• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 96326
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
แนวคิด ปรัชญา ศาสนา สังคม
ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu
วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 11569 , 12:46:41 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรัชญาจารวาก

๑. ประวัติความเป็นมา

               คำว่า จารวาก เป็นคำที่ใช้เรียกปรัชญาวัตถุนิยมในอินเดีย ผู้ให้กำเนิดลัทธิปรัชญานี้ได้แก่พระพฤหัสบดี แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาและวางรากฐานโดยศิษย์สำคัญ ๒ ท่าน ได้แก่ ท่านจารวาก และท่านอชิตเกสกัมพล ต่อมาคำว่า “จารวาก” ก็กลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกลัทธิปรัชญาดังกล่าว[1]

               คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีกล่าวถึงปรัชญาจากรวากไว้หลายแห่ง ทั้งในระดับบาลีพระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถาในชื่อว่า ลัทธิโลกายัต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นปรัชญาเก่าแก่ที่มีพัฒนามาก่อนพระพุทธศาสนา  การอุบัติของปรัชญาจารวาก มีผู้รู้ได้แสดงทัศนะไว้ว่า เกิดขึ้นเพราะความไม่พอใจต่อระบบ และวิธีการที่มุ่งหนักไปในทางศาสนาและพิธีกรรมจนเกินไปของพวกพราหมณ์[2] จนละเลยหรือไม่เอาใจใส่ต่อแก่นแท้ของคำสอนในพระเวท ความไม่พอใจดังกล่าว รวมถึงปรัชญาอุปนิษัท ซึ่งมุ่งเน้นแต่เรื่องนามธรรมที่ลึกซึ้ง (Idealism) ยากที่สามัญชนทั่วไปจะเข้าใจได้ แนวความคิดทางปรัชญาของจารวากจึงยืนอยู่ตรงกันข้ามปรัชญาฝ่ายพระเวทโดยสิ้นเชิง

               ปรัชญาจารวาก แม้จะเป็นกลุ่มปรัชญาที่ไม่ค่อยมีอิทธิพลมากนักต่อสังคมอินเดียในปัจจุบัน แต่จากการพิจารณาร่องรอยหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็ทำให้เราทราบว่า ในสมัยพุทธกาล ลัทธิเหล่านี้ก็ได้แผ่ขยาย และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน อาจารย์ผู้ทำหน้าที่สั่งสอนลัทธิปรัชญานี้จึงได้รับการขนานนามว่า ครูทั้ง ๖  ทั้งยังมีคำพรรณนาถึงในทำนองยกย่องไว้หลายแห่งว่า “ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ  คนจำนวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี”[3]  หนึ่งในจำนวนนั้นคือ นิครนถ์นาฎบุตร ถือว่ามีความโดดเด่น ทั้งยังเคยโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า และเหล่าพระสาวกหลายครั้ง ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดอีกครั้งในตอนที่ว่าด้วยปรัชญาเชน

               ร่องรอยของคำสอนของจารวาก ไม่มีหลักฐานทางคัมภีร์ใด ๆ ที่เป็นคำสอนหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน จึงเป็นการยากที่จะศึกษาแนวความคิดทางปรัชญาของสำนักนี้ เราจึงได้แค่อาศัยหลักฐานจากแหล่งอื่นที่มีลักษณะเป็นการกล่าว “พาดพิง”   แม้จะไม่ได้ข้อมูลมากนัก แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เราทราบแนวคิดเบื้องต้น เช่น หลักฐานเกี่ยวกับคัมภีร์ แม้จะบอกว่า ไม่มีคัมภีร์ของสำนักนี้หลงเหลือมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ในพระบาลี และอรรถกถาก็มีระบุถึงคัมภีร์ของจากวาก เช่นในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ได้กล่าวถึงคัมภีร์โลกายตศาสตร์ ซึ่งคัมภีร์นี้ อรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่า หมายถึง คัมภีร์ที่อธิบายศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดยการอ้างทฤษฎีและประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่า ตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่อย่างใด[4]

               แม้ในส่วนของประวัติของเจ้าลัทธิ และหลักคำสอนสำคัญของลัทธิ ก็มีร่องรอยให้เห็นในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่ง มีใจความสำคัญคล้าย ๆ กัน ดังจะได้นำมากล่าวเป็นลำดับ ๆ ไป

๑.  ปูรณกัสสปะ

               ประวัติของปูรณกัสสปะ มีพรรณนาไว้หลายแห่ง เช่น  คัมภีร์สุมังคลวิสาลินี อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มังคลัตถทีปนี เป็นต้น ลักษณะข้อความใกล้เคียงกัน สรุปความได้ว่า 

               เจ้าลัทธินามว่าปูรณกัสสปะนั้น เป็นทาสในตระกูลหนึ่ง ความที่ตนเกิดมาเป็นทาสคนที่ ๙๙ พอดี นายเห็นว่าตัวเลขเป็นมงคล จึงตั้งชื่อว่า ปูรณะ พร้อมกับยกสิทธิพิเศษให้ทำอะไรได้ตามชอบใจไม่ว่าจะดี หรือชั่ว ส่วนคำว่า กัสสปะ นั้นเป็นชื่อโคตร

               วันหนึ่งเกิดความคิดว่า จะอยู่ที่นี่ทำไม จึงได้หนีออกจากบ้าน ระหว่างนั้นถูกโจรชิงเอาผ้าไป เขาไม่รู้จะหาใบไม้หรือหญ้ามาปกปิดร่างกาย จึงเปลือยกายเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  พวกมนุษย์ในหมู่บ้านเห็นก็เข้าใจผิดว่า ผู้นี้เป็นสมณะผู้สันโดษมักน้อย คงจะเป็นพระอรหันต์เป็นแน่ จึงได้นำอาหารคาวหวานมาถวาย

               เจ้าลัทธิปูรณะคิดว่า เพราะเหตุที่ตนไม่ได้นุ่งผ้านี้เอง ลาภสักการะจึงเกิดขึ้น ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่นุ่งผ้า  ถือเพศแห่งการเปลือยกายนั่นแหละเป็นบรรพชา ต่อมามีคนศรัทธาเลื่อมใส และมอบตนเป็นศิษย์บวชติดตามอีก ๕๐๐ คน  ประกาศตนเป็นเจ้าลัทธิเผยแพร่หลักปรัชญา ทั้งยังประกาศตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ[5]

หลักปรัชญาคำสอนของปูรณกัสสปะที่ปรากฏในบาลีพระไตรปิฎก เรียกว่า    อกิริยวาทะ หมายถึง ลัทธิปรัชญาที่ถือว่า กรรมที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ดังข้อความในทีฆนิกาย สีลขันธวรรคที่สรุปแนวคิดของปูรณกัสสปะดังนี้

“เมื่อบุคคลกระทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นกระทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทำให้เศร้าโศกเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้เศร้าโศก ทำให้ลำบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ตัดช่องย่องเบา ปล้น ทำโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มที่ทางเปลี่ยว เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทำเช่นนั้น ก็ไม่จัดว่าทำบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ในปฐพีให้เป็นดุจลานตากเนื้อ ให้เป็นกองเนื้อเดียวกัน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งขวาแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปยังฝั่งซ้ายแม่น้ำคงคา  ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา เขาย่อมไม่มีบุญที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบุญมาถึงเขา ไม่มีบุญที่เกิดจากการให้ทาน จากการฝึกอินทรีย์ จากการสำรวม จากการพูดคำสัตย์ ไม่มีบุญมาถึงเขา”[6] 

คำสอนอื่นนอกเหนือจากนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ

๒.  มักขลิโคศาล

ประวัติมักขลิโคศาลคล้าย ๆ กับปูรณกัสสปะ คือเดิมเป็นทาส  ถือกำเนิดที่โรงโค จึงได้ชื่อว่า โคศาล  ส่วนคำว่า มักขลิ ได้มาเพราะเหตุว่า วันหนึ่ง เขาถูกเจ้านายใช้ให้ถือน้ำมัน พร้อมกับกำชับว่า อย่าให้ลื่นล้มเป็นอันขาด  แต่เพราะความที่ทางเดินนั้นเป็นเปลือกตม  ทำให้เขาลื่นล้ม หม้อน้ำมันแตกเสียหาย ความกลัวเจ้านายลงโทษ จึงได้เริ่มวิ่งหนี เมื่อเจ้านายวิ่งไล่ตาม และจับผ้าไว้ได้ เขาจึงสลัดผ้าออก วิ่งเปลือยกายหนีไปได้ในที่สุด   ประวัติส่วนที่เหลือต่อจากนี้ มีทำนองเดียวกับเจ้าลัทธิชื่อปูรณกัสสปะ

มักขลิโคศาล ถือเป็นหัวหน้าของพวกอาชีวก ซึ่งเป็นลัทธิที่ยังคงมีอยู่ต่อมาประมาณถึง ๒,๐๐๐ ปี หลังจากที่หัวหน้าได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว[7] ลัทธินี้มีความเห็นในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดคล้าย ๆ กับท่านปูรณกัสสปะคือ เชื่อว่า กุศลกรรม อกุศลกรรมไม่มีผลต่อการเวียนว่ายตายเกิด เพราะการเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นไปตามแบบแผนตายตัว ถูกกำหนดไว้แล้วโดยระเบียบของจักรวาลที่เรียกว่า “นิยัติ” หรือ “พรหมลิขิต” ทุกอย่างจึงเป็นไปตามวงจรดังกล่าว และเมื่อเวียนว่ายจนครบตามวงจรดังกล่าว ก็เข้าถึงความหลุดพ้น

“ไม่มีการกระทำใด ๆ ที่ตัวเราทำเองก็ดี ที่ผู้อื่นทำก็ดี ที่จะสามารถมีผลกระทบกระเทือนถึงการเกิดในชาติหน้าของเรา ไม่มีการกระทำของมนุษย์ใด ๆ ไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีความอดทน หรือความกล้าหาญของมนุษย์ใด ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกระเทือนต่อโชคชะตาของเราในชีวิตนี้เลย ภาวะทั้งปวงที่มีลมปราณทั้งหมด ที่เกิดมาทั้งหมด ที่มีชีวิตทั้งหมดนั้น ไม่มีอำนาจความเข้มแข็ง และคุณธรรม แต่ทว่าได้พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยโชคชะตา ความบังเอิญ และธรรมชาติ...”[8]

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกหลักปรัชญาของท่านมักขลิโคศาลว่า นัตถิกวาทะ หมายถึง ลัทธิที่เชื่อว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ดังข้อความที่ปรากฏในทีฆนิกาย สีลขันธวรรคว่า

“ความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย  สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมอง ความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย  สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์เอง ไม่ใช่เพราะการกระทำของตนเอง และไม่ใช่เพราะการกระทำของผู้อื่น ไม่ใช่เพราะการกระทำของมนุษย์ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีความสามารถของมนุษย์ ไม่มีความพยายามของมนุษย์ สัตว์ ปานะ ภูตะ ชีวะทั้งปวงล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ผันแปรไปตามโชคชะตา ตามสถานภาพทางสังคม และตามลักษณะเฉพาะของตน ย่อมเสวยสุขและทุกข์ในอภิชาติทั้ง ๖  อนึ่ง กำเนิดที่เป็นประธาน  ,๔๐๖,๖๐๐ กรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม ๓ กรรม ๑ กรรมกึ่ง ปฏิปทา ๖๒ อันตรกัป ๖๒ อภิชาติ ๖ ปุริสภูมิ ๘ อาชีวก ๔,๙๐๐ ปริพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓,๐๐๐ รโชธาตุ ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗ อสัญญีครรภ์ ๗ นิคัณฐีครรภ์ ๗ เทวดา ๗ มนุษย์ ๗  ปีศาจ ๗ สระ ๗ ตาไม้ไผ่๗ ตาไม้ไผ่ ๗๐๐ เหวใหญ่ ๗ เหวน้อย ๗๐๐ มหาสุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐   จุลมหากัป ๘,๐๐๐,๐๐๐ เหล่านี้ ที่พาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง    ความสมหวังว่าเราจักอบรมกรรมที่ยังไม่อำนวยผล ให้อำนวยผล หรือเราสัมผัสถูกต้องกรรมที่  อำนวยผลแล้ว จักทำให้สุดสิ้นด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ ไม่มีในที่นั้น สุขทุกข์ที่ทำให้มีที่สิ้นสุดได้ เหมือนตวงของให้หมดด้วยทะนาน ย่อมไม่มีในสงสารด้วยอาการอย่างนี้เลย ไม่มีความเสื่อมความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง พาลและบัณฑิต   เร่ร่อน ท่องเที่ยวไป จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปได้เองฉะนั้น”[9]

หลักปรัชญาคำสอนของเจ้าลัทธิชื่อมักขลิโคศาลเท่าที่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้มีเพียงเท่านี้

๓.  อชิตเกสกัมพล

               ประวัติอชิตเกสกัมพล ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีกล่าวถึงสั้น ๆ ว่า ชื่อเดิมคือ อชิตะ  ส่วนคำว่า เกสกัมพล ได้มาจากการที่เขาครองผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมคน ซึ่งถือเป็นผ้าที่หยาบกว่าผ้ากัมพลที่ทอด้วยสิ่งอื่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ผ้าที่ทอด้วยผมคนนั้น หน้าหนาวก็จะเย็นยะเยือก หน้าร้อนก็จะร้อนระอุ มีราคาน้อย มีสัมผัสระคาย สีไม่สวย ทั้งมีกลิ่นเหม็น

               ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ได้พรรณนาถึงคุณสมบัติพิเศษของอชิตเกสกัมพลคล้าย ๆ กับเจ้าลัทธิครูทั้ง ๖ ว่า

               “แม้ครูอชิตะ เกสกัมพลนั้น ก็พยากรณ์สาวกผู้ล่วงลับดับไปในอุบัติภพทั้งหลายว่า ท่านผู้โน้นเกิดในภพโน้น ท่านโน้นเกิดในภพโน้น  แม้สาวกใดของครูอชิตะ เกสกัมพลนั้นเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ได้บรรลุผลที่ควรบรรลุอย่างยิ่ง ท่านก็พยากรณ์แม้สาวกนั้นผู้ล่วงลับดับไปแล้วในอุบัติภพทั้งหลายว่า ท่านโน้นเกิดในภพโน้น ท่านโน้นเกิดในภพนั้น”[10]

               สำหรับแนวความคิดทางปรัชญาของอชิตเกสกัมพล เรียกว่า อุจเฉทวาทะ หมายถึง ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ ข้อความในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ได้พรรณนาหลักปรัชญาแนวคิดของอชิตเกสกัมพลไว้ดังนี้

               “ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มีคุณ มารดาไม่มีคุณ สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ไม่มีในโลก มนุษย์คือประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ เมื่อสิ้นชีวิต ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมผันแปรไปเป็นอากาศธาตุ มนุษย์มีเตียงนอนเป็นที่ ๕ นำศพไป ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกขาวโพลนดุจสีนกพิราบ การเซ่นสรวงสิ้นลงแค่เถ้าถ่าน คนเขลาบัญญัติทานนี้ไว้ คำที่คนบางพวกย้ำว่ามีผลนั้นว่างเปล่า เท็จ ไร้สาระ เมื้อสิ้นชีวิต ไม่ว่าคนเขลาหรือคนฉลาดย่อมขาดสูญไม่เกิดอีก”[11]

หลักปรัชญาคำสอนของเจ้าลัทธิชื่ออชิตเกสกัมพลเท่าที่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้มีเพียงเท่านี้

๔.  ปกุทธกัจจายนะ

               เจ้าลัทธิชื่อว่าปกุทธกัจจายนะ เดิมชื่อ ปกุทธะ  ส่วน กัจจายนะ เป็นชื่อโคตร ตามประวัติเล่าว่า ปกุทธกัจจายนะ ไม่ใช้น้ำเย็น เพราะฉะนั้น เวลารับประทานอาหารก็ ถ่ายอุจจาระก็ดี ของอะไรไม่สะอาดเปื้อนก็ดี หากไม่ได้น้ำร้อน หรือน้ำข้าว ก็จะไม่ทำความสะอาด มีวัตรปฏิบัติที่แปลก ๆ เช่น เวลาข้ามแม่น้ำหรือน้ำที่อยู่ตามทาง ก็เข้าใจว่าศีลพรตของตนเองขาด จึงได้เอาทรายมากอง ทำเป็นจอม แล้วก็อธิษฐานศีล เสร็จแล้วจึงหลีกไป[12] 

               ท่านปกุทธกัจจายนะ เป็นศาสดาสำนักปรมาณู เป็นบรรพบุรุษของลัทธิฮินดูนิกายไวเศษิกะ ได้ตั้งทฤษฎีขึ้นซึ่งดูเหมือนจะก่อนเดมอคลิตุสในประเทศกรีซจะพัฒนาลัทธิเกี่ยวกับปรมาณูนิรันดรที่คล้ายคลึงกันตั้ง ๑๐๐ ปี หรือมากกว่านั้น[13] นั่นหมายความว่า แนวความคิดเรื่องปรมาณูนั้นเกิดขึ้นในปรัชญาอินเดียก่อนหน้าชาวตะวันตกนับร้อยปี

               ในส่วนของคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เรียกปรัชญาแนวคิดของปกุทธกัจจายนะว่า นัตถิกวาทะ หมายถึง ลัทธิปรัชญาที่เชื่อว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทำนองเดียวกับมักขลิโคศาล แต่มีข้อปลีกย่อยต่างกันดังนี้

               “สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน สภาวะ ๗ กองนั้นคืออะไรบ้าง คือ กองแห่งธาตุดิน กองแห่งธาตุน้ำ กองแห่งธาตุไฟ กองแห่งธาตุลม กองสุข กองทุกข์ กองชีวะ สภาวะ ๗ ก่องเหล่านี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน ในสภาวะ ๗ กองนั้น ไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ใช้ให้คนอื่นฆ่า ไม่มีผู้ฟัง ไม่มีผู้ใช้ให้คนอื่นฟัง ไม่มีผู้รู้ ไม่มีผู้ทำให้คนอื่นรู้ ใครก็ตามแม้จะเอาศัสตราคมตัดศีรษะใคร ก็ไม่ชื่อว่าปลงชีวิตใครได้ เพราะเป็นเพียงศัสตราแทรกผ่านไประหว่างสภาวะ ๗ กองเท่านั้น”[14]

หลักปรัชญาคำสอนของเจ้าลัทธิชื่อปกุทธกัจจายนะเท่าที่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้มีเพียงเท่านี้

๕.  สัญชัยเวลัฏฐบุตร

               สัญชัยเวลัฏฐบุตร  เดิมชื่อ สัญชัย ได้นามสร้อยว่า เวลัฏฐบุตร เพราะเป็นบุตรของช่างสาน ถือเป็นลัทธิปรัชญาที่มีลูกศิษย์มากคนหนึ่ง และในจำนวนนั้นก็คืออุปติสสะ และโกลิตะ ซึ่งต่อมา ทั้งสองนี้ก็ได้อำลาอาจารย์ออกจากสำนัก ร่อนเร่ไปกระทั่งได้ไปพบพระอัสสชิ และต่อมาก็ได้ออกบวชในพระธรรมวินัย กลายเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย-ขวาของพระพุทธเจ้า

               แนวความคิดทางปรัชญาของสัญชัยเวลัฏฐบุตรเรียกว่า อมราวิกเขปวาท หมายถึง ลัทธิปรัชญาที่ถือวาทะหลบเลี่ยง ไม่แน่นอน เป็นหลักปรัชญาที่ไม่ยอมยืนยัน และปฏิเสธสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นโลกหน้า ผลวิบากกรรม การเวียนว่ายตายเกิด[15]  ขอให้สังเกตข้อความต่อไปนี้

               “ถ้าหากท่านถามข้าพเจ้าว่า “โลกอื่นมีไหม?” และข้าพเจ้าเชื่อว่ามี ข้าพเจ้าก็จะบอกท่านว่ามี แต่นั่นไม่ใช่คำที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้ามิได้พูดว่ามันเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้ามิได้พู่ว่าเป็นอย่างอื่น ข้าพเจ้ามิได้พูดว่ามันเป็นอย่างนั้น ทั้งข้าพเจ้าก็มิได้พูดว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นก็หามิได้”[16]

หลักปรัชญาคำสอนของเจ้าลัทธิชื่อสัญชัยเวลัฏฐบุตรเท่าที่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้มีเพียงเท่านี้

๖.  นิครนถ์นาฏบุตร

               นิครนถ์นาฏบุตร ได้ชื่อว่า นิครนถ์ เพราะสมาทานตลอดเวลาว่า “เป็นไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด, เป็นผู้เว้นขาดจากกิเลสเครื่องร้อยรัด” เหตุเพราะเว้นเครื่องร้อยรัดมีความพัวพันในเรือน นา สวน บุตร และภรรยา เป็นต้น ส่วนคำว่า นาฏบุตร เพราะเดิมเป็นบุตรของนักฟ้อน[17]

               แนวความคิดทางปรัชญาของนิครนถ์นาฎบุตร คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อัตตกิลมัตถานุโยค หมายถึง ลัทธิที่ถือว่าการทรมานตนเองเป็นการเผากิเลส ทั้งนี้เพราะนิครนถ์ และสาวกของนิครนถ์ทั้งปวง ถือวัตรปฏิบัติ ๔ ประการอย่างเคร่งครัด ได้แก่

               ๑. เว้นน้ำดิบทุกอย่าง

               ๒. ประกอบกิจที่เว้นจากบาปทุกอย่าง

               ๓. ล้างบาปทุกอย่าง

               ๔. รับสัมผัสทุกอย่างโดยไม่ให้เกิดบาป[18]

               พิจารณาดูเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นการเรื่องของการบำเพ็ญตบะอย่างยอดยิ่ง ควรแก่การยกย่อง น่าจะเป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลสได้ แต่ร่องรอยที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ก็ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ เช่น การถือว่า ฝุ่นละอองนั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่ (ชีวิตินทรีย์) เวลาฉันอาหารจึงใช้ผ้าปิดอวัยวะ เพราะถือว่า หากฝุ่นละอองตกลงในภาชนะภิกษาก็จะเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น[19] เป็นต้น

               บรรดาครูทั้ง ๖ ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น นิครนถ์นาฏบุตรนับเป็นเจ้าลัทธิที่มีบทบาทสำคัญ ดังจะเห็นได้จากในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีร่องรอยการโต้วาทระหว่างนิครนถ์กับพระพุทธเจ้า และเหล่าพระสาวกของพระพุทธเจ้าอยู่หลายครั้ง สาวกของนิครนถ์บางท่าน มีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองเป็นฐานกำลังให้กับผู้เป็นอาจารย์ โดยที่สุด แม้ลุงของพระสารีบุตร ก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์คนหนึ่งของนิครนถ์นาฏบุตรเช่นกัน[20] สาวกของนิครนถ์หลายท่าน มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักโต้ปรัชญาชั้นยอด เช่นกรณีของสัจจกนิครนถ์ มีบันทึกในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่า “เป็นบัณฑิต มีวาจาฉลาด ยังพระราชกุมารทั้งหลายให้ศึกษาศิลปะอยู่”[21]

               ประเด็นแนวความคิดทางปรัชญา ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับนิครนถ์นาฏบุตร จะได้กล่าวโดยละเอียดอีกครั้งในตอนที่ว่าด้วยปรัชญาเชน

๒. ญาณวิทยา

               โดยปกติ จริยศาสตร์ก็ตาม ญาณวิทยาก็ตามมักมีจุดยืนจากพื้นฐานแนวคิดทางอภิปรัชญา ขณะที่จารวากนั้นตรงกันข้าม กล่าวคือ ระบบความคิดทางปรัชญาของจารวากไม่ว่าจะในแง่ของอภิปรัชญาก็ตาม จริยศาสตร์ก็ตาม กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดทางญาณวิทยา กล่าวคือ จารวากนั้นยืนยันความรู้ทางผัสสะ หรือประสาทสัมผัสเท่านั้นที่ให้ความรู้ที่แท้จริงแก่เรา[22] อะไรก็ตามที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัส ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน แนวความคิดทางอภิปรัชญา และจริยศาสตร์ของจารวากจึงอธิบายบนพื้นฐานหลักการนี้ อะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้ จารวากไม่ยอมรับ ดังจะได้กล่าวข้างหน้า

               ปรัชญาจากวากถือว่า ความรู้เชิงประจักษ์เป็นความรู้ตรง และเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ส่วนความรู้ที่ได้จากการอ้างเหตุผลก็ตาม ความรู้ที่ได้จากการอนุมานก็ตาม รวมถึงความรู้ที่ได้จากอัชฌัติกญาณก็ตามล้วนมีข้อจำกัดซึ่งนำมาซึ่งความไม่น่าเชื่อถือ เพราะการอ้างเหตุผล ผู้อ้างอาจใช้เหตุผลที่ไม่สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงก็อาจเป็นได้

               เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

               ตัวอย่างที่ ๑               ที่ใดมีควันที่นั่นมีไฟ

                                                ที่ภูเขามีควัน

                             เพราะฉะนั้น    ที่ภูเขามีไฟ

               ตัวอย่างที่ ๒               เมื่อวานฝนตก ถนนจึงเปียก

                                                เมื่อเช้าวันนี้ถนนเปียก

                                                แสดงว่าเช้าวันนี้ฝนตก

               จากตัวอย่างข้างต้น พิจารณาโดยผิวเผิน เราก็จะเห็นข้อบกพร่องของข้ออ้างเหตุผล

               ข้ออ้างแรก ดูเหมือนว่าอาจสรุปตามนั้น โดยไม่มีข้อโต้แย้ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปัจจุบัน ควันบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากไฟเสมอไป เช่นควันที่เกิดจากการพ่นไล่ยุงลายเป็นต้น หรือควันที่เกิดจากสารเคมีบางอย่าง การที่เราเห็นควัน จึงไม่สามารถอนุมานถึงไฟได้ทุกกรณี

               ทำนองเดียวกันกับข้ออ้างเหตุผลตัวอย่างที่ ๒ สามารถมองสรุปได้ทันทีว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามนั้น เพราะถนนเปียกนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การสรุปว่า ถนนเปียกทุกกรณีเกิดจากฝนตกเท่านั้น จึงขัดกับข้อเท็จจริง และไม่สามารถเชื่อถือได้ นี่แสดงให้เห็นว่า ความรู้ที่เกิดจากการอ้างเหตุผล หรือการอนุมานนั้น ไม่สามารถยืนยันความรู้แท้ได้

               ส่วนความรู้ที่เกิดจากอัชฌัติกญาณก็เป็นความรู้ที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส หลักการของจากรวากยอมรับเฉพาะความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสเท่านั้น ความรู้ที่เกิดจากอัชฌติกญาณจึงได้รับการปฏิเสธตามไปด้วย

               นอกจากการปฏิเสธความรู้ที่ได้จากแหล่งดังกล่าวแล้ว จารวากยังปฏิเสธความรู้ที่ได้จากการบอกเล่าจากบุคคลอื่น ซึ่งก็รวมไปถึงความรู้ที่ได้จากตำรา หรือคัมภีร์ด้วย เพราะตำรา หรือคัมภีร์อาจให้ความรู้ที่ผิดได้  ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะถ้ามองแบบผิวเผิน ความรู้ที่ได้จากตำราก็เกิดจากการใช้ประสาทตา ความรู้ที่ได้จากการบอกเล่าก็เกิดจากประสาทหู ซึ่งเป็นผัสสะ แต่เหตุใดจารวากจึงปฏิเสธ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการขัดแย้งกับหลักการข้างต้นว่า ยอมรับความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัส ประเด็นในข้อนี้ มีผู้รู้ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า

               “คัมภีร์หรือตำรานั้นประกอบขึ้นด้วยคำพูดหรือศัพท์ ดังนั้น เมื่อคำพูดหรือศัพท์เหล่านั้นผ่านหูของเรา เราจึงได้เกิดความรู้ และรับเอาศัพท์นั้นตามที่ชินต่อโสตของเรา ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับศัพท์จึงเป็นความรู้ที่ผ่านเข้ามาทางประสบการณ์ทางหูของเรา และเราจึงยึดถือว่า ความรู้ชนิดนั้นเป็นความรู้ที่สมบูรณ์ แต่ว่า การที่คำพูดได้ชี้ความหมายของมันไปถึงสิ่งต่าง ๆ นั้น ไม่ได้อยู่ภายในขอบเขตแห่งประสบการณ์การรับรู้ของเรา และที่เป็นเช่นนั้นก็มุ่งหมายที่จะให้ความรู้ในสิ่งต่าง ๆ แก่เราที่ยังไม่ได้เคยพบเคยเห็นมาก่อน ดังนั้น คัมภีร์หรือตำราจึงตกอยู่ในความไม่แน่นอนเช่นเดียวกัน เพราะให้ความรู้ผิด ๆ และก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นมาได้ เราทุก ๆ คนจึงมักสร้างความหลงผิดและคิดผิดในคัมภีร์ที่เรายอมรับนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์เสมอ”[23]

               ทัศนะทางญาณวิทยาของจารวาก ถือว่าท้าทายสังคมในยุคนั้นมาก เพราะเท่ากับปฏิเสธความรู้ทุกอย่างที่เป็นแบบแผนที่เคยยึดถือมาแต่เดิม แนวความคิดของจารวากจึงได้รับการโจมตี และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ความรู้เชิงประจักษ์ที่จากรวากยืนยันว่าเป็นแหล่งความรู้แท้ ก็ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นจริงว่า มีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการตั้งโจทย์กลับไปในทำนองว่า การที่จารวากกล่าวว่า ความรู้ที่ได้จากเหตุผล หรือการอนุมานเป็นความรู้ไม่ถูกต้อง  ก็เป็นเพียงการ “อนุมาน” ของพวกจารวาก  ถ้าจารวากไม่ยอมรับการอนุมาน ข้อความกล่าวอ้างดังกล่าวข้างต้นของจากรวาก ก็ไม่น่าเชื่อถือเช่นกัน

๓. อภิปรัชญา

               จารวากยอมรับความมีอยู่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ลม ไฟ ไม่ยอมรับความมีอยู่ของอีเธอร์ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส ดังที่ได้กล่าวแล้วในแนวคิดพื้นฐานทางญาณวิทยาที่ว่า อะไรก็ตามที่ไม่สามารถสัมผัสได้ เราก็ไม่ควรยอมรับความมีอยู่ของสิ่งนั้น ไม่ว่าเป็นนรก สวรรค์ อาตมัน พระเจ้า ภพหน้า ชาติหน้า เป็นต้น โดยที่สุด แม้กระทั่งจิตใจ หรือจิตวิญญาณ ก็ถือว่าเป็นเพียงผลิตผลของวัตถุ (by-product of matter) [24]

               หลักอภิปรัชญาของจากวาก สามารถสรุปได้ ๓ ประเด็นหลัก ได้แก่[25]

               ๑. โลกนี้ประกอบขึ้นมาโดยธาตุ ๔

               นักปรัชญาอินเดียส่วนใหญ่ยอมรับว่า โลกประกอบขึ้นจากธาตุต่าง  ๆ ๕ ชนิด ได้แก่ ดิน (Earth) น้ำ (Water) ไฟ (Fire) ลม (Air) และอากาศธาตุ (ether) ขณะที่จากรวากปฏิเสธอากาศธาตุ เพราะว่าอากาศธาตุนั้น เราไม่สามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส เราเพียงแต่อนุมานว่ามีอยู่เท่านั้น เมื่อจารวากปฏิเสธความรู้แบบอนุมาน จึงต้องปฏิเสธอากาศธาตุตามไปด้วย

               ตามทัศนะของจารวากโลก และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ล้วนเกิดมาจากพื้นฐานของธาตุทั้ง ๔ นี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ตาม มนุษย์เกิดมาจากธาตุ ๔ เมื่อร่างกายแตกสลาย ก็คือธาตุทั้ง ๔ แตกสลาย ไม่มีอะไรนอกจากธาตุ ๔ คงเหลืออยู่ หลักการดังกล่าวนี้ของจากรวาก นำไปสู่บทสรุปข้อที่ ๒

               ๒.ไม่มีวิญญาณใด ๆ ในโลก

               อย่างที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น มนุษย์ประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุเหล่านี้เมื่อประกอบกันเข้าแล้ว ก็ได้คุณสมบัติพิเศษ คือสามารถรับผัสสะต่าง ๆ ได้ เช่น เรารับผัสสะผ่านตา ผ่านหู ผ่านจมูก ผ่านลิ้น ผ่านกาย ซึ่งทั้งหมดเมื่อผ่านมาแล้วก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกทางผัสสะ ไม่ใช่เกิดคุณสมบัติใหม่ที่เรียกว่า จิต หรือวิญญาณ มาทำหน้าที่รับรู้ จิตหรือวิญญาณ ไม่ใช่คุณสมบัติใหม่นอกเหนือไปจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในร่างกาย หรือผัสสะของเรา ดังนั้นความรู้สึกจึงเป็นคุณสมบัติของร่างกาย ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณเหมือนอย่างที่เข้าใจกัน

               ในทัศนะของจารวาก ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากร่างกายที่รู้สึกเท่านั้น วิญญาณอันเป็นส่วนที่ไม่ใช่วัตถุนั้น เราไม่เคยพบเคยเห็น และไม่เคยสัมผัสเลย ตรงกันข้าม เรามีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าร่างกายคือวิญญาณ หรือเข้าว่าวิญญาณกับร่างกายเป็นอย่างเดียวกัน  จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เรามักจะคิดไปว่า เราอ้วน เราผอม เราง่อย เราบอด ถ้าเราเข้าใจไปว่าตัวเราคือวิญญาณแตกต่างจากร่างกายาแล้ว ความเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่มีความหมายอันใดเลย นอกจากเป็นความคิดคำนึงเองเองเท่านั้น

               ประเด็นดังกล่าวนี้ ก็อาจจะมีข้อโต้แย้งขึ้นมาว่า เมื่อเราไม่เคยเห็นความรู้สึกในรูปใดรูปหนึ่งของธาตุทั้ง ๔ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ความรู้สึกจะเป็นเรื่องคุณสมบัติของวัตถุ หรือเป็นผลิตผลของธาตุทั้ง ๔ ได้อย่างไร

               จารวากตอบคำถามนี้ว่า ความรู้สึก หรือสิ่งที่เรียกว่า จิต หรือวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่เดิมพร้อมธาตุ ๔ หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลังเมื่อธาตุทั้ง ๔ มาผสมผสานกันแล้ว ตัวอย่างเช่น ใบพลู ปูน และหมาก ผสมกันแล้วก่อให้เกิดสีแดง สีแดงเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการผสมผสานของใบพลู ปูน หมากนั่นเอง หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น เชื้อน้ำเมา แต่เดิมก็ไม่มีเชื้อเมาอยู่เลย แต่เมื่อนำมาผสมให้ถูกสัดส่วน ก็ทำให้เกิดความมึนเมาขึ้นมาได้

               ทำนองเดียวกันนี้ เราอาจคิดต่อไปอีกว่า วัตถุธาตุต่าง ๆ เมื่อผสมผสานกันเข้าตามอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็ทำให้เกิดร่างกาย และมีชีวิตจิตใจขึ้นมาได้ ความรู้สึกเป็นประสบการณ์ผลพลอยได้ซึ่งเกิดมาจากวัตถุโดยตรง ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากวัตถุธาตุเหล่านี้เลย เราไม่เคยพบเห็นสิ่งที่เข้าใจกันว่าจิต หรือวิญญาณแต่ประการใด การเข้าใจว่ามีวิญญาณเป็นอีกสิ่งหนึ่งนอกไปจากร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้

               ๓.ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า

               ในทัศนะของจารวาก ความมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นเช่นเดียวกับการมีอยู่ของจิต หรือวิญญาณ คือไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางผัสสะ การอ้างว่ามีพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างโลกจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

               อาจมีคำถามแทรกขึ้นมาว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่มีอยู่ไซร้ ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สามารถก่อตัวเป็นโลก ตลอดสรรพสิ่งในโลกได้อย่างวิจิตรพิสดารเพราะเหตุใด อุปมาเหมือนเราต้องการหม้อดินสักใบ ถ้ามีแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หม้อดินก็เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องมีนายช่างผู้ชำนาญการเป็นผู้ปั้น หม้อจึงจะเกิดขึ้นมาได้ อยู่ ๆ ธาตุเหล่านั้นจะมารวมตัวโดยไม่มีผู้สร้างได้อย่างไร

               เกี่ยวกับประเด็นนี้ จารวากเฉลยว่า ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีธรรมชาติ หรือคุณสมบัติประจำตัวของมัน  แม้ไม่มีผู้สร้าง ผู้บันดาล ธาตุเหล่านี้ก็มีศักยภาพในการผสมผสานให้กลายเป็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีพระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาอีก ทั้งความคิดดังกล่าวก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้  กระบวนการสร้างโลก หรือชีวิตจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่พร้อมแล้วในธาตุทั้ง ๔ นั้น

๓. จริยศาสตร์

               ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น หลักอภิปรัชญาและจริยศาสตร์ของจารวากนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของญาณวิทยา ที่ยึดถือเฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้โดยตรงทางประสาทสัมผัสเท่านั้นเป็นความจริง ที่เหลือนอกจากนั้น จารวากไม่ยอมรับ ซึ่งจากหลักการดังกล่าว เมื่อโยงมาหาหลักจริยศาสตร์  จารวากปฏิเสธความสุขอื่น ๆ ยอมรับแต่เพียงความสุขทางเนื้อหนังมังสาเท่านั้นเป็นบรมสุข (summum bonum) สำหรับชีวิต เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และสามารถสัมผัสได้ หลักจริยศาสตร์จึงมุ่งส่งเสริมให้คน “กิน ดื่ม และเสพสุข” เพราะเมื่อร่างกายนี้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว เราจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีวิญญาณดำรงอยู่หลังจากตายไปแล้ว[26]

               หลักจริยศาสตร์ของจารวาก เมื่อพิจารณาจากบริบททางสังคมในเวลา จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธแนวทางที่ดีงามที่ปรัชญา หรือเจ้าลัทธิศาสนาหลายสำนักสั่งสอนอยู่เวลานั้น นับตั้งแต่แนวทางที่สั่งสอนในคัมภีร์พระเวท อุปนิษัท กระทั่งปรัชญาสายอาสติกะอีก ๖ สำนัก รวมถึงหลักปรัชญาคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาด้วย

               กล่าวโดยสรุป ปรัชญาจารวากปฏิเสธหลักการใดบ้าง ประมวลเป็นข้อ ๆ พอเป็นตัวอย่างดังนี้

               ๑. ปฏิเสธสวรรค์อันเป็นดินแดนสุขาวดี ซึ่งบุคคลสามารถเข้าถึงได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามพิธีกรรมในพระเวท ทัศนะดังกล่าวนี้ไม่สามารถพิสูจน์ นอกจากปฏิเสธเรื่องสวรรค์แล้ว จารวากยังปฏิเสธเรื่องนรกด้วย โดยถือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุบายของศาสดาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขู่ขวัญให้เกิดความกลัวเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

               ๒. ปรัชญาอินเดียทุกสำนักสอนเรื่องความหลุดพ้นว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันประเสริฐสูงสุดของชีวิต เพราะเมื่อบรรลุถึงสภาวะดังกล่าวแล้ว จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง จารวากถือว่าทัศนะดังกล่าวว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อวิญญาณหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวงแล้ว จะทำให้พบความสุขนิรันดรได้ มนุษย์จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ก็ต่อเมื่อชีวิตหาไม่แล้วเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะหาความสุข ร่างกายนี้ต่างหากที่สามารถพิสูจน์ความสุขเพลิดเพลินในโลกนี้ได้ การหวังความสุข หรือความเพลิดเพลินในโลกหน้า เป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ และถือเป็นเรื่องไร้สาระ

               ๓. ชีวิตที่ดีที่สุดคือชีวิตที่หาความสุขและความเพลิดเพลินได้มากที่สุด การกระทำที่ดีที่สุด คือการกระทำที่นำความสุข และความเพลิดเพลินมาสู่ตน แนวความคิดทางจริยศาสตร์เรียกว่าเป็น สุขนิยม (Hedonism) คือลัทธิบูชาความสุขเป็นที่ตั้ง หลักการที่สำคัญของฮินดูสอนถึงจุดประสงค์ที่สำคัญ ๔ ประการของชีวิต ได้แก่ ๑) ประโยชน์ ๒) กาม ๓) ธรรม และ ๔) โมกษะ ขณะที่จารวากยอมรับเพียง ๑) ประโยชน์ และ ๒) กาม เท่านั้นเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ส่วนธรรมะ และโมกษะไม่ใช่จุดมุ่งหมายของชีวิต ประโยชน์ อันได้แก่ความมั่งคั่ง และความเพลินเพลินสำราญเท่านั้นเป็นเป้าหมายของชีวิตที่บุคคลควรแสวงหา

 

๔. บทสรุป

               ปรัชญาจากวาก เป็นปรัชญาที่จุดกำเนิดมาจากความไม่พอใจในลัทธิประเพณีดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจากพระเวท โดยเฉพาะความไม่พอใจต่อพิธีกรรมของพวกพราหมณ์ที่ช่วงหลัง ๆ มักจะมีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง แทนที่จะมุ่งสั่งสอนให้ประชาชนได้เข้าถึงสัจธรรมความจริง ลัทธินี้จึงสั่งสอนในสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยการปฏิเสธระบบศีลธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความดี ความชั่ว นรก สวรรค์ โลกหน้า จารวากจึงคล้าย ๆ กับพวกเอปิคิวเรียนในประเทศกรีกที่มักจะเป็นที่เกลียดชังมากกว่าให้ความสนใจ

               อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่แม้จะบอกว่าเกลียด หรือต่อต้านแนวความคิดนี้ แต่ลึก ๆ แล้ว หลายต่อหลายเรื่องก็นิยมชมชอบโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ วงการปรัชญาอินเดียที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ก็เพราะจารวากเป็นมูลเหตุ  การอุบัติขึ้นของจารวาก สะท้อนให้เห็นถึงอิสรภาพทางความคิด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดสำนักปรัชญาอีกหลายสำนักในเวลาต่อมา

               มีร่องรอยหลักฐานหลายประการในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่ยืนยันว่า ในยุคที่พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นมานั้น เป็นยุคที่ความเจริญ หรือพัฒนาการทางความคิดทางปรัชญาของมนุษย์ได้ถึงจุดสูงสุด มีการสร้างศาลาสี่มุมเมือง[27]ไว้โดยการสนับสนุนของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เพื่อเป็นที่โต้ลัทธิปรัชญา คัมภีร์พระพุทธศาสนาจึงปรากฏร่องรอยหลายแห่งที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า และเหล่าสาวกได้เคยมีการโต้ลัทธิบ่อยครั้ง

 



           [1] Lokáyata Cárváka-Indian Materialism <Internet Encyclopedia of Philosophy> http://www.iep.utm.edu/indmat/ <เข้าถึงเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔>

           [2] สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. (กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๖๒.

           [3] ม.ม. ๑๓/๒๓๘/๒๘๐, ที.สี.๙/๑๕๑/๔๘ เป็นต้น

           [4] ที.สี.อ.๒๕๖/๒๒๒

           [5] มหามกุฎราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนี แปล เล่ม ๑. (กรุงเทพ ฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๖๒.

           [6] ที.สี. ๙/๑๖๖/๕๓-๕๔.

           [7] จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย เล่ม ๑. (กรุงเทพ ฯ: ราชบัณฑิตยสถานจัดพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๔๔.

           [8] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๔.

           [9] ที.สี. ๙/๑๖๘/๕๔-๕๕.

           [10] สํ.ส.๑๘/๔๑๘/๔๙๑-๔๙๒.

           [11] ที.สี.๙/๑๗๑/๕๖-๕๗.

           [12] มหามกุฎราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนีแปล  เล่ม ๑, อ้างแล้ว, หน้า ๖๕.

           [13] จำนงค์ ทองประเสริฐ,ผู้แปล.อ้างแล้ว,หน้า ๔๕.

           [14] ที.สี.๙/๑๗๔/๕๗-๕๘.

           [15] ที.สี.๙/๑๘๐/๕๙.

           [16] จำนงค์ ทองประเสริฐ,ผู้แปล. อ้างแล้ว, หน้า ๔๕.

           [17] มหามกุฎราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๑, อ้างแล้ว, หน้า ๖๔.

           [18] ที.สี.๙/๑๗๗/๕๙.

           [19] มหามกุฎราชวิทยาลัย, ธัมมปทัฏฐกถา แปล ภาค ๗. (กรุงเทพ ฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๒๐๕.

           [20] มหามกุฎราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๑, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๐.

           [21] มหามกุฎราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนีแปล  เล่ม ๔, (กรุงเทพ ฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๑๖๒.

           [22] Radhakrishnan. (ed.). History of Philosophy: Eastern and Western. (London : George Allen & Unwin LTD.,1967), p.134

           [23] สนั่น ไชยานุกูล,ผู้แปล. ปรัชญาอินเดีย. (กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๑๙), หน้า ๑๐๙.

           [24] Dr.Chandradhar Sharma. A Critical Survey of Indian Philosophy. (Delhi : Motilal Banarsidass, 1973), p.44

           [25] สนั่น ไชยานุกูล, ผู้แปล. อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๒.

           [26] Dr.Chandradhar Sharma. Op.cit. p.46.

           [27] ที.สี.๙/๒๗๕/๒๕๒. ดูโปฏฐปาทสูตร พรรณนาถึงพระนางมัลลิกาเทวี สร้าง “ศาลาถกแถลง” ไว้เป็นที่โต้ลัทธิ พระพุทธเจ้าทรงไปโต้ลัทธิในที่ประชุมของปริพาชก ๓,๐๐๐ คน แสดงให้เห็นว่าศาลาหลังนี้ใหญ่โตพอสมควร




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 03/03/2011 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ตระหนักดีว่า
งานแบบนี้ ไม่ค่อยน่าสนใจ
แต่ที่ยังนำมาลงติดต่อกัน
ส่วนหนึ่งมุ่งเป้าอยู่ที่
นิสิตนักศึกษาที่สอนอยู่
ได้มีแหล่งศึกษาค้นคว้าเพิ่ม
ส่วนเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ
ก็มีอีกบ้านหนึ่ง อยู่ในโอเคนี้เอง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 03/03/2011 เวลา : 14.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


ขงจื๊อบอกว่า ความเงียบคือปัญญา
อาตมาขอเสริมอีกว่า
ความเงียบเป็นบ่อเกิดแห่งการตระนักรู้
และเป็นหนทางแห่งปัญญาญาณ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ธนูกฤติ วันที่ : 03/03/2011 เวลา : 14.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Dhanukrit

หลุดจากโลกแห่งความวุ่นวายเข้ามาสู่โลกแห่งธรรมะ ปรัชญาและศาสนาของพระคุณเจ้าดีกว่า จิตใจจะได้สงบ แม้จะมีคนเข้ามาอ่านไม่มาก แต่ความเงียบก็คือปัญญา "คำของปราชญ์ขงจื๊อ"

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน