• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_mcu_br@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 96324
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
แนวคิด ปรัชญา ศาสนา สังคม
ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu
วันพุธ ที่ 9 มีนาคม 2554
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 10204 , 04:37:41 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนที่ ๖

ปรัชญาเชน

๑. ประวัติความเป็นมา

              เชน เป็นทั้งลัทธิศาสนา และปรัชญาในเวลาเดียวกัน ประวัติความเป็นมาของเชนไม่สามารถระบุได้ว่า มีอุบัติกาลในช่วงเวลาใด แม้เราจะทราบจากหลักฐานต่าง ๆ ว่า ศาสดามหาวีระ ซึ่งเป็นศาสดาของเชนนั้นมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยพระพุทธเจ้า แต่ตามตำนานที่เล่าขานกันมา ก่อนหน้านั้นก็มีศาสดาของเชนเผยแพร่ลัทธิคำสอนมาหลายกัป นับรวมศาสดาเหล่าได้ ๒๔ องค์ รวมทั้งศาสดามหาวีระองค์ปัจจุบัน ศาสดาเหล่านี้เรียกชื่อรวม ๆ ว่า ตีรถังกร พิจารณาตามนัยนี้ ศาสดามหาวีระจึงไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดเขนแต่อย่างใด จึงกล่าวได้แต่เพียงว่า ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่ประกาศลัทธิคำสอนในยุคนี้เท่านั้น

              ประวัติของศาสดามหาวีระ หากพิจารณาดูหลักฐานจะเห็นความเหมือนกันหลายประการกับประวัติของพระพุทธเจ้า องค์ศาสดาของพระพุทธศาสนา เช่น ทรงเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก่อนประสูติ พระมารดาได้สุบินนิมิตเห็นช้างเผือก ตลอดสิ่งอื่น ๆ  รวมเป็น ๑๔ ประการ[1] ทรงออกผนวชตอนพระชนมายุ ๒๘ ปี และบำเพ็ญทุกกิริยาเป็นระยะเวลา ๑๒ ปี กระทั่งได้บรรลุไกวัลยธรรม จากนั้นก็ใช้เวลาสั่งสอนปรัชญาธรรมคำสอนอีก ๓๐ ปี และเข้าสู่นิพพานเมื่อพระชนมายุได้ ๗๒ ปี หลักธรรมของเชน ก็มีหลายประการที่คล้ายกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  บางท่านถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า ลัทธิเชนเป็นเพียงสาขา หรือนิกายย่อยของพระพุทธศาสนา[2]

              อย่างไรก็ตาม ปรัชญาเชนในยุคของศาสดามหาวีระ  น่าจะจะเกิดขึ้นหลังยุคพระเวท[3]  ตามหลักฐาน ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่าง ๕๙๙–๕๒๗ ก่อน ก..[4]   ท่านเกิดในตระกูลกษัตริย์ ณ บ้านกุณทคาม ในแคว้นพิหารตอนเหนือ ดำรงชีวิตฆราวาสกระทั่งมีอายุ ๓๐ ก็ได้ออกบวช และได้ท่องเที่ยวจาริกดำรงชีพด้วยการวิรัติ และสมาธิอย่างเข้มงวด ต่อมาก็ได้บรรลุแสงสว่างที่ทำให้ท่านหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลังจากได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ใช้ชีวิตสั่งสอนธรรมกระทั่งนิพพานที่เมืองปาวา[5]

              อนึ่ง คำว่า เชน มาจากคำว่า ชินะ   แปลว่า  ชนะ หรือ พิชิต  หมายถึงผู้ที่ชนะ หรือพิชิตกิเลส หรือตัณหาทั้งมวลได้แล้ว  นอกจากนั้นยังมีความหมายถึงวิญญาณที่ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากพันธนาการ เพราะหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้แล้ว[6]  ในแง่ของศาสนา เชนเน้นคำสอนเรื่อง อหิงสา[7]  ในแง่ของปรัชญา เน้นการมองความจริงด้วยมุมมองที่หลากหลาย หรือที่เรียกว่า อเนกันตวาท[8]

               เชน เป็นปรัชญาฝ่ายนาสติกะ คือไม่ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท  จุดมุ่งหมายดูเหมือนจะต้องการปฏิวัติระบบความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการตำหนิการบูชายัญ การไม่เชื่อพระเจ้า การปฏิเสธพิธีกรรมแบบพราหมณ์ที่ปรากฏอยู่ในสังคมขณะนั้น  ถ้อยคำเชิงประณามเหยียดหยามต่อไปนี้ น่าจะเป็นคำตอบได้ดี

              “คนโง่บางคนประกาศว่า ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างโลก ลัทธิที่ว่า โลกมีผู้สร้างสรรค์นั้น เป็นคำสอนที่กล่าวไว้ไม่ดี และควรถูกปฏิเสธเสีย ถ้าหากพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกแล้ว ก่อนที่จะมีการสร้างสรรค์นั้นพระองค์อยู่ที่ไหนเล่า?  ถ้าท่านกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้อยู่เหนือธรรมชาติ และไม่ต้องการสนับสนุนใด ๆ ละก็ แล้วเดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ใดเล่า? ไม่มีสัตว์แม้แต่ชนิดเดียวที่มีความชำนาญในการสร้างโลกนี้  แล้วพระผู้เป็นเจ้าที่มิได้เป็นวัตถุ จะสามารถสร้างโลกซึ่งเป็นวัตถุได้อย่างไร? พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกโดยไม่ใช้วัตถุดิบเลยได้อย่างไรกัน....ลัทธิที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก จึงไม่มีความหมายอะไรเลย...”[9]

              คำสอนที่เป็นลักษณะเด่นของปรัชญาเชน ก็คือ ความเชื่อในเรื่องความมีอยู่ชั่วนิรันดรของชีวะซึ่งมีอยู่ทั้งในสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต  ทฤษฎีญาณวิทยาที่เน้นเรื่องความรู้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนหลุดพ้น  เข้าถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตอันได้แก่ โมกษะ  ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดในแต่ละประเด็นต่อไป

๒. อภิปรัชญา

               ทฤษฎีทางอภิปรัชญาที่สำคัญของเชน ได้แก่ทฤษฎีอเนกันตวาท  คือ เป็นแนวปรัชญาที่เชื่อว่า ความจริงสูงสุดนั้นมีโครงสร้างที่หลากหลายซับซ้อน เพราะประกอบด้วยคุณสมบัติมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งฝ่ายบวก และฝ่ายลบ  การอธิบายถึงความจริงจึงต้องอาศัยมุมมองที่หลากหลาย จึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของมันได้ ยกตัวอย่างเช่น สรรพสิ่งที่มีอยู่  ถ้าเรามองจากคุณลักษณะที่แท้จริง (ทรัพย์) ของมัน เราก็อาจกล่าวได้ว่า เที่ยงแท้ แต่ถ้ามองจากรูปร่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นลักษณะเทียม (accidental)   หรือสิ่งที่เป็นวัตถุย่อมคงมีอยู่ในฐานะเป็นวัตถุ แต่ในฐานะเป็นสิ่งเฉพาะ มันก็มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นต้น

              สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกเดินเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง พร้อมกับได้รับคุณสมบัติใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น  และคุณสมบัติเดิมที่มีอยู่ก็สูญสลายไปตามกาลเวลา  ความเป็นไปในลักษณะดังกล่าว เราอาจกล่าวได้ว่า  สิ่งใหม่และสิ่งเก่า เป็นภาวะอย่างหนึ่งของทรัพย์ ซึ่งทั้งคุณสมบัติ และทรัพย์ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

               เชนแบ่งสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ชีวะ ได้แก่สิ่งที่มีชีวิต กับ อชีวะ ได้แก่สิ่งที่ไม่มีชีวิต   ทั้งสองสิ่งนี้ต่างก็เป็นสิ่งแท้จริงอยู่ในตัวของมัน  และประกอบด้วยอณู หรือปรมาณูมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเชนเรียกว่า ทรัพย์ (Substance)   และจำแนกทรัพย์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ทรัพย์ที่เป็นคุณลักษณะแท้ (เรียกว่า คุณะ) และทรัพย์ที่เป็นคุณลักษณะเทียม (เรียกว่า ปรยายะ) ทรัพย์จึงเป็นสัจภาวะ คือความจริง ซึ่งในทัศนะของเชน จะต้องประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการ คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

              ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เชนเรียกว่า ชีวะ และอชีวะ

              () ชีวะ ตามรากศัพท์ หมายถึงการเป็นอยู่[10] เป็นทรัพย์ที่มีชีวิต มีวิญญาณครอง เป็นทรัพย์ชนิดถาวร มีขนาดจำกัดแต่มีจำนวนมาก ดังนั้นชีวะจึงสามารถปรับขนาดของตนได้ตามมิติของร่างกาย ซึ่งตนเข้าไปอาศัยอยู่ชั่วคราว   สารัตถะของชีวะคือความรู้สึกตัวได้ ชีวะของเชนถ้าจะเข้าใจให้ง่าย ขอให้นึกเปรียบกับจิต ภูติ หรือวิญญาณในระบบปรัชญาหรือคำสอนอื่น ๆ 

              ความรู้เป็นลักษณะที่สำคัญของชีวะ และความรู้นี้ปรากฏอยู่ในชีวะเสมอ แม้ว่าลักษณะและขอบเขตของความรู้ จะแตกต่างกันไปอย่างไรก็ตาม  ในแง่ทฤษฎี ชีวะทุกดวงเป็นกระแสสืบเนื่องกันไปอย่างไม่หยุดยั้งตามลำดับขั้นของความรู้  มาตรฐานความรู้ขั้นสูงสุดของชีวะนั้น จะมีแก่ชีวะที่สมบูรณ์แล้วเท่านั้น ชีวะที่สมบูรณ์นี้จะหลุดพ้นจากกรรมทั้งปวง เข้าถึงโมกษะ เป็นสัพพัญญู ส่วนชีวะที่ยังพัฒนาถึงขั้นดังกล่าวก็จะทำหน้าที่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

              สามารถเขียนแจกแจงขั้นระดับความรู้ของชีวะได้ดังนี้

              ๑. ชีวะที่ไม่จำกัด  ได้แก่ชีวะสูงสุด รู้ได้ไม่มีขอบเขตจำกัด เป็นสัพพัญญู ชีวะในขั้นนี้เป็นชีวะที่บริสุทธิ์ เทียบได้กับโมหนาดในปรัชญาไลบ์นิช กล่าวคือเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่มีอยู่กระจัดกระจายมากมายในจักรวาล และเป็นที่มาของสรรพสิ่ง

๒. ชีวะที่ยังถูกจำกัด ซึ่งมีแบ่งระดับตามการรับรู้ จากสูงไปยังต่ำได้ดังนี้

                   ๒.๑ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๖ ทาง เช่น คน (เพิ่มมนัส)

                   ๒.๒ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๕ ทาง เช่น สัตว์บางจำพวก มีช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น

                   ๒.๓ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๔ ทาง เช่น ผึ้ง (รับผัสสะได้แค่รู้รส กลิ่น ตา ผัสสะ)

                   ๒.๔ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๓ ทาง เช่น มด หมัด แมลงเล็ก ๆ เป็นต้น (รับผัสสะได้แค่รู้รส กลิ่น ผัสสะ

                   ๒.๕ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๒ ทาง เช่น หนอน ทาก หอย กุ้ง ปู เป็นต้น (รับผัสสะได้แค่รู้รส และผัสสะ)

                   ๒.๖ ชีวะที่รับความรู้สึกได้ ๑ ทาง เช่น พืช (รับผัสสะได้อย่างเดียวคือ ผัสสะ) ในส่วนนี้ เชนยังแยกย่อยออกเป็นอีก ๕ ระดับ คือ พวกพืชผักซึ่งอาจเป็นแบบง่าย ๆ เช่น ต้นไม้ที่มีชีวะเดียว หรืออาจเป็นแบบที่ซับซ้อน เช่น หัวผักกาด ซึ่งมีชีวะนับไม่ถ้วน พวกดิน ซึ่งรวมทั้งตัวดินเอง และสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาจากดิน เช่น หิน ดินเหนียว แร่ธาตุ และเพชร พวกน้ำที่มีอยู่ในน้ำทุกแบบ คือในแม่น้ำ ในบ่อ ในทะเล และในฝน พวกไฟในแสงสว่าง และเปลวไฟทุกชนิด รวมทั้งฟ้าแลบด้วย พวกลมในก๊าซและลมทุกชนิด[11]

              ชีวะกลุ่มแรก  เป็นชีวะที่พ้นแล้วจากเครื่องผูกพันทั้ง  ดังนั้นจึงสามารถรู้แจ้งสรรพสิ่งทั้งหลายได้  ส่วนชีวะกลุ่มหลัง  เป็นชีวะที่ยังอยู่ในบ่วงแห่งความผูกพัน ซึ่งชีวะประเภทนี้เองที่ปรัชญาเชนบอกว่า ไม่สามารถรู้แจ้งสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้  จะรู้ได้ก็เพียงบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น

               หากถามว่า ทำไมชีวะของสิ่งดังกล่าวมาข้างต้น จึงรับรู้ได้ไม่เท่ากัน เชนตอบว่า เป็นเพราะอิทธิพลของกรรมเก่าเข้ามาขัดขวางมิให้ชีวะเจริญงอกงามขึ้นมาได้ และเนื่องจากผลกรรม ชีวะที่ได้สืบทอดต่อกันมาในอดีต ชีวะที่เข้ามาสู่ร่างกายจึงเข้ามาอาศัยในร่าง ตามที่กรรมเก่าตกแต่งไว้ด้วย  รูปร่างของชีวะจึงแตกต่างตามผลกรรมที่ทำมา             

              อนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์แนวความคิดเรื่องชีวะในปรัชญาเชน จะได้คัดลอกงานวรรณกรรมที่สำคัญของเชนมาลงไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้พิจารณาโดยตรง

              ขอให้สังเกตว่า ในงานชิ้นนี้ เรียกชีวะว่าวิญญาณ ดูเหมือนเชนกำลังจะบอกเราว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีสาระบางอย่างคือชีวะอยู่ แต่โดยเหตุที่ร่างของมันแยกออกไปได้ ฉะนั้น ชีวะของมันจะต้องเป็นสิ่งที่แยกออกได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่แยกออกไปนี้แหละที่เชนเรียกว่า วิญญาณ

              “ท่านควรทราบว่า ลักษณะที่สำคัญของวิญญาณก็คือการทราบ

              และควรทราบว่าความมีอยู่ของวิญญาณนั้น อาจพิสูจน์ได้โดยอาศัยวิธีการพิสูจน์ที่สมเหตุสมผลทั้งมวล

              วิญญาณอาจจัดประเภทออกไปเป็นชนิดที่เวียนว่ายตายเกิด และชนิดที่หลุดพ้นแล้ว

              หรือชนิที่อยู่ในร่างสัตว์ที่เคลื่อนไหวไม่ได้ และที่เคลื่อนไหวได้

              ถ้าหากว่าวิญญาณมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

              ดุจดังอวกาศที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วร่างกายทั้งปวงแล้วละก็

              วิญญาณก็ควรมีลักษณะหนึ่งและลักษณะเดียวในร่างกายทั้งปวง

              แต่วิญญาณหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

              วิญญาณมีอยู่มากมาย เช่นเดียวกับมีหม้อและสิ่งอื่น ๆ มากมายอยู่ในโลกฉะนั้น

              นี้เป็นประจักษ์พยานที่ได้มาจากความแตกต่างกันแห่งลักษณะวิญญาณเหล่านั่นเอง

              ถ้าหากว่าวิญญาณมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นละก็

              คงจะไม่มีความชื่นชมยินดี หรือความเศร้าโศกเสียใจ คงไม่มีพันธะหรือความหลุดพ้นเป็นแน่

              การทราบซึ่งเป็นเครื่องหมายของวิญญาณในร่างนี้และร่างนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป

              การทราบอาจแรงกล้า (ปราดเปรื่อง) หรือทื่อ ๆ ก็ได้

              ดังนั้นวิญญาณจึงมีจำนวนกำหนดไม่ได้

              ถ้าเราจะทึกทักเอาสมมติฐานแบบเอกนิยม เพราะวิญญาณเป็นสิ่งที่แผ่ซ่านทั่วไปสิ่งทั้งปวงแล้ว

              ก็ไม่อาจมีความหลุดพ้นหรือพันธะใด ๆ ทั้งสิ้น (เพราะวิญญาณเป็นเอกรูป) คล้ายอวกาศ

              อนึ่ง ดังนั้น วิญญาณก็ไม่ใช่ตัวกระทำหรือผู้ชื่นชมยินดี หรือมิได้คิด

              หรือมิได้ขึ้นอยู่กับการต้องเวียนว่ายตายเกิด คล้ายอวกาศอีกนั่นแหละ

              อนึ่ง เมื่อทึกทักเอาลัทธิเอกนิยมแล้ว ก็ไม่อาจมีวิญญาณใด ๆ ที่จะชื่นชมยินดีกับความสุขขั้นสุดท้ายได้

              เพราะในโลกนี้มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่มากมาย และดังนั้น วิญญาณโลกก็อาจมีความสุขบ้างเป็นบางส่วนเท่านั้น

              นอกจากนั้น วิญญาณที่เป็นปรากฏการณ์มากมายตกอยู่ในพันธะฉันใด

              วิญญาณโลกก็ไม่อาจเปลื้องตัวจากการเวียนว่ายตายเกิด แต่อาจเปลื้องได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ฉะนั้น

              วิญญาณมีอยู่เฉพาะในร่างกาย เช่นเดียวกับอวกาศมีอยู่ในตุ่มฉะนั้น

              เพราะคุณลักษณะของวิญญาณเราจะสามารถสืบหาได้ก็เฉพาะในร่างกายเท่านั้น

              และเพราะเราจะไม่พบวิญญาณในที่อื่นใดเลย

              เช่นเดียวกับหม้อแตกต่างจากชิ้นผ้า ฉะนั้น

              เพราะฉะนั้น การกระทำ และการชื่นชมยินดี

              พันธะและการหลุดพ้น ความชื่นชมยินดีและความเศร้าโศกเสียใจ

              และการเวียนว่ายตายเกิดเองก็เช่นเดียวกัน

              คือเป็นสิ่งที่อาจเป็นได้เฉพาะบนสมมุติฐานที่ว่า วิญญาณมีอยู่มากมาย และเป็นสิ่งที่กำหนดได้แน่นอนเท่านั้น”[12]

              () อชีวะ หมายถึงไม่มีชีวิต เชน แบ่งอชีวะออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่

               ) วัตถุ หรือปุทคละ  ความหมายกว้าง ๆ ก็ได้แก่ สิ่งที่สามารถสัมผัสได้ทางประสาทสัมผัส  แต่ตามรากศัพท์หมายถึง สิ่งที่สามารถรวมตัวเข้ากันได้ และแตกสลายออกไปได้[13] ดังนั้นลักษณะของวัตถุธาตุต่าง ๆ จึงมีลักษณะที่สามารถรวมตัวเข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อน ในปริมาณและขนาดที่แตกต่างกันออกไป  ในขณะเดียวกันก็สามารถแบ่งสลายให้เป็นหน่วยย่อยที่สุด จนไม่สามารถแบ่งได้อีกต่อไป หน่วยย่อยที่เล็กที่สุดนี้ เชนเรียกว่า อณู หรือ อะตอม  โดยนัยนี้วัตถุ หรือปุทคละจึงมีอยู่ใน ๒ รูป   คือ  รูปที่เป็นสขันธะ (ขันธ์ หรือกอง) และรูปที่เป็นอณู หรืออะตอม

              วัตถุที่สามารถสัมผัสได้ทุกอย่าง กล่าวโดยสรุปแล้วก็คือขันธะ และโลกทางกายภาพทั้งหมด ก็คือมหาขันธะ  การเปลี่ยนแปลงโลกทางกายภาพทั้งมวลจึงเท่ากับเป็นการแตกสลายทางอณู หรืออะตอม เพราอะตอมโดยธรรมชาติของมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่คงที่  แต่มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาเป็นสิ่งต่าง ๆ  เรื่อย

               )  เทศะ หมายถึงที่ว่าง ซึ่งสามารถรองรับวัตถุ ซึ่งกินเนื้อที่ มีน้ำหนักได้อาศัยอยู่ได้ เทศะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ แต่เราสามารถรับรู้ได้โดยการอนุมาน กล่าวคือ วัตถุทุกชนิดต้องการที่อยู่ ที่ที่วัตถุอยู่ได้ต้องเป็นที่ว่าง ดังนั้นที่ว่างจึงมี หากปราศจากที่ว่างแล้ว วัตถุก็ตั้งอยู่ไม่ได้

               ) กาละ หมายถึง ช่วงเวลา ท่านอุมาสวามี ได้ให้ความหมายว่า คือสิ่งที่ทำให้เกิดมีสันตติ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการสืบต่อ การเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหว ความใหม่ และความเก่า[14]  เราไม่สามารถเข้าใจสถานะวัตถุได้เลยหากปราศจากกาละ เช่น มะม่วงลูกหนึ่ง ตอนเป็นผลสีเขียวก็อย่างหนึ่ง เมื่อสุกเป็นสีเหลือก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีความแตกต่างระหว่างกาละดังกล่าว เราก็ไม่สามารถเข้าใจความแตกแตกต่างระหว่างผลมะม่วงสีเขียว กับสีเหลืองได้เลย

               -๕) ธรรมและอธรรม ทั้งสองอย่างไม่ได้มีความหมายบ่งถึงลักษณะทางศีลธรรม  แต่มีความหมายถึงลักษณะที่ตรงกันข้ามกันของสรรพสิ่ง มีสภาพทรงอยู่ชั่วนิรันดร เป็นเหตุรองรับอย่างเดียว ไม่มีรูปร่าง ไม่มีการเคลื่อนไหว  แผ่ในในที่ทั้งปวง ทั้ง ๒ อย่างนี้จะทราบว่ามีอยู่ก็โดยการอนุมาน เหมือนเทศะ และกาละ   ท่านอุปมาเหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ  ปลาเหมือนวัตถุธาตุ ส่วน น้ำเหมือนธรรมและอธรรม  แม้ปลาจะว่ายด้วยตัวของมันเองก็ตาม แต่ถ้าปราศจากน้ำ  การว่ายของปลาก็เป็นไปไม่ได้

               อชีวะทั้ง ๕ ประการนี้ ในทัศนะของเชน ๔ ประการหลังจัดเป็นนามธรรม (immaterial, amúrta) ส่วนประการแรกจัดเป็นรูปธรรม (material, múrta)  ทั้ง ๕ ประการนี้ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ก่อกำเนิดโลกขึ้นมา

              ในประวจนสาระ ได้พรรณนาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอชีวะทั้ง ๕ ประการดังกล่าวนี้ พร้อมทั้งโยงไปถึงส่วนทีเรียกว่าชีวะในตอนท้ายด้วย ดังนี้

              คุณสมบัติของอากาศก็คือการให้ช่อง คุณสมบัติของธรรมก็คือการเป็นเหตุให้เคลื่อนไหว

              คุณสมบัติของอธรรมก็คือการเป็นเหตุให้หยุดนิ่ง

              คุณสมบัติของกาละก็คือการล่วงไป คุณสมบัติของชีวะก็คือการรู้

              โดยสรุป ท่านควรทราบว่า คุณสมบัติเหล่านี้ทั้งปวงไม่มีรูป

              ชีวะ กองแห่งวัตถุ ธรรม อธรรม และอากาศ

              มีจุดต่าง ๆ ทางมิติ มีจำนวนนับไม่ถ้วน แต่กาละไม่มีจุดทางมิติเลย

              อากาศมีอยู่ทั้งในจักรวาลและนอกจักรวาล

              ธรรม อธรรมขยายอยู่ทั่วไปเฉพาะในจักรวาลเท่านั้น

              กาละก็เช่นเดียวกับอากาศ เพราะกาลอาศัยเนื้อสารสองอย่างอื่น เนื้อสารสองอย่างอื่นเหล่านี้คือชีวะและวัตถุ

              จุดต่าง ๆ ทางมิติของอากาศเป็นฉันใด

              จุดต่าง ๆ ของเนื้อสารอื่น ๆ (ยกเว้นกาละ) ก็เป็นฉันนั้น

              ปรมาณูไม่มีจุดทางมิติเลย แต่เราก็ใช้อธิบายพัฒนาการของจุดทางมิติอยู่ดี

              แต่ว่า ขณะเดียวย่อมไม่มีจุดทางมิติเลย มันเกิดเมื่อเวลาที่เนื้อที่สารพร้อมกับจุดทางมิติเพียงจุดเดียวข้ามจุดทางมิติของอากาศไป

              ขณะหนึ่งก็เท่ากับกาละที่ทำให้ปรมาณูเคลื่อน (จากจุดทางมิติหนึ่งไปหาจุดทางมิติอีกจุดหนึ่ง)

              สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังขณะนั้นก็คือกาละ ขณะเกิดแล้วก็ดับไป

              อากาศมีปรมาณูที่เรียกว่าจุดทางมิติครอบครองอยู่

              อากาศอาจหาที่บรรจุปรมาณูทั้งปวงได้

              ปรมาณูหนึ่ง สองปรมาณู หลายปรมาณู ปรมาณูที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน หรือปรมาณูที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นจุดทางมิติที่มีเนื้อหาสาร เป็นดุจขณะต่าง ๆ แห่งระหว่างปรมาณูนั้น

              โลกเต็มไปด้วยวัตถุที่มีการขยายตัวทางด้านอากาศ สมบูรณ์ และเป็นนิรันดร

              สิ่งที่รู้จักโลกก็คือชีวะ ที่มีพลังชีวิตสี่อย่างผูกพันอยู่[15]

๓. ญาณวิทยา

               ก.ประเภทของความรู้

               เชน ยอมรับความรู้ ๕ ประเภท[16] ได้แก่ ๑) มติชญาณ ๒) ศรุติชญาณ ๓) อวธิชญาณ ๔) มนหปรยายชญาณ และ ๕) เกวลชญาณ   โดยที่ ๒ ประการแรก จัดเป็น ปโรกษะ คือเป็นความรู้ต้องอาศัยสื่อกลาง ๓ ประการหลัง จัดเป็นปรตยักษะ คือเป็นความรู้ที่ไม่ต้องอาศัยสื่อกลาง เป็นความรู้ตรง

              ความรู้ ๕ ประเภท มีเนื้อหาสรุปโดยสังเขปดังนี้

              ) มติชญาณ เป็นความรู้ความเข้าใจขั้นต้น เกิดขึ้นโดยอาศัยประสาทสัมผัส เช่น  ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกลิ้มดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส  ซึ่งการรับรู้เหล่านี้ ต้องอาศัยสื่อกลาง คือตัวประสาทสัมผัส และลำพังประสาทสัมผัสคืออายตนะภายนอกกับภายในกระทบกัน ย่อมไม่สามารถเกิดความรู้ได้อย่างแน่นอน ต้องอาศัยจิต และองค์ประกอบอื่น ๆ เป็นสื่อกลางในการรับรู้ด้วย  ความรู้ขั้นนี้ท่านจำแนกเป็น ๓ ประเภทคือ[17] อุปลัพภิ (สัมผัส หรือผัสสะ)  ภาวนา (จำได้หมายรู้)  และ อุปโยคะ (ความเข้าใจ)  เป็นความรู้ขั้นอินทรีย์

              ) ศรุติชญาณ  เป็นความรู้ที่ได้รับนิมิต เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือคำพูด ซึ่งแสดงหรือพรรณนาถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ความรู้ขั้นนี้ ท่านจำแนกออกเป็น ๔ ประเภทคือ[18]   ลัพภิ   (การร่วมสมาคม)   ภาวนา (ความสนใจ)  อุปโยคะ (ความเข้าใจ)  และนยะ (เค้าความที่ส่อให้เข้าใจเอาเอง)  จัดเป็นความรู้โดยอ้อมเพราะอาศัยสื่อกลางเช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องอาศัยความรู้ขั้นมติชญาณเป็นเครื่องนำทางก่อน

               ) อวธิชญาณ เป็นความรู้ตรง เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ที่บรรลุถึงความรู้ขั้นนี้สามารถเห็นสิ่งที่อยู่เหนือวิสัยสามัญ เช่น สามารถมองเห็นได้แม้อยู่ในที่ไกล  ความรู้ชนิดนี้จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้ทำลายหรือระงับอำนาจกรรมบางส่วนได้แล้ว แต่ก็ถูกอำนาจกรรมอีกส่วนจำกัดขอบเขตเอาไว้  (อวธิ แปลว่า ถูกจำกัด)

               ) มนหปรยายชญาณ  เป็นความรู้ที่สามารถกำหนดความรู้สึกนึกคิดของบุคคลอื่นได้  ความรู้ชนิดนี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ละความโกรธ ความอิจฉา ริษยา เป็นต้นได้แล้ว แต่ก็ยังเป็นความรู้ที่จำกัดเช่นเดียวกับความรู้ขั้นอวธิชญาณ พุทธปรัชญาเรียกความรู้ขั้นนี้ว่า เจโตปริยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้จิตใจของบุคคลอื่นได้

              ) เกวลชญาณ  เป็นความรู้ขั้นสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงทรัพย์ทุกอย่างรวมไปถึงลักษณะอาการที่มันจะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดด้วย  ความรู้ชนิดนี้เป็นความรู้ที่ไม่มีขอบเขตจำจัด   ความรู้ชนิดนี้ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำลายกรรมที่จะขัดขวางญาณได้แล้ว ผู้ที่บรรลุโมกษะแล้วเท่านั้น จึงจะมีความรู้ในขั้นนี้ได้  ความรู้ในขั้นนี้เทียบได้กับสัพพัญญุตญาณในพุทธปรัชญาเถรวาทนั่นเอง

              ในทัศนะของเชน ความรู้ ๓ ประการแรก ยังถือว่า อาจผิดพลาดได้  แต่ความรู้ ๒ ขั้นสุดท้าย เป็นความรู้ที่แท้ ไม่อาจผิดพลาดได้  ความสมเหตุสมผลของความรู้จึงอยู่ที่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เราได้รับสิ่งที่ดี ในขณะเดียวกันก็ละสิ่งที่เป็นความชั่ว

              ไกตันยะ หรือ การรับรู้  เป็นคุณสมบัติของชีวะ  ซึ่งแสดงตัวออกมา ๒ ลักษณะ ลักษณะแรกเรียกว่า ทรรศนะ (การสัมผัส)  ลักษณะที่สองเรียกว่า วิชญาณ (พุทธิปัญญา) ความรู้ในขั้นทรรศนะรายละเอียดต่าง ๆ ของสิ่งที่ถูกรู้จะไม่ครบ ขณะที่วิชญาณสามารถรับรู้ได้ครบสมบูรณ์ ความรู้ขั้นทรรศนะเป็นเพียงความรู้ที่ให้ความเข้าใจได้เบื้องต้น หรือแบบธรรมดา ๆ ส่วนความรู้ขั้นวิชญาณ เป็นความรู้รอบยอด

               ข.ทฤษฎีสยาทวาทในฐานะเครื่องทดสอบความรู้

               เครื่องทดสอบความรู้ในปรัชญาเชนเรียกกันโดยทั่วไปว่า ทฤษฎีสยาทวาท หรือบางครั้งก็เรียกว่า สัปตภังคีนยะ แปลว่า ทฤษฎีหรือหลักแห่งการตกลงใจ โดยเนื้อจริง ๆ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ หรือนัยแห่งความจริง ซึ่งตามหลักการของเชนเชื่อว่า ความจริงนั้นมีนัยหลากหลาย การกำหนดว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดเท็จจึงไม่สามารถพิจารณาแค่เพียงองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง หากแต่จำต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมให้ครบ

               เชนถือว่า ความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธ์ และการรู้เกี่ยวกับความจริงก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์เช่นเดียวกัน ไม่มีความรู้ใดที่สมบูรณ์ได้โดยตัวของมันเอง เหตุนั้นในการพรรณนาถึงความจริง เราจึงไม่สามารถระบุ “ตายตัว” เราใช้ได้ก็แต่เพียงคำว่า “บางที”, “อาจเป็น”,หรือ “สยาท” ตามนัยแห่งทฤษฎีสยาทวาทะ ซึ่งอาจแปลตามรากศัพท์ได้ว่า “วาทะหรือทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องบางที หรือ อาจจะแห่งความรู้”[19]

               ทฤษฎีสยาทวาท หรือ สัปตภังคีนยะ มีหลักการ ๗ ประการ ดังนี้

               ๑. สยาท อัสติ-บางทีสิ่งนี้มีอยู่จริง

๒. สยาท นาสติ-บางทีสิ่งนี้ไม่มีอยู่จริง

๓. สยาท อัสติ นาสติ-บางทีสิ่งนี้มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริง

๔. สยาท อวักตวยัม-บางทีสิ่งนี้ไม่อาจพรรณนาได้

๕. สยาท อัสติ จะ อวักตวยัม-บางทีสิ่งนี้มีอยู่และไม่อาจพรรณนาได้

๖. สยาท นาสติ จะ อวักตวยัม-บางทีสิ่งนี้ไม่มีอยู่และไม่อาจพรรณนาได้

               ๗. สยาท อสติ จะ นาสติ จะ อวักตวยัม-บางทีสิ่งนี้มีด้วย ไม่มีด้วย และไม่อาจพรรณนาได้

               จากหลักการ ๗ ประการดังกล่าว ทำให้เรามองเห็นว่า ไม่ว่าจะในแง่ของการยอมรับก็ดี การปฏิเสธก็ดี การพรรณนาถึงความจริง หรือสถานการณ์อย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่ง หลักการของเชนจะไม่ยืนยัน แต่ใช้คำพูดในลักษณะตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน คล้ายหลักการ หรือแนวความคิดปรัชญาแบบวิมตินิยม (Skepticism) หรือทฤษฎีความน่าจะเป็น ของตะวันตก

๔. จริยศาสตร์

              ความคิดทางจริยศาสตร์ของเชนคล้าย ๆ กับระบบปรัชญาอินเดียอื่น ที่กล่าวถึงหนทางแห่งความหลุดพ้น (โมกษมารคะ)  อุมาสวามินกล่าวไว้ว่า  “สัมยัค-ทรศนะ-ชญาณะ จาริตราณิ  โมกษะ-มารคาห  ศรัทธาที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง และความประพฤติที่ถูกต้อง รวมทั้ง ๓ ประการนี้เป็นทางแห่งความหลุดพ้น”[20]  ซึ่งดร. ราธกฤษณันเรียกทั้ง ๓ ประการนี้ว่า ไตรรัตนะ (three jewels)[21]

              ถ้าจะมีคำถามว่า ศรัทธา ความรู้ และความประพฤติเช่นไร เรียกว่า ถูกต้อง  เชนตอบคำถามนี้ดังนี้

 ศรัทธาในความมีอยู่แท้จริง หรือตัตวะ คือศรัทธาที่ถูกต้อง  ความรู้ในธรรมชาติอย่างอันแท้จริงปราศจากความลังเลสงสัย เรียกว่า ความรู้ที่ถูกต้อง  ความวางตนเป็นกลางปราศจากตัณหาหรือความเกลียดชังบุคคลหรือสิ่งภายนอกเรียกว่า ความประพฤติที่ถูกต้อง[22]

              นิวารณะ หรือโมกษะ เป็นจุดหมายสูงสุดในปรัชญาเชน  สภาวะของนิวารณะ เป็นสภาวะที่วิญญาณบรรลุสันติตลอดไป หลุดพ้นจากบ่วงของกรรม ไม่มีความห่วงใยในชีวิตหรือวัตถุใด ๆ อีกต่อไป  ผู้บรรลุนิวารณะ หรือโมกษะจะไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป  โมกษะเป็นการเคลื่อนขึ้นเบื้องบนของวิญญาณโดยไม่หยุดยั้ง  เพราะไม่มีกรรมในอดีตขัดขวาง หรือกรรมในอดีตหมดพลังแล้ว เชื้อที่ทำให้เกิดการสืบต่อภพต่อชาติอีกได้สิ้นไปแล้ว

              ปรัชญาเชนมีลำดับขั้นของวิญญาณที่เข้าถึงโมกษะ เรียกว่า “สิทธิวิญญาณ”  ซึ่งมี ๕ ขั้น คือ[23]

              . ติรถังกร หรือ ผู้ที่ได้หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ศาสดาของศาสนาเชน

              . อรหันต์ ผู้มีวิญญาณสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะบรรลุนิวารณะหลังจากกำจัดกรรมและอินทรีย์ต่าง ๆ ได้หมดสิ้นแล้ว

              . อาจารย์ ได้แก่ประมุขของหมู่ฤษีทั้งหลายในศาสนาเชน

               . อุปาธยายา ได้แก่นักนักบุญผู้สอนหลักคำสอนในศาสนาเชน

              . สาธุ ได้แก่นักบวชทั่วไป  เป็นผู้ที่เผยแพร่คำสอนของศาสนาเชน

               การพัฒนาตนแต่ละย่างก้าวเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น นอกจากจะแสดงนัยโดยสังเขปในโมกษมารคะ หรือไตรรัตนะดังได้กล่าวแล้วข้างต้นแล้ว หลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ยังมีแสดงรายละเอียดในการปฏิบัติตนไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในรูปของร้อยแก้ว และร้อยกรอง

               ผู้เขียนคัดมาเป็นตัวอย่างเพิ่มเติมประกอบการศึกษาดังนี้

               ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก สูตรกฤตางคะ,๑.๑.๑-๕

               “เราควรทราบสิ่งที่ผูกมัดวิญญาณ และเมื่อทราบแล้ว ก็ควรเปลื้องตนให้พ้นจากพันธะนั้น

               พันธะคืออะไร มหาวีระก็ได้ประกาศแล้ว และความรู้คืออะไร มหาวีระก็ได้สอนให้เปลื้องพันธะนั้นแล้ว

               ผู้ที่มีความยึดถือ แม้แต่สิ่งเล็กน้อย จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต หรือพอใจที่อีกคนหนึ่งได้ทำเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม จะไม่พ้นจากความทุกข์ได้เลย

               ถ้ามนุษย์ฆ่าสิ่งที่มีชีวิต หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า หรือพอใจที่คนอื่นฆ่า บาปของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ

               มนุษย์ที่เอาใจใส่ต่อญาติพี่น้องและมิตรสหาย เป็นคนโง่ที่จะต้องรับทุกข์มาก เพราะจำนวนคนเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

               ทรัพย์สมบัติและญาติพี่น้องไม่อาจช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้เลย ต่อเมื่อเขาทราบธรรมชาติของชีวิตเหล่านั้น เขาจึงจะพ้นจากกรรมได้”[24]

               ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก สูตรกฤตางคสูตร, ๑,๑-๙.

               ดิน และน้ำ  ไฟกับลม

               หญ้า ต้นไม้ และพืช และสัตว์ที่เคลื่อนไหวทั้งปวง

               ที่เกิดในไข่ เกิดในครรภ์ เกิดในมูลสัตว์ เกิดในของเหลว

               เหล่านี้คือสิ่งที่มีชีวิตชั้นต่าง ๆ กัน

               จงรู้เถิดว่า สัตว์เหล่านั้นทั้งปวงก็แสวงหาความสุข

               มนุษย์ที่ทำร้ายมัน ชื่อว่าทำร้ายตัวเอง

               และจะเกิดเป็นสัตว์เหล่านั้นอีก

               บางคนทิ้งมารดา และบิดาเพื่อไปบวช

               แต่ก็คงยังใช้ไฟอยู่

               แต่มหาวีระได้กล่าวว่า “หลักการของพวกนักบวชเหล่านั้นต่ำต้อย

               เพราะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพื่อความสุขของตนเอง”

               ผู้ที่จุดไฟย่อมฆ่าสิ่งที่มีชีวิตเสียมากมาย

               ส่วนผู้ที่ดับไฟก็ฆ่าไฟ

               ดังนั้น บัณฑิตผู้เข้าใจกฎ จึงไม่ควรก่อไฟ

               ในดินและในน้ำมีชีวะอยู่มากมาย

               แมลงชนิดที่ชอบกระโดดได้กระโดดเข้าไปในกองไฟ

               และพวกหนอนก็อยู่ในไม้ที่มีไฟลุกโชน

               เมื่อจุดไฟขึ้น สัตว์ทั้งปวงนั้นก็จะถูกเผาหมด

               แม้แต่พืชทั้งหลายก็มีชีวะ สามารถที่จะเจริญเติบโตได้

               ร่างกายของพืชทั้งหลายก็ต้องการอาหาร มันล้วนแต่เป็นปัจเจก

               พวกที่บ้าระห่ำได้ตัดพืชเหล่านั้นเพื่อความสุขของตนเอง

               และในการทำเช่นนั้น เขาได้ประหารสิ่งที่มีชีวะเสียมากมาย

               ผู้ที่ทำลายพืชไม่ว่าจะเพิ่งออกเป็นหน่อหรือเจริญเต็มที่แล้วก็ตาม

               ชื่อว่าย่อมสร้างไม้เรียวเฆี่ยนหลังตนเอง

               เขาได้พูดว่า หลักการของบุคคลเหล่านั้น

               ที่ทำร้ายพืชเพื่อเอาความสุขของตนเองนั้น เป็นหลักการที่เลวร้าย”[25]

               ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก อาจารางคสูตร, ๑.๒.๑

               “ผู้ที่มีความปรารถนาอยากได้คุณสมบัติต่าง ๆ ของสิ่งทั้งหลาย เป็นคนโง่งมงาย และย่อมตกไปสู่อำนาจแห่งมหาทุกข์ เพราะเขาคิดว่า เรามี มารดา บิดา พี่สาว น้องสาว ภรรยา บุตร ธิดา บุตรสะใภ้ เพื่อนฝูง ญาติที่ใกล้ชิด และญาติห่าง ๆ และผู้ที่คุ้นเคย เรามีสมบัติต่าง ๆ มากมายหลายชนิด เรามีกำไร เราต้องการอาหาร และเครื่องนุ่งห่ม  ประชาชนถูกหลอกลวงอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พวกเขากังวลอยู่ทั้งวันทั้งคืน พวกเขาจะทำงานทั้งในฤดูกาล และนอกฤดูกาล พวกเขาอยากได้โชคลาภและมั่งมีเงินทอง พวกเขาทำร้ายกันและทำทารุณกรรมและหันจิตใจมาทำกรรมชั่วครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้น คนเป็นจำนวนมากจึงมีอายุสั้น

               เพราะเมื่อตา หู จมูก ลิ้น และกายอ่อนแอลง เขาก็จะทราบว่า ชีวิตของเขากำลังหง่อม และหลังจากนั้นไม่นานนัก ความรู้สึกของเขาจะจมลงสู่ความหลง พวกญาติที่เขาอยู่ด้วยจะบ่นเขาก่อน แล้วเขาก็จะบ่นญาติเหล่านั้นบ้าง คนแก่ไม่เหมาะแก่การที่จะหัวเราะ หรือเล่น ไม่เหมาะต่อการที่จะได้รับความสุขหรือการแสดงตัว ดังนั้น มนุษย์จึงควรมีเมตตาสงสารกัน ยึดปัจจุบันเข้าไว้ให้มั่นคง และอย่ายอมให้ถูกหลอกลวงแม้แต่ชั่วโมงเดียว เพราะคนหนุ่ม คนแก่ และชีวิตเองต่างก็สลายไปในที่สุดด้วยกันทั้งนั้น

               บัณฑิตผู้เห็นสภาวะแห่งความทุกข์และสุขทุกชนิด ก่อนที่จะเห็นชีวิตของตนเสื่อมลง ก็ควรรู้จักขณะที่ถูกต้อง (เพื่อดำเนินชีวิตแบบอนาคาริก)...ก่อนที่ประสาทจะอ่อนเปลี้ย เขาควรดำเนินชีวิตเพื่อสวัสดิภาพที่แท้จริงของตนเอง”[26]

               ข้อความต่อไปนี้ คัดจาก นาลฑิยารฺ

               ไม่มีการที่จะผ่านพ้นวัน (ตาย) ที่กำหนดไว้ไปได้เลย ไม่มีใคร

               ในโลกที่จะพ้นจากความตาย และหนีแล้วก็ไปอย่างเสรีได้เลย

               ท่านผู้ซึ่งสะสมทรัพย์สมบัติอยู่ จงเลิกสะสมเสียเถิด ! พรุ่งนี้

               กลองในงานศพก็จะตีอยู่แล้ว  (๖)

                             มารดาของเราให้กำเนิดแก่เรา ทิ้งเราไป

                             หามารดาของท่าน ซึ่งได้จากไปแล้วในแบบเดียวกัน

                             และไปแสวงหาคนอื่นมาเป็นมารดา

                             นี่เป็นวิถีทางของโลก (๑๕)

               มนุษย์เกิดมาโดยมิได้รับเชิญ เข้าร่วมในครอบครัวในฐานะเป็นญาติ

               และจากไปอย่างสงบ นกย่อม

               บินจากต้นไม้ที่มีรังเดิมของมันไปอย่างสงบฉันใด

               มนุษย์ย่อมละทิ้งร่างที่ว่างเปล่าของตนไปหามหมู่ญาติฉันนั้น (๓๐)

                             หัวกะโหลกของคนตาย พร้อมกับเบ้าตาที่ลึก

                             ดูน่าสะอิดสะเอียนนัยน์ตา ยิงฟันอยู่ กล่าวกะผู้มีชีวิตอยู่ว่า

                             “จงระมัดระวัง และรักษาทางกุศลไว้

                             นั่นเป็นทางบุญที่จะทำให้ร่างกายมีคุณค่า” (๔๙)

               เมื่อมนุษย์โผล่ขึ้นมาในหมู่ศัตรู และปรารถนาที่จะสู้รบ

               บัณฑิตควรบอกว่า ไม่เป็นการขี้ขลาดเลย ที่จะปฏิเสธคำท้าทายนั้น

               แม้เมื่อศัตรูของท่านทำความชั่วอย่างที่สุด

               ก็นับว่าเป็นการถูกต้องที่ท่านจะไม่ทำความชั่วตอบ (๖๗)

                             ถ้าท่านส่งลูกวัวตัวเล็ก ๆ เข้าไปในฝูงแม่วัว

                             มันก็จะค้นหาแม่ของมันได้ด้วยความชำนาญโดยไม่พลาดเลย ข้อนี้ฉันใด

                             กรรมเก่าย่อมแสวงหาผู้ทำได้ฉันนั้น

                             และผู้ทำกรรมจะต้องได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน (๑๐๗)

               วัวมีรูปร่างและสีสันต่าง ๆ กันอยู่มากมาย

               (แต่) น้ำนมของมันก็มีสีขาว (เหมือนกัน) เสมอ

               วิถีทางแห่งคุณความดีมีทางเดียวเช่นเดียวกันกับน้ำนมเหมือนกัน

               (แม้ว่า) ศาสนาต่าง ๆ จะสอนให้แตกต่างกันออกไปมากมายก็ตาม (๑๑๘)

                             การศึกษาเป็นขุมทรัพย์ที่ไม่ต้องมีการคุ้มกัน

                             ไม่มีไฟที่ใดจะทำลายล้างมันได้ หรือไม่มีกษัตริย์ผู้ริษยาองค์ใดจะถือเอาไปได้

                             การศึกษาเป็นมรดกที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะทิ้งไว้ให้บุตรหลานได้

                             สิ่งอื่น ๆ หาใช่ทรัพย์สมบัติที่แท้จริงไม่ (๑๓๔)       

               ชีวิตที่ผ่านไปด้วยการบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นชีวิตที่ดีที่สุด

               ชีวิตที่ล่วงไปกับบุคคลที่ตนรักเป็นชีวิตปานกลาง

               ชีวิตที่ไม่เคยมีความพอใจเลยเป็นชีวิตที่เลวที่สุด (๓๖๕)[27]

 

๕. สรุป

               ปรัชญาเชน เป็นปรัชญาร่วมสมัยกับพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถา จึงปรากฏร่องรอยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกกับลัทธินี้อยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการสนทนาธรรม การโต้วาทะ หรือการแสดงธรรมโปรดนักบวชเชน

               ในแง่อภิปรัชญา ปรัชญาเชนยืนยันแนวความคิดเรื่องอเนกันตวาท คือแนวคิดที่อธิบายโลก และสรรพสิ่งทั้งหลายบนพื้นฐานของความหลากหลาย เพราะปรัชญาเชนไม่เชื่อว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกซึ่งมีความแตกต่างกันจะมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งเดียว หรือเพียงแค่สิ่ง ๒ สิ่ง ดังนั้นแม้ปรัชญาเชนจะพูดถึงเรื่องชีวะ และอชีวะ ซึ่งดูเหมือนมีเพียง ๒ ประการ แต่ในความจริงแล้ว ทั้งชีวะและอชีวะก็แบ่งย่อยในรายละเอียดอีกมากมาย ซึ่งก็เข้ากับหลักการเรื่องอเนกันตวาท

               ในแง่ญาณวิทยา ปรัชญาเชนยึดหลักสยาทวาทะ ซึ่งหลักการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเชื่อว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีความหลากหลาย และบนพื้นฐานแห่งความหลากหลายเช่นนี้ จึงไม่ควรด่วนสรุปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอนทันที แต่ควรพิจารณาประเด็นสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกส่วนก่อน ท่าทีเช่นนี้ เท่ากับว่าปรัชญาเชนนั้นจะไม่ยอมตกลงปลงใจยอมรับความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งทันที เบื้องต้นจึงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน เกณฑ์การตัดสินองค์ความรู้แท้จึงใช้คำว่า “บางที” ทุกครั้ง

               ในแง่จริยศาสตร์ หลักการทั่วไปของปรัชญาเชนเน้นเรื่องความไม่เบียดเบียน อาจจะเรียกได้ว่า ปรัชญาเชนถือหลักการข้อนี้เคร่งครัดมาก เข้าข่ายเป็นอัตตกิลมัตถานุโยค ทั้งนี้ทั้งนั้นหลักการดังกล่าวนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้ถึงเป้าหมายสุดท้ายคือการบรรลุถึงโมกษะ ซึ่งจะบรรลุได้ก็ต้องผ่านกระบวนการบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด

 



           [1] เช่น ฝันเห็นวัวสีขาวมีรัศมีรอบกาย, ฝันเห็นราชสีห์, ฝันเห็นเทพลักษมี, ฝันเห็นมาลัยดอกไม้, ฝันเห็นพระจันทร์วันเพ็ญ, ฝันเห็นพระอาทิตย์, ฝันเห็นกองรัตนะ,ฝันเห็นพาหนะจากสวรรค์ ฯลฯ สุดท้ายฝันเห็นไฟปราศจากควัน ซึ่งความฝันเหล่านี้ก็ได้มีการพยากรณ์ในเชิงที่ประกาศว่า ผู้ที่มากำเนิดนี้เป็นผู้มีบุญาธิการ และจักได้กระทำการใหญ่ เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ ดูข้อมูลจาก Fourteen Auspicious Dreams of Mother Trishala อ้างอิงใน http://www.sacred-texts.com/jai/14dreams.txt <เข้าถึงเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔>

[2] Radhakrishnan, Indian Philosophy vol. 1. (London: George Allen & Uwin, 1971), p.290.

 

          [3] สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, ผู้จัดแปล. สารัตถะปรัชญาอินเดีย. (กรุงเทพ ฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, ๒๕๓๑), หน้า ๔๘.

[4] Radhakrishnan, Indian Philosophy vol. 1.p.286.

[5] Ibid. p 291.

          [6] Dr. Chandradhar Sharma,  A Critical Survey of Indian Philosophy. (Delhi : Motilal Banarsidass Publishers, 1987), p. 48.

            [7] อหิมฺสา ปรฺโม ธรฺม ฯ อหิงสา เป็นบรมธรรม. A Treatise On Jainism By - Shri Jayatilal S. Sanghvi http://www.sacred-texts.com/jai/treatise.txt <เข้าถึงเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔>

 

          [8] Radhakrishnan. Ed. History of Philosophy: Eastern and Western vol. 1. (George Allen & Unwin,  1967), p.139.

          [9] มหาปุราณะ,๔:๑๖-๓๑, ๓๘:๔๐, อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ์, ผู้แปล.บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย ภาค ๑. (กรุงเทพ ฯ: ราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๘๒-๘๓.

 [10] Ibid. p. 320.

             [11] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ์, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๕๒.

 [12] คุณธรวาท,๑.๓๒-๓๙. อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๘๔-๘๖.

             [13] M. Datta, S. C. Chatterjee.  Introduction to Indian Philosophy.  (India : University of Calcutta, 1984), p. 96.

               [14] Ibid., p. 97.

           [15] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล. อ้างแล้ว, หน้า ๘๑.

[16] Radhakrishnan,  Indian Philosophy vol. 1. Op. cit. p. 294.

           [17] Ibid., p 295.

 [18] Radhakrishnan,  Indian Philosophy vol. 1. Op. cit. p. 295.

           [19] สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. (กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๑๐๔.

           [20] Radhakrishnan, ed. History of Philosophy: Eastern and Western vol. 1, p.  147.

           [21] Radhakrishnan , Indian Philosophy vol. 1, Ibid.,p. 325

 [22] Ibid.

 [23] ทรงวิทย์ แก้วศรี, บรรณาธิการ. มหาจุฬา ฯ วิชาการ  ปรัชญาบุรพทิศ.  (พิมพ์ในงานฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการสถาปนา ๘–๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๒), หน้า ๒๓๒.

           [24] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๕๘.

           [25] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๖๓.

           [26] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๖๑.

           [27] อ้างใน จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล.อ้างแล้ว, หน้า ๗๓-๗๖.

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บ้านพระธรรม วันที่ : 14/03/2011 เวลา : 13.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

ศาสนาเชน..มีดีอยู่มากมายค่ะ
และคล้ายกับพุทธ แม้กระทั่งประวัติของศาสดาท่านมหาวีระ
และคำสอน บางอย่างก็ใกล้เคียงกัน
ประการสำคัญคือ...เกิดร่วมสมัยกับพุทธด้วยเนี่ยสิ!!!! จนกระทั่งมีคนเคยคิดว่า..เชนและพุทธ คือศาสนาเดียวหรือป่าว?

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 09/03/2011 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


มีท่านผู้รู้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า
เชนเป็นศาสนาที่เกิดในอินเดีย
และไม่เคยออกจากอินเดียเลย
เราจึงรู้จักคำสอนของเชนผ่านตำราเสียเป็นส่วนใหญ่
เป็นความจริงที่ว่า
คนที่นับถือเชนส่วนใหญ่มักเป็นคน "มีอันจะกิน"
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า
เชนถือเคร่งครัดมาก
คนที่หาเช้ากินค่ำจึงมักมองเป็นเรื่องยุ่งยาก
และไม่อาจทำตามได้
ด้วยข้อจำกัดของชีวิตความเป็นอยู่จริง ๆ
ศาสนาเชนจึงไม่ค่อยแพร่หลาย
แต่ก็มีข้อน่าภูมิใจก็
ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ตราบเท่าถึงปัจจุบัน
เชนนับเป็นศาสนาที่ไม่เคยขาดสูญไปจากอินเดียเลย
แสดงว่า เขาก็มีดีอยู่ในตัวเหมือนกัน

อนุโมทนาที่ร่วมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ธนูกฤติ วันที่ : 09/03/2011 เวลา : 06.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Dhanukrit

นมัสการพระคุณเจ้า ขอบพระคุณที่มาให้ความรู้อีกครั้ง ผมมีเพื่อนชาวอินเดียที่นับถือศาสนาเชนอยู่ ๑ คน มีฐานะดีพอสมควร พวกนี้สังเกตุง่ายว่านับถือศาสนาเชนหรือไม่ นามสกุลของพวกนี้จะมีคำว่า JAIN เขาบอกว่าคนนับถือศาสนานี้มีไม่มากเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์(ไม่แน่ใจว่าจำมาถูกหรือไม่) แต่ส่วนใหญ่ร่ำรวย คนรวยส่วนใหญ่ในอินเดียนับถือศาสนานี้ พวกนี้จะทานมังสวิรัติตลอดชีวิต

ผมรู้จักเขาครั้งแรก ผมก็สร้างความประทับใจให้เขาเพราะผมเห็นนามสกุลเขาแล้วก็ถามเขาว่าเขานับถือศาสนาเชนใช่ไหม จากนั้นผมก็พูดถึงท่านมหาวีระ องค์ศาสดาของเขา ตลอดจนคำสอนของท่าน เพราะเคยอ่านผ่านตามาบ้าง เขาดีใจมากที่คนไทยรู้จักท่านมหาวีระ เพราะเขาเดินทางทั่วโลกแต่หาเพื่อนที่รู้จักพระมหาวีระน้อยมาก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน