่ครับ
ความคิดเห็นที่ 26
ลุงชาติ วันที่ : 03/01/2013 เวลา : 07.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

(0)
เรื่องราวที่มีหลากหลายเหตุการณ์
แฝงด้วยแง่มุมที่น่าคิด


สวัสดีปีใหม่ครับ
ขอให้มีความสุข
สมหวังทุกสิ่งที่ต้องการนะครับ
ความคิดเห็นที่ 25
numouse วันที่ : 25/12/2012 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numouse
ถ้าเราลดความ "เห็นแก่ตัว" ให้น้อยลงบ้าง อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ และถ้ายิ่งจัก "ยอม" บ้างคงจะดี

(0)

ประสบการณ์ชีวิต บันทึกน้อยๆ แต่มากด้วยลีลาการเขียน
เยี่ยมเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 24
sunsmile วันที่ : 24/12/2012 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

(0)
บันทึกชีวิต คิดว่าจะทำแต่ได้แต่คิด
ชีวิตก็อย่างนี้ละ ดีแล้วที่ได้หลากรส
ยินดีด้วยกับบันทึกแห่งความทรงจำ
ความคิดเห็นที่ 23
ใบไม้งาม วันที่ : 20/12/2012 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunoi

(1)
หลากหลายเรื่องราวของชีวิตที่ต้องพบเจอ น่าติดตามอ่านตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ
ความคิดเห็นที่ 22
OKeel วันที่ : 18/12/2012 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ

(0)
พออ่านจบ เม้นต์ไม่ได้ต้องล็อกอินเข้ามาใหม่ อ่านไปอ่านมาจนรู้ว่า จขบ. เป็น"ศิษย์(หลาน)ร่วมสถาบัน" ที่นนท์นั่นเอง ผมอ่านจนจบแล้ว ชีวิตทรหดดีครับ และมีอะไรที่น่าจะจดจำเป็นบทเรียนได้เยอะเชียว ขอให้เขียนต่อไปครับ จะพยายามเข้ามาอ่านเรื่องอื่นๆ อีก
ความคิดเห็นที่ 21
sarzaa วันที่ : 16/12/2012 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/frommetoyou

(0)
เขียนได้สนุกดี เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา หลากหลายรสชาด หลากหลายอารมณ์
น่าติดตามนะคะ
ความคิดเห็นที่ 20
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 14/12/2012 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

(0)
เรื่องราวที่คุณเอ้เขียนมา น่าสนใจและน่าศึกษามาก
ถ้าเป็นชีวิตจริงก็ขอให้สิ่งเลวร้ายทุกอย่างผ่านพ้นไป ให้สิ่งใหม่ๆ ดีๆ เข้ามาแทนที่ เหมือนฟ้าที่มีช่วงมืดช่วงสว่าง
ชีวิตดิฉันก็ผ่านอะไรที่ผิดพลาดมา ถือหลักว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็นที่ 19
แม่หมี วันที่ : 10/12/2012 เวลา : 18.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

(0)
เรื่องเล่าของชีวิตจริง หลากหลายรสชาติ หลากหลายอารมณ์ แต่น่าอ่าน น่าติดตาม แบ่งเรื่องออกเป็นหัวข้อ ทำให้อ่านได้ง่าย ให้แง่คิดในบางมุมของชีวิต บอกได้คำเดียวว่ามันยอดเยี่ยมมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 18
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 09/12/2012 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

(0)
สวัสดีตอนเช้าครับคุณเอ๊ะ

เขียนประวัติเล่าเรื่องย้อนหลัง ตั้งแต่เป็นเด็กจนถึงปัจจุบันผ่านเรื่องราวที่หลากหลายได้ดีมาก เป็นชีวิตจริงเชิงประจักษ์ เคยเขียนเรื่องของตนเองแต่ยังไม่ละเอียดอย่างนี้เลย คงต้องนำบางตอนมาขยายให้เห็นเด่นชัดขึ้น ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 17
นามา วันที่ : 09/12/2012 เวลา : 01.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mydaychapter

(0)
ชีวิตหลากรส เขียนเล่าได้ดีเหลือเกินค่ะคุณเอ๊ะ
ความคิดเห็นที่ 16
ทางแก้ว วันที่ : 08/12/2012 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

(0)
คุณเอ๊ะขยายความบางตอนอีกหน่อย
รวมเป็นเรื่องสั้นได้สบายเลย
เก็บรายละเอียดได้เยื่ยม

ครุยแดงหมือนกันครับ
ความคิดเห็นที่ 15
Ae^ วันที่ : 05/12/2012 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

(0)
เอาชีวิตจริงมาเขียนเล่าเลยค่ะ เอ๊ะขอขอบคุณทุกทานที่เข้ามาคอมเม้นท์ ขอบคุณมากๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 14
อธิฏฐาน วันที่ : 05/12/2012 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

(1)
ประสบการณ์เหมือนกันตรงแขนหักค่ะ ช่วงนี้ทำกายภาพบำบัดอยู่ เราต้องผ่านอะไร ๆ ไปให้ได้
ความคิดเห็นที่ 13
เกสรมาเฟีย วันที่ : 04/12/2012 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipammo

(0)
แปลกจัง .. เกสรอ่านจบไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน และคอมเม้นท์ไปยาวเฟื้อยเลย มันหายไป หรือว่าเกสร กดแล้วล็อคอินหมดเวลาหละเนี้ย


T______________T


รออ่านเรื่องต่อไปอยู่นะจ๊ะ พี่เอ้
ความคิดเห็นที่ 12
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 04/12/2012 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

(0)
มีพิมพ์หนังสือออกมาขายด้วยเหรอ?

คิดถึงวัยเด็กเหมือนกัน เห็นเพื่อนๆ ผู้หญิงกระโดดหนังยางก็อยากไปเล่นกับเขา โดดกระตุกก็ยิ่งสนุก เบื่อๆ ก็เล่นหมากเก็บ นั่งเล่นกันได้ทั้งวัน
ความคิดเห็นที่ 11
เพลงกระบี่ฯ วันที่ : 03/12/2012 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaengkrabi
http://www.oknation.net/blog/krabinoi   **BE GENTLE WITH THE EARTH**

(0)
ปากเกร็ด และชื่อโรงเรียนที่ถูกกล่าวถึง เป็นชีวิตในวัยเด็กของเพลงกระบี่ฯเช่นกันคะ แถมสถาบันที่เรียนก็สถาบันเดียวกันอีก
เก็บรายละเอียดได้ดีจังเลยคะ มองเห็นช่วงชีวิตชัดเจน อดจะมองย้อนไปถึงชีวิตตัวเองไม่ได้ หนาว ร้อน ทุกข์ สุข ผ่านมา และจะผ่านไปคะ
ความคิดเห็นที่ 10
คมเย็น วันที่ : 30/11/2012 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

(0)
บางช่วงน่าจะเขียนเป็นเรื่องสั้นได้
ความคิดเห็นที่ 9
su วันที่ : 30/11/2012 เวลา : 15.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

(1)
ชีวิตไม่สิ้น ก็ ต้องก้าวกันต่อไป.
ความคิดเห็นที่ 8
เกสรมาเฟีย วันที่ : 29/11/2012 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipammo

(0)
แปะไว้ก่อน ๆๆๆ เด๊วคืนนี้กลับมาอ่านนะจ๊ะ จุฟ จุฟ

ขอตัวไปทำฮานก่อน เรื่องยาว ต้องค่อย ๆ อ่าน

ความคิดเห็นที่ 7
ชบาตานี วันที่ : 29/11/2012 เวลา : 06.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

(1)
เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่ง เก็บตกรายละเอียดได้เยี่ยม
น่าจะเขียนเป็นนวนิยายได้หลายตอนจริงๆนะคะ (ลองเขียนเป็นนวนิยายซิคะ..เชียร์สุดใจค่ะ)
ความคิดเห็นที่ 6
bene วันที่ : 29/11/2012 เวลา : 05.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

(0)
คุณเอ๊ะ ...
เล่าได้น่าติดตามค่ะ

สู้สู้นะคะ ให้ผ่านพ้นอะไรที่เลวร้ายไปได้

เอานี่มาฝาก เผื่อ อยากลอง

http://www.youtube.com/watch?v=pPntn8T68Bw
ความคิดเห็นที่ 5
SW19 วันที่ : 29/11/2012 เวลา : 01.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

(0)
คุณเอ๊ะจริงใจ และตรงไปตรงมากับตัวเองขนาดนี้ เชื่อว่าคงประสบความสำเร็จตามเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งไว้ได้ไม่ยาก เพราะรู้ว่าจุดไหนที่ทำให้ดีขึ้นได้
ขอเพียงอย่าท้อ

นับถือจริงๆ และขอเป็นกำลังใจให้ในวันที่ยุ่งยาก
ความคิดเห็นที่ 4
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 28/11/2012 เวลา : 23.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

(0)
มีหลากหลายอารมณ์ในแต่ละช่วงชีวิต หนังสือชีวิตจริงคุณเอ๊ะเลยหรือครับ
ความคิดเห็นที่ 3
คนดีมีวินัย วันที่ : 28/11/2012 เวลา : 23.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nard
ธรรมชาติของชีวิต..คือ..ชีวิตธรรมดา

(0)
ชีวิตคนเราแต่ละคนไม่มีใครที่จะพร้อมไปเสียทุกอย่าง..มีขาด มีเกิน..มีสุข มีทุกข์ ปะปนกันไป ได้อ่านเรื่องราวชีวิตที่คุณ Ae^เล่าให้ฟัง..จนรู้สึกเหมือนได้ติดตามไปด้วย การได้บอกเล่าประสบการณืที่พบเห็นเป็นการแบ่งปันให้คนที่อาจจะกำลังเผชิญเรื่องที่ใกล้เคียงกันได้รับรู้ และสร้างกำลังใจให้คนอื่นๆได้ครับ ขอให้กำลังใจและชื่นชมกับเรื่องราวที่เขียนได้อย่างน่าติดตามครับ
ความคิดเห็นที่ 2
Konpakkred วันที่ : 28/11/2012 เวลา : 22.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konpakkred


(0)
อ่านสนุกดี เรื่องจริง หรือ นิยายคะ
ตัวเอกเป็นคนปากเกร็ดเหมือนเราเลยนะ
ความคิดเห็นที่ 1
ชายสามหยด วันที่ : 28/11/2012 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

(0)
น่าอ่านมากครับ เป็นเรื่องของคุณเอ้ เขียนเองหรือครับ ถ้าผมอยากได้สักเล่มทำอย่างไรบ้างครับ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน