• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 96326
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
แนวคิด ปรัชญา ศาสนา สังคม
ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu
วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 5070 , 08:30:30 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พุทธวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพและความสุข[1]

พระมหาบุญเรือง ปัญญาวชิโร

รก.หัวหน้าสาขาวิชาพระพุทธศาสนา

วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์

๑.บทนำ

          เทคนิคการทำให้ให้มีประสิทธิภาพและมีความสุข มีท่านผู้รู้ได้แสดงไว้หลายแนวทาง มีทั้งแบบไทย ๆ และแบบตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและความสุขจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้ ก็ต้องเริ่มที่ตัวบุคคลแต่ละคนว่า จะสามารถประยุกต์ใช้ให้บังเกิดผลอย่างแท้จริงหรือไม่

          ประสิทธิภาพของงานจึงขึ้นอยู่ที่ประสิทธิภาพของคนด้วย

          คนมีประสิทธิภาพ งานก็เกิดประสิทธิผล เมื่องานเกิดประสิทธิผล คนก็มีความสุข

          ประสิทธิภาพของงาน ประสิทธิภาพของคน และความสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก และจะต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ๆ

          ในที่นี้ขอเสนอเทคนิคการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และมีความสุข โดยใช้กรอบความคิดจากคำว่า “พุทธะ” ซึ่งนิยมแปลว่า “ผู้รู้”, “ผู้ตื่น”, “ผู้เบิกบาน”  ที่เราค่อนข้างจะคุ้นเคยกันดีแล้ว

          และขอเรียกเทคนิคดังกล่าวว่า “พุทธวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีความสุข” หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เทคนิคการทำงานการให้มีประสิทธิภาพและมีความสุข” ก็ได้

๒.พุทธวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพและความสุข

          จากกรอบความคิดดังกล่าว สรุปได้ว่า งานจะเกิดประสิทธิภาพและมีความสุขได้นั้น เบื้องต้น จะต้องอาศัยหลักการ ๓ ประการ ได้แก่ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

๑.    ตัวรู้         เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดประสิทธิภาพ

๒.    ตัวตื่น      เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดประสิทธิภาพ

๓.    ตัวเบิกบาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความสุข

          ปราศจากหลักการ ๓ ประการนี้ งานย่อมล้มเหลว และเมื่องานล้มเหลวแล้ว ชีวิตก็ไร้ความสุข

๓.ปัจจัยก่อให้เกิดประสิทธิภาพของงาน

          ปัจจัยที่ ๑ ตัวรู้/ความรู้  

          ความรู้คือพลังขับเคลื่อนงาน งานใดก็ตามที่กระทำด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างดีแล้ว ย่อมปราศจากความขัดข้อง ติดขัด มีแต่สำเร็จลุล่วงตามประสงค์ ดังนั้น ถ้าปรารถนาจะให้งานเกิดประสิทธิภาพ บุคคลจะต้องแสวงหาความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับงาน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานให้มาก ๆ

          พระพุทธศาสนาถือปัญญา หรือความรู้เป็นแสงสว่าง คือเป็นเสมือนเครื่องส่องทางหรือนำทางชีวิต ให้เราได้เดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง คนที่ปราศจากปัญญาเปรียบเหมือนคนที่อยู่ท่ามกลางความมืด ขยับตัวทำอะไรก็ไม่ปลอดภัย แม้จะเดินให้ถูกทาง ก็กระทำได้ยาก

          ใช้ความรู้นำหน้า งานก็เดินหน้า ใช้ความไม่รู้นำหน้า งานก็ถอยหลัง งานติดขัด ก่อให้เกิดผลเสียทั้งแก่ตนเอง และหน่วยงาน

          เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพจึงต้องมีความรู้ หรือต้องแสวงหาความรู้อย่างน้อย ๗ ประการต่อไปนี้

          ๑.ธัมมัญญุตา รู้เรื่อง รู้งานที่เกี่ยวข้อง  ถือเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพของงาน มีภาระหน้าที่อย่างไร ต้องศึกษาเรียนรู้กับงานที่ทำ และยิ่งสามารถเรียนรู้งานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนทำได้ด้วย ก็ยิ่งจะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะความรู้เหล่านั้นจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน

          ๒.อัตถัญญุตา รู้รายละเอียดของเรื่อง หรืองานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจถึงที่มาที่ไป ประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ความรู้ลักษณะดังกล่าวนี้ มีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่

                    ๒.๑ รู้ทุกข์  คือรู้ส่วนที่เป็นประเด็น หรือปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ จับประเด็นได้ถูกต้อง ไม่สับสนต่อประเด็นปัญหา

                    ๒.๒ รู้สมุทัย คือรู้สาเหตุและที่มาของประเด็น หรือปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่            

                   ๒.๓ รู้นิโรธ คือรู้เป้าหมาย หรือเห็นเป้าหมายชัดเจน โดยธรรมชาติคนเรา เมื่อรู้ที่มาที่ไปของปัญหาแล้ว ก็ย่อมมองเห็นเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายปลายทางว่า จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร

                    ๒.๔ รู้มรรค คือ รู้วิธีการที่จะจัดการกับปัญหา หรือสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้

          .อัตตัญญุตา รู้ตน คำว่ารู้ตน เป็นคำที่มีความหมายกว้าง สามารถแจกแจงประเด็นได้หลายประการ  กล่าวโดยรวม ๆ ก็คือ รู้ว่าตนเป็นใคร มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอย่างไร มีศักยภาพแค่ไหน มีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร

          เวลานี้ระบบงานหลาย ๆ หน่วยงาน หรือแทบหน่วยงาน จะมีระบบการประเมินตนเอง ทำกันทั้งระดับบุคคล และระดับองค์กร จุดมุ่งหมายก็คือ เพื่อต้องการให้แต่ละบุคคล หรือแต่ละองค์กรรู้จักตนเอง มองตนเอง วิเคราะห์ตนเองออก

          ๔. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ เป็นเรื่องของการรู้จักประเมินเพื่อหาความเหมาะสม ความพอดีในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้ดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สามารถกำหนดทิศทาง หรือแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  

๕. กาลัญญุตา รู้จักเวลา เวลาถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดประสิทธิภาพและความสำเร็จของงาน ในหลักกรรมท่านถึงกับระบุไว้ว่า กรรมจะให้ผลหรือไม่ให้ผล ส่วนหนึ่งมีเวลาเป็นเครื่องกำหนด ที่กล่าวว่า “ส่วนหนึ่ง” ก็เพราะมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย ข้อนี้แสดงว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญ งานทั้งหลาย ๆ จึงนิยมมี “กำหนดการ”

          กำหนดว่าจะทำอะไร เวลาไหน รู้จักวางแผนให้ถูก วางแผนให้เป็น ให้เหมาะกับเวลาว่า จะทำอะไร เมื่อไร อะไรควรทำก่อน ทำหลัง ให้เราระลึกไว้ในใจตลอดเวลาว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่กระทำในเมื่อการเวลาอันเหมาะสมได้ล่วงเลยไปแล้ว การกระทำนั้นยอมไม่สำเร็จผลตามประสงค์  

          ๖.ปริสัญญุตา รู้สังคม หรือชุมชน การรู้จักสังคม หรือชุมชน จะช่วยให้เราสามารถวางแผนงาน พร้อมทั้งวิธีการปฏิบัติได้ถูกต้อง เหมาะสม ดังนั้น การประกอบกิจการงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเป็นจำนวนมาก จึงมักนิยมศึกษาวิจัยเพื่อหาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับงานนั้น ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้งานนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

          ๗.ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้จักบุคคล เป็นความรู้ในระดับรายละเอียดเป็นการเฉพาะบุคคลว่า บุคคลนี้มีอัธยาศัย ความรู้ ความสามารถอย่างไร  สำนวนที่นิยมใช้กันในปัจจุบันก็คือ “อ่านคนออก”

          ปัจจัยที่ ๒ ตัวตื่น/ตื่นตัว

          งานจะเกิดประสิทธิภาพนอกจากต้องอาศัยความรู้ความเข้าในเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือความตื่นตัว

ความตื่นตัว เป็นเสมือนเครื่องกระตุ้น หรือกำลังให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่หยุดอยู่กับที่

เดี๋ยวนี้วิทยาการต่าง ๆ ของโลกก้าวกระโดดเร็วมาก แทบเรียกได้ว่า ใครเผลอ ไม่ใส่ใจ หรือไม่เอาใจใส่ มัวแต่หลับหูหลับตา ไม่ลืมตาดูความเป็นไปของโลก ก็อาจตามข้อมูลข่าวสารไม่ทัน ทำให้เกิดความเสียหายต่องาน

อนึ่ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตื่นตัว และนำไปสู่ความสำเร็จของงาน หลักพระพุทธศาสนาเสนอแนวทางไว้ดังนี้

๑. ฉันทะ ความรัก ความพอใจ ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนงานที่สำคัญลำดับต้น อาจแทบกล่าวได้ว่า หากมีใจรัก หรือพอใจที่จะทำแล้ว  ย่อมเป็นการประกันถึงความสำเร็จล่วงหน้า ฉันทะทำหน้าที่เป็นเสมือนกำลังใจ  และแรงบันดาลใจในการประกอบกิจการต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือท้อแท้

          ๒. วิริยะ คือความพากเพียร ถือเป็นแรงส่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัยตัวแรก ลักษณะของความเพียรจะแสดงออกมาในลักษณะให้ไม่เป็นคนอยู่นิ่ง มีความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง เป็นทั้งตัวขับเคลื่อนงาน และขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น  

นัยแห่งคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เราทราบกันดีแล้วก็คือ บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ความหมายก็คือ ประสิทธิภาพของงานไม่ใช่อาศัยแค่ความรู้เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยความเพียรพยายาม มุ่งมั่น มุมานะเป็นปัจจัยสำคัญเป็นตัวกำหนดด้วย

๓. จิตตะ คือความเอาใจใส่ หรือใส่ใจในงานที่ ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว เพราะจิตจะจับจ้อง จับจดอยู่ที่งาน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้งานนั้นเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลยิ่งขึ้น

๔. วิมังสา คือการตรวจสอบ หรือสอดส่องอยู่กับงานที่กำลังทำ อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือข้อขาดตกบกพร่องซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ วิมังสาจึงเป็นกระบวนการของสติ และปัญญาที่เป็นเครื่องกำกับ ติดตาม สอดส่อง และประเมินผลงานที่กำลังดำเนินการอยู่ หรือดำเนินการไปแล้ว

ทั้ง ๔ ประการนี้ เรียกว่า อิทธิบาท แปลว่า ก้าวย่างสู่ความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเน้นอิทธิบาท ไม่เน้นอิทธิฤทธิ์ คือเน้นความสำเร็จที่ได้มาด้วยความรู้ความสามารถของตน ไม่สอนให้หวังพึ่งพาอำนาจอื่นใดที่นอกเหนือจากพลังของความเพียรพยายามซึ่งเกิดขึ้นจากเรี่ยวแรง และสติปัญญาของตน

ลักษณะของอิทธิบาทเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นเครื่องกระตุ้น หรือปลุกเร้าให้เกิดความตื่นตัว พร้อมที่จะมุ่งมั่น ฝ่าฟันปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ  

๔. ปัจจัยก่อให้เกิดความสุข

          ปัจจัยที่ ๓ ตัวเบิกบาน

          ทำอย่างไรจิตถึงจะเบิกบาน มีคนเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลากหลาย เขียนเป็นหนังสือบ้าง เป็นบทความบ้าง ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนที่เขียนแนะนำคนอื่น กลับกลายเป็นคนมีปัญหา ไม่มีความสุขอยู่กับการทำงาน

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักเขียนชื่อดังของเกาหลี ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ ทั้ง ๆ ที่หนังสือส่วนใหญ่ที่เธอเขียน จะออกไปในทำนองแนะนำการใช้ชีวิตให้มีความสุข

          นักวาดการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่น โดดตึกจากชั้นที่ ๑๔ ฆ่าตัวตาย บันทึกในจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย มีข้อความเชิงน้อยใจว่า “หนูไม่เก่งในงานเขียนของหนูเลย”  ทั้ง ๆ ที่เธอก็มีผลงาน และประสบความสำเร็จในงานวาดการ์ตูนไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง โอจารุ มารุ ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นวัย ๕ ขวบ ที่ข้ามเวลาในอดีตเมื่อพันปีก่อนมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน เป็นการ์ตูนโด่งดัง ไม่เฉพาะแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ความสำเร็จดังกล่าว น่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ แต่ทำไม ยังจะน้อยใจอะไรอีก

          นักเขียนไทยก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ (๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๓) ก็มีนักเขียนหนุ่ม ใช้อาวุธปืนปลิดชีพตนเอง ทั้ง ๆ ที่งานเขียนก็ได้รับการตีพิมพ์ และได้รับรางวาลหลายเป็นเกียรติยศหลายรางวัล ชีวิตน่าจะมีรวมสุขกับงาน

          บทเรียนต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะขาดการบริหารจัดการเรื่องอารมณ์และความรู้สึก ในพระพุทธศาสนา ท่านจึงสอนให้เราฝึกฝนอบรมจิตใจตนเองให้ดี ให้งาม คือต้องให้ดีให้งามก่อนจึงจะเบิกบาน

          เบื้องต้น ผู้เขียนขอเสนอหลักการสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

          ๑. มีเมตตาจิต รู้จักฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีเมตตา มีไมตรีกับบุคคลอื่น สร้างความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน พยายามสร้างมิตร อย่าสร้างศัตรู รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น เอาใจเขาใส่ใจเรา มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยท่าทีของจิตใจลักษณะดังกล่าวนี้ จะทำให้เรามองคนอื่นด้วยความรักและเข้าใจ ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในหน่วยงาน ในองค์กรได้

          หลักเมตตา สามารถสรุปเป็นหลักปฏิบัติได้ ๓ แนวทาง คือ

          ๑.๑ ให้ทำแต่เรื่องดี ๆ ต่อกัน

          ๑.๒ ให้พูดแต่เรื่องดี ๆ ต่อกัน

          ๑.๓ ให้คิดแต่เรื่องดี ๆ ต่อกัน

          ทำได้อย่างนี้ ชีวิตจะมีแต่รอยยิ้มแห่งมิตรไมตรี ชีวิตจะมีแต่ความเบิกบาน ทั้งร่มเย็น และเป็นสุข

          ๒. รู้จักสร้างอารมณ์ขันให้กับตัวเอง อย่าเป็นเคร่งเครียด เคร่งครัดเกินไปจนสุดโต่ง ให้รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ผ่อนหนักผ่อนเบา และรู้จักปล่อยวาง อย่าเป็นคนแบกโลก ให้รู้จักมองโลกในแง่ดี และมองให้เห็นหลาย ๆ มุม อย่ามองเพียงมุมใดมุมหนึ่ง เพราะการมองเช่นนั้นจะทำให้เกิดความติดขัด และขัดเคืองได้ง่าย ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อจิตเบิกบาน

          ๓. ให้สติและปัญญาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต อย่าใช้อารมณ์หรือความรู้สึกนำหน้า เพราะธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมักขัดเคือง ทำให้จิตใจขุ่นมัว เมื่อมีใครมาขัดอารมณ์หรือความรู้สึก แต่ถ้าเราเอาอารมณ์และความรู้สึกไว้ข้างหลัง เอาสติปัญญานำหน้า แม้จะมีเรื่องขัดอารมณ์และความรู้สึกบ้าง แต่สุดท้าย สติปัญญาก็จะช่วยเยียวยา หรือคลี่คลาย ทำให้จิตไม่ตกสู่สภาวะที่ขุ่นมัว ดำรงความเบิกบานอยู่ได้

          ๔.ยอมรับความจริง และอยู่กับความจริง อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แม้เราจะพอใจ ไม่พอใจให้มันเกิด ให้มี ให้เป็น ล้วนหาเป็นไปตามประสงค์ของเราไม่ หน้าที่ของเราจึงควรยอมรับความจริง และอยู่กับความจริงให้ได้ มิเช่นนั้น สภาวะจิตของเราจะเกิดความติดขัด ขัดข้องตลอดเวลา ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข

          ๕.ทำหน้าที่ให้สุจริต ความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตการงานของเราเบิกบาน หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริตต่อหน้าที่แล้ว แม้จะมียศฐานบรรดาศักดิ์ มีทรัพย์สินมากมาย สิ่งเหล่านั้นก็ไม่คุ้มครองรักษาเราได้ มีแต่ความดีงามเท่านั้น ที่จะช่วยส่งเสริมให้เราสามารถอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ได้ด้วยความสง่างาม มีความสุข ข้อนี้ถือว่าเป็นหลักสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการบ้านเมือง

บทสรุปส่งท้าย

          ประสิทธิภาพของงาน อยู่ที่ประสิทธิภาพของคน ประสิทธิภาพของคน อยู่ที่ประสิทธิภาพของความรู้  หน้าที่ของเราจึงต้องพัฒนาความรู้ให้กว้างขวาง ตื่นตัวอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็รู้จักดูแลรักษาจิตใจของตนไปพร้อม ๆ กัน เพราะจิตใจที่ดีงาม ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของงาน ประสิทธิภาพของงานย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตด้วย ทั้ง ๒ ประการอิงอาศัยกันและกัน ดังคำที่ว่า งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข



           [1] เรียบเรียบจากคำบรรยายอบรมผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลสวายจีก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ตามโครงการทำความดี สามัคคี พร้อมใจชาวไทย ปกป้องสถาบัน เพื่อถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ฯ ภูมิพลอดุลยเดช วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๓




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Toitoi วันที่ : 10/01/2011 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน