*/
  • คนเมืองพระชนกจักรี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 1064
  • จำนวนผู้ชม : 2795671
  • จำนวนผู้โหวต : 1275
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1275 คน
<< กรกฎาคม 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


"เบนซ์ ท่าทราย" แฉเรื่องส่วยยาเสพติด คุณเชื่อหรือไม่?
เชื่อ
12 คน
ไม่เชื่อ
0 คน

  โหวต 12 คน
วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2556
Posted by คนเมืองพระชนกจักรี , ผู้อ่าน : 5168 , 10:20:23 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน รวงข้าวล้อลม , BlueHill โหวตเรื่องนี้

ภาพแห่งความภาคภูมิใจของเอกชัย วรรณแก้ว ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา วันที่เขาได้รับพระราชทานปริญญาบัตร

จากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ

และต่อจากนี้เป็นเรื่องราวของ มนุษย์เพนกวิน ผู้เขียนชีวิตด้วยปลายเท้า

 

 สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
 ขอขอบคุณภาพประกอบจาก นิตยสาร ฅ คน 
 เรื่อง : ปองธรรม สุทธิสาคร
 ภาพ : ธาตรี แสงมีอานุภาพ 

ไม่มีใครคิดว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่คลอดก่อนกำหนดในเดือนที่ 6 ด้วยน้ำหนักตัวไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม ร่างกายมีขนาดเล็กกว่าขวดน้ำปลา ไม่มีแขนทั้งสองข้าง ขาหดสั้นจนแทบจะเหลือแค่เพียงฝ่าเท้าที่ติดกับสะโพก เด็กทารกที่สามวันดีสี่วันไข้เมื่อ 28 ปีที่แล้วคนนี้จะรอดชีวิตและอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน "เอกชัย วรรณแก้ว" ลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 5 คน เกิดและเติบโตในครอบครัวของชาวนาที่ฐานะค่อนข้างยากจนใน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เด็กพิการที่เคยอ่อนแอและอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง น่าจะเป็นภาระของครอบครัวและคนรอบข้างไปตลอดชีวิต 

แต่วันนี้ "เอกชัย" กลับทำและเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาเป็นจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง เป็นลูกที่มีการศึกษาสูงที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ใครจะคิดว่าเขาสามารถวาดรูปได้เหมือนกับคนปกติธรรมดาด้วย 2 เท้าเล็ก ๆ ที่เหลืออยู่

"ตอนเด็ก ๆ ผมอยากออกจากบ้าน ออกไปเห็นว่านอกรั้วมีอะไร เพราะผมอยู่แต่ในบ้านก็เลยอยากเห็นโลกที่มันใหญ่กว่านั้น ตอนนั้นคิดไปถึงว่าทำไมผมถึงเดินไม่ได้เหมือนคนอื่น มันต้องทำยังไงถึงเดินได้ ซึ่งกว่าจะได้คำตอบก็ต้องรอจนถึง 6 ขวบ เพราะพ่อกับแม่บอกว่าเขาอยู่กับเราไม่ได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยเหลือตัวเอง ตั้งแต่นั้นเขาก็ฝึกฝนให้ผมช่วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า หุงข้าว แปรงฟัน ฯลฯ ซึ่งส่วนมากผมจะใช้หัวไหล่ในการหยิบจับของบางอย่าง แต่บางอย่างก็ต้องใช้เท้า อย่างการเดินก็เหมือนกัน ตอนแรกก็ใช้ถัดเอา แผลเต็มไปหมด จนวันหนึ่งผมเห็นเพื่อนๆ เขาเล่นกัน ผมก็อยากเดินได้ จะลุกก็ไม่กล้า แต่อีกใจหนึ่งก็เอาวะ ปรากฎว่าลุกเดินได้ 2 ก้าวก็ล้มหัวแตก พออาทิตย์ต่อมาก็ลองอีก ก็หัวแตกอีก เราหัดอย่างนี้จนเดินได้ "เอก" เริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิต


 

นอกจากจะได้เห็นโลกกว้างขึ้น เอกยังได้มีโอกาสออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ แต่ความสุขกลับอยู่กับเขาได้ไม่เนิ่นนานเท่าใดนัก เพราะจากที่เคยรู้สึกเบิกบานใจอยู่ทุกวัน ก็ต้องลดปริมาณลงเหลือแค่ช่วงเย็น ๆ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

"เพื่อน ๆ เขาไปเรียนกันหมด แรก ๆ ผมก็ไม่รู้ ได้แต่สงสัยว่าเขาหายไปไหนกันหมด จนเพื่อน ๆ มาเล่าให้ฟังว่าเขาไปโรงเรียนมา มีเพื่อนเยอะ แล้วก็เอาหนังสือมาอ่าน ตอนนั้นผมก็อยากเข้าเรียนนะ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเราสามารถไปเรียนได้ไหม ทุก ๆ วันผมจะตั้งตารอคอยให้เพื่อน ๆ กลับมาเล่าให้ฟังว่าไปเรียนมาเป็นยังไงบ้าง ต่อมาวันหนึ่งพี่ชายผมซื้อหนังสือการ์ตูนมา เป็นการ์ตูนลายเส้นที่สวย เรารู้สึกชอบมาก แล้วที่สำคัญมันมีบทสนทนาอยู่ในนั้นด้วย เราก็ยิ่งอยากรู้ว่าตัวการ์ตูนเขาพูดอะไรกัน แต่เราอ่านหนังสือไม่ออก มันยิ่งทำให้เราอยากเรียนมากขึ้น"


หลังจากวันนั้น ทุก ๆ วันเอกจะหักกิ่งไม้และใช้เท้าวาดรูปลงบนพื้น ตามแต่ที่เขาจะจินตนาการได้ ศิลปะแห่งกิ่งไม้ทำให้เด็กน้อยหลุดออกจากความเหงา พันธนาการ และข้อจำกัดในชีวิตทุกสิ่งทุกอย่าง มันพาเขาข้ามไปสู่อีกโลกใบหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่มีแต่ความอิสระเสรี รวมทั้งได้ใช้จินตนาการตามแบบที่ใจต้องการ และหลังจากอยู่ในโลกส่วนตัวไม่นาน เอกก็ได้เข้าเรียนสมใจ แต่การเข้าสู่ระบบการศึกษาของเอกไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากทางโรงเรียนไม่ยินยอมที่จะรับเด็กที่ไม่มีความพร้อมเข้าเรียน เพราะกลัวว่าจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

"เขาบอกว่าผมช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เขาไม่รับ พ่อก็บอกกลับไปว่าลูกผมช่วยเหลือตัวเองได้หมด เพราะฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เล็ก ๆ พ่อขอร้องถึงขนาดที่ว่าขอให้ผมเรียนแค่พออ่านออกเขียนได้ ไม่ต้องให้วุฒิก็ได้ แต่พูดยังไงทางโรงเรียนก็ไม่ยอมท่าเดียว พ่อเลยพาผมไปหาศึกษาธิการจังหวัด พ่อเข้าไปนั่งรอในห้อง ส่วนผมอยู่นอกห้อง พอดีศึกษาธิการจังหวัดเขากลับมาจากธุระข้างนอก เขาเห็นผมก่อน เขาถามผมว่า หนูมาทำไม ผมบอกว่ามาเรื่องเรียน แล้วก็เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เขาเลยให้ผมลองทำอะไรต่าง ๆ ให้ดู พอเห็นว่าผมช่วยตัวเองได้ หลังจากนั้นศึกษาธิการจังหวัดเลยไปที่โรงเรียน แล้วสั่งกับครูใหญ่ให้รับผมเข้าเรียน ผมก็เลยได้เรียน" 


การได้สวมเครื่องแบบนักเรียนไปเรียน นับเป็นสิ่งที่เอกปรารถนามานาน ทว่าในความเป็นจริง เพียงวันแรกที่เขาไปถึงก็แทบอยากจะลาออกทันที ซึ่งเอกบอกว่า "คนทั้งโรงเรียนมองมาที่ผมคนเดียว มองเหมือนเป็นตัวประหลาด ผมทำอะไร ๆ เขาก็มอง จนรู้สึกกดดัน รู้สึกว่าไม่อยากเรียนแล้ว ตอนกลางวันผมก็ไม่ลงไปกินข้าว จะเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว จนกระทั่งครูมาปลอบและพาไปกินข้าวด้วย จากนั้นผมก็เริ่มปรับตัวและค่อย ๆ เข้ากับเพื่อน ๆ ได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยก" 

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีโอกาส มีเวลาว่าง หรืออยู่คนเดียว เอกมักจะเดินไปหักกิ่งไม้นำมาวาดรูปอยู่เป็นประจำ และค่อย ๆ เปลี่ยนจากวาดหมา แมว การ์ตูน มาเริ่มวาดรูปเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เอกวาดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง ถ้าดูไม่ผิด...เด็กผู้ชายในผืนดินคนนั้นกำลังจับบางอย่างด้วยปลายเท้าเช่น เดียวกับเขา ต่างกันตรงที่มันไม่ใช่กิ่งไม้ หากแต่เป็น "พู่กัน"


"ประมาณ ป.1 โรงเรียนเขาคัดเลือกตัวแทนไปแข่งวาดรูป 2 คน ไปแข่งระดับจังหวัด ผมก็ไปคัดกับเขา ผลปรากฎว่าผมติดเลยมีโอกาสไปแข่ง แล้วก็ได้ที่ 2 ของจังหวัด จำได้ว่าตอนนั้นได้เงินมา 5,000 บาท ผมดีใจมาก มันทำให้ผมมีที่ยืน ทำให้ผมสามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้ ที่สำคัญมันทำให้ผมรู้ตัวเองว่าชอบวาดรูป ชอบศิลปะ เพราะเวลาที่วาดรูปผมจะรู้สึกสนุก มีความสุข จะพูดว่ามันทำให้ผมค้นพบตัวเองตั้งแต่เด็กก็ได้"

หลังจากจบการศึกษาชั้นประถม เอกก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมใกล้บ้าน โดยในระหว่างนั้นก็เข้าแข่งขันประกวดวาดรูปทั้งนอกและในสถาบันอยู่เป็นประจำ จนจบชั้นมัธยม 3 เอกก็เลือกที่จะเข้าไปเรียนต่อในชั้น ปวช. ปวส. ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาในตัวเมือง คณะจิตรกรรมสากล ถึงแม้ว่าเขาต้องเดินทางไปกลับวันละเกือบ 40 กิโลเมตร หรือต้องหาเงินเรียนเองโดยการรับจ้างวาดรูปเหมือน ก็ไม่ทำให้เขาย่อท้อที่จะเอาชนะความยากลำบาก ในที่สุดเอกก็สามารถเรียนจบชั้นอนุปริญญา และเพื่อน ๆ ได้ชักชวนให้เขาไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี แต่เอกกลับคิดว่าเขาควรยุติเส้นทางชีวิตนักศึกษาเอาไว้เท่านี้ เนื่องจากต้องใช้ทุนทรัพย์ค่อนข้างสูง ทั้ง ๆ ที่ภายในก้นบึ้งหัวใจลึก ๆ เขายังอยากเรียนต่อทางด้านศิลปะให้สูงที่สุด

 

"ตอนเรียนมัธยมมีอาจารย์คนหนึ่งที่ผมรักเหมือนพ่อ แกชื่ออาจารย์โต๊ะ แกจะคอยช่วยเหลือผมตลอด ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาแก แกบอกมาว่าอย่างผมต้องไปเรียนที่เพาะช่าง ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเพาะช่างที่อาจารย์พูดถึงคืออะไร อยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าอาจารย์ให้ไปเราก็ไป ก็ขึ้นรถไปกับอาจารย์และเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่พอไปถึงมันงงไปหมด รู้สึกว่ารถราทำไมมันเยอะอย่างนี้ แล้วพอเงยหน้าขึ้นไปมันเห็นแต่ตึก จนรู้สึกอยากกลับบ้าน แต่ผมเห็นความตั้งใจของอาจารย์ ทำให้รู้สึกว่ายังไงก็ต้องเรียน ต้องสู้ ก็เลยไปติวก่อนสอบ 1 เดือน

แต่พอผลสอบออกมาปรากฎว่าผมสอบไม่ได้ ความรู้สึกคือหมดแล้ว สิ่งที่เราหวังไว้หมดลงตรงนั้น ไม่รู้จะเอายังไงดี รุ่นพี่ที่ติวให้เขาบอกว่าให้อยู่ก่อนอย่าเพิ่งกลับบ้าน พออยู่ไปสักพักรุ่นพี่เขาเข้ามาส่งงานอาจารย์ที่เพาะช่าง มีอาจารย์เขาจำได้ว่าเป็นรุ่นพี่ผม เขาเลยถามว่า ไอ้ตัวเล็กมันกลับไปยัง รุ่นพี่ก็บอกว่ายัง อาจารย์เลยให้รุ่นพี่ตามตัวผมไปพบ แล้วเขาก็บอกให้ผมรอก่อน รอคนที่มาสอบสัมภาษณ์แล้วไม่ผ่าน จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักศึกษาคนหนึ่งเขาสละสิทธิ์ อาจารย์เขาเลยยื่นเรื่องให้ผมเป็นกรณีพิเศษ จนผมได้เข้าเรียนที่เพาะช่าง" 


แม้ว่าเขาไม่มีทุนมากนัก แต่โชคดีตรงที่มีคนคอยสนับสนุนนำพาให้สมัครสอบเข้าเรียนต่อ และได้ความอุปการะในเรื่องที่อยู่อาศัยจากวิทยาเขตเพาะช่าง พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของห้องพักนักการภารโรงซึ่งว่างอยู่ จึงกลายเป็นห้องพักของเอกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมาเรียน และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเขาอีกทางหนึ่งด้วย และการที่เขาเป็นนักศึกษาคนเดียวของวิทยาลัยที่ใช้สองเท้าในการเดิน กิน และทำงาน ด้วยรูปร่างลักษณะท่าทางการเดินที่ดู ๆ ไป ก็คล้าย ๆ นกเพนกวินนี่เอง ทำให้เพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงทุก ๆ คน ในวิทยาลัยลงความเห็นและเรียกเขาว่า "เพนกวิน" ฉายานี้อาจมาจากความแตกต่างทางร่างกาย แต่ไม่ว่าเขาจะถูกเรียกว่าอะไร และด้วยเหตุผลใด ก็ไม่ได้ส่งผลให้ "เอก" ต้องใช้ชีวิตที่แปลกแยกและแตกต่างจากเพื่อน ๆ เพราะว่าความสุขของการมีชีวิตคือการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ และศิลปะของการมีชีวิตคือการมีชีวิตที่มีความสุข 

"เพนกวินเป็นฉายาที่รุ่นพี่ตั้งให้ คนเขาก็เรียกกันติดปากทั้งเพาะช่าง บางทีถามหาเอกนี่เขาไม่รู้นะ แต่ถ้าบอกว่าที่เดินเหมือนเพนกวินนี่รู้ทันที ผมฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเป็นปมด้อยอะไรนะ กลับรู้สึกว่าน่ารักดีด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะคิดเป็นปมด้อยให้มันเจ็บปวดไปทำไม เขาไม่ได้มาด่าพ่อแม่หรือบังคับให้เราทำอะไรสักหน่อย ผมว่าถ้าเลือกคิดได้ ก็คิดในแง่ดีดีกว่า มันมีความสุขกว่าตั้งเยอะ สังคมบ้านเราไม่ได้ดูคนที่ความสามารถ ไม่ได้ดูที่สมอง พอเห็นว่าเขาพิการก็ปฏิเสธลูกเดียว เขาไม่ได้นึกว่าคนพิการบางคนนี่ทำงานดีกว่าคนร่างกายครบถ้วนอีก แล้วคนพิการส่วนใหญ่ไม่เรื่องมาก ตรงต่อเวลา แล้วก็ไม่มีปัญหาทะเลาะวิวาท 


ผมว่าสังคมควรเปิดใจให้กว้างกว่าที่เป็นอยู่ ควรจะดูที่คุณค่าในตัวเขามากกว่าที่เห็นจากภายนอก เราก็เหมือนต้นหญ้าที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นธรรมดาเมื่อคนเดินผ่านก็ย่อมต้องสะดุดตากับต้นไม้ใหญ่ก่อน เขาไม่ได้มองหรอกว่าต้นหญ้าที่อยู่ข้างๆ มันจะทำให้ดินชุ่ม รวมทั้งช่วยยึดเกาะหน้าดินตรงโคนต้นไม่ให้แตกกระจาย ที่พูดอย่างนี้ไม่ไช่ว่าเราต้องการเป็นต้นไม้ใหญ่หรอกนะ แต่เราต้องการที่จะเป็นหญ้าอ่อนที่อยู่กับต้นไม้ใหญ่ได้อย่างสมดุล เราเพียงแต่หวังว่าสักวันหนึ่งต้นไม้ใหญ่จะยอมเอนกิ่งของตัวเองสักเล็กน้อย ให้แสงแดดลอดผ่านมาหาเราบ้าง เพื่อที่เราจะได้เป็นต้นหญ้าที่สวยงามกว่าที่เป็นอยู่" ความคิดเห็นของเอกที่แสดงออกมาอาจเป็นเสมือนกระบอกเสียงเล็ก ๆ ให้เพื่อนผู้ขาดโอกาสอีกหลาย ๆ คน 

สำหรับชีวิตและความฝันของเด็กศิลป์อย่าง "เอก" ไม่ได้เลิศหรูถึงขั้นต้องการเป็นปรมาจารย์ที่รังสรรค์งานศิลป์ชั้นเทพ แต่เขามีฝันเล็ก ๆ หลังเรียนจบ คือเขาต้องการเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็ก ๆ ด้อยโอกาสในต่างจังหวัดที่ห่างไกลและกลุ่มเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เสพงานศิลป์ดี ๆ เท่านั้นเอง 

(ขอบคุณข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/27300)

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 07/07/2013 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ความคิดเห็นที่ 6
Hiriotappa
....................
เห็นว่าน้องคนนี้มีร่างกายที่เป็นอุปสรรค แต่มีความพยายามอย่างมาก นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ของคนสู้ชีวิตครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 07/07/2013 เวลา : 20.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ความคิดเห็นที่ 5
อาจารย์วิลาสินี
....................
ครับผม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 07/07/2013 เวลา : 19.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ความคิดเห็นที่ 4
รวงข้าวล้อลม
....................
ใช่เลยครับคุณครู

ความคิดเห็นที่ 6 คนเมืองพระชนกจักรี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Hiriotappa วันที่ : 07/07/2013 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

ใช่ครับ ขอบคุณที่ทางเวปลงลึกเพื่อที่คนอื่นจะไม่ได้สับสนกับ ความคล้ายที่อาจจะนำไปสนับสนุนคนไม่ดีได้ ไม่ได้เรียนจบทางนี้ แต่เห็นดีงามในความพยายามในทางที่ถูกที่ควร

ความคิดเห็นที่ 5 คนเมืองพระชนกจักรี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาจารย์วิลาสินี วันที่ : 07/07/2013 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wilasinee
ของดีอาชีวะชลบุรี...ห่อหมกทะเลรวมมิตร 24/8/2011

วันอาทิตย์ที่14กคนี้ สอนทำขนมไข่ฟองแลน รายการขนมไทยอะไรเอย ของไทยพีบีเอส ตอน7.30นค่ะ ดูด้วยจ้า

ความคิดเห็นที่ 4 คนเมืองพระชนกจักรี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 05/07/2013 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

น่านับถือมากกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 05/07/2013 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ความคิดเห็นที่ 2
BlueHill
....................
ขอบคุณครับท่าน บก.

ความคิดเห็นที่ 2 คนเมืองพระชนกจักรี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 05/07/2013 เวลา : 16.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

น่านับถือมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 05/07/2013 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

เรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใคร ๆ อีกหลายคนนะครับ อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน