• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 96443
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
แนวคิด ปรัชญา ศาสนา สังคม
ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu
วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม 2553
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 8608 , 06:13:51 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน musachiza โหวตเรื่องนี้

ปรัชญาอินเดีย

ตอนที่ ๒

ปรัชญายุคพระเวท

๒.๑ บทนำ

               คัมภีร์พระเวท ถือเป็นบันทึกเก่าแก่ที่สุดคัมภีร์หนึ่ง โดยเฉพาะในส่วนของฤคเวทตามข้อสันนิษฐานของยวาหะลาล เนห์รูถึงกับบอกว่า “น่าจะเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติมี”[1] นอกจากความเก่าแก่แล้ว พระเวทเป็นคัมภีร์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อระบบความคิด ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมของอินเดียที่สุดคัมภีร์หนึ่ง แทบกล่าวได้ว่า ระบบความคิดทางศาสนา ปรัชญาของอินเดียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสายอาสติกะ หรือสายนาสติกะ ล้วนได้รับอิทธิพลจากพระเวททั้งสิ้น ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตาม การศึกษาปรัชญาอินเดียจึงขาดไม่ได้ที่จะต้องเริ่มต้นจากคัมภีร์พระเวท

               จะว่าไปแล้ว คัมภีร์พระเวทก็เปรียบเสมือนกับป่าผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ผู้ใดปรารถนาอะไรจากป่าผืนนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์ตามฐานะของตน ๆ  เช่น นักบวชอาจแสวงหาความสงบจากป่าเพื่อบำเพ็ญพรต ช่างไม้อาจแสวงหาไม้เพื่อกระทำเครื่องเรือน หมอยาอาจแสวงหายาสมุนไพรเพื่อการเยียวยาโรคภัย ชาวนาอาจแสวงหาพืชผักผลไม้เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป  นักท่องเที่ยวอาจแสวงหาความบันเทิงจากความงดงามของธรรมชาติ

               ทำนองเทียงกับคัมภีร์พระเวท ถือเป็นคัมภีร์ที่อุดมไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ผู้ใดปรารถนาสิ่งใดจากพระเวท ย่อมสำเร็จประโยชน์ตามฐานะของตน ๆ เช่น นักปรัชญาอาจแสวงหาร่องรอยแนวความคิดทางปรัชญา  นักศาสนาอาจแสวงหาร่อยรอยความคิดทางด้านศาสนา นักโบราณคดีอาจสนใจร่องรอยของบันทึกจากอดีต นักสังคมวิทยาอาจสนใจเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีต ขณะที่นักศิลปินสนใจแสวงหาความเพลิดเพลินจากบทสวด บทเพลงสรรเสริญเหล่าเทพเทวาทั้งหลาย นักภาษาศาสตร์อาจสนใจเรื่องการใช้ถ้อยคำที่ถ่ายทอดออกมา เป็นต้น  แมกซ์ มูลเลอร์ (Max Muller) ถึงกับกล่าวว่า[2] พระเวทนั้นไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในแง่ประวัติศาสตร์อินเดียเท่านั้น แต่ยังถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย เพราะพระเวทนับเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่มีความสมบูรณ์ยากที่จะหาวรรณกรรมใดในภาษาอื่นมาเปรียบเทียบได้ พระเวทจะนำเราย้อนหลังกลับไปในอดีตสมัยที่ยังไม่มีการบันทึกอะไรไว้ในโลก

               อนึ่ง มองจากรูปศัพท์ คำว่า “เวท” ซึ่งเป็นชื่อคัมภีร์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความหมายสำคัญที่แฝงอยู่ กล่าวคือ รากศัพท์ดังกล่าวบ่งถึงความรู้ ปัญญา และความคิด คัมภีร์พระเวทจึงเป็นคัมภีร์ที่รวบรวม ประมวล ความรู้ ความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องชีวิต โลก จักรวาล จิตวิญญาณ และพระเจ้า ตลอดถึงวิธีปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้น

               นอกจากจะมีความหมายไปในทางความรู้ ปัญญา และความคิดแล้ว คำว่า เวท ยังหมายถึงมันตระ ได้แก่บทสวดสรรเสริญเหล่าเทพเทวาทั้งหลาย และพราหมณะ[3] ได้แก่ส่วนที่เป็นคำสอน ซึ่งแฝงแนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่อารยันเข้ามาสู่ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป หรืออินเดียในปัจจุบัน

               การศึกษาปรัชญาอินเดียโบราณ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเริ่มต้นที่พระเวท ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบแนวความคิดพื้นฐานอันจะนำไปสู่ความเข้าใจปรัชญาสายต่าง ๆ หรือสำนักต่าง ๆ ในอินเดียต่อไป

๒.๒ คัมภีร์พระเวท

              พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์หลัก ๓ คัมภีร์ ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท รวมเรียกว่า ไตรเพท ภายหลังต่อมาได้มีการรวบรวมบทสวดประเภทเวทย์ มนต์ คาถาที่ใช้สำหรับขจัดปัดเป่าเหตุเภทภัย ตลอดเพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตเป็นอีกคัมภีร์หนึ่งต่างหาก เรียกว่า อถรรพเวท ปัจจุบันพระเวทจึงมีทั้งหมด ๔ คัมภีร์ โดยแต่ละคัมภีร์เนื้อหาพอสรุปโดยสังเขปดังนี้

              ๒.๒.๑ คัมภีร์ฤคเวท

              เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมมันตระ ซึ่งแต่งเป็นร้อยกรองชนิดต่าง ๆ ถึง ๑๗ ประเภทฉันท์ จุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น เทพอัคนี เทพวายุ เทพอัศวิน เทพสุริยะ เทพมารุต เทพโสมะ เทพวายุ เทพสาวิตรี เป็นต้น  ตามตำนานเล่าว่า ผู้เรียบเรียงคัมภีร์นี้คือเทพฤาษีเวทวยาส

              ฤคเวทแบ่งออกเป็นมณฑล (เล่ม) แต่ละมณฑลแบ่งย่อยเป็นอนุวาก แต่ละอนุวากแบ่งออกเป็นสูกตะ (บท) แต่ละสูกตะจะประกอบด้วยมันตระ (บทสวด) ซึ่งเมื่อเรียงลำดับลักษณะการแบ่งหมวดหมู่ดังกล่าวแล้วจะได้จำนวนรายละเอียดดังนี้

              ก. มณฑล  แบ่งเป็น ๑๐ มณฑล

              ข. อนุวาก แบ่งเป็น ๘๕ อนุวาก

              ค. สูกตะ แบ่งออกเป็น ๑,๐๒๘ สูกตะ (เดิมมี ๑,๐๑๗ แต่มีการเพิ่มมาใหม่)

              ง. มันตระ แบ่งออกเป็น ๑๐,๕๘๐ มันตระ[4]

              ๒.๒.๒ คัมภีร์ยชุรเวท

              ยชุรเวท เป็นคัมภีร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบพิธีบูชายัญต่าง ๆ[5] เช่น การบูชาในวันเพ็ญเต็มดวง และวันเพ็ญเดือนดับ การบูชาเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พระอินทร์ การบูชาด้วยน้ำโสม พิธีราชสูยะ พิธีอัศวเมธ เป็นต้น เป็นคู่มือให้แนวทางในการประกอบพิธีกรรมแก่พราหมณ์ และอัธวรรยุ คล้าย ๆ กับมนต์พิธีของชาวพุทธในปัจจุบัน

              ยชุรเวท แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ

              ก. กฤษณยชุรเวท หมายถึง ยชุรเวทดำ เป็นยชุรเวทดั้งเดิมที่ยังไม่มีการแบ่งแยกระหว่างโศลก กับร้อยกรองออกจากกัน  ลักษณะของยชุรเวทดำจะเริ่มต้นด้วยโศลก และคำอธิบายสลับเป็นบทไป  เช่น คัมภีร์มีไมตติรียพราหมณะ คัมภีร์กาถก และคัมภีร์ไมตรยาณียะ เป็นต้น

              ข. กุศลยชุรเวท หมายถึง ยชุรเวทขาว เป็นยชุรเวทที่มีการแบ่งระหว่างโศลก และร้อยแก้วที่เป็นคำอธิบายออกจากกัน ยชุรเวทขาวนี้มีจำนวนทั้งหมด ๔๐ บท แต่ละบทก็จะกล่าวถึงพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไป เช่น บทที่ ๑-๒ ว่าด้วยการประกอบพิธีบูชายัญ บทที่ ๓ ว่าด้วยการบูชาไฟ บทที่ ๔-๘ ว่าด้วยการบูชาด้วยน้ำโสม เป็นต้น

              ๒.๒.๓ คัมภีร์สามเวท

              สามเวท เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยบทเพลงที่ใช้สำหรับสวดประกอบทำนองเพลงเพื่อใช้ในพิธีบูชา เนื้อหาของบทเพลงแต่ละบทไปในทำนองสรรเสริญ หรือขอพรจากเทพ มีจำนวนทั้งหมด ๑,๕๔๙ มันตระ มันตระส่วนใหญ่ก็นำมาจากคัมภีร์ฤคเวทอีกชั้นหนึ่ง ที่เป็นของใหม่มีเพียง ๗๕ มันตระเท่านั้น

              สามเวท มีจำนวนสาขาทั้งหมด ๑,๐๐๐ สาขา แต่ในปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง ๓ สาขาเท่านั้น ได้แก่[6]

              ก. ราณายนียสาขา

              ข. ไชมินียสาขา หรือ ตลวการสาขา

              ค. เกาถุมสาขา

              อนึ่ง สามเวทนี้ ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การดนตรีของอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะโน้ตเพลงพื้นฐานของอินเดียก็มีกำเนิดมาจากสามเวท[7]

              ๒.๒.๔ คัมภีร์อถรรพเวท

              อถรรพเวท เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยเวทย์ มนต์ คาถา ของขลัง เป็นบทสวดที่ใช้ขจัดปัดเป่าสิ่งที่เป็นอัปมงคลทั้งหลาย ขณะเดียวกันก็เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต ถือเป็นคัมภีร์หนึ่งที่มีความสำคัญมาก พระราชามหากษัตริย์ ตลอดเหล่านักรบทั้งหลายในอดีตมักจะใช้เวทย์มนต์คาถาเหล่านี้ในการป้องกันตัว ขณะเดียวกันก็สามารถทำลายฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อให้ตนได้ชัย

              อถรรพเวทที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันมีเพียง ๒ สาขา คือ

              ก. สาขาไปปลาทะ

              ข. สาขาเศานกียะ

              โดยปกติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงอถรรพเวท จะหมายถึงสาขาเศานกียะ ซึ่งมีจำนวน ๒๐ กาณฑ์ และแบ่งออกเป็น ๔๘ ประปาฐกะ รวมไว้ด้วยสูกตะ ๗๖๔ สูกตะ ทุกสูกตะมีมันตระ ๖,๐๐๐ มันตระ ในจำนวนนี้ ประมาณ ๑,๒๐๐ มันตระ เป็นมันตระที่คัดมาจากคัมภีร์ฤคเวท[8]

              อนึ่ง ในบรรดาคัมภีร์พระเวททั้ง ๔ คัมภีร์นี้ แต่ละคัมภีร์แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน/ภาค คือ[9]

              ๑.คัมภีร์สํหิตา หรือมันตระ คำว่า สํหิตา แปลว่า ที่รวมหรือชุมนุม หมายถึงรวมหรือชุมนุมบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า บทสวดขับร้อง มนต์คาถา หรือสูตร สำหรับใช้ในพิธีบูชายัญซึ่งอยู่ในรูปของร้องกรองหรือฉันท์

              ๒.คัมภีร์พราหมณะ ได้แก่ข้อความร้อยแก้วอธิบายความหมายของบทสวดแต่ละบทว่าใช้ในโอกาสใด พิธีใด นอกจากนั้นยังพรรณนาถึงที่มาของบทสวดที่ใช้ในการบูชายัญ ตลอดถึงอธิบายถึงความหมายของพิธีบูชายัญด้วย

              ๓. คัมภีร์อารัณยกะและอุปนิษัท  เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมความรู้สึกนึกคิดทางศาสนา และปรัชญา เช่น ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับพรหมัน อาตมัน วิญญาณ พระเจ้า การสร้างโลก กำเนิดมนุษย์ เป็นต้น

              บางตำราแยกคัมภีร์อารัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัทออกจากกัน กลายเป็น ๔ ภาค คือ คัมภีร์สํหิตา คัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ และคัมภีร์อุปษินัท

๒.๓ แนวความคิดทางศาสนา

              อย่างที่ได้ปรารภในเบื้องต้นแล้วว่า พระเวทนั้นเปรียบเสมือนป่าดงดิบอันอุดมสมบูรณ์ หลากหลายไปด้วยเหล่าพฤกษชาตินานาพันธุ์ ดังนั้นผู้ปรารถนาศึกษาเรื่องใด พระเวทย่อมสามารถสนองความต้องการของผู้นั้นให้สมปรารถนาได้ โดยที่สุดแม้แนวคิดเรื่องศาสนา

              เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงได้ประมวลแนวคิดทางศาสนาในคัมภีร์พระเวทมานำเสนอเพื่อเป็นแนวทาง และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อไป โดยจะได้สรุปเป็นประเด็น พร้อมคำอธิบายพอสังเขป

ก.     การบูชาไฟ

              การบูชาไฟ ถือเป็นลัทธิศาสนาของชาวอริยกะมาดั้งเดิมตั้งแต่ยังไม่อพยพเข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้  พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ได้แจงถึงที่มาของคำว่าอริยกะว่ามาจากคำว่า อาระณะ< อรุณ <     อิระณิ <อรุณ ซึ่งแปลว่า สว่าง ไฟ[10] ซึ่งลัทธิบูชาไฟนี้ได้สืบทอดมาจากลัทธิบูชาพระอาทิตย์อีกทอดหนึ่ง  บนพื้นฐานของพิธีกรรมเช่นนี้ก็เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ไฟเป็นรัศมีของพระอาทิตย์ และมีพลังอำนาจที่จะเผาผลาญทำลายสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้

              ในยุคพระเวท ไฟได้รับการยกย่องเป็นเทพองค์หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง จะเห็นได้ว่า ในคัมภีร์ฤคเวทบทแรกก็ขึ้นต้นด้วยการสรรเสริญ และนอบน้อมบูชาไฟในนามพระอัคนีเทพ ขอให้พิจารณาโศลกต่อไปนี้

              “ข้าพเจ้าขอนอบน้อมองค์พระอัคนีเทพ ผู้เป็นพระประจำครอบครัว

              เทพผู้เป็นใหญ่ในการบูชายัญ เป็นหัวหน้านักพรต เป็นผู้ทรงประทานพรให้

              ขอพระอัคนีเทพผู้ที่ปราชญ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเคารพนบนอบ

              โปรดแนะแนวทางแก่ทวยเทพทั้งหลายในที่นี้ด้วยเถิด

              ด้วยอำนาจของพระอัคนีเทพนี้ ขอให้เรามีความมั่งคั่งสมบูรณ์

              และมีความสุขความเจริญยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน

              และเพียบพร้อมไปด้วยบุตรผู้กล้าหาญ”[11]

              ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา[12] มีร่องรอยพรรณนาถึงลัทธิบูชาไฟ และกล่าวถึงเจ้าลัทธิบูชาไฟ ๓ ท่านซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของมหาชน ได้แก่ ปูรณกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ และเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรด ก็ทรงพักที่โรงไฟที่พราหมณ์ทั้ง ๓ ท่านพร้อมบริวารใช้ประกอบพิธี

              แสดงให้เห็นว่า การบูชาไฟเป็นลัทธิศาสนาดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แม้ในสมัยพุทธกาล พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ก็ยังได้รับการปฏิบัติสืบต่อมาโดยไม่ขาดสาย และถือเป็นลัทธิที่มีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอย่างมาก

ข.      การบูชาเทพเจ้า

              การบูชาเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจบันดาลความทุกข์ ความสุขให้แก่มนุษย์ถือเป็นความเชื่อทางศาสนาแรกเริ่มของมวลมนุษยชาติทุกชาติ ทุกภาษา ศาสนาในยุคเริ่มแรกจึงเป็นศาสนาแบบเทวนิยม

              ในพระเวท มีการเอ่ยนามเทพเจ้าหลายองค์  แต่ละองค์ก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ช่วงหลัง ๆ มีความพยายามในการรวบรวม จัดหมวดหมู่เทพเจ้าในลักษณะต่าง ๆ เช่น บางตำรา[13]แบ่งเป็นเทพเจ้าประจำภาคพื้น (เช่น พระอัคนี,พระธรณี,โสมะ) เทพเจ้าประจำอากาศ (เช่น พระวายุ, พระวรุณ,พระอินทร์,)  และเทพเจ้าประจำสวรรค์ (เช่น พระอาทิตย์,พระจันทร์,อัศวิน,เทพีอุษา,เทพีราตรี) บางตำรา[14]ก็จัดแบ่งเทพเจ้าประจำธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ เทพเจ้าประจำธาตุน้ำ (เช่น พระอินทร์/มัฆวาน, พระวรุณ) เทพเจ้าประจำธาตุไฟ (เช่น พะอัคนี,พระอาทิตย์,พระจันทร์) เทพเจ้าประจำธาตุลม (เช่น พระวายุ,พระมารุต) เทพเจ้าประจำธาตุดิน (เช่น พระยม,พระกาล) บางตำรา[15]ก็จัดแบ่งตามฐานะ และความสำคัญดังตัวอย่างต่อไปนี้

ก.      มหาเทพ ประกอบไปด้วย พระพรหม พระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก, พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ พระเป็นเจ้าผู้รักษาโลก, พระศิวะ หรือพระอิศวร พระเป็นเจ้าผู้ทำลายโลก

ข.      คณะเทพ ประกอบไปด้วย พระอินทร์, พระคเณศ, พระปฤถิวี, พระวรุณ,พระวายุ, พระอัคนี,พระสกันท์, พระกามเทพ, พระวิศวกรรม,พระทักษะ, พระคงคา, พระมนสาเทวี, พระอัศวิน,พระกัศยปะเทพบิดร,พระนพเคราะห์

ค.      เทพชั้นผู้น้อย ประกอบไปด้วย พระนารทะ,คนธรรพ์, อุปสร, กินนร กินนรี, ครุฑ, นาค

              บทสวดในคัมภีร์พระเวทยุคต้น ๆ ที่กล่าวถึงเทพเจ้าในลักษณะต่าง ๆ แสดงให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า คนในยุคนั้นมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทราบปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้เกิดการจินตนาการไปต่าง ๆ นานา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการคิดว่าเป็นอำนาจของเทพเบื้องบน เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเทพจึงได้รับการกล่าวถึงมากในคัมภีร์พระเวท

              การบูชาเทพเจ้าในยุคต้น ๆ มีลักษณะเป็นพหุเทวนิยม คือนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ต่อมาก็พัฒนาไปเป็นอติเทวนิยม (บางครั้งก็เรียกว่าเอกเทวนิยม) คือการยกเทพองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมาเป็นใหญ่ในการประกอบพิธีตามบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  และสุดท้ายเป็นเอกนิยม คือการนับถือพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวในฐานะผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล เป็นองค์ปฐม และเป็นที่มาของสรรพสิ่ง

ค.     พิธีกรรมทางศาสนา

              จากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าต่าง ๆ ทำให้เกิดพิธีกรรม พิธีกรรมที่กระทำบ่อย ๆ และมีการสืบต่อกันมาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทำให้เกิดประเพณี และวัฒนธรรมภายในชุมชนในเวลาต่อมา

              จุดประสงค์ของพิธีกรรมเหล่านี้ ก็เพื่อความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ ซึ่งผู้ทำพิธีจะต้องกระทำให้ถูกต้อง เช่น ถ้าบูชาไฟในบ้าน ก็จะต้องใช้อาหารที่หุงต้มแล้ว แต่ถ้าเป็นการบูชาไฟเศราตะที่ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องบูชาด้วยเครื่องเซ่นสังเวย น้ำโสม

              ในพระเวทมีการรวบรวมพิธีกรรมทางศาสนา แยกเป็นอีกคัมภีร์หนึ่งต่างหาก เรียกว่าคัมภีร์พราหมณะ  ซึ่งเป็นเสมือนคู่มือสำหรับประกอบพิธีกรรมของพวกพราหมณ์ และใช้ถ่ายทอดให้แก่พราหมณ์รุ่นต่อ ๆ มา เช่น ในไตรเพทางคศาสตร์ ได้แสดงวิธีกระทำพลีกรรมต่อเทพเจ้าด้วยหลักการ ๓ ประการ ดังนี้[16]

              ๑. สมเพท หรือสามเพท พิธีในการอารักขาพลีกรรมและอ้อนวอน ขอความปกครองต่อพระอินทร์และพระวรุณ เพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ให้พืชธัญญาหารงอกงามบริบูรณ์ ให้มนุษย์และสัตว์เลี้ยงเจริญพืชพรรณปราศจากอุปทวันตรายต่าง ๆ 

              ๒. ยชุรเวท หรือยุชยุทธ พิธีในการยุทธพลีกรรมและอ้อนวอนขอฤทธิ์ต่อพระนารายณ์ หรือพระอาทิตย์ พระเพลิง หรือพระอัคนีให้มีชัยต่อศัตรู ให้กำจัดปิศาจและอุบาทว์ทั้งปวง

              ๓. อัศรวเวท พิธีการหัตถกรรม พาณิชกรรม ขอความสำเร็จในการงาน ขอลาภสักการะให้สำเร็จผลต่าง ๆ ต่อพระวิศุกรรม พระมารุต หรือพรหม เป็นต้น

              กล่าวโดยสรุป พิธีกรรมที่สำคัญในยุคพระเวทก็คือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเซ่นสรวง การบูชาเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์ต่าง ๆ ตามความคติความเชื่อของตน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ประสงค์ และขจัดปัดเป่าอันตรายทั้งปวง

ง.       แนวทางปฏิบัติเพื่อจัดระเบียบสังคม และพัฒนาชีวิต

              ในคัมภีร์พระเวท มีหลักปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการจัดระเบียบสังคม พร้อมให้แนวทางในการปฏิบัติตามสมควรแก่ฐานะของตน ๆ โดยคำนึงถึงช่วงชีวิตในวัยต่าง ๆ รู้จักกันโดยทั่วในนามของวรรณะ ๔ และอาศรม ๔ ซึ่งจะได้แจกแจงเป็นลำดับต่อไป

๑.    วรรณะ ๔

              วรรณะ ๔ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวท ถือเป็นรูปแบบของการจัดระเบียบทางสังคมยุคเริ่มต้น เบื้องต้นปรากฏเพียง ๓ วรรณะ ต่อมาก็ได้รับการเพิ่มเติมมาอีกวรรณะด้งนี้

              ๑. กษัตริย์ เป็นชนชั้นปกครอง หรือแม้แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองประเทศโดยตรง แต่หากอยู่ในฐานะเป็นเชื่อพระวงศ์ โดยกระทั่งที่สุดทำหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติ ก็สงเคราะห์เข้าในวรรณะกษัตริย์ทั้งสิ้น

              ๒. พราหมณ์ เป็นชนชั้นนักบวช มีหน้าที่สั่งสอน และประกอบพิธีกรรม

              ๓. แพศย์ เป็นชนชั้นกลาง หมายเอาพวกพ่อค้า คหบดี

              ๔. ศูทร เป็นชนชั้นต่ำ เป็นชนชั้นล่างของสังคม ทำหน้าที่รับจ้าง กรรมกรใช้แรงงาน

              ในคัมภีร์ฤคเวทระบุถึงที่มาของวรรณะทั้ง ๔ ไว้ว่า “ปากของปุรุษะได้กลายเป็นพราหมณ์ แขนทั้งสองได้กลายเป็นราชันย์ ขาทั้งสองได้เป็นไวสยะ[17] พวกศูทรเกิดจากเท้าทั้งสอง”[18] ซึ่งการแบ่งในลักษณะ เท่ากับเป็นการจัดระดับความสูงต่ำของบุคคลในสังคมโดยปริยาย

 

 

๒.    อาศรม ๔

              อาศรม ๔ ถือเป็นหลัก หรือแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตตามลำดับขั้นที่เหมาะสมสำหรับแต่ละวัย หรือช่วงวัยแห่งชีวิตของคนในสังคม อาศรมเปรียบเหมือนหลักจารีตทางสังคม มีรายละเอียดดังนี้

              ๑. พรหมจารี เป็นวัยต้นของชีวิต หน้าที่หลักของผู้ที่อยู่ในช่วงพรหมจารีก็คือการศึกษาเล่าเรียน แสวงหาวิชาความรู้ วัยพรหมจารี เมื่อมีวัยครบ ๕ ปี ๘ ปี และ ๑๖ ปี จะต้องเข้าพิธีรับเข้าสู่สำนักครูเพื่อศึกษาเล่าเรียน โดยเด็กนั้นจะได้รับการคล้องด้วยสายธุรำ หรือยัชโญปวีตจากคุรุ และเรียกพิธีดังกล่าวนี้ว่า อุปานยัน ช่วงวัยดังกล่าวดำเนินไปกระทั่งถึงอายุ ๒๕ จึงถือว่าพ้นวัยพรหมจรรย์โดยสมบูรณ์

              ๒. คฤหัสถ์ เป็นวัยครองเรือน  แต่งงานมีครอบครัว สร้างเนื้อสร้างตัว มีหน้าที่รับผิดชอบตามฐานะของตน

              ๓. วนปรัสถ์ แปลตามศัพท์หมายถึงการอยู่ป่า เป็นวัยที่สละเรือน ใช้ชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น มุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อขัดเกลาตัวเองให้เกิดความบริสุทธิ์

              ๔. สันยาสี  เป็นวัยที่มุ่งแสวงหาโมกขธรรม คือความหลุดพ้น เป็นจุดมุ่งหมายสุดท้าย กำหนดระยะเวลาการเข้าสู่อาศรมสันยาสีไม่มีข้อกำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคนที่สั่งสมมา เช่น กรณีของศังกราจารย์ นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของฮินดูถือสันยาสีตั้งแต่วัยเด็ก หรือพระพุทธเจ้าก็เข้าสู่สันยาสีเมื่อพระชนมายุเพียง ๑๖ ปี ซึ่งถือว่าเป็นรอยต่อระหว่างพรหมจารีกับคฤหัสถ์ เป็นต้น

              ๓. ธรรม ๔

              ในคัมภีร์พระเวท มีเรื่องราวอยู่ประเภทหนึ่ง เรียกว่า อิติหาส คือเป็นเรื่องราวปรัมปราที่เล่าสืบ ๆ ต่อกันมา[19] ซึ่งเรื่องราวปรัมปรานี้เองทำให้เกิดมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ๒ เรื่อง คือ มหากาพย์มหาภารตะ และมหากาพย์รามายณะ

              อิติหาส นอกจากมีลักษณะเป็นกาพย์แล้ว คุณลักษณะอย่างหนึ่ง และถือเป็นแก่นสำคัญของอิติหาสก็คือ หลักธรรมสำหรับการดำเนินชีวิต ๔ ประการ อันแสดงถึงความพยายามถ่ายทอดหลักการทางศาสนาผ่านเรื่องเล่าปรัมปราสู่อนุชนรุ่นหลัง ๆ สืบมา หลักธรรมดังกล่าวได้แก่

              ๑. ธรรมะ เป็นอุดมคติในการดำเนินชีวิตของตัวเอกของเรื่อง ซึ่งในแต่ละเรื่องก็อาจจะเสนออุดมคติที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีงาม

              ๒. อรรถะ หมายถึง ความเจริญ ความอุดมสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ ถือเป็นเป้าหมายของชีวิตแบบโลก ๆ ทั่วไป

              ๓. กามะ หมายถึง ความสำเร็จ หรือการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายตามที่ตนปรารถนา

              ๔. โมกษะ หมายถึง ความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งถือเป็นอุดมการณ์สูงสุดทางศาสนา

             

              ปล.ตอนนี้สอง “ปรัชญายุคพระเวท” มีเนื้อความค่อนข้างจะยาว เบื้องต้นจึงแยกเป็น ๒ ตอน วันนี้นำมาลงเป็นตอนที่ ๑ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของคัมภีร์พระเวท กระทั่งถึงแนวคิดทางศาสนาในคัมภีร์พระเวท ส่วนตอนที่ ๒ นั่นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดทางปรัชญา ตลอดอิทธิพลของพระเวทที่มีต่อยุคสมัย โดยจะทยอยนำมาลงในครั้งต่อไป

 



           [1] ยวาหะราล เนห์รู. พบถิ่นอินเดีย. กรุณา กุศลาสัย ผู้แปล.(กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๕), หน้า ๑๓๑.

[2] Max Muller. India: What can It Teach Us, อ้างใน เอกฉัท จารุเมธีชน, คัมภีร์พระเวท: วรรณกรรมโบราณที่ไม่เก่ากว่าโลกจะสลาย วารสารอินเดียศึกษา ปีที่ ๕,๒๕๔๓ หน้า ๕๘.

            [3] Dr.Chandradhar Sharma. A Critical Survey of Indian Philosophy.  (Delhi : Motilal Banarsidass Publishers,1991),p.14.

            [4] เอกฉัท จารุเมธีชน, “คัมภีร์พระเวท: วรรณกรรมโบราณที่ไม่เก่ากว่าโกลกจะสลาย” ใน วารสารอินเดียศึกษา ปีที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๕๙.

            [5] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๒.

            [6] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๕.

            [7] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๔.

            [8]  เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๖.

           [9] รศ.ทวีศักดิ์ ญาณประทีป. วรรณกรรมทางศาสนา. (กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๖), หน้า ๗

            [10]พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), ประวัติศาสนา, (พระนคร : สำนักพิมพ์จำลองศิลป์, ๒๔๙๓), หน้า ๑๒.

           [11] จำนง ทองประเสริฐ, ผู้แปล. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย ภาค ๑-๔. (กรุงเทพ ฯ : อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๑๐.

            [12] วิ.มหา. (ไทย) ๔/๓๗/๔๗.

            [13] เสฐียร พันธรังษี. ศาสนาเปรียบเทียบ. พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๕๕.

            [14] พระยาประชากิจกรจักร. ประวัติศาสนา,อ้างแล้ว, หน้า ๑๔.

            [15] กิตติ วัฒนะมหาตม์. ตรีเทวปกรณ์. พิมพ์ครั้งที่ ๒.(กรุงเทพ ฯ : บริษัทสร้างสรรค์บุ๊ค, ๒๕๔๒), หน้า (๒๑)

            [16] พระยาประชากิจกรจักร. ประวัติศาสนา,อ้างแล้ว, หน้า ๑๖.

 

           [17] ในที่บางแห่งบอกว่า ทรงสร้างชนชั้นแพศย์จากพระโสณี (ตะโพก) ดู เสฐียร พันธรังษี, อ้างแล้ว, หน้า ๖๒.

           [18] จำนงค์ ทองประเสริฐ,ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๑๘.

           [19] รศ.ทวีศักดิ์ ญาณประทีป.อ้างแล้ว, หน้า ๙.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Toitoi วันที่ : 10/01/2011 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

นมัสการ ตามมาศึกษาครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 29/12/2010 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ระยะเวลา ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
ได้แต่ประมาณคร่าว ๆ
ว่า ราว ๆ ๑,๕๐๐ ปี ถึง ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล
หรือประมาณ ๑,๐๐๐ ปี-๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล
ถ้าถือเอาจากตัวเลขนี้
พระเวทน่าจะมีอายุหลังกิลกาเมซ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
musachiza วันที่ : 29/12/2010 เวลา : 06.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ขอบคุณกับข้อมูลความรู้มากครับ
มีคำถามหนึ่งครับ ที่ว่าคัมภีร์พระเวท
เก่าแก่ที่สุดในโลก ตามคำของเนห์รู นั้น
พอจะประมาณได้ไม๊ครับว่ากี่ปี ก่อนมหากาพย์กิงกาเมสหรือไม่(จารึกบนแผ่นดินเหนียว)
ก่อน พ.ศ. หรือ ค.ศ. กี่ปี หรือห่างจากปัจจุบัน
ประมาณกี่ปีครับ
ขอบคุณมากครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไทยนิกร วันที่ : 27/12/2010 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thainikorn

บทความนี้ให้ความความรู้อย่างมาก ขอบพระคุณครับท่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน