• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 96326
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
แนวคิด ปรัชญา ศาสนา สังคม
ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu
วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 2473 , 15:26:59 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

        หลายเดือนก่อน  นิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่งได้มาปรารภกับผู้เขียนว่า อยากทำวิจัยเรื่องอุเบกขาเชิงอภิปรัชญา และขอคำชี้แนะว่าจะตีฝ่าวงล้อมให้เป็นเรื่องอภิปรัชญาได้อย่างไร จะกระจายระบบคิด วิถีคิดอย่างไร ฝากให้ช่วยพิจารณาและช่วยแสดงความเห็นในเรื่องนี้หน่อย

          วันเวลาผ่านเลยไป กระทั่งลืมโจทย์ที่ตั้งไว้ ประกอบกับเวลาผ่านไปเนินนานพอสมควรแล้ว คิดว่าเจ้าของกระทู้คงแจงปมปัญหาได้แล้ว จึงไม่ได้สนใจค้นคว้าข้อมูลสำหรับตอบโจทย์ดังกล่าว

          กระทั้งเสียงโทรศัพท์เจ้าของกระทู้ดังกล่าวโทรมาทวงถามอีกครั้งเมื่อสองวันก่อน ทำให้ผู้เขียนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ตลอดประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการมองอุเบกขาเชิงอภิปรัชญา

          ถือว่าเป็นประเด็นใหม่ และเป็นเรื่องท้าทาย ผู้เขียนจึงย้อนกลับไปดูรายละเอียดอีกครั้ง

          ที่บอกว่าเป็นประเด็นใหม่ก็เพราะว่า อุเบกขา เป็นหลักธรรมที่อยู่ในชุด พรหมวิหาร ๔  ประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

          ทั้ง ๔ หัวข้อธรรมถือว่าเป็นหลักจริยศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงท่าที ตลอดถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต

          สถานการณ์แรก เป็นสถานการณ์ปกติ ท่านสอนให้เราวางท่าทีต่อเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งสัตว์โลกทั้งปวงด้วยความรัก หรือไมตรีจิตต่อกัน

          สถานการณ์ที่สอง เป็นสถานการณ์ที่คนตกที่นั่งลำบาก หรือประสบกับความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสถานการณ์เช่นนี้ท่านสอนให้เรารู้จักเห็นอกเห็นใจ ไม่เฉยเมยต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งสัตว์โลกทั้งปวง มีช่องทาง หนทางใดช่วยเหลือเกื้อกูลได้ ต้องไม่นิ่งดูดาย

          สถานการณ์ที่สาม เป็นสถานการณ์ที่คนได้ดิบได้ดี หรือประสบกับความสำเร็จในชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านสอนให้เรารู้จักชื่นชมยินดี ไม่อิจฉาตาร้อน

          สถานการณ์ที่สาม เป็นสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ หากเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว จะทำให้หลักการเสียหาย เราจะต้องรู้จักวางท่าทีต่อสถานการณ์เช่นนี้ให้ถูกต้องด้วยการปล่อยให้เป็นไปตามหลักการ ไม่เข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงให้เสียหลักการในเรื่องนั้น ๆ

          ท่าทีเช่นนี้แหละที่ท่านเรียกว่า อุเบกขา คือ ความวางเฉย

          เป็นท่าทีของการมองโลก และเหตุการณ์บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจด้วยจิตใจที่เที่ยงตรงต่อหลักการ ไม่ทำให้หลักการเสียดุลยภาพ กลายเป็นปัญหาภายหลัง

          พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เรียกการวางเฉยชนิดนี้ว่า เป็นการ “เฉยมอง” ไม่ใช่ “เฉยเมย”

          นี่เป็นหลักจริยธรรม หรือหลักจริยศาสตร์ล้วน ๆ ถ้าจะให้มอง หรือฉีกประเด็นออกให้เป็นอภิปรัชญา จะมีวิธีมองอย่างไร หรือเป็นไปได้หรือไม่

          ย้อนกลับมาเข้าสู่ประเด็นที่นิสิตปริญญาเอกท่านนั้น ฝากโจทย์ทิ้งเอาไว้กับผู้เขียนอีกครั้ง

          ลึก ๆ นึกชื่นชมกับคำถาม ช่างสรรหาเรื่องมาหาเรื่องได้ดีแท้ ๆ

          ผู้เขียนคิดว่า ถ้าเราจะมองอุเบกขาเชิงอภิปรัชญา เบื้องต้น เราคงต้องกลับไปพิจารณาถึง “หลักการ” ที่กล่าวถึงข้างต้นว่า มีความเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกับเรื่องใดบ้าง

          เราสามารถแจกแจงหลักการดังกล่าวนี้ออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่

          ๑. หลักการทั่วไป หลักทั่วไปนี้จะครอบคลุมหลักแห่งความเป็นเหตุเป็นผลของโลก ชีวิต และจักรวาลโดยภาพรวม หลักดังกล่าวนี้จะซ่อนอยู่ในหลักธรรมหลายหมวด เช่น

          ๑.๑ หลักแห่งความเป็นเหตุเป็นผล ดังนัยบาลีที่พระอัสสชิสรุปสอนพระสารีบุตรเมื่อครั้งยังปริพพาชกออกเที่ยวแสวงหาโมกขธรรมกับสหายคือพระมหาโมคคัลลานะที่ว่า

 "เย ธัมมา เหตุปปะภะวา         เตสัง เหตุง ตะถาคะโต

เตสัญจะ โย นิโรโธจะ   เอวัง วาที มะหาสะมะโณ"

          ๑.๒ หลักแห่งความเป็นเหตุเป็นผล ดังนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท  ทรงแสดงทั้งในแง่หลักการทั่วไป และหลักประยุกต์

          หลักทั่วไป ปรากฏนัยตามพระบาลีว่า

อิมัสสะมิง สติ อิทัง โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชติ เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนึ้จึงเกิด

อิมัสสะมิง อสติ อิทัง น โหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี

อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับ

          ส่วนหลักประยุกต์ ปรากฏนัยตามพระบาลีทั้งในส่วนที่เป็นสมุทยวาร  คือแจกแจงส่วนที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และส่วนที่เป็นนิโรธวาร คือแจกแจงในส่วนที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ปรากฏนัยตามบาลีว่า

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

สงฺขารปจฺจยา วิญฺญฺาณํ    เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

วิญฺญฺาณปจฺจยา นามรูปํ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

ผสฺสปจฺจยา เวทนา  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

ภวปจฺจยา ชาติ  เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี 

                   โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม

                   เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีได้ ด้วยประการฉะนี้

อวิชฺชาย ตฺเวว อเสสวิราคนิโรธา  เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ

สงฺขารนิโรโธ  สังขารจึงดับ

สงฺขารนิโรธา วิญฺญฺาณนิโรโธ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

วิญฺญฺาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ  เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ  เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ  เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ  เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ  เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

ชาตินิโรธา ชรามรณํ  เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ)       

          โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจ ก็ดับ

          เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

          ๑.๓ หลักแห่งความเป็นเหตุเป็นผล ดังนัยแห่งสามัญญลักษณะ หรือหลักไตรลักษณ์ ได้แก่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ปรากฏตามนัยแห่งพระบาลีว่า

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข              เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ  ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข              เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ   ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข              เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ

เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า         สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์        นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ

เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า         สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์        นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ

เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า         ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์        นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ ฯ

          ๒. หลักการเฉพาะเกี่ยวกับการกระทำ หลักการนี้เพ่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ รวมทั้งสัตว์โลกอื่น ๆ หลักการดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในหมวดธรรมต่าง ๆ เช่น

          ๒.๑ หลักกรรม หลักกรรมคือหลักที่จะยืนยันความจริงว่า “ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น” ดังนัยแห่งพระบาลีว่า “ยาทิสัง วะปะเต พีชัง ตาทิสัง ละภะเต ผะลัง
กัลยาณะการี กัลยาณัง ปาปะการี จะ ปาปะกัง” มีความหมายว่า บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว

          อนึ่ง หลักกรรมดังกล่าวนี้ จะเชื่อมโยงไปถึงเงื่อนไข ๕ ประการ ได้แก่

          ๑. คติ  ได้แก่เงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคล

          ๒. อุปธิ  ได้แก่เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่

          ๓. กาละ ได้แก่เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลา

          ๔. ปโยคะ ได้แก่เงื่อนไขเกี่ยวกับการกระทำ

          ๒.๒ หลักอริยสัจ  หลักอริยสัจ คือหลักความจริงอันประเสริฐสูงสุด หลักการนี้แสดงแนวทางปฏิบัติเพื่อสอดคล้องกับความเป็นเหตุเป็นผล และเป็นแนวทางที่จะทำให้ก้าวล่วงพ้นจากปัญหา หรือความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งหากจะจัดกลุ่มความเป็นเหตุผลของอริยสัจ ๔ จะได้คู่แห่งความเป็นเหตุและผล ๒ คู่ดังนี้

          ๑. ทุกข์ กับ นิโรธ  นับเป็นส่วนของผล

          ๒. สมุทัย กับ มรรค นับเป็นส่วนของเหตุ

          ที่ยกตัวอย่างมาเบื้องต้นนี้ ถือเป็น “หลักการ” ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เรามองโลก เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องชีวิตด้วยสายตาที่เที่ยงตรง ถูกต้อง เป็นธรรม ไม่บิดเบือน พร้อมที่จะให้โลก และเหตุการณ์เหล่านั้นดำเนินไป เป็นไปตามทางแห่งเหตุและผลที่เกี่ยวข้องได้อย่างลึกซึ้ง ไม่โน้มเอียงไปสู่ทางที่ไม่ควรที่เรียกว่าอคติทั้ง ๔ ประการ

          การมองอุเบกขาด้วยท่าทีเช่นนี้ เป็นการมองย้อนกลับไปสู่รากฐานของจิตใจ ซึ่งถือเป็นความจริงพื้นฐานรองรับให้อุเบกขาสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ การมองโลก และเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยท่าทีเช่นนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะต้องอาศัยกระบวนการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจให้ถูกต้อง ในการปฏิบัติตามหลักพรหมวิหาร คนส่วนใหญ่จึงมักจะได้แค่เมตตา กรุณา และมุทิตา ครั้นถึงหลักอุเบกขามักล้มเหลว เข้าไม่ถึงความหมายที่แท้จริง

         




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 25/01/2011 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ขอบพระคุณครับ
ผมว่าพุทธศาสนานี่ลึกซึ้งจริงๆ
แต่ถ้าเอาพื้นๆก็ไม่ยากเกินไปสำหรับชาวบ้าน
เพียงแต่ปัจจุบัน ผมว่าเรา(สังคมรุ่นปัจจุบัน)
ถูกอาจารย์รุ่นหลังบิดเบือนคำสอน
ให้คนพึงพาแต่พิธีกรรม(ซึ่งเป็นของลิัทธิอื่น)
จนจะกลับเป็น "เทวนิยม"

แม้พระในวัดก็หาได้กลั่นกรองจากผู้ประสงค์ละกิเลสไม่
หากบางวัดอิทธิพลใหญ่โต กลับโฆษณาบวชพระเป็นแสนๆ
นัยว่าต่ออายุพุทธศาสนา หากส่วนลึกกลับทำเป็นลืม
ว่าพุทธองค์อนุญาตให้สำหรับผู้ต้องการบวชเพราะวัตถุประสงค์ใด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 25/01/2011 เวลา : 09.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขออนุญาตเพิ่มเติมอย่างนี้
๑. พรหมวิหารเป็นเรื่องร้อยพันกันตามที่เข้าใจนั้น ถูกแล้ว คนมีเมตตา ย่อมมีแนวโน้มมีกรุณา มีมุทิตาได้โดยง่าย ขณะที่อุเบกขานั้นจะมีลักษณะพิเศษ บางครั้งเมตตา หรือกรุณาเพียงอย่างเดียวอาจทำให้อุเบกขาเสียดุลไปได้ เพราะตัวอุเบกขาจะเป็นตัวคุมหลักเมตตา กรุณา และมุทิตาให้เป็นไปโดยชอบ
๒. คำว่า พรหม ในคำว่า พรหมวิหาร ไม่ใช่บ่งถึง พรหมโลก ท้าวมหาพรหม หรือพระพรหม เพราะถ้าตีความหมายเช่นนั้น ธรรมะหมวดนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับมนุษย์ แต่ความเป็นจริง ธรรมะหมวดนี้ทรงแสดงสาธารณะแก่ชนทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นธรรมะพื้นฐานสำหรับครองจิตครองใจเพื่อให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ท่านจึงใช้คำว่า พรหมวิหารธรรม คือธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ
๓. หลักธรรมบางอย่าง ถ้ายากไป เราก็มักจะพูดให้มันง่ายเข้า แต่พอพูดง่ายไป ก็ทำให้ความหมายของธรรมเสียหายไป เหมือนกรณีอุเบกขา เราก็พูดกันง่าย ๆ ว่า คือการวางเฉย ครั้นพูดถึงการวางเฉย เราก็คิดเอาง่าย ๆ ตามภาษาไทยว่า อยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร เป็นต้น ซึ่งไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน
๔. ขออนุโมทนกับคำถาม และขออภัยที่ตอบคำถามช้าไปนิดหนึ่ง



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 24/01/2011 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

นมัสการครับพระคุณเจ้า

ผมใคร่ขอถามเพื่อสอบความเข้าใจดังนี้ครับ
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
ในมุมผมมองว่า เป็นเรื่องร้อยพันกัน
เหมือน ศีล สมาธิ ปัญญา
ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้
เพราะหากว่าตามภาษา สิ่งนี้เป็นจิตของพรหม
จิตย่อมเป็นหน่วยหนึ่งเดียว ไม่สามารถแยกขาดจากกัน
ย่อมทำงานประสานสอดรัดเป็นเกลียวไปพร้อมกัน
เหมือนหน่ยวย่อยใน 1 ระบบ

กล่าวคือ เมื่อเราเผชิญสถานการณ์หรือเรื่องราวใดๆ
เมตตาคือสิ่งแรกที่เกิดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวนั้นๆ
กรุณาคือขั้นต่อจากเข้าใจแล้วต้องลงมือกระทำให้สิ่งนั้นเกิดผล ผ่านพ้น
มุทิตาคือการกระทำอย่างต่อเนื่อง ส่งต่อ ให้ความช่วยเหลือ อย่างสุดความสามารถ
อุเบกขาคือส่วนจบสิ้นสุดทุกอย่างปล่อย ไม่ยึดไม่ติดในสิ่งที่ผ่านมานั้น
(ข้อนี้ตรงกับที่ท่านทิ้งท้ายว่า "การมองอุเบกขาด้วยท่าทีเช่นนี้ เป็นการมองย้อนกลับไปสู่รากฐานของจิตใจ")

ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมครับ
ขอบพระคุณครับ

ปล.ตอนเด็กๆผมก็ท่องเอาตามครูหรือพระที่วัดสอน
ว่า เมตตา คือ อยากให้เป็นสุข
กรุณา คือ อยากให้พ้นทุกข์
มุทิตา คือ ยินดีกับเขา
อุเบกขา คือ วางเฉย
ก็เข้าใจไปอย่างโลกๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chaiyassu วันที่ : 24/01/2011 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

บทความนี้
ร่างขึ้นคร่าว ๆ เพื่อเป็นแนวทาง
รายละเอียด
คงต้องพิจารณาให้ครบถ้วน สมบูรณ์
ให้มากกว่านี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน